ทุกๆ ปิดเทอมฤดูร้อน มินกยูที่ชอบอะไรแปลกใหม่จะต้องหางานอดิเรกสักอย่างทำแก้เบื่อ บางครั้งก็เป็นกิจกรรมผ่อนคลายสบายๆ อย่างหาเกมส์ใหม่มาเล่น หรือนั่งดูซีรี่ย์สักเรื่องก็สนุกดี แต่บางทีเขาก็ออกไปทำอะไรผาดโผนอย่างปีนผา เรียนโต้คลื่น เรียกได้ว่าปิดเทอมสิบกว่าครั้งในชีวิต เขาแทบจะทำมาหมดทุกอย่างแล้ว
ปีนี้เขาเลยลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดว่าสนใจดูบ้าง
นั่นก็คือการปลูกต้นไม้
คุณแม่ดีใจที่ในครั้งนี้เขาเลือกที่จะอยู่ติดบ้าน คุณพ่อเองก็พอใจที่เขาจะหัดทำงานในสวนบ้าง เพราะคุณพ่อชอบสวนสวยๆ แต่ไม่ทำเอง พอมินกยูเริ่มมาสนใจท่านก็เลยชอบใจใหญ่ มินกยูเริ่มจากหาประเภทดอกไม้ก่อน อากาศฤดูร้อนอบอ้าว ที่สวนด้านหลังบ้านของเขาแดดแรงดีตลอดวัน เพราะอย่างนั้นเขาจึงเลือกจะปลูกดอกไม้ที่ชอบแดด พอค้นไปค้นมาเขาก็สะดุดที่รูปดอกไม้สีเหลืองขนาดใหญ่
ดอกทานตะวัน
มินกยูเป็นคนชอบสีเหลืองอยู่แล้ว ขนาดดอกก็ใหญ่ดี ปลูกเรียงเป็นแถวคงจะสวยน่าดู ถึงสวนหลังบ้านจะไม่ได้ใหญ่มากแต่ก็คงพอได้สักแถวสองแถว คุณพ่อก็น่าจะชอบด้วย มินกยูเริ่มอ่านวิธีการปลูกอย่างละเอียด ดูคร่าวๆ แล้วก็คิดว่าน่าจะปลูกได้ไม่มีปัญหา บ่ายวันนั้นก็เลยออกไปซื้อเมล็ดทานตะวันและจะปลูกเย็นวันนั้นเลย
นี่คงเป็นปิดเทอมฤดูร้อนอีกหนที่มินกยูจะเพลิดเพลินไปกับงานอดิเรกใหม่ และมันก็คงจบก่อนเปิดเทอม และเขาก็กลับไปใช้ชีวิตเหมือนปกติ ปิดเทอมก็คงเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีความสุข แต่ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายเหมือนอย่างทุกปี
แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น
เมื่อมินกยูพรวนดินเรียบร้อย เปิดถุงเมล็ด และพบกับ ‘เขา’ เข้า
มินกยูแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ‘เขา’ ที่ตัวเล็กเท่านิ้วโป้ง นอนปะปนอยู่กับเมล็ดภายในถุง ร่างกายเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง เส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาเรียวรีเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เนื้อตัวเปื้อนดินจนเป็นสีน้ำตาล สกปรกมอมแมม พอเห็นมินกยูเข้าก็ร้องจ๊าก แล้วพยายามขุดหาที่ซ่อน มินกยูจ้องเขานิ่งตาไม่กระพริบ ปากยังหุบไม่ลงด้วยซ้ำ
อะไรกัน?
แผนการปลูกทานตะวันภายในวันนั้นเป็นต้องพับเก็บไปก่อน มินกยูรีบวิ่งกลับขึ้นมาที่ห้องของตัวเอง ปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย แล้วค่อยๆ เทเมล็ดทานตะวันลงบนโต๊ะ เจ้าตัวเล็กเท่าหัวแม่โป้งก็กลิ้งหลุนๆ ออกมาด้วย ยิ่งอยู่ในที่โล่ง เขาก็ยิ่งหวาดกลัวเข้าไปอีก ร้องไห้จ้าแล้วพยายามกระโจนกลับเข้าถุง แต่พอเห็นว่าด้านในไม่มีเมล็ดให้ซ่อนตัวอีกแล้ว เจ้าตัวเล็กก็วิ่งวุ่นบนโต๊ะ แล้วจบลงด้วยเผ่นหนีเข้าไปในซอกระหว่างกองหนังสือกับอ่างเลี้ยงปลาของเขาแทน
มินกยูไม่ละความพยายาม เขาเอนหน้าลงแนบกับโต๊ะ เพ่งมองเจ้าตัวเล็กที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในซอกมืดๆ พอเห็นปลากัดของเขาว่ายผ่านก็ร้องออกมาเสียงดังแล้ววิ่งไปชนหนังสือจนล้มลงนอนแอ้งแม้งกับพื้น มินกยูร้อนใจเลยใช้ปลายนิ้วเขี่ยเจ้าตัวเล็กออกมานอนมึนอยู่บนฝ่ามือของตัวเอง พอเห็นว่าไม่มีแผลอะไรก็โล่งใจ แต่เจ้าตัวเล็กพอเริ่มหายมึนก็ร้องไห้ออกมาอีก เสียงเล็กๆ โวยวายอะไรฟังไม่ได้ศัพท์ มินกยูเลยยื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นแล้วเอียงหูเข้าหา
“ยักษ์!! ฮืออ ยักษ์!! ตายแน่ๆ เลย ตายแน่ๆ อย่ากินเรานะ อย่ากินเรานะยักษ์!!”
มินกยูพยายามลดเสียงให้เบาที่สุดแล้วตอบกลับไป
“ไม่กินหรอก ไม่ต้องกลัวนะ ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก ถ้าฉันจะทำคงทำไปแล้ว จริงมั้ย?”
เจ้าตัวเล็กจ้องมองมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่ง สูดน้ำมูกฟืดๆ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนฝ่ามือของเขา ก่อนจะพูดออกมาเสียงสั่น
“ไม่ทำอะไรเราแน่ๆ นะ?”
“อื้อ ไม่ทำหรอก”
“ดะ ดีจัง เราก็เหนื่อยแล้ว”
น่ารักแฮะ
มินกยูหยิบผ้าขนหนูผืนที่นุ่มที่สุดมาขยำเป็นก้อนขยุกขยุยให้เจ้าตัวเล็กได้นั่ง ส่วนหนึ่งที่ใช้ผ้าขนหนูเพราะจะให้ห่อตัวด้วย ก็เจ้าตัวเล็กล่อนจ้อนไม่ได้ใส่เสื้อผ้านี่นะ ฝาขวดน้ำกลายเป็นบ่อน้ำให้เจ้าตัวเล็กดื่ม และเศษคุกกี้ที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าทำร่วงไว้กลายเป็นอาหารว่าง เจ้าตัวเล็กค่อยๆ คลายความหวาดกลัวลง ซุกตัวเข้าหาผ้าขนหนู และเริ่มคุยกับเขา
“ฉันชื่อมินกยูนะ นายชื่ออะไรล่ะ?”
“เอ่อ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่มีชื่ออะ”
“ไม่มีเหรอ? เออ… งั้น ฉันตั้งให้ก่อนมั้ยล่ะ?”
“ก็ได้”
“ฉันเรียกนายว่าเจ้าตัวเล็กก่อนก็แล้วกัน”
เจ้าตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงักพลางเคี้ยวเศษคุกกี้ไปด้วย
“นาย เป็นใครเหรอ?”
“อือ ไม่รู้จะบอกว่าเป็นใครดี เรามาจากที่ๆ มีดอกไม้สีเหลืองเต็มไปหมด สวยมากๆ เลยล่ะ แล้วอยู่ดีๆ ก็ถูกจับใส่ถุงมา แล้วก็มาโผล่ที่นี่ล่ะ”
“นายมีเพื่อนคนอื่นที่ตัวเล็กๆ เหมือนนายบ้างมั้ย”
เจ้าตัวเล็กส่ายหน้า
“เท่าที่จำได้ เราก็อยู่แต่กับดอกไม้สีเหลืองนะ”
“อืมม นายจำอะไรเกี่ยวกับที่นั่นได้อีกมั้ย?”
“ไม่เลย”
“แบบนี้ฉันก็พานายกลับไปส่งไม่ได้น่ะสิ”
มินกยูตะครุบปากตัวเองไม่ทัน เขาเผลอพูดอะไรพล่อยๆ ออกมาจนได้ เจ้าตัวเล็กเม้มปากแล้วก้มหน้าต่ำจนชิดอกดูท่าทางพร้อมจะปล่อยโฮเต็มที่ เขาไม่อยากทำให้เจ้าตัวเล็กร้องไห้นี่นา มินกยูพยายามหาทางปลอบ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นกองเมล็ดทานตะวันที่เพิ่งซื้อมา เขาหยิบมาจำนวนหนึ่งแล้วยื่นไปตรงหน้าเจ้าตัวเล็ก
“ไม่ต้องเศร้าไปนะ นี่ไง เมล็ดพวกนี้ก็โตมาเป็นดอกไม้สีเหลืองได้เหมือนกันนะ”
เจ้าตัวเล็กเงยหน้าขึ้นแล้วช้อนตามองหน้าเขาอย่างมีความหวัง
“ฉันจะรีบปลูกมันพรุ่งนี้เลย แล้วจะขยันรดน้ำ ใส่ปุ๋ย อีกไม่กี่เดือนนายจะมีดอกไม้สีเหลืองเยอะแยะเลย นะ”
“จริงๆ นะ?”
“จริงสิ”
คืนนั้นมินกยูให้เจ้าตัวเล็กนอนที่โต๊ะทำงานนั่นแหละ เจ้าตัวเล็กซุกตัวเข้าหาก้อนสำลีที่เป็นหมอน และผ้าขนหนูที่เป็นทั้งเตียงทั้งผ้าห่ม มินกยูยังไม่เข้าใจนักว่าเจ้าตัวเล็กคือสิ่งมีชีวิตอะไรกันแน่ และแน่นอนเขายังทั้งตกใจ และไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับตัว แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเขาก็ต้องรับมือให้ดีที่สุด ตกใจโวยวายไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ถ้าเขายิ่งตกใจ เจ้าตัวเล็กก็คงยิ่งใจเสียไปด้วย เอาเป็นว่าเขาจะพยายามใจเย็นๆ และค่อยๆ ทำทีละอย่าง เริ่มจากการปลูกต้นทานตะวันก่อนเลยพรุ่งนี้เช้า
“ฮัดชิ่ว!”
“ขอโทษนะ ฉันไม่รู้ว่านายหนาว”
“ไม่หรอก เราไม่ได้บอกเองแหละ”
เจ้าตัวเล็กเหมือนจะไม่สบาย มินกยูเลยรีบปิดแอร์ เปิดหน้าต่างตั้งแต่เช้า พอโดนแดดอุ่นๆ ลมอ่อนๆ เข้าหน่อยเจ้าตัวเล็กก็ดูอาการดีขึ้น มินกยูตัดสินใจว่าต่อไปเขาจะไม่เปิดแอร์อีก แต่เปลี่ยนเป็นใช่พัดลมแทน ถึงอากาศจะร้อนก็เถอะ เขาเทน้ำอุ่นใส่ถ้วยมาวางไว้ใกล้ๆ เจ้าตัวเล็ก ไม่นานเจ้าตัวเล็กก็เอนตัวเอาแก้มไปแนบ มินกยูเอาคางเกยโต๊ะมองแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
“อาบน้ำ?”
“อื้อ”
“อะไรเหรอ?”
ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กจะไม่รู้ว่าอะไรคือการอาบน้ำ มินกยูเลยต้องจับเจ้าตัวเล็กอาบน้ำในขัน ใช้คอตตอนบัดชุบน้ำสบู่ถูๆ ให้ตามตัว ดูท่าทางเจ้าตัวเล็กจะชอบไม่ใช่น้อย ตีแขนตีขาเล่นน้ำสนุกใหญ่ ระหว่างที่เจ้าตัวเล็กกลิ้งไปมาในผ้าขนหนูเพื่อเช็ดตัวมินกยูก็เอาผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าของตัวเองมาตัดๆ แปะๆ พอให้ใส่เป็นเสื้อได้ ส่วนกางเกงเขาขอยอมแพ้ แต่เจ้าตัวเล็กก็ไม่ได้ติดใจอะไร
“เอาล่ะ ฉันจะเริ่มปลูกแล้วนะ”
“อื้อ!”
ระหว่างที่มินกยูขุดหลุม หยอดเมล็ด โกยดินทับ รดน้ำ เจ้าตัวเล็กก็กระโดดโลดเต้นไปมา มินกยูพยายามจะห้ามไม่ให้วิ่งเข้าไปเล่นส่วนที่มีหญ้าเพราะกลัวจะตามหาไม่เจอ แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังซน วิ่งเข้าไปจนได้ มินกยูกำลังจะหยิบเจ้าตัวเล็กกลับไปวางในตะกร้าอุปกรณ์ที่ถือออกมาด้วย แต่พอเห็นเจ้าตัวเล็กยิ้มกว้าง แก้มสีแดงปลั่ง ก็ได้แต่ยิ้มตาม เจ้าตัวเล็กคงจะโตมากับธรรมชาติ พอได้กลับมาอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าอีกครั้งเลยสดชื่นขึ้นกว่าเมื่อวานมาก
“มินกยู!”
“อะไรๆ?”
“เรียกไม่ได้ยินอะ เราจะบอกว่า เสร็จแล้วรดน้ำต้นไม้ต้นอื่นด้วยนะะ เขาหิวกันหมดแล้ว เอ้อ แล้วก็ที่ปกติรดไม่พอนะ ช่วงนี้อากาศร้อน ฝนก็ไม่ค่อยตกด้วย”
“อ่า โอเค”
หรือว่าเจ้าตัวเล็กจะเป็นภูตก็ไม่รู้นะ มินกยูรดน้ำต้นไม้ทั้งสวนตามที่เจ้าตัวเล็กบอก โดยที่เจ้าตัวมานั่งบนไหล่ คอยบอกว่าต้นไหนรดเยอะรดน้อย เวลาจะคุยกันก็ลำบากหน่อยเพราะขนาดตัวต่างกันมาก อยู่ไกลกันหน่อยเดียวเสียงของเจ้าตัวเล็กก็ดังมาไม่ถึงหูมินกยูแล้ว กว่าจะปลูก จะรดน้ำต้นไม้เสร็จก็บ่ายแก่ๆ มินกยูกลับเข้ามาในห้อง เริ่มจัดการกันเมล็ดทานตะวันอีกส่วนที่เก็บไว้ เจ้าตัวเล็กนั่งมองเขาห่อแต่ละเมล็ดในกระดาษทิชชู่ และพรมน้ำจนชุ่ม ใส่ไว้ในกระบะขนาดกลาง
“ทำอะไรเหรอ?”
“นี่เป็นวิธีเตรียมเมล็ดน่ะ พอมันเริ่มงอกก็ค่อยเอาลงดิน วิธีนี้น่าจะช่วยให้งอกง่ายขึ้นด้วยนะ”
“ทำไมไม่ทำแบบนี้ทั้งหมดเลยล่ะ?”
“ไม่มีกระบะใหญ่ขนาดนั้นน่ะสิ แล้วก็ อยากลองทำทั้งสองแบบด้วย กระบะอันนี้ถือว่าเป็นสวนในบ้าน ยกให้นายดูแลก็แล้วกัน ดีมั้ย?”
เจ้าตัวเล็กยิ้มแฉ่งแล้วพยักหน้าเร็วๆ
มินกยูตื่นขึ้นเพราะเสียงเพลง ใครสักคนกำลังร้องเพลงอยู่ พอเพ่งมองดีๆ ก็เห็นเงาขยับไปมาในกระบะพลาสติกใส เจ้าตัวเล็กกำลังเต้นรำไปรอบๆ เมล็ดทานตะวันพร้อมกับร้องเพลงไปด้วย เป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้องอะไร แต่ถึงจะมีแค่ทำนอง ก็ทำให้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวาไปด้วย มินกยูนอนมองเงาไหวๆ จากแสงแดดอ่อนอยู่อย่างนั้น เป็นเช้าวันอาทิตย์ที่สดใสจริงๆ
“มินกยู งอกแล้วล่ะ! เอาลงดินได้แล้วล่ะ~”
ระหว่างที่มินกยูเอาเมล็ดลงดิน เจ้าตัวเล็กก็ยืนให้กำลังใจไม่ห่าง มินกยูเอามือตบดินที เจ้าตัวเล็กก็กระโดดเหยียบดินที พอมินกยูรดน้ำ เจ้าตัวเล็กก็เต้นรำไปรอบๆ คอยเหยียบดินตรงนู้นที ตรงนี้ที ทุกวันทั้งเช้าเย็น เจ้าตัวเล็กจะออกไปดูแลต้นไม้ รดน้ำพรวนดินพร้อมกับมินกยูจนตัวเปียกน้ำเปื้อนดินไปหมด มินกยูต้องจับอาบน้ำถูสบู่ให้เรียบร้อยถึงจะปล่อยให้ไปนอนกลิ้งบนผ้าขนหนูต่อได้
“อย่านะๆ! อย่ามาจิกนะ!”
“เจ้าตัวเล็ก ระวัง!”
นก หอยทาก กระรอกเป็นศัตรูตัวร้ายของการปลูกต้นทานตะวัน มินกยูจะทำรั้วตาข่ายมากั้นก็ไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ที่มาจิกต้นอ่อนในสวนก็คือนก จะให้คลุมปิดยังไงไหว เจ้าตัวเล็กนี่แหละที่คอยเกาะกระจกมองอยู่ตลอด พอมีนกมาก็รีบวิ่งไปไล่โดยที่ไม่ได้นึกถึงขนาดตัวตัวเองเลย เคยเกือบโดนจิกไปหลายครั้ง มินกยูเลยต้องเป็นคนไล่แทน เอาเสื้อกับหมอนมาทำเป็นหุ่นไล่กา และเอาโมบายเปลือกหอยมาห้อยไว้ก็ช่วยได้บ้าง แต่ในช่วงแรกๆ เจ้าตัวเล็กก็ยังคอยจ้องเขม็งอยู่ตลอดวันอยู่ดี
หลังจากต้นทานตะวันเริ่มโตขึ้นมาก แค่ออกไปรดน้ำวันละครั้งก็พอ ระหว่างวันที่อยู่ในบ้าน มินกยูก็อ่านนู่น อ่านนี่ให้เจ้าตัวเล็กฟัง ถึงเจ้าตัวเล็กจะดูงงๆ ไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหน หรือแม้กระทั่งเป็นใคร แต่เจ้าตัวเล็กก็มีเรื่องมาเล่าบ้างเหมือนกัน ส่วนมากก็ไม่มีเรื่องราวอะไร เป็นแค่ฉากของที่ไหนสักแห่ง ต้นไม้เขียวชอุ่ม แสงแดดสาดส่องบนทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้สีม่วง ปุยดอกสีขาวปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า เจ้าตัวเล็กเล่าทีไร ดวงตาก็จะเป็นประกายอยู่ตลอด มินกยูหวังว่าสักวันเขาจะได้พาเจ้าตัวเล็กกลับไปยังที่ที่จากมา
“มินกยู! ต้นนี้หัก!”
การปลูกต้นทานตะวันไม่ได้ง่ายเลย ลำต้นสูงใหญ่ก็จริง แต่ไม่ได้แข็งแรงนัก มินกยูเอาไม้มาดามไว้ทุกต้นแล้วแต่ก็ยังมีหลายต้นที่โดนลมพัดแรงจนหักงอ เจ้าตัวเล็กทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ สองแขนดึงเจ้าต้นทานตะวันมากอดไว้แน่นจนตัวแทบจะหล่นจากมือมินกยู มินกยูยืนอยู่อย่างนั้นจนกว่าเจ้าตัวเล็กจะผละออกเอง
“ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะเจ้าตัวเล็ก ฉันจะพยายามเต็มที่เลย จะดูแลพวกมันให้ดีที่สุดเลย นะ”
เจ้าตัวเล็กไม่ตอบ แต่ปีนขึ้นมาเกาะที่คอมินกยูแทน มินกยูรู้สึกจักจี้นิดหน่อยแต่ก็ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กซุกอยู่แบบนั้น เขาไม่เคยปลูกต้นไม้ มันยากกว่าที่เขาคิดนิดหน่อย แต่คงเป็นเพราะเขามีแรงกดดันด้วย จริงๆ เขาก็ไม่ได้เครียดอะไรมากในตอนแรก คิดว่าถ้าออกดอกสักต้นก็คงพอแล้ว แต่พอมีเจ้าตัวเล็กอยู่แบบนี้เขาก็อยากให้ทุกต้นเติบโตและออกดอกอย่างดี เขาไม่อยากให้เจ้าตัวเล็กเสียใจ
“มินกยู! มีดอกตูมแล้ววว มินกยู!”
มินกยูตื่นเต้นดีใจไปกับเจ้าตัวเล็กที่กระโดดกอดต้นทานตะวันจนแทบเอามือไปรองไว้ไม่ทัน ระหว่างที่คอยระวังไม่ให้เจ้าตัวเล็กร่วงเขาก็สังเกตเห็นปอยผมสีเหลืองอ่อนที่ขึ้นที่กลางหัวของเจ้าตัวเล็ก พอถามว่าคืออะไร เจ้าตัวเล็กก็จับๆ ผมแล้วส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้
“มินกยู เราว่าพรุ่งนี้ดอกน่าจะบานแล้วล่ะ!”
“อืม น่าจะใช่นะ นายจะได้เห็นดอกไม้สีเหลืองของนายแล้ว”
“อื้ออ!”
และวันรุ่งขึ้น เจ้าตัวเล็กก็รบเร้าให้เขาพาออกไปดูดอกทานตะวันแต่เช้า มินกยูก็ตามใจ พาออกไปยืนรอตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เจ้าตัวเล็กเกาะนิ้วของเขาแน่น จ้องมองดอกทานตะวันอย่างใจจดใจจ่อ แต่เจ็ดโมงก็แล้ว แปดโมงก็แล้ว ดอกทานตะวันก็ยังไม่บานสักทีจนมินกยูต้องเกลี้ยกล่อมให้เข้าไปกินอาหารเช้าก่อน เจ้าตัวเล็กกินเศษซีเรียลไปหน่อยเดียวก็นั่งก้มหน้าเขี่ยปลายนิ้วตัวเองเล่น มินกยูรีบดื่มนมจนหมดแล้วค่อยๆ หยิบเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก เดี๋ยวก็บานเองนั่นแหละ นะ”
“มินกยู!! บานแล้วล่ะ!! บานแล้ววว!”
แล้วก็เป็นอย่างที่มินกยูพูดจริงๆ ช่วงเก้าโมงกว่าๆ ในที่สุดดอกทานตะวันก็บานจริงๆ มินกยูพาเจ้าตัวเล็กเข้าไปดูใกล้ๆ เจ้าตัวเล็กกระโดดกอดดอกไม้ด้วยความดีใจ มินกยูยืนมองอยู่ข้างๆ ราวสิบนาที เจ้าตัวเล็กก็หันมาบอกเขาด้วยความเกรงใจว่าให้กลับเข้าบ้านไปก่อนก็ได้เพราะตัวเองคงจะอยู่จนถึงเย็น มินกยูกังวล กลัวเจ้าตัวเล็กจะร่วงจากดอกลงพื้น ไม่ใช่เตี้ยๆ ซะด้วย แต่เจ้าตัวเล็กยืนยันว่าไม่เป็นไร เพราะมีทั้งไม้ค้ำ ทั้งเชือกฟางผูกไว้ ไม่ตกแน่ๆ มินกยูลังเลอยู่นิดหน่อยก็เดินกลับขึ้นห้อง เพราะอากาศร้อนมากจริงๆ
ช่วงบ่ายแก่ๆ มินกยูออกมาหาเจ้าตัวเล็กอีกครั้ง ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าจะอยู่ถึงเย็นก็เถอะ แต่เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาถือฝาขวดน้ำที่มีน้ำอยู่เต็มออกมาด้วย ไม่รู้เจ้าตัวเล็กจะหิวรึยัง ปกติไม่ค่อยกินอะไรเท่าไหร่แต่เขาก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี
ดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำใกล้จะลับขอบฟ้าสาดแสงสีส้มเหลืองย้อมสวนหลังบ้านของเขา กลีบดอกทานตะวันสีเหลืองไหวไปตามสายลม เจ้าตัวเล็กนอนขดตัวอยู่ในกลุ่มเกสร เรือนผมสีน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีส้มทองสะท้อนกับแสงอาทิตย์ พอมินกยูเดินเข้าไปใกล้ เจ้าตัวเล็กก็ลุกขึ้นนั่งและส่งยิ้มมาให้เขา
“หิวน้ำมั้ย? อยากกลับเข้าบ้านรึยัง?”
“อื้อ กลับก็ได้”
หลังจากนั้นเจ้าตัวเล็กก็อยู่ในบ้านน้อยลง มินกยูต้องผูกเชือกฟางจากเสาต้นหนึ่งไปอีกต้นเมื่อให้เจ้าตัวเล็กปีนป่ายไปยังดอกทานตะวันแต่ละต้นได้ง่ายๆ ในตอนเช้า เจ้าตัวเด็กจะวิ่งเล่นบนเชือกฟาง กอดดอกนั้นที จูบดอกนี้ที พอมินกยูรดน้ำเสร็จก็กระโดดโลดเต้นใหญ่ ช่วงบ่ายที่มินกยูกลับเข้าไปในบ้านเจ้าตัวเล็กก็จะนอนเล่นบนเกสรดอกไม้ สลับไปมาไม่ซ้ำต้น พอตกเย็น ก่อนที่มินกยูจะออกมารับกลับเข้าบ้าน เจ้าตัวเล็กจะร้องเพลงให้ดอกไม้ เป็นเพลงที่ต่างจากที่มินกยูเคยได้ยินตอนที่เพาะเมล็ดในห้อง เป็นเพลงที่ช้าลง และฟังดูผ่อนคลายมากกว่าเพลงสดใสในตอนนั้น มินกยูคิดว่ามันเหมือนเพลงกล่อมเด็กเข้านอน
วันเวลาผ่านไปอย่างนี้อยู่เดือนกว่าๆ วันเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข และสดใสเหมือนกับสีเหลืองของกลีบดอกทานตะวัน แต่ดอกทานตะวันก็เหมือนกับทุกสิ่งในโลกนี้ ไม่ยืนยาว พืชล้มลุกที่มีดอกสีเหลืองสดใสนี้ก็มีช่วงเวลาของมัน
พักหลังมานี้เจ้าตัวเล็กแปลกไป มินกยูสังเกตเห็นได้ไม่ยากเพราะโดยปกติแล้วเจ้าตัวเล็กจะกระตือรือร้นและร่าเริงมาก แต่เดี๋ยวนี้เจ้าตัวเล็กเชื่องช้าลง ไม่ได้กระโดดโลดเต้นเหมือนเก่า เสียงร้องเพลงค่อยๆ ช้าลงทุกวัน และทำนองเพลงก็เปลี่ยนไป จากสดใสเป็นผ่อนคลาย จากผ่อนคลายก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย
เพลงที่เหมือนกับการจากลา
“มินกยู ดอกทานตะวันเริ่มเหี่ยวแล้วนะ”
“อืม”
“มินกยูเองก็เห็นใช่มั้ย ว่าเราเองก็ด้วย”
เส้นผมสีส้มทองของเจ้าตัวเล็ก เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทา ถึงเจ้าตัวเล็กจะยังมีรอยยิ้มสบายๆ อยู่บนใบหน้า ถึงเจ้าตัวเล็กจะยังนอนเอกเขนกอยู่ในเกสรดอกไม้เหมือนทุกวัน แต่มินกยูรู้ดี ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องลงบนแปลงดอกทานตะวันของเขา ทำให้เขานึกถึงวันแรกที่เหล่าดอกไม้บาน วันนั้นที่เต็มไปด้วยความสุขและความอิ่มใจ แต่วันนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกวูบโหวง จนอยากจะร้องไห้ออกมา
“มินกยู ขอบคุณนะที่ดูแลเราอย่างดีมาโดยตลอด ขอบคุณที่เอาใจใส่ดอกทานตะวันพวกนี้ทุกวันไม่มีขาดเลย”
“ไม่เป็นไรหรอก”
“ทั้งเรา ทั้งดอกทานตะวันทำให้มินกยูเหนื่อยมามากเลยนะ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ขอบคุณที่อดทน และเอาใจใส่พวกเรามาโดยตลอดนะ”
“ไม่เป็นไร”
ปิดเทอมฤดูร้อนกำลังจะจบลงแล้ว งานอดิเรกใหม่ของมินกยูก็กำลังจะสิ้นสุดลง มินกยูกำลังจะต้องกลับไปใช้ชีวิตวัยเรียนเหมือนปกติ
ดอกทานตะวันที่เคยมีสีเหลืองสด เริ่มแห้งเหี่ยวลง ลำต้นและใบที่เคยเป็นสีเขียวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเจ้าตัวเล็ก ที่เริ่มอ่อนแรงลง จนกำลังจะจางหายไป
แต่รอยยิ้มสุดท้ายนั้นยังคงสดใสอยู่เสมอในความทรงจำของมินกยู รอยยิ้มภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นนั่น ที่เขาจะไม่ทีวันลืม เหตุผลที่ทำให้ฤดูร้อนของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล
“เราจะไม่มีวันลืมมินกยูเลย ขอบคุณจริงๆ นะ”
“ลาก่อนนะ”
Thursday, 19 July 2018
Monday, 2 July 2018
Adorable Chaos : Delirious Night [ ?? x Soonyoung ]
แหม ก็การเป็นแฮมสเตอร์อยู่กับบ้านเนี่ย มันน่าเบื่อออกนี่นา
ผมนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนโซฟา ในมือมีถุงเมล็ดฟักทองอบแห้ง ตรงหน้าเป็นหนังอะไรซักอย่างที่ดูแล้วก็เพลินๆ ดี วอนูนอนเหยียดอยู่ข้างๆ ผม ปลายหางแกว่งนิดๆ สีหน้าเบื่อหน่าย มิงนอนอยู่บนพื้นพรมด้านล่าง หูกระดิกเป็นช่วงๆ แต่จากเสียงกรนเบาๆ ผมคิดว่าเขาคงหลับไปนานพอสมควรแล้วล่ะ
ซึงชอลออกไปทำงานเหมือนทุกวัน และพวกเราก็นั่งๆ นอนๆ ดูทีวีอยู่ที่บ้าน เหมือนทุกวัน ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ความเป็นอยู่แบบนี้ก็เรียกได้ว่าเหมือนฝันเลยล่ะ มีบ้านให้อยู่ มีเตียงให้นอน มีข้าวให้กิน จริงๆ แล้วผมก็รู้สึกขอบคุณซึงชอลมากเลยล่ะ เขาใจดีกับพวกเรามากๆ แล้วยังอดทน พยายามใจเย็นตลอด จริงๆ ถ้าเป็นคนอื่นละก็ป่านนี้พวกเราถูกถีบส่งออกไปนอนข้างถนนแล้ว
แต่ว่า ชีวิตที่ดีแต่ซ้ำซากจำเจแบบนี้ บางทีมันก็ น่าเบื่อเหมือนกันนะ
เพราะงั้นพวกเราก็เลยเรียนรู้ที่จะหา ‘ความสนุก’ กันเองน่ะสิ
“วอนู”
“อือ”
“เบื่อ”
“อือ”
“คืนนี้ไปกัน”
“..อือ”
“ซึงชอลกลับมาแล้ววว~”
“อืม มาแล้วๆ ซื้อขนมมาฝากด้วย”
“เย่~~”
ผมแอบเห็นวอนูเบ้ปากนิดหน่อย แต่ผมไม่สนหรอก นี่เป็นวิธีของผมนี่ ถ้าทำตัวน่ารักเข้าไว้ซึงชอลก็จะเอ็นดูผมมากที่สุดนี่นะ แล้วอะไรๆ มันก็จะง่ายขึ้น แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ ผมรักซึงชอลจริงๆ แล้วปกติผมก็น่ารักอยู่แล้วด้วย แต่เวลาแบบนี้ต้องทำพิเศษขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง ผมกอดแข้งกอดขาซึงชอลในขณะที่เขาเทข้าวใส่จาน วันนี้เขาดูเหนื่อยๆ
“ซึงชอลวันนี้ที่ทำงานเหนื่อยเหรอ?”
“อื้ม ก็ พอสมควรนะ”
“งั้นวันนี้ซึงชอลรีบนอนแต่เช้าเลยนะะ พักมากๆ รู้เปล่า พรุ่งนี้วันเสาร์ นอนยาวๆ เลยนะ”
“นอนยาวไม่ได้มั้ง พวกนายต้องมาปลุกฉันให้ทำข้าวเช้าให้แต่เช้าอยู่แล้ว”
“อ่าา พรุ่งนี้ไม่ปลุกก็ได้นะงดไว้วันหนึ่ง”
“หืมม เหรอ?”
“อื้อ แต่ซึงชอลทำข้าวพรุ่งนี้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยสิ แล้วใส่ตู้เย็นไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอุ่นเอง”
“เห้อ..”
ทำไมล่ะ เรื่องอาหารมันสำคัญไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่มีอาหารจะมีแรงได้ไง! สารอาหารทำให้ร่างกายเราสมบูรณ์แข็งแรงนะ! แล้วข้าวเช้าก็เป็นมื้อที่สำคัญที่สุดด้วยอะ!!
“ซึงชอล สองทุ่มกว่าแล้ว นอนเลยสิ ไม่ง่วงเหรอ?”
วอนูหันมาจ้องผมเขม็ง หางส่ายไปมาช้าๆ ซึงชอลมองผมงงๆ หันมองนาฬิกา แล้วหันมามองหน้าผมอีกครั้ง โอเค บางทีผมอาจจะดูมีพิรุธมากไปจริงๆ แต่ทำไงได้ล่ะ ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นตั้งนานแล้ว แล้วซึงชอลก็เอาแต่นั่งดูทีวีอยู่ได้ ผมดูมาทั้งวันแล้ว เบื่อจะตาย ซึงชอลยังมองผมอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นปิดทีวีแล้วเดินขึ้นห้องไป
“จะนอนแล้วเหรอ?”
“เอ่อ อื้ม”
“ราครีสวัสดิ์นะซึงชอลล~”
“อื้อ”
พอได้ยินเสียงปิดประตูห้องนอนปุ๊บ พวกผมก็รีบลุกจากโซฟาปั๊บ วอนูกับผมหยิบเสื้อฮู้ดตัวใหญ่สีดำมาใส่เหมือนทุกครั้งในขณะที่มิงนั่งทำหน้าเลิ่กลั่กบนพื้น เอาอีกแล้วสินะ
“ชะ ชิ วอนู จะไปกันจริงๆ เหรอ แล้ว แล้วซึงชอลล่ะ”
“ซึงชอลทำไม”
วอนูถามห้วนๆ ท่าทางเขาจะอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่ อาจจะเป็นเพราะผมทำตัวน่าสงสัยเมื่อกี๊ด้วย
“ก็ ก็ปล่อยซึงชอลอยู่บ้านคนเดียว อันตรายออก”
ฟังแล้วตลกเป็นบ้า
“ซึงชอลอยู่คนเดียวเนี่ยเหรออันตราย ขโมยที่คิดจะเข้ามาในบ้านสิอันตราย แต่ถ้านายเป็นห่วงมากอยากจะนอนเป็นหมาเฝ้าบ้านอยู่ที่นี่ก็ได้นะ”
มิงหูตก หางตกทันที นั่นทำให้ผมรู้สึกผิดนิดหน่อย วอนูเองก็คงรู้ตัวว่าพูดแรงเกินไปเพราะเขารีบหันหน้าหนีแล้วกระแอมไอเบาๆ วอนูน่ะจะให้ขอโทษคงไม่ทำหรอก แล้วก็ปลอบคนอื่นไม่เก่งด้วย เพราะงั้นผมเลยเข้าไปกอดมิงไว้แทน เอาหน้าไปถูๆ กับหน้าผากมิงแล้วก็จูบเบาๆ
“ซึงชอลไม่เป็นอะไรหรอกมิง ซึงชอลเก่งจะตายไปอะ เราออกไปกันตั้งหลายครั้งแล้วไม่เห็นเคยมีปัญหาเลยนี่นาใช่มั้ยล่ะ”
“งือ..”
“แต่ถ้านายไม่สบายใจ นายอยู่ที่นี่ก็ได้นะ มีนายอีกคนซึงชอลก็คนจะอุ่นใจขึ้นนะ”
มิงช้อนตาขึ้นมองผมแล้วเลียแก้มผมก่อนจะฟุบตัวลงนอนกับพื้นพรม หมายความว่าครั้งนี้เขาคงไม่ไปด้วยสินะ แต่ก็ ไม่เป็นไรหรอก ผมหันไปมองหน้าวอนู เขาเองก็มองผมอยู่เหมือนกัน มิงไม่ไปด้วยแบบนี้พวกเราก็อาจจะได้ไปที่แปลกใหม่บ้างนะ
“วอนู วันนี้เราจะไปไหนกัน?”
วอนูหันมาส่งยิ้มให้ผม ซึ่งเขาไม่ทำแบบนี้บ่อยและมันน่ากลัวมาก รู้สึกเหมือนจะพาไปนรกยังไงไม่รู้
“ผับ”
“อะไรผับ”
“ผับ ไนท์คลับ ไอ้แฮมสเตอร์โง่”
“ไม่ได้โง่! พูดผับมาคำเดียวนึกว่ายังพูดไม่จบ!”
แน่นอนว่าพวกเราไม่มีเงินติดตัว จะขึ้นรถก็ไม่ได้อยู่แล้ว ปกติก็จะออกมาเดินเล่นแถวบ้านนั่นแหละ มิงชอบมาก ตื่นเต้นทุกครั้ง แต่เพราะมิงขี้กลัว พอจะออกจากบ้านทีไรก็จะถอยทุกที ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกเลยที่วอนูบอกให้มิงอยู่บ้าน แต่พอมิงไม่มาด้วย ผมก็รู้สึกว่าเราคงไปได้ไกลจากตัวบ้านมากขึ้น จากที่วอนูเล่า เราจะไปผับลับๆ ของสัตว์ผสมกัน อาจจะมีคนธรรมดาบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วคนที่ไปจะเป็นสัตว์ผสม นั่นทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก
“แต่ว่า เราไม่มีเงินนะวอนู”
“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้จักกับเจ้าของผับ”
“โห ฟังดูเท่เนอะ”
ผมพูดประชดขึ้นมาหน่อยแต่วอนูก็ไม่ได้หันมา
“แล้วไปรู้จักเขาได้ยังไงล่ะ?”
“ตอนกลางวันที่ฉันแอบออกมาข้างนอกบ้าง ฉันก็รู้จักกับแมวแถวนี้น่ะสิ เจ้าของผับคนนี้เขาชอบแมวมาก เวลาแมวคนอื่นๆ ไปหาเขา ฉันก็ไปด้วยบ้างก็เลยได้รู้จัก”
“งั้นเหรอ”
เชอะ ใช่สิ แมวกระโดดเฟี้ยวฟ้าว ไปมาหาสู่กันง่ายนักนี่ แล้วก็ถูกปล่อยให้ออกมาเที่ยวเล่นได้ด้วย ดูแฮมสเตอร์แบบผมสิ วันๆ เอาแต่กิน นั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ้าน อย่างดีก็วิ่งรอบบ้าน จะไปมีสังคมได้ยังไง หึ!
“วอนู ชิเริ่มเหนื่อยแล้ว”
“ทนหน่อย ผับอยู่ไกลนิดหนึ่ง แต่เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
ร่างกายของพวกเราเป็นครึ่งสัตว์เลยทำให้เดินได้นานก็จริง แต่นี่ก็ออกจะไกลไปหน่อย ผมนึกภาพตอนเดินกลับไม่ออกเลย ในที่สุดหลังจากผ่านมากว่าครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึง ทางเข้าเป็นบันไดทอดยาวลงไปใต้ดิน ดูแล้วน่าขนลุกนิดหน่อย แต่พอเดินลงมาไม่กี่ขั้นก็ได้ยินเสียงเพลงดังขึ้นมา ตามทางเดินติดไฟสีๆ เต็มไปหมด ชักจะตื่นเต้นแล้วสิ
“ฉันรู้จักกับคุณเหวิน”
“รหัสผ่าน”
“... เหมียวเหมียวรักคุณเหวิน”
“ตามมา”
ผมพยายามมองหน้าวอนู แต่เขาหันหนีตลอด รหัสผ่านอะไรกัน แปลกชะมัด ไม่นานผู้ชายตัวสูงใหญ่ก็พาเราเดินผ่านทางเดินมืดๆ ไปจนถึงด้านในสุดที่มีประตูบานใหญ่ลงกลอนอย่างหนาแน่นอยู่ เขากดรหัสผ่านแล้วพาเราเข้าไปด้านใน โค้งตัวเร็วๆ แล้วก็กลับออกไป ด้านในห้องเป็นสีโทนแดงเข้ม ทั้งวอลเปเปอร์ ทั้งพื้นพรม มีโซฟาหลายตัว ตู้ใหญ่ๆ เยอะแยะ แล้วก็มีกลิ่นหวานๆ ผู้ชายคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ท่าทางสบายยิ้มกว้างเมื่อเห็นเราเดินเข้ามา ไม่สิ น่าจะยิ้มเพราะวอนูมากกว่า ดวงตาเขาทั้งคม ทั้งกลม จนไม่รู้ว่าควรจะกลัวหรือไม่กลัวดี ดูท่าทางมีอำนาจ แต่ก็เป็นมิตรอยู่
“วอนู วันนี้มาหาฉันถึงที่นี่เลยเหรอ แปลกใจจัง”
“ไม่ได้มาหาคุณสักหน่อย แล้วรหัสผ่านเนี่ย เปลี่ยนไม่ได้เหรอ”
เขายิ้มกริ่มแล้วหรี่ตามองวอนู
“ไม่ได้หรอก ฉันให้รหัสผ่านนี้เฉพาะกับแมวน้อยอย่างพวกเธอเท่านั้นนี่นา”
วอนูมีสีหน้าไม่พอใจนิดหน่อยก่อนจะดึงฮู้ดคลุมหัวออกแล้วกระแทกตัวนั่งลงบนโซฟา สายตาของผู้ชายคนนั้นเลยมาจ้องที่ผมแทน ผมไม่รู้จะทำตัวยังไงก็เลยโค้งไปหนึ่งทีแล้วรีบลงนั่งข้างๆ วอนู
“พาเพื่อนมาด้วยเหรอวอนู ดูเหมือนจะไม่ใช่แมวนะ”
“แฮมสเตอร์ ชื่อชิ”
“สวัสดีนะชิ เรียกฉันว่าคุณเหวินก็ได้ แล้ววันนี้มาเที่ยวกันเหรอหืม?”
“อื้ม ครั้งแรก”
“มาได้ถูกวันนะ ทุกศุกร์ปลายเดือนจะมีปาร์ตี้ ธีมของวันนี้ก็เข้ากับพวกเธอทีเดียวล่ะ”
สายตาไม่น่าไว้ใจเลย คุณเหวินลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินเปิดตู้ใบใหญ่ตู้หนึ่ง เขาเลือกของอยู่สักพักก็เดินมาหาพวกเรา ผมมองของในมือเขาแล้วก็กระเถิบตัวเข้าชิดวอนูมากขึ้น คุณเหวินยิ้ม
“ไม่ต้องกลัวหรอกชิ อะ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันสิ พวกเธอต้องเข้ากับชุดพวกนี้แน่ๆ เลย”
“เรื่องเงิน ฉัน-”
“ฉันไม่เก็บเงินกับแมวเหมียวของฉันหรอก มีข้อแลกเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ขั้นแรกก็ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะสิ”
เป็นเพราะกินขนมมากไปแน่ๆ เลย ให้ตายสิ ผมมองกระจกแล้วถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อย เสื้อแขนยาวบางๆ สีดำ กับเส้นหนังอะไรไม่รู้เกะกะพาดตรงนู้นรัดตรงนี้เต็มตัวไปหมด มันพอจะพรางพุงได้อยู่หรอกนะ แต่กางเกงหนังนี่สิ รัดมากเลย เกือบจะติดกระดุมไม่ลงอยู่แล้ว แน่นไปหมดเลย โดยเฉพาะต้นขา จะขาดมั้ยเนี่ย
“วอนู ชิอ้วนมากมั้ย”
ผมหันไปถามวอนูทีากำลังง่วนอยู่กับเส้นหนังที่รัดนู่นนี่ตามตัวเหมือนของผม เขาเงยหน้าขึ้นมองอยู่ครู่หนึ่ง ผมจับปลอกคอหนังแล้วดึงเบาๆ คลายความอึดอัด ใส่แบบนี้จะยิ่งดูตันๆ มั้ยเนี่ย
“อือ อ้วน”
วอนูบ้าที่สุด
ชุดของวอนูคล้ายๆ ของผม คือเสื้อแขนยาวตัวบางสีดำ กับกางเกงหนัง แต่กางเกงของเขาเหมือนจะหนากว่าของผม แล้วก็มีรอยขาดเต็มไปหมดเลย เขาเองก็ต้องสวมปลอกคอเหมือนกัน ผมอยากจะถามว่าเขารู้สึกอึดอัดเหมือนผมมั้ย แต่ไม่อยากได้คำตอบว่า เพราะนายอ้วน น่ะสิ ก็เลยไม่ถาม พอเดินออกมาจากห้องแต่งตัว คุณเหวินก็มองพวกเราหัวจรดเท้าพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ เอาตรงๆ ผมว่าคุณเหวินดูชั่วๆ นิดหน่อย แต่วอนูบอกว่าไว้ใจได้ ผมก็เชื่อ
“เปลี่ยนชุดแล้ว แล้วข้อแลกเปลี่ยนคืออะไรล่ะ?”
“อืมม ปาร์ตี้วันนี้ ธีมคือ ‘ชุดหนัง’ แล้วก็ต้องมีเวทีเปิดนะ ให้พวกเด็กๆ ของฉันเต้นก็ได้ แต่มันเริ่มจะจำเจแล้วฉันก็เลยอยากหา อะไร ‘ใหม่ๆ’ ฉันคิดว่าพวกเธอสองคนน่าจะเหมาะ”
เต้นเปิดเนี่ยนะ จะบ้าเรอะ! ปกติมีแค่เต้นแอโรบิคลดพุงนิดหน่อยเอง
“แล้วสำหรับเพลงที่ฉันเตรียมไว้ ฉันว่าคนที่เหมาะที่สุดก็คือ นาย แฮมสเตอร์น้อย”
“ห๊าาาาาาา!!!?”
บ้า บ้า บ้า บ้าไปแล้วแน่ๆ บ้า! ผมถูกพาตัวออกมาจากห้องโดยที่วอนูมัวแต่หัวเราะอยู่บนโซฟา เพื่อนชั่ว!! ผมจะไปเต้นได้ยังไงกัน แล้วยังใส่ชุดแบบนี้ ขา ขาใหญ่ออกจะตายไปไม่ใช่เหรอ วอนูก็บอกว่าอ้วนนี่นา ผมยืนตัวสั่นอยู่หลังเวที รู้สึกอยากกลับบ้านขึ้นมา รู้แบบนี้นอนเฝ้าบ้านกับมิงดีกว่า ผมกำลังคิดจะหนี ถึงจะไม่รู้ทางกลับบ้านก็จะหนีแล้ว แต่อยู่ๆ ก็มีมือมาจับไหล่ผมไว้ทำให้ผมรีบหันกลับไปหา
“นาย คนที่จะมาเต้นเปิดวันนี้สินะ?”
“ไม่ใช่ได้มั้ยอะ”
ผมพูดเสียงสั่นๆ ทำให้เขารู้ว่าไม่ได้กำลังกวนตีน เขาหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วยื่นแก้วที่มีของเหลวสีเข้มอยู่ด้านในให้ผม
“ฉันเข้าใจ ครั้งแรกฉันก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน แต่กินนี่ลงไปแล้วจะดีเอง”
“อะไรเหรอ?”
เขาเลิกคิ้วแล้วโน้มหน้าเข้ามาหาผมจนปลายจมูกติดกัน ดวงตาของเขาเรียวชี้ขึ้นเล็กน้อย และจากสัมผัสที่ปลายจมูกนี่ เขาคงจะเป็นแมว หนึ่งใน เหมียวเหมียวรักคุณเหวิน รึเปล่านะ
“นาย ไม่ใช่แมวนี่ มาได้ยังไงล่ะเนี่ย”
“เป็นเพื่อนกับวอนูอะ แล้วอยู่ดีๆ คุณเหวินก็ให้ฉันมาเต้น เขาบอกว่าฉันน่าจะเข้ากับเพลงวันนี้น่ะสิ”
แมวตัวสูงไล่สายตามองผมจนมาหยุดอยู่ที่ต้นขาแล้วก็ยิ้มออกมา
“อ้วนใช่มั้ย น่าเกลียดมากรึเปล่า”
“อ้วน? น่าเกลียด? ไม่หรอก ฉันเข้าใจเลยล่ะว่าทำไมคุณเหวินเลือกนาย นายเหมาะมากเลยนะ อีกอย่าง”
เขาวางมือลงบนต้นขาของผมแล้วบีบนวดเบาๆ ทำให้ผมสั่นไปทั้งตัว
“ขานายน่ะ เซ็กซี่มากเลยนะ รู้มั้ย”
“จริงเหรอ?”
“อื้ม มากๆ เลย”
เขายื่นแก้วให้ผมอีกครั้ง และผมก็รับมาถือไว้ เขาหยิบแก้วมาจากไหนไม่รู้อีกใบแล้วยื่นมาหาผมพร้อมรอยยิ้ม
“มา ดื่มกันดีกว่า เดี๋ยวฉันก็จะขึ้นไปเต้นกับนายด้วยเหมือนกัน”
“เอ๊ะ เหรอ! แบบนี้ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย คิดว่าต้องเต้นคนเดียวซะอีก”
“ไม่หรอก มีกันสามสี่คน แต่นายน่าจะเป็นดาวเด่นของคืนนี้นะ”
“อ่า เหรอ”
“ไม่ต้องห่วงไป เดี๋ยวฉันช่วยนายเอง”
ขมปี๋เลย แสบคอด้วย นี่มันน้ำอะไรเนี่ย พอไหลลงคอไปแล้วผมมึนไปหมดเลย ร้อน ร้อนลงไปถึงในท้องเลย ผมเกือบเซถอยหลังจนล้ม แต่แมวแปลกหน้าที่เป็นคนให้น้ำผมดื่มก็ดึงผมไว้ได้ทัน เขาหัวเราะแล้วดึงผมให้เอนตัวไปพิงเขา เขากระซิบที่ข้างหูผมว่าอีกเดี๋ยวก็จะรู้สึกดีขึ้น และมันก็คงได้เวลาต้องขึ้นเวทีพอดี หลังจากนั้นประมาณสิบนาทีทุกอย่างมึนงงไปหมด แสงสีแดง เสียงดนตรีดังสนั่น ร่างกายของผมขยับไปเอง ได้ยินเสียงโห่ร้องเป็นช่วงๆ ผมก้มลงมองหน้าขาตัวเอง มือของใครไม่รู้จับๆ ลูบๆ มันอยู่ได้ ผมเอนตัวไปด้านหลัง คอไปซบเข้ากับไหล่ของใครคนหนึ่ง อ้อ แมวคนเดิมนั่นแหละ เขายิ้มให้ผมแล้วจับผมโยกเอวไปด้วยกัน เสียงโห่ร้องดังขึ้นกว่าเก่า มือใครไม่รู้อีกคนมาจับช่วงอกผม รู้สึกหวิวๆ เย็นๆ ผมมองหน้าท้องตัวเองแล้วพยายามยกมือขึ้นมาปิด ริมฝีปากของใครไม่รู้จูบลงมาที่ช่วงคอ ใครกัน บีบต้นขาผมจนเจ็บ ยังไม่ทันที่ผมจะบิดตัวหนีจากเขาได้ ไฟก็ดับลงก่อน เสียงเชียร์ดังกึกก้องจนปวดหู แล้วใครคนหนึ่งก็พยุงตัวผมลงเวทีไป สติของผมแทบไม่มีแล้ว และตอนนั้นเองที่ผมวูบไป
ผมตื่นขึ้นมาอีกทีเพราะเสียงที่คุ้นหู ผมลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ให้ได้สิ หนักทั้งหัว หนักทั้งเปลือกตาเลย แต่ในที่สุดผมก็มองเห็นชัดขึ้น พรมสีแดง บ้านซึงชอลมีพรมที่ไหน ยิ่งพรมดูแพงแบบนี้ยิ่งไม่ใช่เลย อา ใช่แล้ว ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านสินะ นี่มัน? ผมเหลือบสายตาขึ้นอีกนิดเมื่อได้ยินเสียงร้องเหมือทรมานดังขึ้นอีกครั้ง แล้วก็ต้องตกใจจนตาแทบถลน
วอนู นั่นวอนูนี่นา วอนูนั่งอยู่บนตักของคุณเหวิน คอแหงนมาด้านหลัง ทำไมเสื้อเป็นแบบนั้นล่ะ แล้วทำไมกางเกงถึงหลุดมาครึ่งตัว คุณเหวินซุกหน้าอยู่กับช่วงอกของวอนู มือสองข้างจับเอววอนูไว้แน่นแล้วตัววอนูก็ขยับขึ้นๆ ลงๆ ผมพยายามยันตัวลุกขึ้นเพื่อจะมองให้ชัดๆ แต่ก็ไม่ไหว ได้แต่พลิกตัวนิดหน่อยเท่านั้น วอนู เสียงวอนูร้อง เสียงเหมือนเจ็บเลย เป็นอะไรรึเปล่านะ แต่วอนูบอกว่าคุณเหวินไว้ใจได้นี่นา วอนูซบหน้าไปกับไหล่คุณเหวินแล้ว ผมเลยไม่เห็นสีหน้าเขา แต่ตอนนี้เห็นก้นเขาเต็มๆ เลยแหละ
นั่นมัน.. หรือว่าเขากำลัง..
ผมรีบหลุบตาลงมองพื้น แต่ไม่กี่วินาทีก็ต้องหันกลับไปมองใหม่ ผมยังไม่เคยเห็น อะไรแบบนี้กับตาตัวเองเลย ผมตั้งใจมองคุณเหวินที่จับตัววอนูไว้แน่น และทั้งสองร่างที่เขย่าไปพร้อมๆ กัน วอนูร้องเสียงดังเลย และนั่นทำให้ผมเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาบ้าง จนเหงื่อซึมเลย แล้วก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ
แย่แล้วสิ
ผมรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งตอนที่รู้สึกถึงสัมผัสที่ต้นขา อะไร หรือใครบางคนกำลังยุ่งอยู่กับร่างกายของผม ผมพยายามลืมตาแต่ทุกอย่างก็มืดไปหมดเลย กระพริบตาอยู่นานกว่าจะเริ่มเห็นลางๆ ใครบางคนที่มีผมสีดำสนิทกำลังคร่อมทับอยู่บนตัวผม เสื้อของผมเลิกเปิดมาอยู่ที่ช่วงอก และตอนนี้เขาก็กำลังลูบต้นขาผมผ่านกางเกงหนัง
“ฮื่ออ ใคร ออกไปนะ”
เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผม แล้วก้มลงมาจูบที่หน้าผากผมเบาๆ
ใคร มองหน้าไม่ชัดเลย ใครกันนะ
“ไม่ต้องกลัว ฉันจะช่วยเอง”
ใคร? ช่วยอะไร?
ผมถูกพลิกตัวลงนอนคว่ำทำให้ผมไม่สามารถเห็นหน้าเขาได้อีก ตอนนี้ผมเห็นแต่หมอน และหัวของผมก็เริ่มมึนขึ้นเรื่อยๆ กางเกงของผมถูกดึงลงไปกองที่หน้าขา และสัมผัสแปลกประหลาดก็เริ่มขึ้นในที่ที่ผมไม่กล้าคิดถึงจนผมได้แต่ยกแขนขึ้นกอดหมอนและฝังหน้าลงกับความนุ่มนิ่ม
“อื๊ออ!!”
“ชู่วว ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
ทำไมทำแบบนี้ล่ะ มันสกปรกไปหมดเลยนะ ผมถีบขาไปมา อยากจะสลัดกางเกงที่แสนอึดอัดนี่ออก แต่เขาก็กดสะโพกไว้กับเตียงและชมผมว่า ขาของผมดูเซ็กซี่มากตอนที่ใส่กางเกงหนังตัวนี้ ยังไม่ทันให้ผมได้หายใจหายคอเขาก็ซุกใบหน้าลงมาอีกครั้ง ผมร้องประท้วงเข้าไปในหมอนนุ่ม เขาหัวเราะออกมาอีกระลอกแล้วเริ่มทำมันอีกครั้ง ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับผมมาก่อนเลย มันแปลกใหม่ และทำให้ผมกลัว แต่ในขณะเดียวกันมันก็น่าตื่นเต้น และทำให้ผมรู้สึกดีจนตัวสั่นไปหมด ร่างกายของผมบิดเร่าไปมากับความรู้สึกอัดแน่นที่หาทางออกไม่ได้
และในที่สุดเขาก็หยุดลง
ผมกำลังจะเงยหน้าขึ้นหันไปมองหน้าเขา แต่เขาก็ดึงเอวผมขึ้นจนหัวเข่าตั้งขึ้นบนเตียง และยังไม่ทันที่ผมจะได้ขยับตัวหนี ‘บางอย่าง’ ที่ผมไม่คุ้นเคยก็เกิดขึ้น ผมร้องออกมาเต็มเสียง เขาโน้มตัวลงมาหาและปลอบโยนด้วยจูบที่ขมับ มือของเขาข้างหนึ่งจับเอวผมไว้แน่น และอีกข้างลูบต้นขาของผมไม่หยุด และไม่นาน ตัวของผมก็สั่นไปมา เหมือนกับวอนูที่ผมเห็น
เขาชมผมไม่หยุด เสียงของเขาดังอยู่ที่ริมใบหู ‘เด็กดี’ ‘เก่งมาก’ ‘น่ารักที่สุด’ แล้วก็อะไรเกี่ยวกับต้นขา หรืออะไรแน่นๆ นี่แหละ ผมได้แต่สะอื้นออกมาเพราะอารมณ์มันปนเปกันไปหมด แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดี ผมยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดปากตัวเอง เพราะเสียงของผมเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนน่าอาย เขาดึงมือผมไปจูบแล้วส่งนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้ามาในปากผมแทน ผมหลับตาแล้วกัดนิ้วเขาระบายอารมณ์ที่ปั่นป่วนด้านในจนแทบแตกระเบิด
“อย่างนั้นแหละ เด็กดี”
แล้วสติก็ของผมก็ดับวูบไปอีกครั้ง
“ชิ ชิ~ งิ้ง ชิ~”
เสียงใครงุ้งงิ้งอะไรข้างหูเนี่ย ผมพยายามลืมตา แต่ก็ลืมไม่ขึ้นเลย ลิ้นอุ่นๆ แลบเลียไปหน้าผมช้าๆ และนั่นก็ทำให้ผมรู้ว่าเขาคือมิงนั่นเอง ผมยกมือขึ้นเปะปะไปจิ้มโดนลูกตาเขาจนร้องจ๊าก
“เจ๊บบบ ชิ!”
“ขอโทษษ ฉันลืมตาไม่ขึ้นเลย โอย อยากอ้วก”
“เมื่อคืนไปไหนกันมาเหรอ วอนูเองก็ลุกไม่ขึ้นเหมือนกัน”
นั่นทำให้ความทรงจำไหลกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผับ เต้น เครื่องดื่มนั่น คุณเหวินกับวอนู และก็ผมกับ-
ผมรีบผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว แต่ก็มึนจนหัวทิ่มกลับลงไปอีกรอบ แถมยังปวดไปทั้งตัวเลย มิงรีบเข้ามาประคองผมให้นอนลงดีๆ ผมปวดหัวจนแทบอยากจะตัดหัวขว้างทิ้ง เพราะงั้นผมจะยังไม่คิดถึงเรื่องเมื่อคืนก็แล้วกัน ใครคนนั้น ที่ทำเรื่องแบบนั้นกับผม
“แล้ว เมื่อคืนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ”
“อะ เอ่อ ก็ไม่มีอะไร”
“งั้นเหรอ แต่ก็อาจจะดีแล้วล่ะนะที่มิงไม่ได้ไปด้วยน่ะ ไม่น่าจะชอบหรอก โอย ปวดหัว”
“นะ นั่นสินะ”
ผมนอนนิ่งๆ ลืมตาดูเพดานอยู่สักพักก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้าง มิงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพรมข้างๆ ฟูกของผม เรามีฟูกกันคนละอัน อยู่คนละมุมในห้อง แต่มิงชอบนอนกลิ้งบนพรมมากกว่าผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ผมกับวอนูจะอยู่บนฟูก-
วอนู!
ผมรีบหันไปมองทางฟูกของวอนูทันที วอนูนอนหันหน้าเข้ากำแพงผมเลยเห็นแต่ด้านหลัง แล้วเขาก็ห่มผ้าจนเห็นแต่ผมฟูๆ โผล่ออกมาด้วย ท่าทางจะยังไม่ตื่นเหมือนกัน แต่วอนูตื่นสายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก จะให้ไปเปิดผ้าห่มถามก็คงไม่ดี ผมเลยหันไปหามิงที่นอนเล่นอยู่บนพื้นแทน
“ตอนนี้กี่โมงแล้วเหรอ?”
“น่าจะสิบโมงกว่านะ”
“ซึงชอลยังไม่ตื่นเหรอ?”
“เอ่อ ไม่รู้สิ”
“แปลกแฮะ ปกติถึงเขาจะเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่น่าจะนอนเป็นสิบกว่าชั่วโมงแบบนี้นี่นา”
แล้วซึงชอลก็เปิดประตูเข้ามาพอดี
เขาถือจานข้าวของเราสามคนเข้ามาในห้อง ซึ่งแปลกมาก ปกติเขาไม่ค่อยเข้ามาในห้องนี้หรอก จะมาบ้างก็ตอนมาดุเท่านั้น แล้วปกติเราก็จะออกไปกินข้าวกันที่ห้องนั่งเล่นด้วย แต่นี่ซึงชอลถืออาหารเข้ามาให้ในห้องงั้นเหรอ?
“อรุณสวัสดิ์ชิ ตื่นแล้วเหรอ หิวรึยัง?”
“เอ่อ ก็หิวนะ”
ผมกินขนมปังปิ้งพลางมองซึงชอลไปพลาง แปลกจริงๆ นะ ซึงชอลเขย่าตัววอนูเบาๆ แต่พอไม่ตื่นเขาก็แค่ถอนหายใจแล้ววางชามอาหารไว้ใกล้ๆ เตียงเท่านั้น ไม่ดุ ไม่บ่น ซึงชอลเดินมาหาผมที่เตียงแล้วลูบหัวผมเบาๆ
“เป็นยังไงบ้าง”
“หื้อ? อะ อะไรเหรอ อะไรเป็นยังไง?”
“ปวดหัวมั้ย?”
เอ๊ะ?
ผมนิ่งค้างไปแป๊ปนึงแล้วก็หันไปมองมิง แต่มิงหูตกมองหน้าซึงชอล ไม่ยอมสบตาผม ซึงชอลจูบหน้าผากผมเบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินกลับออกไป มิงก็คาบชามข้าวตัวเองตามออกไปด้วย ทิ้งให้ผมนั่งงงอยู่ในห้อง
หรือว่าซึงชอลจะรู้? แล้วทำไมเขาไม่ดุเลยล่ะ?
แล้วเสียงวอนูก็ดังขึ้น
“ซึงชอลไปพาตัวเรากลับบ้านเมื่อคืน ฉันก็ไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไง”
“วะ ว่าไงนะ?”
“แล้วสภาพเราก็.. เละเทะทั้งคู่”
“แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
“ไม่รู้สิ”
เมื่อคืนหลังจากผมดื่มน้ำขมๆ นั่นแล้ว เกิดอะไรขึ้นบ้าง วอนูกับคุณเหวินเป็นอะไรกันกันแน่ แล้วใคร คนคนนั้นเป็นใคร แล้วซึงชอลไปที่ผับได้ยังไง พาเรากลับมาแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง!?
มันเป็นยังไงกันเนี่ย!!
Subscribe to:
Posts (Atom)