Wednesday, 24 May 2017

Transition 2/2 #minsoon

ซูนยองตื่นสายอีกตามเคย มินกยูตั้งนาฬิกาปลุกไว้สิบตัว ซูนยองก็ปิดทั้งสิบตัวได้อย่างเชี่ยวชาญทั้งๆ ที่ยังไม่เปิดตา ต้องวิ่งผ่านน้ำ วิ่งผ่านโต๊ะกินข้าว วิ่งหาสถานที่แข่งซึ่งครั้งนี้ก็ยังโชคดีอีกตามเคยเพราะอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก และถึงจะแปลกที่แต่กลับไม่ได้หายาก นักวิ่งเก่าวิ่งจากบ้านตามกูเกิ้ลแมพไปยังสถานที่แข่ง พอวิ่งเลี้ยวเข้าถนนใหญ่เท่านั้นก็ไหลไปกับผู้คนทันที ซูนยองตาโตเมื่อรู้ว่ามีคนมากมายขนาดนี้มาเพื่อดูการแข่งว่ายน้ำระดับเขต พอนึกแล้วก็อดภูมิใจแทนน้องชายไม่ได้ ก้าวมาอีกระดับแล้วสินะ ระหว่างไหลไปกับฝูงชนซูนยองก็เห็นผู้หญิงหลายคนถือลูกโป่ง ถือช่อดอกไม้ ความสงสัยจากการแข่งครั้งที่แล้วก็กลับมาอีกครั้ง เขารู้กันได้ยังไงว่าคนที่ตัวเองเชียร์จะชนะ? แล้วถ้าซื้อไปแล้วไม่ชนะไม่อึดอัดรึไงกัน

แต่ก็นะ

“ซูนยอง! ทางนี้! มาสายจริง ไปห้องพักนักกีฬาตอนนี้ไม่ทันแล้ว มานั่งตรงนี้มาเร็ว"

“อะ อ่า ขอโทษครับ ขอบคุณครับที่จองที่ไว้ให้"

“อีกสองนาทีเริ่ม เกือบไม่ทันแล้วมั้ยล่ะ! ดีนะที่ยังมาทันไม่งั้นฉันเอานายตายแน่!”

“ถะ โถ่ พี่อะ"

“แค่ตอนนั่งรออยู่ในห้องพักแล้วนายไม่มาสักทีไอ้มินกยูมันก็จะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว! ถ้าตอนแข่งยังไม่เห็นหน้านายอีกล่ะก็-”

“เข้าใจแล้วครับ ขอโทษครับ"

“ว่าแต่นายเนี่ย ตื่นสายประจำเลยรึไง ครั้งที่แล้วก็เห็นวิ่งมา"

“กะก็นิดหน่อยครับ"

“เมื่อคืนทำอะไรดึกรึไง"

“ก็- เออใช่ พี่ซึงชอล! พี่สอนอะไรน้องผมอะ!!”

“เอ้า อยู่ๆ โวยวายอะไรเนี่ย สอนอะไร ก็สอนว่ายน้ำนี่ไง"

“ไม่ใช่! ไอ้วิธี.. ไอ้วิธีผ่อนคลายก่อนการแข่งของพี่เนี่ย..”

“อ๋อ เรื่องปกติ เป็นธรรมเนียมทีมว่ายน้ำโรงเรียนฉันรุ่นสู่รุ่น ปีฉันฉันก็ทำ-”

“แต่พี่ พี่เอาคลิปอะไรให้มินกยูดู!! อยู่ดีๆ เมื่อวานเขาก็- ฮึ่ย!”

“เขาก็?”

“ก็พี่เอาอะไรให้เขาดูล่ะ!”

“ไม่อะไรนี่- อ๋อ ไม่ใช่ฉันหรอก เด็กคนอื่นในทีมล่ะมั้ง ก็แค่เอาคลิปโป๊เกย์ให้ดูเฉยๆ ก็มินกยูมันไม่รู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เดี๋ยวทำผิดทำถูก มั่วๆ ไปล่ะก็แย่ออก แบบนี้ก็ดีแล้วนี่-”

“ดีตรงไหนกัน!! เมื่อคืนผมเกือบ- โว้ยยย!”

“เบาหน่อยๆ นั่น จะเริ่มแข่งแล้ว เงียบได้แล้ว"

นักกีฬาของแต่ละเขตออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน มีทั้งหมดหกทีม จากหกเขตใกล้เคียงในภูมิภาค ทีมละสี่คนแบ่งเป็นสี่ท่าคือฟรีสไตล์ กบ กรรเชียง และผีเสื้อ เมื่อเห็นน้องชายตัวสูงหน้าตาล่กๆ เดินออกมาซูนยองก็รีบโบกมือให้ทันที ยังดีที่ซึงชอลได้สิทธิพิเศษที่นั่งแถวหน้าทำให้มองเห็นสระว่ายน้ำได้ชัดเจน มินกยูยิ้มแป้นเมื่อเห็นพี่ชายโบกมือให้และลืมตัวยกสองแขนขึ้นโบกกลับจนคนบนอัฒจันทร์หันมองหาว่าโบกหาใคร อย่างที่ซึงชอลบอกจริงๆ ก็คือ ผู้หญิงเยอะแยะที่ชอบมาดูแข่งว่ายน้ำ และรู้ได้ไม่ยากว่าคนไหนเป็นนักกีฬาที่เป็นที่ชื่นชอบเพราะเสียงกรี๊ดจะดังสนั่นหวั่นไหวทีเดียว และมินกยูก็เป็นหนึ่งในนั้นซะด้วย

“น้องชายนายน่ะ ฮอตมากในหมู่สาวๆ อย่าหึงล่ะ หึๆ"

ซูนยองไม่ตอบ เขาไม่อยากจะไม่พอใจหรอก แต่บางทีก็รู้สึกนิดหน่อย ถึงจะพยายามห้ามตัวเองก็เถอะแต่เขาก็หวงมินกยูมากเหมือนกัน แต่เมื่อมินกยูส่งยิ้มมาให้อย่างต่อเนื่องเขาก็รู้ดีว่าไม่ต้องเป็นห่วงอะไร มินกยูน่ะติดเขาซะยิ่งกว่าอะไรดีเรื่องนั้นใครๆ ก็รู้ แย่ล่ะสิ จิตสำนึกพี่ชายที่แสนดีอยากให้น้องชายเปิดโอกาสตัวเองให้กับผู้หญิงดีๆ หลายคนเริ่มจะจางลงเรื่อยๆ แล้ว ตอนนี้กลายเป็นมีแต่ควอนซูนยอง ผู้ชายคนหนึ่งที่ทั้งรักทั้งหวงคิมมินกยูจนแทบอยากจะเก็บไว้กับตัวเองคนเดียว

“ซูนยอง"

“ครับ?”

“ฉันรู้ว่านายขี้กังวลนะ แต่อย่าห่วงไปเลย สำหรับฉันนะ ฉันว่าถ้าเรารู้สึกว่าทำอะไรแล้วมีความสุข ทำไปเถอะ จริงๆ นะ"

“ครับ ผมรู้ แต่บางทีมันก็ ทำยากนะครับ"

“มินกยูน่ะ รักนายมาก ถ้านายรักมินกยูจริงๆ ก็อย่าทำให้มันต้องเสียใจเพราะคนที่รักปฏิเสธมันเลย"

“...ครับ"

“คอยอยู่กับมัน สอนมัน ดูแลมัน รักมันให้มากๆ แค่นี้มินกยูมันก็มีความสุขแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าทำเพื่อมันแล้วนะ"

“ครับ ผมก็.. หลังๆ มานี้ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน"

การแข่งขันดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เริ่มจากท่าฟรีสไตล์ ไปท่ากบ ท่ากรรเชียง และสุดท้ายท่าผีเสื้อ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่มีหกลู่ไม่ต่างจากโรงเรียนของมินกยู นั่นทำให้ซูนยองเข้าใจว่ากีฬาว่ายน้ำคงเป็นอะไรที่สำคัญสำหรับโรงเรียนนั้นจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีสระใหญ่ระดับนี้หรอก การแข่งครั้งที่แล้วซูนยองมัวแต่ตื่นเต้นไปกับผล และหูอื้อไปหมดเพราะเสียงเชียร์ แต่ในครั้งนี้เขาได้ลองมองน้องชายเต็มๆ ตา มินกยูดูเครียด คิ้วขมวดยุ่งไปหมด ตัวเกร็ง แต่เมื่อกระโดดลงไปในสระแล้วก็แหวกว่ายได้อย่างสวยงามที่สุด ทั้งมีทรงพลัง และพลิ้วไหว ซูนยองรู้สึกตัวสิบวินาทีให้หลัง ตอนที่เสียงเชียร์กระหึ่มดังลั่น ว่ามินกยูชนะ ชนะอีกแล้ว ซูนยองแทบไม่รู้ตัวว่าตัวเองยิ้มกว้างแค่ไหนจนรู้สึกปวดแก้ม มินกยูเองก็ยิ้มกว้างไม่ต่างกัน สมแล้วที่ซึงชอลบอกว่ามินกยูหน่วยก้านดี สมแล้วที่มินกยูซ้อมอย่างหนักมาตลอด สมแล้วที่น้องชายของเขาทุ่มเท และไม่ยอมแพ้

“เป็นไงล่ะ ฉันบอกแล้ว ทีมว่ายน้ำโรงเรียนฉันไม่เคยแพ้ใคร!”

เหรียญทองสามเหรียญ เหรียญเงินหนึ่งเหรียญ ทีมว่ายน้ำโรงเรียนมินกยูชนะระดับเขตได้อย่างสวยงาม หลังจากรับเหรียญเสร็จมินกยูก็ใส่เสื้อทีมว่ายน้ำลวกๆ แล้ววิ่งมาหาเขาทันที ในมือกำเหรียญทองที่คล้องรอบคอแน่น สีหน้าทั้งตื่นเต้นและดีใจ เต็มไปด้วยรอยยิ้มจนตาหยี ซูนยองอ้าแขนกว้างและทันทีที่กอดกันมินกยูก็ยกตัวเขาหมุนไปมาอย่างมีความสุข ในวินาทีนั้นซูนยองลืมไปหมดทุกอย่าง ลืมผู้คนรอบตัว ลืมความกังวลของตัวเอง ลืมแม้กระทั่งซึงชอลที่ยืนอยู่ข้างกัน ซูนยองจูบแก้มน้องชายเบาๆ อย่างรักใคร่

“เก่งมาก มินกยูของฉัน"

“ชนะอีกแล้วอ่าซู๊นนนน ฮือออ ดีใจจ เมื่อกี๊ซูนเห็นมั้ย! โอ้โหผมนี่นะกวาดแขน ฟ้าบๆๆๆ เปรี้ยง! แตะขอบสระคนแรกเลย!!”

มินกยูวางซูนยองลงบนพื้นแล้วเต้นไปเต้นมาจนซูนยองต้องจับตัวไว้ กลัวจะลื่นล้มซะก่อนน่ะสิ เพื่อนคนอื่นๆ ในทีมของมินกยูก็ยืนอยู่ในบริเวณเดียวกัน ซูนยองแอบเห็นเด็กที่ชื่อจุนฮเวมองบนใส่เล็กน้อย และนั่นทำให้ซูนยองเริ่มรู้สึกประหม่า แต่พอมินกยูยิ้มแก้มตุ่ยใส่ซูนยองก็ดึงน้องมากอดอีกครั้ง น่ารักที่สุด แล้วก็ ภูมิใจชะมัด

อ่า จริงสิ

ซูนยองเดินกลับไปที่ที่นั่งแล้วหยิบช่อดอกกุหลาบแดงที่แอบวางไว้ใต้เก้าอี้ขึ้นมาถือไว้ ทีแรกเขาก็ไม่แน่ใจหรอกว่าควรจะซื้อมั้ย ก็อย่างที่ว่า ถ้าไม่ชนะขึ้นมาก็ไม่อึดอัดแย่เหรอ แต่คิดไปคิดมาเขาก็เดินกลับไปที่ร้านดอกไม้อีกครั้ง เขาไม่ได้หวังจะให้มินกยูเพราะมินกยูชนะ แต่เขาอยากจะให้เพราะอยากเห็นมินกยูยิ้มมากกว่า ถึงจะแพ้ แต่ถ้าได้ดอกไม้มินกยูก็น่าจะมีความสุข ซูนยองหันหลังกลับมาหาน้องชายแล้วยื่นให้อีกฝ่ายพร้อมรอยยิ้ม ดวงตาของมินกยูเหมือนมีประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที

“อ่ะ คราวที่แล้วฉันไม่ได้ซื้อของอะไรให้เลย คราวนี้ก็เลยซื้อกุหลาบแดงมา ยังไงก็ดีใจด้วยนะ"

“ซูนนนน ฮื้ออออ ขอบคุณครับบ"

ซูนยองยิ้มตามมินกยูที่ทำหน้าแป้นแล้นปนขวยเขินกับช่อกุหลาบในอ้อมแขน ซูนยองซื้อแบบช่อโตที่สุด จริงๆ แล้วถึงซื้อมาแค่ดอกเดียวมินกยูก็คงยิ้มแก้มตุ่ยอยู่ดี แต่เขาไม่อยากให้แค่นั้น สำหรับซูนยองแล้วมินกยูต้องได้สิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ไม่นานก็ได้ยินเสียงโห่มาจากเพื่อนในทีมทั้งคนที่ได้ลงแข่งและไม่ได้ลงแข่งแต่มาเชียร์ แต่แทนที่จะเขินต่อมินกยูกลับโพสท่าถือดอกไม้อย่างน่าหมั่นไส้จนเกือบโดนถีบ ซูนยองกำลังจะเข้าไปตีหัวน้องชายพอดีกับที่กลุ่มหญิงสาวสี่ห้าคนที่น่าจะเรียนอยู่มัธยมเดินเข้ามาหา

“เอ่อ พี่มินกยูคะ ยินดีด้วยนะคะ ขอถ่ายรูปด้วยหน่อยได้มั้ย?”

“พี่จุนฮเวด้วย พี่มุนบิน-”

ซูนยองเขยิบถอยหลังมาเล็กน้อยในขณะที่เด็กในทีมคนอื่นเป็นคนถ่ายรูปให้ ทั้งรูปคู่ รูปกลุ่ม มินกยูเหล่มามองพี่ชายเล็กน้อยแต่ก็ยังถ่ายรูปต่อโดยที่พยายามยืนตัวตรงและให้มีระยะห่างเยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึงชอลมายืนข้างๆ เขาแล้วกระซิบบอกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาเพราะตอนซ้อมก็มีเด็กพวกนี้มาคอยเชียร์อยู่เป็นประจำ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรเพราะเขาไม่เคยอนุญาตให้ลูกทีมวอกแวกกับเด็กพวกนี้

“ทำไมล่ะพี่?”

“เอ้า ขืนมีแฟนเป็นแฟนคลับขึ้นมา แฟนคลับคนอื่นๆ ก็หายหมดสิ"

“โห นี่นักว่ายน้ำหรือไอดอลอะพี่"

“ธรรมดา"

“ธรรมดาสำหรับโรงเรียนพี่อะสิ ตอนผมเป็นนักวิ่งไม่เห็นมีปัญหาแบบนี้เลย"

“ก็นายไม่หล่อนี่ซูนยอง"

“อะ อ่าว! พี่ซึงชอล!”

“ฮ่าๆๆๆ"

ซูนยองพยายามไม่คิดอะไร แต่เห็นสายตาหวานเชื่อมของผู้หญิงหลายคนที่มองน้องเขาแล้วก็อยากจะวิ่งเข้าไปรูดซิปเสื้อให้ดีๆ จริงๆ ตอนแข่งว่ายน้ำก็ต้องถอดเสื้อเห็นทั้งตัวแล้ว ตอนนี้ยังมาเปิดวับๆ แวมๆ อีก แต่เหมือนมินกยูจะรู้สึกถึงสายตาของเขาเลยรีบดึงซิปขึ้นมาถึงคอทันที จากห้านาที เป็นสิบ จากสิบเป็นสิบห้า กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่เข้ามาขอถ่ายรูปกับทีมว่ายน้ำสุดหล่อแสนโด่งดังที่ซึงชอลภูมิใจนักหนา มินกยูเริ่มยิ้มเหี่ยวลงเรื่อยๆ ได้แต่ชะเง้อคอทำหน้าอ้อนๆ มาหาแต่ก็เดินออกมาไม่ได้สักที จนซูนยองตัดสินใจได้

เขาจะพามินกยูกลับบ้าน เดี๋ยว นี้ เลย

ซูนยองเดินกลับไปที่นั่งเพื่อหยิบกระเป๋า ในหัวก็คิดคำพูดไปเรื่อย ไม่รู้จะดึงน้องชายออกมายังไงดี จริงๆ การมีคนชอบเยอะๆ ก็อาจจะสร้างโอกาสให้มินกยูได้หลายอย่าง ยิ่งรู้จักคนเยอะ ก็ยิ่งมีคนช่วยเยอะไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เขาก็ไม่อยากจะดึงน้องมาเก็บไว้คนเดียวหรอก เขาไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัว พอคิดได้แบบนั้นก็เลยยืนหันหลังถอนหายใจอยู่คนเดียว จนรู้สึกว่ามีคนมายืนข้างๆ ก็เงยหน้าขึ้นมอง คนคนนั้นตัวสูงพอสมควร สูงกว่าเขา แต่ก็เตี้ยกว่ามินกยูนิดหน่อย เครื่องหน้าสวยงามบวกกับผมยาวสีเทาอ่อนที่รวบเป็นหางม้าไว้ด้านหลังทำให้ซูนยองเผลอจ้องโดยไม่รู้ตัว

“สวัสดี จ้องขนาดนี้ทักฉันเลยก็ได้"

“อะ ขะขอโทษครับคือ ผมเสียมารยาทคือพอดีผม-”

“ไม่เป็นไรหรอก"

ซูนยองอ้าปากพะงาบๆ เมื่อคนตรงหน้ายกมือขึ้นเสยผมแล้วหันมายิ้มให้เขานิดๆ ก่อนจะเบนสายตากลับไปมองยังจุดเดิม ซูนยองหันไปมองตามแล้วก็พบว่าคนแปลกหน้าคนนี้กำลังจ้องน้องชายของเขาอยู่ ยังไม่ทันที่ซูนยองจะได้นึกสงสัยว่าเขาเป็นใคร อีกคนก็เดินเข้าไปหามินกยูทันทีระหว่างที่ผู้หญิงกลุ่มใหม่กำลังจะขอถ่ายรูป ซูนยองรีบก้าวเท้าตามไปอย่างนึกสงสัยและได้ยินบทสนธนาของทั้งคู่พอดี

“สวัสดี นายชื่อมินกยูสินะ?”

“เอ่อ ครับ คุณเป็นใคร-”

“ส่วนสูง? น้ำหนัก?”

“สูงร้อยแปดสิบเจ็ด หนักเจ็ดสิบครับ เอ้ย คุณถามทำไมอะ คุณเป็น-”

“สมส่วน มีกล้าม สูง ขายาว ใช้ได้เลย"

“อะ อะไรเนี่ย คุณเป็นใคร-”

ผู้ชายผมยาวคว้ามือมินกยูมาจับก่อนจะยกขึ้นระดับสายตาแล้วเพ่งมองเหมือนกำลังหาอะไรอยู่ ทั้งมินกยูทั้งซูนยองต่างตกใจพูดอะไรไม่ออกได้แต่มองหน้ากันไปมา แต่มันไม่จบแค่นั้น ผู้ชายประหลาดคนนี้ยังจับคางมินกยูให้หมุนคอไปมาเล็กน้อยแล้วจ้องมองอย่างพิจารณาโดยที่มินกยูได้แต่ยืนงงทำอะไรไม่ถูก จังหวะที่ซูนยองกำลังจะดึงน้องชายออกมาซึงชอลก็เดินเข้ามาพอดี

“เห้ย! ไอ้จองฮัน แนะนำตัวก่อนมั้ย เด็กมันกลัวหมดแล้วเนี่ย!”

“พี่ซึงชอล? พะ เพื่อนพี่เหรอ?”

“เออ เพื่อนฉันเอง"

จองฮันหันมายิ้มให้ซูนยองเล็กน้อยก่อนจะหยิบกระดาษกับปากกาออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วเริ่มจดอะไรยุกยิกๆ ซูนยองดึงมือน้องชายให้มายืนข้างๆ กันทันที ยังมีหญิงสาวอีกห้าหกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเหมือนจะรอถ่ายรูป แต่ก็ไม่กล้าพอเลยหันไปถ่ายกับคนอื่นในทีมแทน จองฮันพับกระดาษใส่ลงไปที่เดิมแล้วดึงนามบัตรใบเล็กออกมายื่นให้มินกยู

“ขอโทษที่เสียมารยาท ฉันชื่อยุน จองฮัน เป็นช่างภาพอิสระ นายแบบไม่มีสังกัด แล้วบางครั้งก็เป็นแมวมองด้วย"

“อ่ะ เอ่อ มะแมวมอง-”

“ฉันสนใจนายมินกยู และคิดว่านายไปได้ไกลแน่ๆ อยู่ที่ว่านายอยากจะทำรึเปล่า แค่นั้นเอง"

“เอ่อ คือผมไม่น่าจะ..”

“ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่ในวงการนี้มานานและฉันไม่เคยมองคนผิด คนจะเป็นนายแบบได้ไม่ใช่แค่หน้าตาดี หุ่นดีเท่านั้น แต่ต้องมีความพิเศษบางอย่าง ที่มีแค่เขาเท่านั้นที่มี และฉันเห็นมันในตัวนาย"

“...”

“เงิน ชื่อเสียง งาน ทุกอย่างจะหลั่งไหลเข้ามาแน่นอน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือศิลปะ อารมณ์ และการถ่ายทอด นั่นเป็นสิ่งที่ฉันรักที่สุดในวงการนี้ ฉันเห็นรอยยิ้มของนายเมื่อกี๊ตอนชนะการแข่ง และรอยยิ้มของนายอาจจะทำให้ใครอีกหลายๆ คนมีความสุขตามได้"

“ผม..”

“ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจหรอก ค่อยๆ คิด ถ้าสนใจขึ้นมา หรืออยากลองล่ะก็ โทรมาตามเบอร์ในนามบัตรนี่แหละ ฉันจะรอ"


มินกยูงอแงไม่ยอมไปกินขนมกับเพื่อนในทีมต่อ ซึงชอลก็ยอมอ่อนให้เพราะเห็นว่าเพิ่งชนะการแข่งมาแต่กำชับให้คืนนั้นไปกินเลี้ยงด้วยกันซึ่งมินกยูก็ตกลงไปแกนๆ ซูนยองตัดสินใจพามินกยูไปกินไอศกรีม ตลอดทางน้องชายก็ทำหน้ายุ่ง เหลือบมองนามบัตรในมือเป็นพักๆ ซูนยองได้แต่ถอนหายใจ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกยังไง มันปุบปับมาก เขาสงสัยในตัวจองฮัน บุคลิกอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกประหม่า และเขากังวลในสิ่งที่จองฮันเสนอ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิด แต่เป็นเพราะเขาคิดมาตลอดต่างหาก มินกยูเป็นเด็กที่หน้าตาดีมาแต่ไหนแต่ไร แต่ยิ่งโตๆ ก็ยิ่งสูงขึ้น แล้วยังมาเป็นนักกีฬาอีก น้องชายของเขากลายเป็นชายหนุ่มดูดีไร้ที่ติ และเขารู้ว่ามันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ว่าเมื่อไหร่จะมีแมวมองมาชวนเข้าวงการ มินกยูนั่งตักไอศกรีมเข้าปากช้าๆ อารมณ์ตื่นเต้นดีใจของการชนะการแข่งหายไปเฉย กลายเป็นความกังวล ความไม่มั่นใจแทน ซูนยองหันมองไปรอบร้านเล็กน้อย เขาตั้งใจเลือกที่มุมร้านในซอกที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว และเมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครมองแล้วก็ยกมือขึ้นลูบแก้มน้องชายเบาๆ

“เป็นอะไรหืม? ยิ้มหน่อยสิเรา เพิ่งชนะการแข่งมานะ แล้วยังมีแมวมองมาชวนไปเป็นนายแบบอีก"

“อืมม ก็กลุ้มเรื่องเนี้ยแหละซูนน"

“ทำไมล่ะ? ไหน เล่าให้ฉันฟังหน่อยซิ ตอนนี้คิดอะไรอยู่บ้าง?”

“ก็ ก็ไม่รู้สิ มันก็แปลกๆ อะ"

“แปลกยังไง?”

“แปลกที่ว่า ไม่คิดว่าจะมีคนมาชวนไปเป็นนายแบบ ซูนก็รู้ว่าผม ไม่รู้สิ ผมไม่น่าจะเหมาะนะ"

“ทำไมถึงไม่เหมาะ?”

“ก็ ก็นายแบบก็ต้องเท่ๆ ปะ ซูนว่าผมเท่ปะล่ะ?”

“ไม่อะ"

“ฮื้อ นั่นไง-”

“แต่นายน่ารักนะ"

“ซูนอ่า เขิน"

“ฮ่าๆๆ แต่นั่นแหละ พี่จองฮันเขาก็บอกนี่นาใช่มั้ย ว่านายแบบแต่ละคนมีความพิเศษของตัวเอง ไม่ใช่จะเท่กันหมดสักหน่อย อีกอย่าง ที่เขาสนใจในตัวนายก็ตอนนายยิ้มด้วยนี่ ใช่มั้ย?”

“อื้ออ"

“อื้ม นั่นไง"

“ซูน.. ซูนคิดว่ายังไงบ้างอะ? กับเรื่องนี้อะ ซูน อยากให้ผมทำมั้ยหรือยังไง?”

“เรื่องนี้ จริงๆ นายก็ควรจะตัดสินใจเองนะ ว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่ถ้าถามฉัน ฉันว่ามันก็ไม่ได้เสียหายอะไร นายหน้าตาดี นายก็รู้มินกยู หุ่นก็ดี อ่ะๆ ไม่ต้องยิ้มเหลิงเลยนะ ฉันเอาตามที่พี่จองฮันว่า นั่นแหละ นายมีคุณสมบัติครบที่จะเป็นนายแบบนะ แล้วฉันคิดว่าโอกาสแบบนี้ไม่ได้มาง่ายๆ ด้วย ก็ลองไปดูก่อน ถ้าไม่ชอบ ไม่ได้ ก็จบ แค่นั้นเอง แต่ทั้งหมดก็คือนายต้องคิดด้วยว่านายชอบมั้ยงานแบบนี้"

“อื้มม"

ซูนยองรู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว เขากำลังสู้กับตัวเอง เหมือนกับที่ทำมาตลอด สิ่งที่ดีสำหรับน้องชาย กับสิ่งที่เขาอยากได้ทำไมมันไม่ตรงกันสักทีนะ เขารู้สึกว่าแค่มินกยูรักและติดเขามากขนาดนี้ก็ถือเป็นเรื่องเห็นแก่ตัวมากแล้ว เขาอยากให้มินกยูได้ไปเจอคนดีๆ เจออะไรใหม่ๆ ได้เรียนรู้อะไรมากๆ เขาอยากเปิดโอกาสให้น้องได้ทำทุกอย่างที่อยากทำ และได้ทุกสิ่งที่ควรจะได้ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่อยากให้มินกยูไปไกลจากตัวเขาเลย แต่สุดท้าย เขาก็รักน้องมากเกินกว่าจะกอดไว้กับตัวได้ตลอดเวลา มินกยูเงยหน้าขึ้นจากถ้วยไอศกรีมแล้วดึงมือเขามาจับพร้อมทำหน้างอแง

“ซูนต้องไปเป็นเพื่อนผมนะะ"

“ได้สิ"


เพื่อนาย ได้ทุกอย่างนั่นแหละ มินกยู

Monday, 22 May 2017

Transition 1/2 #minsoon

คิดถึง ซูนยองกำลังรู้สึกคิดถึงน้องชายตัวดีที่ช่วงนี้หายหน้าหายตาไปเพราะใกล้แข่งระดับเขต ช่วงก่อนนี้ที่มินกยูต้องซ้อมละคร หรือต้องเตรียมแข่งว่ายน้ำระดับโรงเรียนเขาก็ว่ารู้สึกเหงาแล้ว ตอนที่ไม่อยู่ติดๆ กันถึงเจ็ดวันช่วงไปค่ายก็ยิ่งเหงา แต่ครั้งนี้มันมากกว่าเก่า ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นเพราะตลอดหลายอาทิตย์มานี้ความสัมพันธ์ของซูนยองและมินกยูพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ใกล้ชิด ลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ จากนอนกอดกันเฉยๆ หอมแก้มบ้าง จูบหน้าผากบ้าง หลังมานี้มินกยูจะจูบซูนยองก่อนนอนทุกคืน ดึงขาซูนยองมาพาดลำตัวบ้าง ซุกหน้าเข้าที่คอ จูบบ้าง หอมบ้างจนต้องห้ามปรามกันหลายครั้ง ระหว่างวันเวลานั่งอ่านการ์ตูนมินกยูก็จะดึงเขาไปนั่งตัก หรือบางทีตัวเองก็ไหลมานอนหนุนตัก จากเดิมที่ว่าตัวติดกันมากอยู่แล้ว ยิ่งนัวเนียกันมากขึ้นไปอีก เพราะงั้นในช่วงนี้ที่มินกยูหายไปทั้งวัน กลับมาทีก็ดึกดื่นทำให้ซูนยองรู้สึกเหงาถึงขั้นต้องดูคลิปน้องชายที่แอบถ่ายเมื่อก่อน ไม่ว่าจะเป็นตอนกินขนมจนปากเลอะ หรือตอนนอนละเมอแล้วตกเตียง คลิปที่เคยคิดว่าอัดไว้แกล้งเล่นๆ กลายเป็นต้องนั่งดูบ่อยๆ จนตัวเองยังขนลุกอยู่หน่อยๆ ยังไงก็ยังไม่ค่อยชินกับความสัมพันธ์หวานแหววสักที แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ได้เลย ทุกอย่างมันกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิด

'ซูนอ่าคิดถึง'

“อืม คิดถึงเหมือนกัน"

'โทรคุยกันแบบนี้มันก็ดีหรอก แต่จะดีกว่านี้ถ้าได้เจอกันได้คุยกันต่อหน้าบ้างอ่าา งือ'

'ไอ้มินกยูแม่งโคตรกระแดะเลย ทนไม่ไหวแล้วกูจะอ้วก'

'ก็ไปนั่งไกลๆ ดิวะ ใช่เรื่องมั้ย! งืออ ซูนอ่า อีกสองวันก็แข่งแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะกลับบ้านเร็วน้า พี่ซึงชอลบอกว่าไม่อยากให้หักโหม เดี๋ยวก็จะได้เจอแล้วว'

'แม่งพูดเหมือนไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน'

“เอ่อ อื้ม ดีแล้วล่ะ กลับมาพักบ้าง แล้วคืนนี้พรุ่งนี้จะกินข้าวเย็นมั้ย?”

'กินๆๆ กินครับ บอกคุณแม่ให้หน่อยผมอยากกินเนื้อย่างง'

“ได้สิ เดี๋ยวฉันให้แม่ทำเนื้อย่างให้นายกิน"

'อื้ออ~ อ่า ซูนอ่ะ อยากกอดจังเลยครับ'

'คิม มินกยู ได้เวลาซ้อมแล้ว อย่ามัวแต่อ้อนแฟน!'

“อ่า ต้องซ้อมแล้วใช่มั้ย งั้นวางสายก่อนนะ"

'ฮืออ ซูนนน คิดถึงน้าา พรุ่งนี้จะกอดให้หนำใจเลย'

“อืม ตั้งใจซ้อมนะ"

'คร้าบบบ'

ซูนยองต้องเปลี่ยวไปอีกวัน แต่อย่างน้อยพอได้รู้ว่ามินกยูกำลังจะไม่ต้องซ้อมหนักแบบนี้อีกแล้วก็ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย ซูนยองรู้แหละว่าตัวเองก็ติดน้องชายพอสมควร แต่ยิ่งมามันยิ่งเยอะ จนเขาเองก็เริ่มกลัวตัวเองเหมือนกัน เมื่อก่อนคิดแต่ว่าอยากให้มินกยูโตเป็นผู้ใหญ่อยู่ด้วยตัวเองได้เผื่อไม่ได้อยู่ด้วยกันจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ตอนนี้เป็นซูนยองซะเองที่เริ่มกังวล กังวลว่าถ้าวันหนึ่งเขาเสียมินกยูไป จะเหงาขนาดไหนกัน

คืนนั้นซูนยองนอนหลับไม่ค่อยสนิท มินกยูกลับดึกกว่าทุกครั้ง ซูนยองที่ติดนอนเช้าตั้งแต่เด็กก็ยังต้องขึ้นเตียงตั้งแต่สี่ทุ่มครึ่ง เพราะโตมากับมินกยูเขารู้สึกว่าตัวเองจะนอนดึกเป็นตัวอย่างไม่ได้ เขาอยากให้มินกยูมีสุขภาพและมีระเบียบที่ดีด้วย ซูนยองนอนลืมตาในความมืดอยู่พักใหญ่ๆ ผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้จนมินกยูกลับมาจากซ้อมว่ายน้ำ เพราะว่ามินกยูอาบน้ำมาจากที่สระ พอกลับมาก็วางของ เปลี่ยนชุดแล้วปีนขึ้นเตียงมานอนได้เลย ซูนยองขยับตัวเล็กน้อยเมื่อมินกยูสอดแขนเข้ามาใต้ลำตัวแล้วดึงเขาไปกอดแน่น กลิ่นคลอรีนยังติดอยู่ที่เส้นผมและตามผิวหนังทำให้ซูนยองย่นจมูกเล็กน้อย มินกยูจูบท้ายทอยซูนยองเบาๆ แล้วซุกหน้าลงแถวลำคอ ซูนยองนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก็พลิกตัวไปกอดตอบ ไม่รู้ทำไม อาจจะเป็นเพราะเขาคิดมากมาทั้งวันบวกกับความคิดถึงสะสม เขากอดมินกยูแน่นจนน้องชายตกใจเล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นลูบหลังเบาๆ

“ซูน เป็นอะไรอะ? มีอะไรรึเปล่าฮะ? เล่าให้ผมฟังได้มั้ย?”

“เปล่าหรอก เปล่า ไม่มีอะไร ซ้อมเหนื่อยมั้ย?”

“อืออ เหนื่อยฮะ แต่อีกสองวันก็จบแล้วนะ"

“อือ"

“ซูน อยู่บ้านคนเดียวเหงามั้ย? คิดถึงผมเหรอ?”

“มาก มากๆ เลย"

มินกยูยิ้มกว้างออกมาในความมืดแล้วบรรจงประทับจูบลงบนหน้าผากพี่ชายซ้ำๆ ตัวเขาเองก็รู้แหละว่าซูนยองก็รักเขาไม่แพ้กับที่เขารักซูนยอง แต่พึ่งจะเคยเห็นคนพี่แสดงออกมาชัดๆ หรือพูดออกมาตรงๆ แบบนี้ครั้งแรก มินกยูลูบแผ่นหลังพี่ชายเบาๆ แล้วซุกหน้าลงกับกลุ่มผมฟูๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ

มีความสุขเป็นบ้าเลย

“ไม่เป็นไรนะ อีกไม่กี่วันเองเนอะ"

“อืม"

“แต่ก็ ในวันข้างหน้าเราอาจจะต้องห่างกันแบบนี้บ้างนั่นแหละ ซูนจะต้องไปทำงาน ผมเองก็ด้วย เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันอาจจะไม่มากเหมือนตอนที่เรายังเรียนอยู่"

“อืม ฉันรู้"

“แต่ผมอยากให้ซูนคิดแค่ว่า ยังไงชีวิตนี้เราสองคนก็จะอยู่ด้วยกันไปตลอดอยู่แล้ว ถึงวันหนึ่งๆ อาจจะได้เจอกันไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าได้เจอกันทุกวันเรื่อยๆ ทั้งชีวิต มันก็โอเคนะฮะ จริงมั้ย?”

“อืม"

ซูนยองยิ้มจนแก้มแทบปริแล้ว เขารู้สึกอบอุ่นในอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าตัดความกังวลทุกอย่างทิ้งไปให้หมด แล้วนึกภาพอนาคตที่ได้อยู่กับมินกยูไปตลอด นั่นก็คงเป็นชีวิตที่มีความสุขมากพอดู เขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนมินกยูนั่นแหละ ว่าความรักนี้เป็นความรักแบบไหนกันแน่ แต่เขาเองก็นึกไม่ออกเหมือนกัน ว่าชีวิตนี้จะรักใครได้มากกว่ามินกยู



“กลับมาแล้วคร้าบบบบบบบ ซู๊นนนนขอกอดหน่อยยยยย ฮือออ ได้เจอกันตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่ตกสักที แงงงงง"

“เอ้าๆ มากอดมา มากอดดด"

มินกยูกระโจนเข้ากอดพี่ชายจนหงายลงไปบนเตียง เย็นก่อนวันแข่งจริงซึงชอลปล่อยให้ลูกทีมกลับบ้านไปพักผ่อนเพื่อจะได้เตรียมร่างกายให้พร้อมแข่งในวันรุ่งขึ้น มินกยูวิ่งจากโรงเรียนกลับบ้านด้วยความเร็วสูงและพุ่งเข้าหาซูนยองทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอน ซูนยองเองก็คิดถึงพอกันแต่ไม่ได้แสดงออกมากเท่าเท่านั้นเอง มินกยูซุกหน้าเข้าหาอกอุ่นๆ ของพี่ชายแล้วเอาแก้มถูไปมาจนซูนยองรีบดันออกเพราะกลัวเสื้อจะติดไฟซะก่อน

“แล้วนี่ปวดตรงไหนบ้างรึเปล่า? จะได้รีบนวดลงยาให้ก่อน พรุ่งนี้จะได้พร้อมเต็มที่"

“อืมม ไม่ปวดนะฮะ แต่มีเมื่อยๆ นิดหน่อยแถวๆ สะบักอีกแล้วอ่า กับช่วงอก"

“มาๆ เดี๋ยวฉันนวดให้ดีกว่า ถอดเสื้อแล้วนอนคว่ำนะ"

“คร้าบบ"

มินกยูดึงเสื้อออกทางหัวแล้วกระโจนลงนอนคว่ำกับเตียงจนฝุ่นฟุ้ง ซูนยองตีหลังน้องชายเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบยาแล้วนั่งลงบนหลังช่วงล่างจะได้นวดถนัด ถึงซูนยองจะนวดไม่เก่งเท่ามินกยู แต่เขาก็รู้เรื่องกล้ามเนื้อค่อนข้างดีเพราะตัวเองนั่งหลังขดหลังแข็งทำงาน อ่านหนังสือบ่อยๆ นวดไปนวดมาก็เริ่มรู้ว่าจุดไหนนวดแล้วสบาย จุดไหนนวดแล้วคลายเส้น มินกยูส่งเสียงในลำคอไปเรื่อยเปื่อย ยิ้มจนแก้มปริแล้วดีดดิ้นไปมาอย่างมีความสุข เพราะไม่ได้กลับบ้านเร็วมาสักพักแล้ว พอได้ใช้เวลากับพี่ชายแบบนี้ก็อดมีความสุขไม่ได้

“นิ่งๆ น่ามินกยู หยุดดิ้นได้แล้ว"

“ฮืออ ก็มีความสุขนี่นา คิดถึงซูนจังเลยอ่า คิดถึง"

“รู้แล้วน่า คิดถึงเหมือนกัน"

“อื้ออ ซูนนวดสบายจัง"

“อืม แล้วไปซ้อมว่ายน้ำทุกวันเป็นยังไงบ้างล่ะ?”

“เหนื่อยอะ ก็มียืดเส้นยืดสาย ว่ายแบบจับเวลา แล้วก็ต้องวิดพื้น ซิทอัพด้วยอะ อาหารช่วงนี้พี่ซึงชอลก็ให้คุม กินอกไก่กินผักเงี้ย ไม่เห็นอร่อยเลยอ่าา แล้วอยู่กับพี่เขาทั้งวัน ทั้งสามมือเลย เบื่อมากกก นี่ผมก็ไม่บอกใครหรอกนะว่าคืนนี้จะกินเนื้อ! จะกินติดมันเยอะๆ เลยด้วยผมไม่สนแล้วไม่เห็นเป็นไรเลย!”

“เห้ยๆ ไม่ได้นะ นักกีฬาเขาก็ต้องกินแต่โปรตีนดีอยู่แล้ว ไข่ต้ม อกไก่ ผักใบเขียวยืนพื้น ฉันไม่ให้นายกินเนื้อแล้วดีกว่าเดี๋ยวไปบอกแม่ พรุ่งนี้แข่งด้วยนี่-”

“อ๊าาา ไม่เอาน้าา ซูนนนนนน"

ซูนยองไม่ได้แกล้งพูดเล่น เขาคิดจะทำจริงๆ กลัวว่าน้องชายจะอืดมัน บวมตุ่ยก่อนวันแข่งน่ะสิ พอลุกขึ้นจากเตียงเท่านั้นแหละ มินกยูก็รีบลุกตามแล้วกอดเอวเขาไว้แน่น ยื้อไปยื้อมาจนล้มหงายหลังกลับไปบนเตียงทั้งคู่ ไม่ใช่ท่าสวยซะด้วย หลังหัวซูนยองกระแทกจมูกมินกยูอย่างแรงจนน้องชายร้องลั่น ซูนยองรีบลุกขึ้นแล้วพลิกตัวหันกลับไปดู

“เห้ย มินกยู! ขอโทษษ เจ็บมั้ย? ไหนให้ฉันดูซิ?”

“ฮื้ออ ใจร้ายยยซูนใจร้ายยย เจ๊บบบ"

“ขอโทษๆ ไหน เอามืออกซิ ให้ฉันดูหน่อยเร็วเด็กดี"

มินกยูนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เลื่อนมือลง ซูนยองโน้มหน้าลงไปใกล้อีกนิด สันจมูกน้องชายแดงแจ๋จนน่าสงสาร พี่ชายคนดีเลยก้มลงจูบเบาๆ แล้วจัดการเป่าให้หวังจะให้เจ็บน้อยลง วิธีเดิมเหมือนกับที่เคยทำให้ตอนเด็ก แต่พอจะผละออกมินกยูก็คว้าท้ายทอยพี่ชายไว้แล้วดึงลงมาจูบแทน ซูนยองตกใจจนเสียหลักล้มทับลงมานอนบนตัวมินกยูดังอั่ก

“โอยย ซูนอ่า เจ็บนะทับลงมาได้"

“ขอโทษ ก็นายอยู่ๆ ก็จูบนี่นา"

“จูบแฟนตัวเองไม่ได้เหรอครับ ทำเหมือนไม่เคยจูบไปได้อ่า"

“นี่! ก็มันกะทันหันก็เลยตกใจ แค่นั้นเอง"

“เหรอ งั้นจูบตอนนี้คงไม่ตกใจแล้วเนอะ?”

“อืม"

มินกยูประคองใบหน้าพี่ชายให้เลื่อนขึ้นมาอยู่ระดับเดียวกันแล้วจูบอีกครั้ง เขาไม่ได้รุกล้ำอะไร แค่ประกบปากจูบซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เอียงหน้าทีละน้อย หาองศาที่จะได้ลิ้มรสพี่ชายให้มากที่สุด ฝ่ามือของซูนยองลูบที่สีข้างของน้องชายเบาๆ แล้วก็ต้องตกใจที่มีกล้ามเนื้อหนาขึ้นกว่าเก่าอีกมาก มินกยูปล่อยมือจากแก้มซูนยองแล้วลูบที่แผ่นหลังของพี่ชายบ้าง สอดเข้าไปใต้เสื้อยืด ลูบที่ช่วงเอวขึ้นไปถึงแผ่นหลังด้านบนซึ่งซูนยองก็ครางเสียงต่ำในลำคอ ขยับขาไปมาพยายามทรงตัวอยู่บนลำตัวน้องชายจนกระทั่งรู้สึกถึงมือของอีกฝ่ายที่เคลื่อนลงต่ำจนถึงขอบกางเกง และลูบเข้าไปด้านใน-

“ซูนยองงงง มินกยูวววว กินข้าวได้แล้วครับลูกก"

ซูนยองเป็นคนผละออกมาก่อน สองมือยันอกน้องชายจะลุกขึ้นนั่งแต่ยังถูกฉุดไว้ พอตั้งท่าจะดุก็เจอสายตาอ้อนๆ กับปากเบะๆ จนต้องโน้มหน้าลงไปจูบอีกที นั่นแหละถึงจะยอมปล่อย ซูนยองลุกขึ้นยืนแล้วดึงกางเกงยางยืดของตัวเองให้กลับที่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามินกยูดึงจนลงไปต่ำขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ สายตาจับจ้องอยู่ที่ลำตัวน้องชาย ตัวใหญ่ขึ้นจริงๆ เห็นได้ชัดเลย ก่อนหน้านี้ช่วงแข่งระดับโรงเรียนก็ว่าตัวใหญ่ขึ้นแล้ว ตอนนี้ตัวอย่างกับหมี ช่วงไหล่ และแขนมีกล้ามเนื้อขึ้นเต็มไปหมด กล้ามท้อง หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เหมือนจะเกือบมีเจ็ดกับแปดขึ้นมาลางๆ แล้วด้วยซ้ำ มินกยูสังเกตเห็นว่าพี่ชายแอบมองก็ยกมือขึ้นมาปิดอกแล้วหงายหลังลงไปนอนดิ้นอีกรอบ

“คนบ้า มองอะไรเขินนะ คนลามก"

“ไม่ต้องมาดีดดิ้นเลย ลุกมาเดี๋ยวนี้ ไปกินข้าวกัน"

“ซูนอ่า ใส่เสื้อให้หน่อย"

“ไม่!”

“ซูนนน น้าา ใส่เสื้อให้หน่อยน้า เนี่ย ว่ายท่าผีเสื้อจนปวดไหล่เลยอ่ายกแขนไม่ขึ้นเลย"

“เมื่อกี๊ยังถอดเองได้ไม่เห็นมีปัญหาตอนนี้ใส่เองไม่ได้เหรอ?”

“ฮือออ"

“ไม่ใส่เสื้อก็ไม่ต้องลงมา ฉันจะกินเนื้อส่วนของนายให้หมดเลยคอยดู"

“อ๊าาา ไม่ได้น้าาา!! ใส่แล้วๆๆ!!”

บนโต๊ะอาหารเย็นนั้นสดใสกว่าหลายวันที่ผ่านมา คุณแม่ตักเนื้อให้ลูกชายคนสุดเล็กอย่างเอาใจ ซูนยองก็ตักผักตามให้ถึงมินกยูจะเบะปากแล้วทำท่าจะเขี่ยทิ้งก็ตาม นักกีฬาว่ายน้ำคนเก่งของบ้านคุยขโมงโฉงเฉงเล่าการฝึกซ้อมให้คุณแม่ฟังอย่างสนุกสนาน พอรู้ว่าวันรุ่งขึ้นคุณแม่ไม่ว่างไปดูการแข่งก็ทำหน้างอสะบัดไหล่ไปมา แต่พอคุณแม่สัญญาว่าจะซื้อเค้กผลไม้ร้านใกล้ที่ทำงานมาให้ทานก็กลับมายิ้มแป้น หลังกินข้าวซูนยองไล่มินกยูไปอาบน้ำจะได้รีบทายาให้ต่อ ทีแรกมินกยูอิดออดอยากนอนเล่นแต่พอซูนยองขู่ว่าถ้าช้าจะไม่ทายาให้ก็รีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที

“ซูน อาบน้ำให้หน่อยนะ ปวดแขน-”

“ไม่ ถ้ายังดื้ออยู่อีก ยาก็จะไม่ทาให้ด้วย"

“อ๊าา ใจร้ายอ่า ปวดแขนจริงๆ น้า"

“ถ้าแค่อาบน้ำยังอาบเองไม่ได้ฉันว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องไปแข่งแล้วล่ะ"

“ฮืออ ใจร้าย ใจร้ายๆ! เย็นชามากเย็นชา! จำไว้เลยนะ! ฮื่อ!”

มินกยูเดินพันผ้าเช็ดตัวออกจากห้องน้ำมาด้วยสีหน้ามู่ทู่ ซูนยองบอกให้ใส่เสื้อผ้ารอก่อนเดี๋ยวอาบน้ำเสร็จแล้วจะทายาให้ แต่มินกยูนั่งลงบนขอบเตียงแล้วเชิดหน้าหนีทำให้ซูนยองได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ ทำอะไรไม่ได้นอกจากรีบอาบน้ำรีบออกมาง้อ แต่พอออกมาจากห้องน้ำซูนยองยิ่งต้องดุหนักกว่าเก่าเพราะมินกยูนอนคว่ำเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียงทั้งๆ ที่ยังพันผ้าเช็ดตัวแค่ผืนเดียวไม่ยอมแต่งตัว แอร์ก็เปิดแล้วด้วย พี่ชายเจ้าระเบียบเดินไปยืนที่ขอบเตียงแล้วตีหลังน้องชายอย่างไม่เบานัก

“นี่! ฉันบอกให้ใส่เสื้อผ้าไง! ทำไมมานอนตากแอร์แบบนี้!? เดี๋ยวเป็นหวัดจะทำยังไง!?”

“เชอะ"

“นี่มินกยู ไม่ใช่เวลามาดื้อนะ อย่าทำแบบนี้"

“ฮึ"

“ถ้านายไม่สบายแล้วจะทำยังไง หายป่วยยากด้วยไม่ใช่เหรอ อย่าทำให้ฉันเป็นห่วงได้มั้ย"

มินกยูค่อยๆ หันหน้ามามองพี่ชายก่อนจะถอนหายใจหนักๆ จริงๆ เขาก็งอแงไปตามเรื่องนั่นแหละ ก็แค่ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตานาน อยากจะอ้อนพี่ชายบ้างก็เท่านั้น พอโดนดุใส่ก็เลยน้อยใจนิดหน่อย แต่พอซูนยองพูดว่าเป็นห่วงแถมยังยกมือมาลูบหัวแบบนี้ทุกอย่างก็พังทลายหมด มินกยูกอดเอวพี่ชายแล้วดึงให้ลงมานอนบนเตียงด้วยกัน ปลายจมูกซุกที่ลำคอพี่ชายแล้วพรมจูบอย่างอ่อนโยน

“คิดถึงนะครับ คิดถึงซูนนะ"

“อืม ฉันรู้ แต่ปล่อยก่อนนะ ใส่เสื้อผ้าซะเดี๋ยวจะเป็นหวัด"

“ซูน ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่นา ไม่หนาวสักหน่อย"

“แต่แอร์ลง-”

มินกยูรั้งร่างพี่ชายเข้ามาใกล้แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวทั้งสองคนไว้ ซูนยองรู้สึกถึงแผ่นอกแข็งๆ ของน้องชายแนบหลังตนเอง ผ้าห่มที่คลุมร่างของทั้งสองไว้ยิ่งทำให้พื้นที่แคบลงและรู้สึกใกล้กันมากขึ้นไปอีก ฝ่ามือของน้องชายเลื่อนมาลูบแถวหน้าท้องในขณะที่ริมฝีปากยังถูไถอยู่ที่ลำคอ ซูนยองเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก สองมือจับที่มือของน้องชายไว้ ไม่ให้ลูบต่ำลงไปอีก แต่ก็ห้ามได้ยาก

“มินกยู อย่า-”

“ซูน รู้มั้ยว่าคืนนี้พี่ซึงชอลให้พวกเราทำอะไรบ้าง?”

“หือ?”

“พี่ซึงชอลบอกว่า อยากให้พวกเราพักผ่อนให้เต็มที่"

“กะ ก็ใช่ไงฉันถึงจะได้ อ๊ะ"

“แล้วก็ อยากให้พวกเราผ่อนคลายด้วยนะฮะ"

“ผ่อนคลาย?”

“อือ พี่ซึงชอลอยากให้พวกเราอยู่ในภาวะที่ผ่อนคลายที่สุดสำหรับแข่งพรุ่งนี้ ทั้งร่างกาย ทั้งอารมณ์ ซูนรู้มั้ยว่าพี่ซึงชอลบอกพวกเราว่าให้ทำอะไร?”

“หะ ให้ทำอะไร?”

ลมหายใจร้อนรดลงที่ใบหูทำให้ซูนยองหันหน้าหนีโดยอัตโนมัติ แต่มินกยูก็ยังโน้มหน้าตามมาอยู่ดี เสียงหัวเราะเบาๆ ในระยะประชิดทำให้ซูนยองขนลุกซู่ไปทั้งตัว ฝ่ามือของน้องชายหลุดจากมือเขาแล้วลากลงต่ำ เข้าใต้ผ้าเช็ดตัวไปอย่างรวดเร็ว ซูนยองครางเสียงสั่นออกมาอย่างห้ามไม่ได้เมื่อจุดอันตรายถูกยึดครองโดยสมบูรณ์ อยากจะปัดออก แต่เขาเลือกที่จะจับท่อนแขนอีกฝ่ายไว้แล้วแหงนหน้าขึ้น ปล่อยตัวเองไปกับอารมณ์ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในช่องท้อง

“พี่ซึงชอล บอกให้พวกผมดูหนังโป๊ เพราะว่าการปลดปล่อยน่ะ ทำให้ร่างกายเราผ่อนคลายมากเลย รู้มั้ยฮะ?”

“ฮะ ฮื่อ พี่ซึงชอล บอกให้ทำแบบนั้น อะ จริงๆ เหรอ"

“อืม ใช่ครับ คนอื่นๆ ก็คงดูหนังโป๊นั่นแหละ แต่ผมน่ะ คงไม่หรอก"

“อ่ะ อะมิน มินกยู"


“ก็ผม มีซูนอยู่ทั้งคนนี่ครับ จริงมั้ย"

Sunday, 21 May 2017

[SF] Yoga For Life 1 #minsoon / #soonming

“มินกยู ลูกหลังค่อมอีกแล้วนะ ยืนตรงๆ ซิลูก"

“อ่า ขะขอโทษครับคุณแม่ ผมติดไปแล้วอ่า"

“ไม่ได้นะจ๊ะ หลังค่อมแต่เด็กแบบนี้เสียบุคลิกหมด ต้องแก้นะลูก"

“ผมไม่รู้จะทำยังไงนี่ครับ"

“แต่แม่รู้"

“เห?”

“แม่จัดการให้เรียบร้อยแล้วด้วย"

“หะ ห๊า? คุณแม่จัดการอะไรครับ?”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ขับรถไปส่ง ไปถึงก็รู้เองจ้ะ"

“คะ คุณแม่คร้าบบบ"

ผมชื่อคิม มินกยู อายุสิบแปดปี ปกติสูงร้อยแปดสิบสี่ แต่ถ้ายืดตัวตรงดีๆ จะร้อยแปดสิบแปด เป็นลูกคนเดียวและคุณแม่ค่อนข้างเจ้าระเบียบผมก็เลยเป็นคน เอ่อ หงอๆ หน่อยๆ ล่ะมั้งอันนี้ที่คนอื่นพูดกันนะ ผมเป็นลูกแม่น่ะ อยู่ในโอวาททุกอย่าง แล้วก็รักคุณแม่มากๆ ด้วย อาจจะฟังดูแปลกๆ เพราะผมเป็นคนพูดเองแต่ก็ ผมก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ชีวิตนี้คุณแม่สำคัญที่สุดแล้วสำหรับผม คุณแม่ดูแลผมอย่างดี จัดการให้ทุกอย่าง บางทีผมก็รู้สึกไม่ค่อยมีอิสระ แต่ผมก็โตมาแบบนี้ การที่คุณแม่ดูแลให้หมดทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจ เพราะคุณแม่มีแต่พาสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตผม เพราะงั้นวันรุ่งขึ้นผมก็หิ้วกระเป๋าเป้ที่คุณแม่จัดของให้เสร็จเรียบร้อยแล้วโดยไม่ถามอะไร แล้วขึ้นรถให้คุณแม่ขับพามาแต่โดยดี

“เอ๊ะ นี่มันห้างเอสวีทีนี่ฮะ คุณแม่จะพาผมทานอาหารเหรอครับ หรือมาซื้อของครับ?”

“เปล่าจ้ะ อ่ะ มานี่มาเดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง"

คุณแม่จูงมือผมเดินขึ้นบันไดเลื่อนมาเรื่อยๆ ผ่านชั้นซุปเปอร์ที่คุณแม่มักจะพาผมมาซื้อขนม และซื้ออาหารสดเข้าบ้าน ผ่านชั้นร้านค้าที่คุณแม่มักจะมาพาผมมาซื้อตัวผ้า ผ่านชั้นร้านอาหารที่คุณแม่มักจะพาผมมาทานข้าว มาจนชั้นบนสุดที่ผมไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ด้วยซ้ำ ด้านบนนี้มีพวกคลินิคเสริมความงาม ร้านทำฟัน แล้วก็ร้านเสริมสวยอะไรอีกเยอะแยะ ผมไม่แน่ใจว่าคุณแม่จะมาผมมาทำอะไรแต่ก็ไม่ได้ถามออกไป ผมมองซ้ายมองขวาเรื่อยเปื่อยจนในที่สุดคุณแม่พาผมมาหยุดอยู่หน้าสถานที่แห่งหนึ่ง ผมเงยหน้ามองป้ายด้านบน

“Yoga For Life”

เอ๊ะ?

“คุณแม่ คุณแม่พาผมมาเล่นโยคะเหรอฮะ?”

“ใช่จ้ะ จะแก้โรคหลังค่อมของลูกน่ะ วิธีนี้ดีที่สุดแล้ว ป่ะ เราเข้าไปข้างในกัน"

“อ่า ครับ"

ไม่สบายใจเลย อยู่ๆ ก็ไม่สบายใจขึ้นมา ภายในตกแต่งด้วยสีฟ้าและสีเขียวอ่อนสบายตา สองสีที่ผมชอบที่สุด แต่ตอนนี้กลับทำให้ผมรู้สึกอึดอัดยังไงไม่รู้ ไม่สิ อาจจะเป็นเพราะผู้คนในนี้มากกว่า ทุกคนเป็นผู้หญิงกันหมดเลย แล้วก็แต่งตัวด้วยเสื้อผ้ารัดรูปกันทั้งนั้น บางคนก็ใส่เสื้อเอวลอย บางคนก็ใส่กางเกงขาสั้น บางคนใส่ผ้าชิ้นเล็กมากจนผมเอาแต่มองพื้นอย่างเดียวระหว่างที่คุณแม่คุยกับพี่ผู้หญิงหน้าเคาท์เตอร์

“อ่า คิมมินกยูนะคะ ลงคอร์สโยคะร้อนถูกมั้ยคะ?”

“ใช่ค่ะ"

“รบกวนเซ็นชื่อตรงนี้ด้วยนะคะ มาเรียนทุกวันเสาร์สองโมงถึงสามโมงครึ่งนะคะ ห้องเรียนเบอร์สามทางด้านนั้นเลย ห้องแต่งตัวเลี้ยวซ้ายมือนะคะ ขวดน้ำสามารถหยิบดื่มได้เลย ผ้าขนหนูจะมีให้ในห้องเรียนนะคะ"

“ขอบคุณค่ะ ป่ะ มินกยู ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้วจ้ะ นี่บ่ายโมงห้าสิบแล้ว เดี๋ยวเจอกันบ่ายสามครึ่งนะลูก"

“คะ คุณแม่ คุณแม่จะไปแล้วเหรอ?”

ผมรู้สึกแย่สุดๆ ผมอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย สภาพแวดล้อมที่น่าอึดอัด แล้วยังจะต้องทำอะไรที่ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะต้องทำอีก คุณแม่จะทิ้งผมไปแบบนี้ไม่ได้นะ แต่คุณแม่เลี้ยงผมอย่างเข้มงวดมาตลอด และไม่ค่อยปล่อยให้ผมงอแงนักโดยเฉพาะเวลาอยู่นอกบ้าน เพราะงั้นคุณแม่เลยไม่ได้โอ๋ผม แค่ดึงมากอด หอมแก้มทีหนึ่งแล้วบอกว่าผมจะต้องไม่เป็นไร ก่อนจะเดินออกไปเลย ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แต่เพราะจะได้เวลาเรียนในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้วผมก็เลยรีบวิ่งเข้าห้องแต่งตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า บ่ายโมงห้าสิบห้าผมยืนย่ำไปย่ำมาอยู่หน้าห้องเรียน เสื้อยืดสีฟ้ากับกางเกงวอร์มสีเทาที่คุณแม่ใส่ในกระเป๋ามาให้ใส่สบายดีหรอก แต่พอมองไปรอบๆ แล้วก็รู้สึกไม่สบายตัวแปลกๆ ไม่มีใครแต่งตัวเหมือนผมเลย แต่ผมก็ไม่อยากจะใส่เสื้อผ้ารัดรูปเหมือนคนอื่นๆ หรอกนะ เพราะงั้นตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนเป็นแกะดำเลย

“ฮือ คุณแม่ช่วยผมด้วย"

“เอ่อ นี่ เป็นอะไรรึเปล่าเราน่ะ?”

“อ๊ะ"

ผมมัวแต่อยู่ในโลกของตัวเองจนไม่ได้รู้สึกว่ามีคนมายืนอยู่ข้างหลังผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมรีบหันไปมองอย่างรวดเร็วแล้วโค้งตัวขอโทษที่ยืนบังประตูทางเข้า แต่เพราะกะระยะพลาดเลยกลายเป็นเอาหัวโหม่งเขาเต็มแรงจนคนแปลกหน้าคนนั้นร้องออกมาเสียงดัง ผมรีบขอโทษเขาตามหลังแล้วเอาขวดน้ำเย็นที่เพิ่งไปหยิบมานาบที่หน้าผากเขาเผื่อว่าจะเจ็บน้อยลง และตอนนั้นเองผมก็ได้เห็นหน้าเขาชัดๆ เขาเป็นผู้ชายที่ตัวเตี้ยกว่าผมนิดหน่อย ผิวค่อนข้างขาว ดวงตาเรียวเล็ก และมีฟันสองซี่โผล่พ้นริมฝีปากบนที่เผยออยู่น้อยๆ หน้าตาเขาคล้ายๆ หนูแฮมสเตอร์ที่ผมเห็นที่ร้านขายสัตว์เลี้ยงเลย

“น่ารักอะ"

“หื้ม? ว่าอะไรนะ?”

“อ่ะ ปะเปล่าครับ ผมจะบอกว่าผมขอโทษนะครับ เจ็บหน้าผากมากมั้ย"

“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรหรอก ก็ตลกดีเหมือนกัน"

“อ่าา..”

“ว่าแต่ เราน่ะ เป็นอะไรรึเปล่า?”

“ไม่เจ็บเท่าคุณหรอกครับ"

“ไม่ใช่ หมายถึงที่เมื่อกี๊บอกว่า 'แม่ช่วยผมด้วย' น่ะ เป็นอะไรรึเปล่า"

ข้อเสียที่แก้ไม่หายและน่าอายที่สุดของผมอันดับแรกเลยคือ ผมชอบพูดกับตัวเอง ไม่รู้เป็นเพราะเป็นลูกคนเดียวเลยเหงาหรืออะไร แต่ผมพูดกับตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาอยู่บ้านก็ไม่เป็นอะไรหรอก แต่เวลาอยู่นอกบ้านก็เป็นแบบนี้ทุกที หลายคนเลยมองว่าผมแปลก มีแต่ซอกมินเท่านั้นแหละที่ยอมคบเป็นเพื่อน ผมรีบยกมือขึ้นปัดไปมาแก้ตัว คุณแฮมสเตอร์ตรงหน้ายิ้มน้อยๆ จนฟันเล็กๆ สองซี่นั่นยื่นออกมามากขึ้น ดวงตาเรียวเล็กโค้งขึ้นเหมือนพระจันทร์เสี้ยว

“ปะเปล่าหรอกครับคือ คือผมก็แค่ตื่นเต้นทำตัวไม่ถูกคุณแม่เพิ่งพาผมมาลงคอร์สโยคะทั้งๆ ที่ผมยังไม่เคยเรียนเลยแล้วผมก็ตกใจที่มีแต่ผู้หญิงผมก็เลยเครียดนิดหน่อยอะ-”

“โอเคๆๆ ใจเย็นๆ ค่อยพูดก็ได้ ฮ่าๆๆ เราเนี่ย ตลกดีนะ"

“อ่า ผมไม่ได้ตั้งใจจะตลกนะฮะ"

“นั่นแหละ แต่ไม่เป็นไรหรอกนะคนเพิ่งเริ่มเรียนใหม่ๆ ก็ตื่นเต้นกันทุกคนนั่นแหละ โดยเฉพาะถ้ามาคนเดียว แล้วนี่เรายังดูเด็กอยู่เลยด้วย อายุเท่าไหร่แล้วน่ะ?”

“สิบแปดฮะ"

“อ่า จริงๆ ก็ไม่เด็กแล้วนี่เนอะ ไม่ต้องกลัวหรอก ถึงจะมีแต่ผู้หญิง แต่ก็มีพี่เป็นผู้ชายคนหนึ่งไง"

“อ๋าา เรียนห้องนี้เหมือนกันใช่มั้ยฮะ! งั้นเรามาเป็นเพื่อนกันนะ- ไม่สิ คุณอายุมากกว่าผมใช่มั้ย? เอ่อ งั้นเป็นพี่ก็ได้"

“ฮ่าๆๆ ได้ๆ เป็นพี่ก็ได้ เราชื่ออะไรน่ะหืม?”

“ชื่อมินกยูฮะ"

“เหรอ พี่ชื่อซูนยอง ไม่ต้องห่วงนะมินกยู เดี๋ยวอยู่ในห้องถ้าไม่ได้ตรงไหนพี่ช่วยเอง"

“ว้าว ขอบคุณครับ พี่เรียนมานานแล้วสิ อ่า ผมขอเรียกว่าพี่นะฮะ"

“ได้สิๆ ฮ่าๆๆๆ ก็ จะว่าอย่างนั้นก็ได้มั้ง ใกล้เวลาละ เราเข้าห้องกันเลยดีกว่านะ"

ผมรู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลย เดินเข้าห้องเรียนใหม่กับเพื่อนก็ดีกว่าเดินเข้าคนเดียวอยู่แล้วจริงมั้ยล่ะ ภายในห้องเป็นพื้นไม้สีอ่อน กำแพงสีฟ้ามีลายก้อนเมฆ ผมรู้สึกว่าอากาศในห้องอุ่นแปลกๆ จนรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย พี่ซูนยองอธิบายว่าเพราะเป็นโยคะร้อน อุณหภูมิในห้องเลยจะสูงกว่าปกติหน่อย นั่นทำให้ผมเริ่มไม่อยากเรียนเพราะผมไม่ชอบอากาศร้อนเลย ในห้องมีเสื่อโยคะม้วนเป็นแท่งๆ อยู่มุมห้อง มีผู้หญิงหลายคนเอามาปูนอนบ้างแล้ว ส่วนใหญ่จะอยู่กันกลางๆ ห้อง ผมรีบพุ่งไปหยิบแล้วจองที่ที่หลังห้องทันที พยายามให้ไกลจากหน้าห้องที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทีแรกพี่ซูนยองจะพาผมไปหน้าห้องแต่ผมก็ยื้อไว้ ก็ผมเพิ่งเคยมาครั้งแรกนี่นา ถ้าทำพลาดต่อหน้าทุกคนก็น่าอายออก เพราะอย่างนั้นพี่ซูนยองก็เลยยอมปล่อยให้ผมนั่งอยู่ชิดกระจกท้ายห้อง

“แล้วพี่ไม่เอาเสื่อโยคะมาปูเหรอฮะ?”

“อ่า เดี๋ยวก่อน ยังไม่ถึงเวลาน่ะ เหลืออีกสองนาที คนยังมาไม่ครบเลยด้วย"

“เอ๊ะ ทำไมไม่เตรียมตัวก่อนล่ะฮะ ถ้าคุณครูมาก่อนจะไม่ทันเอานะ คุณแม่บอกว่าเวลาจะทำอะไรควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเวลาสักห้านาทีนะฮะ"

“อ่า นายเนี่ย เป็นเด็กดีจังเลยนะ เชื่อฟังคุณแม่หมดเลยเหรอ?”

“อ่ะ อื้อ"

“น่ารักจังนะ"

“ห๊ะ? ว่าไงนะครับ?”

“ตั้งใจเรียนนะวันนี้"

“อะ อ่าว พี่ซูนยอง ไหนบอกว่าเรียนกับผมไง จะไปไหนฮะ?”

“ฉันต้องไปหน้าห้องน่ะมินกยู"

“ทำไมอะครับ?”

พี่ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวผมเบาๆ พร้อมส่งยิ้มมาให้ก่อนจะยันตัวขึ้นยืน สองแขนยกขึ้นเหนือหัว เอนตัวไปด้านข้างจนแทบจะหักเป็นสองท่อน ผมได้แต่อ้าปากค้างแล้วตบมือเบาๆ ด้วยความชื่นชม ท่าทางพี่ซูนยองจะเรียนมานานแล้ว ถึงได้เก่งขนาดนี้ พี่ซูนยองหัวเราะออกมาจนตาหยีแล้วโน้มหน้าลงมาใกล้ผม ยกมือขึ้นลูบแก้มผมเบาๆ


“ก็พี่เป็นคุณครูเราไงครับมินกยู เอาล่ะ พยายามทำตามให้ได้ล่ะ นักเรียนใหม่ของพี่"