Thursday, 15 December 2016

Complexity 2/2 #minsoon

“ซูนนน ตื่นนนน"


“งืออออ"


“ตื่นนนนซูนนนน ตื่นเดี๋ยวนี้นะ ตื่นนนน"


“งืออออ"


มินกยูกอดอกกดสายตามองพี่ชายที่นอนขดอยู่บนเตียงอย่างหงุดหงิดแล้วมองเวลาในโทรศัพท์ เขากำลังจะสายแล้ว วันนี้เป็นวันแสดงจริง และเขาต้องรีบไปแต่งหน้าทำผมก่อนจะซ้อมรอบสุดท้ายเพื่อแสดงจริงตอนบ่ายโมง ความจริงต้องไปถึงตั้งแต่เก้าโมงแล้ว แต่ตอนนี้แปดโมงสี่สิบซูนยองยังนอนอืดอยู่บนเตียง พี่ชายของเขาดูจะเป็นผู้ใหญ่ซะทุกเรื่อง ยกเว้นก็แต่เรื่องนี้ นาฬิกาปลุกของซูนยองทุกเช้าก็คือมินกยูนี่แหละ วันนี้อยากจะถีบตกเตียงจริงๆ แต่เห็นแก้มกลมๆ ซุกเข้ากับผ้าห่มอย่างนั้นแล้วก็ใจอ่อน เอาเถอะ ไปสายสักหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง อีกอย่าง เขาจะได้ชื่นใจก่อนแสดงจริงด้วย คิดได้แล้วก็แทรกตัวเข้าไปใต้ผืนผ้าห่มเดียวกันแล้วดึงพี่ชายมากอดแน่น


“ซูนนน~”


“งืออ"


“ตื่นเถอะนะครับ วันนี้ผมมีแสดงละครนะ ซูนไม่ไปดูเหรอ?”


“งืออ มันบ่าย ไม่ใช่เหรออ"


“ผมอยากให้ซูนไปช่วยดูรอบซ้อมใหญ่นี่นา เผื่อจะต้องแก้อะไร"


“งืม แก้อะไรเล่า นายต้องมั่นใจตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"


มินกยูมองซูนยองไปยิ้มไป ท่าทางยังไม่ตื่นดีด้วยซ้ำ พูดอะไรงึมงำทั้งๆ ตาปิด เห็นแล้วมันเขี้ยวก็เลยหอมเข้าไปฟอดใหญ่จนซูนยองหันหน้าหนี แต่มินกยูก็ดึงกลับมาอยู่ดีแถมยังซุกใบหน้าลงกับไหล่เสร็จสรรพ นอนกอดซูนยองเช้าวันอาทิตย์ ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว แต่วันนี้เขารีบ มินกยูเห็นท่าไม่ดี ซูนยองไม่ตื่นง่ายๆ เลยเริ่มจูบหน้าผากจูบแก้มหวังจะให้พี่ชายรำคาญแล้วลุกขึ้นจะถีบ แต่ก็ไม่ วันอาทิตย์เหมือนมีอำนาจอะไรบางอย่างที่ทำให้ซูนยองขี้เซาผิดปกติ ดันนิ่งไม่ไหวติงให้เขาจูบอยู่อย่างนั้น


“ซูนน ตื่นเถอะครับ"


"ฉันตามไปทีหลังไม่ได้เหรออออ"


"ก็ผมอยากให้ซูนไปเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนี่นา..”


“...”


“ถึงจะแค่รอบซ้อมก็เถอะ ผมก็ตื่นเต้นนะ..”


เงียบ ซูนยองนอนนิ่งอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก่อนเปลือกตาจะค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ แล้วเหลือบมามองน้องชายที่ยิ้มแก้มอูมใส่อยู่ก่อนแล้ว ซูนยองถอนหายใจเฮือก อยากจะนอนคลุมโปงต่อใจจะขาดแต่มินกยูพูดมาแบบนี้เขาจะปฏิเสธได้ยังไงกัน มินกยูเห็นพี่ชายยอมลืมตาก็ดีใจยื่นหน้าไปหอมแก้มอีกทีแรงๆ ชื่นใจเป็นที่สุดจนซูนยองต้องดันหน้าออก


“พอเลย พอๆ ลุกไปเลยฉันจะไปอาบน้ำแล้ว แบบนี้เดี๋ยวยาว"


“อื้อ ถ้าอีกสิบวินาทีซูนไม่ลุกผมก็กะจะไม่เล่นแล้วละคร อยู่เล่นกับซูนบนเตียงดีกว่า"


คำพูดธรรมดาๆ ที่เมื่อก่อนซูนยองก็คงจะแค่ผลักหัวน้องชายแล้วลุกไปเข้าห้องน้ำ วันนี้เหมือนน้ำถังใหญ่ๆ สาดหน้าจนซูนยองตื่นเต็มตา ตัวมินกยูเองไม่ได้พูดอะไรต่อ มองหน้าพี่ชายนิ่งๆ ก่อนจะยิ้มน้อยๆ แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปทิ้งให้ซูนยองที่แทบอยากจะเอาผ้าห่มรัดคอตัวเองตายนอนดิ้นอยู่ในห้องคนเดียว


ช่วงนี้เขาอยู่กับมินกยูได้ไม่สนิทใจเลยจริงๆ


“เดี๋ยวผมต้องไปแต่งหน้าทำผมเปลี่ยนชุดก่อนนะ ซูนก็เข้าไปนั่งกับผม ได้เข้าหลังเวทีเชียวนะ! หลังเวที! เจ๋งปะล่ะ!?”


“ก็แค่เวทีละครโรงเรียน- เอ่อ เจ๋งสิ เจ๋ง"


ซูนยองรีบแก้คำพูดทันทีที่มินกยูหันกลับมามองด้วยสีหน้าน้อยใจ ซูนยองถอนหายใจแล้วมองมือตัวเองที่มินกยูจับไว้อยู่ ผู้ชายสองคนเดินจูงมือกันกลางถนน รู้สึแปลกๆ ดีเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่ได้อยากดึงมือออก เพราะระยะทางระหว่างโรงเรียนมินกยูกับบ้านซูนยองไม่ไกลนักทั้งสองคนก็เลยเดินเอา นึกแปลกใจที่โรงเรียนมินกยูยังจะใกล้กับบ้านเขามากกว่ามหาวิทยาลัยของเขาเองเสียอีก กลายเป็นบ้านมินกยูอยู่ไกลโรงเรียนไป เดินมาไม่นานก็เข้ารั้วโรงเรียน ซูนยองมองร้านค้าที่เริ่มตั้งแผงอยู่สองข้างทางที่นักเรียนในโรงเรียนเป็นคนจัดก่อนจะกระตุกมือตัวเองออกแล้วแสร้งมองไปทางอื่น แต่หางตาก็ยังเห็นว่ามินกยูมองมาอยู่ดี


“เอ่อ ร้านขนมเยอะเลยเนอะ ปีที่แล้วฉันจำไม่เห็นได้ว่ามีนี่นา"


“เขาเพิ่งเริ่มจัดปีนี้อะ งานละครเนี่ย เป็นนโยบายอะไรซักอย่างของผอ.เนี่ยแหละฮะ"


“พี่มินกยู!!!!”


ซูนยองสะดุ้งเมื่ออยู่ดีๆ ก็มีเด็กนักเรียนชายสามสี่คนวิ่งจากซุ้มน้ำหวานออกมายืนรุมมินกยูจนเขาต้องถอยออกมาเล็กน้อย มินกยูยิ้มแย้มแล้วทักทายตอบอย่างร่าเริง เด็กสี่คนนั้นยื่นขนมหลากหลายแบบให้จนน้องชายเขารับแทบไม่ทัน สงสัยนอกจากในหมู่นักเรียนหญิงแล้วมินกยูก็ป๊อปในหมู่นักเรียนชายเหมือนกัน


“พี่มินกยูเท่มากๆ เลย เดี๋ยวพวกผมจะไปจองที่หน้าๆ เลยครับบ่ายนี้!”


“อ่า ขอบใจนะ"


“พี่ครับหลังจากแสดงเสร็จผมขอถ่ายรูปด้วยนะะ ได้ข่าวว่าชุดเท่มากเลย!”


“รอดูได้เลย ฮ่าๆๆ"


“พี่มินกยู แล้วเรื่องที่พี่จะไปคัดตั-”


“เอ่อ เดี๋ยวพี่ต้องไปแล้วล่ะ ขอให้พวกนายขายดีๆ แล้วกันนะแล้วจะมาอุดหนุน"


“ได้เลยครับบบ"


ซูนยองรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย เพราะเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นมินกยูอยู่กับคนที่เด็กกว่า ดูท่าทางเป็นผู้ใหญ่ใช้ได้เลยแฮะ มินกยูหอบถุงขนมเดินมาหาเขาพร้อมรอยยิ้ม ทำท่าจะเอื้อมมาจับมือแต่ก็ชะงักเล็กน้อยแล้วยิ้มบาง


“อ่า ไม่มีมือซะแล้ว อดจับมือเลยอะ"


“ไม่ต้องจับก็ได้ ให้ฉันช่วยถือมั้ย?”


“ไม่เป็นไรฮะ ขนมผมผมถือเองได้"


“อ่า เหรอ"


“ใช่ เพราะจะไม่แบ่งซูนด้วย!”


“เอ้า เด็กนี่!”


“ปะปะ ไปซ้อมกันดีกว่า แค่นี้ก็สายมากแล้ว เพราะใครก็ไม่รู้ขี้เซาจริงๆ"


“นี่ๆๆ ให้มันน้อยๆ หน่อย!”


“แต่เมื่อกี๊ซูนก็เห็นแล้วใช่ม้าา"


“หืม อะไร?”


“แฟนคลับไงแฟนคลับ ผมเป็นไอดอลของใครตั้งหลายคนเลยน้า"


“..ก็แปลกดี"


“ปะ แปลกดีอะไร!! หยาบคายมาก! ผมหุ่นก็ดี หน้าตาก็หล่อ เล่นละครก็ได้ แถมยังว่ายน้ำเก่งอีก! เชอะ"


“เวลาพูดอะไรแบบนี้ ปกติเขาต้องรอให้คนอื่นชมนะไม่ใช่ชมตัวเอง"


“ทำไมพูดแบบนี้อะะ”


“ก็จริงนี่นา นายอย่าหลงตัวเองมากนักสิ"


“ซูน!!”


มินกยูหันมามองเขาด้วยสีหน้าหงุดหงิดปนงอแง ก่อนจะคว้าข้อมือเขาลากเข้าหอประชุมอย่างรวดเร็วจนซูนยองแทบเดินตามไม่ทัน พอเดินลงไปหลังเวทีก็เหวี่ยงพี่ชายเข้ากับกำแพงใกล้ๆ ประตูที่มีป้ายติดว่าห้องแต่งตัวนักแสดงก่อนจะตามเข้ามาประชิด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างปุบปับจนซูนยองรีบยกมือขึ้นมายันอกน้องชายไว้ แต่มินกยูก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนซูนยองต้องเบือนหน้าหนี กลายเป็นเอียงหูไปใกล้ริมฝีปากอีกฝ่ายมากขึ้นซะอย่างนั้น


“มะมินกยู ทำอะไร-”


“ตอนนี้ซูนอาจจะยังมองไม่เห็นหรอก ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ เขาปลื้มผมกันตั้งเยอะแยะขนาดนี้"


“หะ หา?”


“แต่วันนึง ซูนก็ต้องยอมรับ อีกไม่นานหรอก"


“มะ มินกยู"


“เลิกคิดว่าผมเป็นน้องชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งสักทีเถอะครับ"


ซูนยองอึ้งสนิท ปากอ้าออกน้อยๆ เมื่อมินกยูพูดประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง และไม่ได้ตบท้ายด้วยการอ้อนงอแงเหมือนทุกครั้งแต่นิ่งอยู่อย่างนั้น ซูนยองไม่คุ้นชินกับมินกยูที่เป็นแบบนี้เลย สายตาแบบนี้ซูนยองก็ไม่เคยเห็น บางที บางทีซูนยองอาจจะเลี่ยงเรื่องนี้มานานเกินไปแล้ว มันคงต้องมีสักวันที่จะต้อง-


“อ้าว ไอ้มินกยู! กว่าจะมาได้!- เอ๊ะ เอ่อ"


ซูนยองเป็นคนได้สติก่อนแล้วแทรกตัวหนีออกมายืนห่างๆ มินกยูหลับตาลงแล้วผ่อนลมหายใจยาวก่อนจะเหลือบสายตากลับมามองพี่ชายเล็กน้อยแล้วยื่นถุงขนมใส่มือเพื่อนที่เพิ่งเปิดประตูออกมาจากห้องแต่งตัวพร้อมบอกว่าเดี๋ยวจะตามเข้าไป เมื่อประตูปิดลงซูนยองก็เริ่มรู้สึกอยากกลับบ้านยังไงแปลกๆ แต่มาจนถึงตอนนี้จะพูดแบบนั้นก็ไม่ได้แล้ว มินกยูยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็เดินเข้ามาจับมือเขาไว้ทั้งสองข้างแล้วแกว่งไปมาเล็กน้อย


“ซูน ผมขอโทษ เมื่อกี๊ผม.. ผมอารมณ์ร้อนไปหน่อย"


“เอ่อ ไม่เป็นไร แต่ทำไมนาย-”


“ผมแค่ไม่ชอบที่ซูน ซูนทำเหมือนซูนเลี้ยงเด็กตลอดเวลาที่อยู่กับผม ซูนไม่เคยมาโรงเรียนผมเท่าไหร่เลย ผมก็อยากจะให้ซูนเห็นผมในมุมเท่ๆ แบบที่คนอื่นๆ เห็นบ้าง แต่ซูนก็ยังทำเหมือนมันเป็น.. เป็นเรื่องไร้สาระ หรือว่าผมบ้าไปเอง-”


“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะ! ฉันอาจจะพูดจาอะไรไม่ใส่ใจนายมากไปหน่อย.. คือฉัน ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ ถ้ามันทำให้นายเสียใจ ฉันขอโทษ"


นี่เป็นอย่างหนึ่งที่เขาชอบในความสัมพันธ์ของเขากับมินกยู ซูนยองรู้สึกว่าทั้งมินกยูและตัวเองพยายามประคองมันอย่างดีที่สุด ถ้าใครคนใดคนหนึ่งรู้สึกไม่พอใจ หรืออึดอัดอะไรตรงไหน ส่วนใหญ่แล้วก็จะคุยกันตรงๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทุกเรื่องก็เถอะ อย่างน้อยตอนนี้เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้น แต่ความจริงที่ว่าทำไมเขาพูดแบบนั้นออกไป เขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน มินกยูยกยิ้มน้อยๆ แล้วดึงเขาเข้าไปกอดแน่น ซูนยองเองก็ยกแขนขึ้นกอดตอบแล้วลูบหลังน้องชายไปมา


“ฉันขอโทษ ขอโทษนะ อย่าโกรธฉันเลยนะ"


“อื้ออ ผมไม่โกรธหรอก ซูนไม่ได้ตั้งใจนี่นา ผมเองก็ขอโทษนะฮะที่อารมณ์ร้อนไปหน่อย"


“ไม่เป็นไร ฉันผิดเองแหละ"


“ซูน จริงๆ แล้วผม-”


ปังง!!


“โว้ยยย ไอ้มินกยู เมื่อไหร่จะเข้ามา!!! ทำอะไรอยู่วะะะะะ!!!”


เพื่อนอีกคนของมินกยูถีบประตูออกมาแล้วโวยวายเสียงดังจนซูนยองและมินกยูผละออกจากกันโดยอัตโนมัติ แล้วมินกยูก็แยกเขี้ยวใส่เพื่อนก่อนจะดึงมือซูนยองเดินตามเข้าไปด้านใน ซูนยองรู้สึกตัวลีบลงจนแทบอยากหามุมหลบเพราะตอนนี้สายตาทุกคู่ในห้องแต่งตัวกำลังมองมาทางนี้ แต่มินกยูกลับทำตัวสบายๆ จนน่าหมั่นไส้ ลงไปนั่งบนเก้าอี้หน้ากระจกตัวหนึ่งแล้วดึงเขาไปนั่งบนเก้าอี้ใกล้ๆ กัน รอให้ช่างแต่งหน้าทำผมมาจัดการตนเอง


“มาโคตรช้า คลานมาเหรอไอ้หมา!”


“เปล่า ตีลังกามา มันสนุกดีแล้วหัวก็ไม่ได้ไปฟาดอะไรด้วย"


“ไอ้มินกยู!! ไอ้ $#%^*&(^#^)”


“ว้า ภาษาจีนอีกแล้ว พวกต่างด้าว"


“ไอ้!! $%^$%&*%^*&%*$%”


นอกจากจะไม่หยุดแล้วเพื่อนมินกยูคนนั้นยังรัวภาษาจีนเร็วกว่าเดิมอีกจนซูนยองแทบคอหดเพราะเพื่อนคนนั้นมายืนด่าอยู่ข้างหลังเขานี่แหละ ถ้าจะเสียงไม่ผิดก็น่าจะเป็นคนเดียวกับที่มินกยูไปยึดโทรศัพท์มาโทรหาเขาตอนไปค่าย เพื่อนอีกคนที่เปิดประตูมาเจอคนแรกเดินเข้ามาห้ามแล้วหันมายิ้มกว้างให้เขา สว่างไสวผิดกันจนไม่รู้ว่าสามคนนี้เป็นเพื่อนกันได้ยังไงเลยทีเดียว


“สวัสดีครับ ผมซอกมินครับเพื่อนมินกยู น้องชื่ออะไรเหรอครับ?”


“เอ่อ พี่ชื่อซูนยองครับ"


“หา? พี่เหรอ? เอ่อ ขอโทษครับพอดี-”


“เห้ยยย เดี๋ยวๆ พี่คือพี่ซูนนน อะไรนั่นของไอ้มินกยูเหรอ? #$^&$%^&”


“ไอ้หมิงฮ่าวเลิกพูดภาษาจีนสักทีฟังไม่รู้เรื่อง"


“ก็ ปัดโถ่ไอ้ซอกมิน!! ก็พี่ซูนนี่ไง คนที่ไอ้มินกยูมันคุยโทรศัพท์บนรถตอนไปค่ายตั้งสี่ห้าชั่วโมง แถมคืนที่กินเหล้ากันก็ยังเรียกหาแต่ซูนน ซูนน อยู่นั่นทั้งคืนอะ!! นี่พี่นี่เอง แฟนบนหิ้งของไอ้มินกยูมันอะ!!”


เงียบกริบ ซูนยองอ้าปากค้างอย่างตกใจพูดอะไรไม่ออกสักคำ มินกยูที่นั่งอยู่ข้างกันก็นั่งเงียบ ทุกคนในห้องหันมามองนิ่ง สีหน้าไม่ต่างจากซูนยองเท่าไหร่มีแต่หมิงฮ่าวที่ทำหน้าตาลิงโลดอยู่คนเดียวแถมยังชี้หน้าซูนยองไม่เลิกก่อนจะพูดด้วยเสียงตกใจกว่าเดิม


“ผมว่าแล้วเชียวฟังจากเสียงในโทรศัพท์เหมือนจะเป็นผู้ชาย! โหยไอ้มินกยูชอบแบบนี้ก็ไม่บอก-”


โป๊กกก


“โอ้ยย!”


มินกยูขว้างลิปสติกบนโต๊ะใส่หัวหมิงฮ่าวอย่างแม่นยำ เอื้อมมือมาดันคางให้ซูนยองปิดปากแล้วลุกขึ้นยืนเดินมายืนหลังเก้าอี้พี่ชาย หมิงฮ่าวยกนิ้วขึ้นชี้หน้าด้วยสีหน้าเคียดแค้นแถมหน้าผากก็เริ่มแดงเพราะแรงกระแทก ซอกมินทำหน้าตาเลิ่กลั่กจับแขนเพื่อนไว้ในขณะที่คนในห้องยังเป็นผู้ชมอย่างตั้งใจ มินกยูวางมือลงบนไหล่ซูนยองแล้วบีบเบาๆ


“ไร้สาระ ซูนเป็นพี่ชายคนพิเศษของฉัน ไม่ใช่แฟนบนหิ้งอะไรของนาย เลิกพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้ว แล้วก็พี่ช่างแต่งหน้าครับ แต่งหน้าให้ผมหน่อยครับเดี๋ยวจะไม่ทันเอา"


เพราะซูนยองเหมือนจะเป็นต้นเหตุหน่อยๆ เจ้าตัวก็เลยเดินออกไปหาน้ำแข็งใส่ถุงแล้วมาประคบให้หมิงฮ่าวที่นั่งทำหน้าบูดอยู่คนละมุมห้องกับมินกยูเพราะคนอื่นๆ ในห้องจัดที่ไว้ให้กันไม่ให้ตีกันอีก หมิงฮ่าวขอบคุณซูนยองเสียงเบาแล้วทำปากขมุบขมิบเหมือนจะพูดอะไรต่อแต่ซูนยองได้ยินไม่ถนัดเลยนั่งลงแล้วก้มหน้าเข้าไปถาม


“เมื่อกี๊ว่าอะไรนะครับ?”


“ฮึ เปล่าครับ แต่ว่าพี่อะ ไม่ใช่แฟนไอ้มินกยูมันจริงๆ เหรอ?”


“เอ่อ ไม่ใช่ครับ ทำไมน้องหมิงฮ่าวคิดแบบนั้นล่ะ?”


“ก็ ไอ้มินกยูมันทำตัวแปลกๆ อะ มันดัดเสียงด้วยเวลาคุยกับพี่ ถ้าให้บอกว่าอ้อนกันมาตั้งแต่เล็กก็เข้าใจหรอก แต่ไอ้โทรหาตอนเมาแล้วพูดจาอะไรแบบนั้นมัน-”


“อะ อะไรแบบไหนครับ?”


ซูนยองเริ่มรู้สึกไม่สบายใจเมื่อหมิงฮ่าวสอดส่ายสายตามองไปรอบห้องก่อนจะกลับมาหยุดที่หน้าเขา กัดริมฝีปากน้อยๆ เหมือนไม่แน่ใจว่าจะพูดดีมั้ยแต่ในที่สุดก็โน้มหน้าเข้ามาหาแล้วกระซิบเสียงแผ่ว


“ไอ้ที่พูดเหมือนว่าไม่ต้องการแฟนที่ไหน นอกจากพี่ อะไรแบบเนี้ยผมว่าไม่น่าจะใช่พี่น้อง"


“นะ น้องหมิงฮ่าว ที่น้องได้ยินอาจจะ-”


“เห้ยพี่ ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นหรอกน่า ผมก็แค่ได้ยิน ไม่ได้คิดอะไร แต่ว่า.. ถ้าพี่ยืนยันว่าไม่ใช่แฟนจริงๆ ล่ะก็ พี่ลองถามไอ้มินกยูมันดูดีๆ ก่อนแล้วกันนะ"


“...”


“ผมว่ามันอาจจะไม่ได้คิดเหมือนพี่หรอก"


“...”


“แต่นั่นก็แค่ความรู้สึกผมนะ"


และประโยคนั้นของหมิงฮ่าวก็ทำเอาซูนยองนั่งตัวแข็งเป็นหินตลอดระยะเวลาสามชั่วโมงตั้งแต่มินกยูแต่งหน้า จนไปนั่งตัวแข็งต่อระหว่างซ้อมใหญ่ในหอประชุม การแสดงไม่ได้เข้าหัวเขาเลยแม้แต่น้อยจนกระทั่งซ้อมเสร็จแล้วมินกยูลงมานั่งกับเขาบนเก้าอี้โซนคนดูในขณะที่คนอื่นๆ กลับเข้าห้องแต่งตัวกันหมด


“ซูน เป็นอะไรรึเปล่าอะ ทำไมเหม่อตลอดเลย"


“เอ่อ ไม่ได้เป็นอะไร แล้วนี่ไม่กลับห้องแต่งตัวเหรอ?”


“ไม่อะ เดี๋ยวรอข้าวมาแล้วค่อยกลับก็ได้ ตอนนี้อยากอยู่กับซูน"


พูดจบก็ดึงที่วางแขนที่กั้นระหว่างเก้าอี้สองตัวออกแล้วเอนตัวลงมานอนตักพี่ชายทันที ซูนยองตกใจจนผลักหัวออกทำให้มินกยูกลิ้งลงไปคลุกฝุ่นกับพื้นพร้อมเสียงโป๊กเบาๆ แต่แทนที่จะงอแงเหมือนทุกทีมินกยูกลับนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตรงหน้าซูนยองก่อนจะดึงมือพี่ชายมาจับแน่น แล้วทั้งสองคนก็เงียบไปครู่ใหญ่ในขณะที่มินกยูลูบฝ่ามือพี่ชายเบาๆ


“ซูน ผมว่าผมรู้ว่าทำไมซูนถึงเป็นแบบนี้นะฮะ"


“...”


“ผม.. ผมทำให้ซูนไม่สบายใจใช่มั้ย? ทั้งเรื่องคืนที่ค่ายวันนั้น แล้วก็เรื่องวันนี้ด้วย"


“มินกยู ฉัน-”


“ผมอยากจะบอกกับซูนเหมือนกันว่า มันไม่มีอะไร อยากให้ลืมๆ มันไปแต่ว่า..”


“...”


“ผมทำไม่ได้"


“...”


“ตอนนี้ผมคงพูดได้แค่นี้ เอาไว้ให้ผมมั่นใจกว่านี้ แล้วผมจะ.. ผมจะทำให้มันดีกว่านี้ นะฮะ? แต่ในตอนนี้ ผมอยากให้ซูนทำให้ใจให้สบายๆ แล้วก็ อย่าเลิกรักผม-”


“ฉันไม่เลิกรักนาย เพราะเรื่องแบบนี้หรอกนะมินกยู"


“ขอบคุณนะครับ"


มินกยูเงยหน้ามองพี่ชายพร้อมรอยยิ้มแล้วหยัดตัวขึ้นเล็กน้อย สองมือจับที่ไหล่พี่ชายไว้เป็นหลักแล้วยื่นหน้าขึ้นมาจนอยู่ในระดับเดียวกัน ซูนยองรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงอื้ออึงในหูเมื่อมินกยูจ้องตาเขาด้วยรอยยิ้มแบบนั้น รอยยิ้มแบบที่ต่างไปจากปกติเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มสดใสร่าเริง หรือรอยยิ้มออดอ้อนออเซาะ แต่เป็นรอยยิ้มแบบที่ทำให้ซูนยองรู้สึกอุ่นในอกแบบแปลกๆ ระยะห่างที่ค่อยๆ ลดลงไม่ได้ทำให้ซูนยองที่แข็งเป็นหินอีกครั้งเอนหัวหนีไปไหน จนในที่สุดสัมผัสอ่อนโยนก็ประทับลงที่ปลายจมูกแล้วผละออกมาไปอย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็เพียงพอจะทำให้ซูนยองรู้สึกร้อนไปทั้งตัว










ซูนยองกำลังนั่งดูละครโรงเรียนที่มินกยูภูมิใจนำเสนออยู่ที่แถวหน้าสุด อดยิ้มขำไม่ได้เพราะน้องชายเขาก็เล่นได้ดีทีเดียว แถมยังจามได้เหมือนมากด้วย ไอ้ชุดเท่ๆ ที่รุ่นน้องมินกยูฝันไว้คงพังทลายไม่เป็นท่าเหมือนคนแคระทั้งเจ็ดใส่เอี๊ยมสีรุ้งน่ารักแอ๊บแบ๊วเป็นที่สุดจนซูนยองสงสัยว่าเป็นความคิดของใครกันแน่ เจ้าชายที่ชื่อแจฮยอนก็หล่ออย่างที่มินกยูบอกจริงๆ แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือซูนยองลืมไปเลยว่ามีสโนว์ไวท์ด้วย เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ผมสั้นระต้นคอ และมีดวงตากลมโตดูใสซื่อ ซูนยองเองก็ยังอดคิดไม่ได้ ว่าผู้หญิงน่ารักๆ แบบนี้ยังมีอีกมาก ผู้หญิงแบบที่อาจจะดูแลมินกยูได้


และแล้วก็มาถึงฉากที่รอคอย


“ไม่ไปได้มั้ย? ที่นั่นมีอะไรดี ที่ที่นี่ไม่มีเหรอ?”


“...”


“อย่าไปได้มั้ย อย่าทิ้งฉันไปเลยนะ"


“...แต่ฉันรักเจ้าชายนะ สนีซี่”


“ทำไมถึงเป็นเขาล่ะ? เพิ่งเจอกันเองนะ ฉันอยู่กับเธอมาตั้งนาน"


“...ฉันขอโทษ”


“เป็นฉันไม่ได้เหรอ?”


“ฉันขอโทษนะ สนีซี่ แต่นายจะเป็นน้องชายที่น่ารักของฉันเสมอ"


“ซูน- สะ สโนว์ไวท์!”




พูดบทผิดจนได้- เดี๋ยวนะ!!


หลังจากการแสดงจบลงนักแสดงก็ออกมาโค้งขอบคุณผู้ชม และได้เวลาถ่ายรูปซึ่งก็อย่างที่คิดไว้ เด็กนักเรียนหลายสิบคนทั้งผู้หญิงและผู้ชายมะรุมมะตุ้มมินกยูยกไม้เซลฟี่กันให้วุ่นวาย ซูนยองนั่งอยู่ที่ที่นั่งของตนเองพร้อมรอยยิ้มบาง น้องชายของเขาก็เป็นอย่างที่เจ้าตัวรู้ดีอยู่แล้วจริงๆ นั่นแหละ หน้าตาดี สูง เก่ง แล้วก็ มีสเน่ห์พอตัวเลย ใช้เวลาอยู่หลายสิบนาทีมินกยูก็เดินดุ่มๆ ลงจากเวทีมาหาพี่ชายพร้อมช่อดอกไม้หลายช่อที่ไม่แน่ใจว่าใครเอามาให้บ้าง น้องชายตัวโตยิ้มกว้างจนตาหยีแล้วถามด้วยเสียงสดใส


“ซูน รอนานมั้ยย? แล้วผมเล่นเก่งรึเปล่าา?”


“เก่งสิ น้องฉันเก่งที่สุดอยู่แล้ว อีกอย่างฉันเป็นคนติวให้ทั้งที!"


“คิก งั้นเดี๋ยวผมไปเปลี่ยนชุดแล้วเราออกไปกินขนมข้างนอกกันดีกว่าเนอะ!”


“อื้ม ไปสิ"



มินกยูคงไปได้ไกล ไม่ว่าจะในด้านไหนก็ตาม แต่แทนที่ซูนยองจะผลักให้น้องเดินไปตามทางคนเดียว เขาเพิ่งคิดได้ว่าเขาควรจะจับมือน้องไว้ และพาเดินไปด้วยกันเพื่อรักษารอยยิ้มนี้ไว้ จนถึงวันไหนที่มินกยูแข็งแรงพอจะเดินไปโดยไม่ต้องจับมือเขาแล้วนั่นแหละ เขาถึงจะปล่อย นั่นไม่ใช่สิ่งที่ซูนยองจะทำเพื่อมินกยูแค่อย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ซูนยองอยากจะทำเพื่อตัวเองด้วย ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม

No comments:

Post a Comment