ดูเหมือนว่าใครๆ ก็อยากมีคู่ ดูเหมือนนะ วลีเยอะแยะที่ทำให้ผมคิดแบบนั้น วาเลนไทน์คนโสดห้ามออกจากบ้านบ้างล่ะ หวานขนาดนี้คนโสดตายหมดแล้วบ้างล่ะ ทำไมต้องตาย หวานแล้วยังไง เกี่ยวอะไรกับคนโสดต้องตาย ไร้สาระ ทำเหมือนชีวิตนี้เอาความรักเป็นที่ตั้ง แบ่งคนเป็นสองพวก มีความรักก็คือมีความสุข ไม่มีความรักก็คือไม่มีความสุขงั้นแหละ
บ้าบอ
ผมคนนึงล่ะที่ไม่อยากมีความรัก แล้วก็ไม่ใช่เพราะเคยเจ็บ หรือเคยไม่สมหวังจนต้องปิดกั้นตัวเองหรอกนะ ก็แค่เบื่อ เห็นคนมีความรักแล้วชอบทำตัวน่ารำคาญๆ พูดจาประสาทๆ ทำท่าปัญญาอ่อน แล้วก็คิดว่าตัวเองไม่อยากเป็นแบบนั้น โลกนี้มีอะไรอีกตั้งเยอะแยะ
ชีวิตไม่ได้วนรอบความรักนะ รู้เปล่า?
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเฉยชากับความรักก็คงเพราะเจ้านายผมด้วยแหละมั้ง นั่น ดูสิ ชอบดูจริงๆ หนังรักเนี่ย บางทีก็กอดหมอน จิกหมอนจนแทบขาด แล้วเวลาผมข่วนโซฟาล่ะทำมาดุ บางทีก็ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลัง ดูสิ ความรักวุ่นวายขนาดไหน
“ฮ่าว! นายน่ะไม่เข้าใจหรอก ว่าความรักมันสวยงามขนาดไหน! ไม่ต้องมาทำหน้าเหม็นเบื่อเลยฉันจะพูดแบบนี้ไปเรื่อยๆ แหละ!”
“อาอี๋ (คุณป้า) พูดมาก รำคาญ”
“อย่ามาเรียกฉันว่าอาอี๋นะ!!! ซวน-อี๋ ซวนอี๋! เรียกให้มันดีๆ ฉันเจ้านายนายนะเจ้าแมวน้อย!”
เจ้านายท่าไหนก็ไม่รู้ ไม่เห็นเหมือนสักนิด ทำตัวบ้าบอไปวันๆ ผมอยู่กับอาอี๋นี่มานานพอดูแล้ว ในสองสามปีที่ผ่านมาก็มีแฟนบ้าง คบๆ เลิกๆ อยู่นั่น ผมเห็นว่าทุกอารมณ์แล้ว ทั้งช่วงจีบกัน พูดจาเอ๊าะแอ๊ะน่ารำคาญเป็นบ้า ช่วงยังหวานอยู่ก็ดี๊ด๊า หายออกจากบ้านไปทั้งวัน ช่วงนั้นก็ดีนะเงียบๆ ดี ผมชอบอยู่แล้ว แต่มาน่ารำคาญก็ช่วงทะเลาะกัน บ้านแทบแตก ข้าวปลาก็ไม่อร่อย ผมต้องสั่งมากินเองตลอดเลย พอเลิกกันก็ซึมกะทือ ผมต้องคอยดูแล เบื่อที่สุดก็ช่วงนั้น
มันมีอะไรดีล่ะ? ความรักน่ะ
ผมก็เลยตัดสินใจจะไม่มีน่ะสิ ยังไงผมก็อยู่บ้านทั้งวัน ทำหน้าที่แมวก็คือนั่งๆ นอนๆ ดูทีวี บางทีก็เหยียบๆ หลังอาอี๋ซักหน่อย ก็มีความสุขดี ไม่ได้เจอใครใหม่ๆ ก็เลยตัดโอกาสไปเยอะ ดี แต่อาอี๋นี่สิ พยายามจะให้ผมมีแฟนอยู่นั่นล่ะ บอกว่าถ้ามีก็จะรู้เองว่าดีแค่ไหน อะไรทำนองนั้น แล้วก็พยายามลากผมออกจากบ้านอยู่ได้ วันนี้ก็เหมือนกัน
“ไม่เอา ไม่ไป!”
“ฮ่าว! ไปกินข้าวข้างนอกกันเถอะน่า! จะไปซุปเปอร์ด้วยไง แล้วนายอยากจะกินขนมอะไรก็จะได้เลือกเอง!”
“ไม่กิน!”
“เอ๊! ทำไมเดี๋ยวนี้ดื้อจัง!”
“ไม่ไปปป!!”
ได้ที่ไหน สุดท้ายอาอี๋ก็ใส่สายจูงกระชากผมออกจากบ้านมาจนได้ ผมเดินหน้าบูดตามหลังเงียบๆ อาอี๋บอกว่าผมงอน แต่ผมไม่ได้งอน ผมเบื่อ แต่ถึงอย่างนั้นอาหารกลางวันก็อร่อยดี อาอี๋อุตส่าห์พามาเลี้ยงซูชิเจ้าดัง ถึงปกติอาอี๋ก็จ่ายทุกอย่างอยู่แล้วก็เถอะ แต่ก็ยังถือว่าใจดี อาอี๋กินซูชิจนพุงป่องเลยจะขอเดินดูเครื่องสำอางค์ จริงๆ อยากแค่อยากจะช้อปก็บอกมาเถอะ ผมรู้หมดไส้หมดพุงแล้ว ผมเลยขอตัวไปร้านหนังสือแทน อาอี๋ถอดสายจูงแล้วกำชับให้ระวังตัว แถมยังทำท่าจะมาลูบหัวผมอีก ผมเบ้ปากแล้วเดินหนีออกมา
ผมชอบอ่านหนังสือ สำหรับคนที่ไม่ได้ออกนอกบ้านบ่อย ไม่ได้เรียนหนังสือเป็นจริงเป็นจัง หนังสือเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรต่างๆ ได้อย่างดี ทั้งสนุก และให้ความรู้ ผมชอบอ่านหนังสือที่สุด มันทำให้ผมอิจฉามนุษย์น้อยลง อย่างน้อยผมก็สามารถเลือกอ่านได้เองตามใจชอบ ไม่ต้องตามบทเรียนที่ถูกเลือกมาให้ ผมสามารถศึกษาสิ่งที่ตัวเองสนใจได้-
“วู้ฮู้ว~ ว่าไงเหมียวน้อย”
ศอก มีคนท้าวศอกบนสันปกหนังสือ ทำเพื่ออะไร ผมหันไปมองช้าๆ เขาตัวโตกว่าผมนิดหน่อย เป็นแมวเหมือนกัน ใส่เสื้อแขนกุด และดูจากการเบ่งกล้ามทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น เขาคงพยายามโชว์หุ่นตัวเอง ดวงตาของเขาค่อนข้างโต แต่ก็ยังทรงเรียว ไม่น่าเป็นพวกแมวตะวันตกเด๋อๆ ผมของเขาสีดำสนิท และใบหูค่อนข้างใหญ่ จะกระดิกไปมาทำซากอะไร เขาขยิบตาให้ผมแล้วส่งยิ้มให้
อะไรวะน่ะ
“เหมียวน้อย ชื่ออะไรเอ่ย?”
เอ่ยพ่อมันสิ
พอผมเงียบใส่ แมวโชว์กล้ามก็หัวเราะแล้วขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม น่าอึดอัด
“เขินล่ะสิ ไม่เป็นไรนะ ถึงจะหน้าตาดีแบบนี้แต่พี่ก็นิสัยดี ไม่หยิ่งไม่ดุด้วย”
“ทำไมถึงคิดว่าตัวเองเป็นพี่”
ทั้งๆ ที่ดูบ้าขนาดนี้
เขาเสยผมแล้วเอนหลังพิงชั้นหนังสือ หันหน้ามาหาผมเล็กน้อยแล้วยักคิ้วหลิ่วตาใส่
“คนหล่อ ย่อมเป็นพี่เสมอ”
ตรรกะบ้าอะไรวะเนี่ย
“อ่าว เดี๋ยวสิ ไปไหนล่ะ เหมียวน้อย!”
ใครจะอยู่คุยต่อ บ้ารึเปล่า เหมือนคนเป็นโรคประสาท ผมเดินหนีไปชั้นหนังสือภาษาอังกฤษ อาอี๋ชอบอ่านหนังสือรักๆ ใคร่ๆ แต่อ่านเป็นภาษาจีนอย่างเดียว ผมคิดว่าถ้าเริ่มซื้อจากที่อ่านง่ายๆ และเขาสนใจก็น่าจะเป็นการฝึกภาษาได้ดี แต่ผมยังหาไปไม่ถึงไหน แมวโง่ตัวโตก็ตามมาประชิดอีกครั้ง คราวนี้ทำเป็นยืนพิงชั้นหนังสือฝั่งตรงข้าม จิกเท้าซะเหมือนรายการนางแบบที่อาอี๋ชอบดู
“จ๊ะเอ๋ เหมียวน้อย”
เอ๋แม่มัน
“พี่ชื่อจวิ้นฮุยนะ เราชื่ออะไรเอ่ย”
“เลิกกวนได้มั้ย รำคาญ”
เขาดูตกใจมาก ตาโต เท้าหายจิกเลย แล้วเขาก็หมุนตัวสองรอบมาพิงชั้นหนังสือที่ผมกำลังดูอยู่
“ทำไมรำคาญล่ะ พี่ไม่หล่อเหรอ”
ถ้าให้ตอบตามจริงก็
“หล่อนะ”
เขาเสยผมแล้วขยิบตาให้ผมอีกรอบ
“แต่น่ารำคาญก็คือน่ารำคาญมั้ย?”
“เหมียวน้อยบอกชื่อมาก่อนสิ ว่าชื่ออะไร แล้วเดี๋ยวพี่ไปเลย”
แบบนั้นก็ดี
“หมิงฮ่าว”
“ว้าววว ชื่อน่าร-”
“ไหนว่าจะไปไง”
เขาทำหน้าตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งออกจากร้านไป ดี ผมจะได้เลือกหนังสือต่อ วรรณกรรมคลาสสิคจริงๆ ก็น่าสนใจ ถ้าปูตั้งแต่หนังสือพวกนี้ มาอ่านหนังสือร่วมสมัยน่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น เพราะหลายๆ เรื่องก็เอามาดัดแปลง หรือพูดถึง-
“พี่กลับมาแล้วหมิงฮ่าวว ยู้ฮูว~”
มันจะเล่นแบบนี้ใช่มั้ย?
ผมจะเดินออกจากร้านก็ได้นะ แต่ผมก็สงสัยว่าทำไมผมต้องออก ในเมื่อคนที่น่ารำคาญคือเขา ผมคือคนที่มีจุดประสงค์ให้เข้ามาในร้านนี้แต่แรก แต่เขาไม่ดูหนังสือด้วยซ้ำ ทำไมต้องเป็นผมที่ออก สรุปแล้ว คนที่ออกควรเป็นเขา
“ออกไป”
“ฮ่าวฮ่าว~ ขอเบอร์หน่อยสิ~”
“ออกไม่ออก?”
“ขอเบอร์ก่อนนะ วีแชทๆ ขอพี่สแกนหน่อย วูฮู้ว~”
“สาม สอง หนึ่ง”
ถ้าไม่ออกไปดีๆ ก็ต้องใช้กำลัง
“ตายแล้ว ฮ่าว! เกิดอะไรขึ้น!?”
อาอี๋วิ่งมาหาผมด้วยสีหน้าตื่นตกใจ สองแขนที่เต็มไปด้วยถุงเครื่องสำอางค์ยกขึ้นกอดผมอย่างแรง เจ็บไปหมด กล่องอะไรต่อกล่องอะไร ผมขืนตัวออกแล้วบอกว่าผมสบายดี อาอี๋เลยหันไปมองคู่กรณีที่ตอนนี้นั่งร้องไห้กระซิกๆ อยู่กับพื้น ทั้งหน้าทั้งกล้ามเต็มไปด้วยรอยข่วน ผมไม่คิดว่าตัวเองจะทำรุนแรงขนาดนี้เหมือนกัน แต่ก็คงเพราะผมไม่ได้เจอคนมาก เลยความอดทนต่ำไปหน่อยล่ะมั้ง
“อาฮุย!!”
“อาม้าาา”
‘แม่’ ของไอ้แมวโง่มาถึงแล้ว เป็นผู้หญิงผมทองแต่งตัวเฉี่ยวๆ คนหนึ่ง และก็ดูดุน่าดู เพราะหลังจากกอดปลอบเจ้าแมวนั่นแล้วเธอก็หันมาหาผมและอาอี๋ทันที สีหน้าดูไม่พอใจอย่างมาก
“นี่ คุณ คุณปล่อยให้แมวของคุณมาทำร้ายแมวของฉันขนาดนี้ได้ไง?”
“เอ่อ ขอโทษค่ะ คือปกติแล้วเขาไม่เคยก้าวร้าวแบบนี้เลย”
“ไม่ใช่ว่าไม่เคยก้าวร้าวแล้วจะก้าวร้าวไม่ได้! ถ้าคุณยังสอนแมวตัวเองให้ประพฤติดีไม่ได้ก็ล่ามไว้เถอะค่ะ!”
“นี่! คุณพูดแรงไปแล้วนะ! แล้วแมวคุณล่ะ? ถามดูรึยังว่าเขาทำอะไร แมวของฉันถึงได้ข่วนยับแบบนั้นน่ะ! ถามรึยัง!?”
“ไม่เห็นต้องถาม! ถึงแมวของฉันจะทำผิด แมวของคุณก็ไม่มีสิทธิ์ทำกับแมวของฉันแบบนี้! แล้วดูผลลัพธ์สิ? แมวของฉันมีแผลมากขนาดนี้! แมวของคุณไม่เห็นเป็นอะไรสักนิด!”
“เอ้า! แบบนี้ถ้าแมวของคุณมาฉี่ใส่หน้าแมวของฉัน แต่แมวของฉันไปล้างหน้ามาเรียบร้อยแล้ว แมวของฉันก็ผิดฝ่ายเดียวงั้นสิ? แบบนี้ฉันให้แมวฉันฉี่ใส่หน้าแมวคุณคืนได้มั้ยล่ะ!?”
อาอี๋เป็นบ้าไปแล้ว
จากที่รปภ.ต้องแยกผมกับแมวตัวโตนั่นออกจากกัน กลายเป็นต้องแยกอาอี๋กับผู้หญิงผมทองคนนั้นออกจากกันแทน แมวโง่นั่นดึงเจ้าของไปยืนคุยกันริมกำแพง ส่วนผมก็พยายามให้อาอี๋ใจเย็นลง เวลาโมโหแล้วเป็นแบบนี้ทุกที เป็นผู้หญิงที่น็อตหลุดแล้วน่ากลัวจริงๆ หลังจากนั้นไม่นาน ผู้หญิงผมทองจูงมือแมวกล้ามมาหาพวกเราด้วยสีหน้าเรียบๆ
“ฉันจะไม่เอาเรื่องคุณ เพราะอาฮุยขอไว้”
ก็เหมือนจะดีนะ แต่พอผมเห็นสีหน้าไอ้แมวโง่นั่นแล้วผมก็รู้สึกไม่สบายใจเลย หน้าเปื้อนเลือดเค็มไปหมด แต่ยังยิ้มอยู่อีก
“แต่ฉันมีเงื่อนไขหนึ่งข้อ”
“อะไรคะ?”
“อาฮุยอยากเป็นเพื่อนกับแมวของคุณมาก เพราะงั้น เขาสองคนจะต้องได้เป็นเพื่อนกัน”
อาอี๋ทำหน้างง ในขณะที่ผมเริ่มรู้สึกถึงลางร้าย
“ทุกวันเสาร์ คุณต้องยอมให้อาฮุยและแมวของคุณเจอกัน 4 ชั่วโมง ตกลงมั้ยคะ?”
“ว้าย ก็ดีสิ อาฮ่าวจะได้มีเพื่อน”
อาอี๋!!!!!!
“ฮ่าวว อย่างอนสิ นี่เป็นโอกาสดีที่ฮ่าวจะได้มีเพื่อนนะรู้มั้ย กวนตีนแล้วไง ก็ยังดีกว่าอยู่เงียบๆ คนเดียวนี่นา นี่ พวกเราเป็นสัตว์สังคมนะ รู้ใช่มั้ย”
“แมวกับคนใช้คำว่าพวกเราไม่ได้ซักหน่อย”
“ฮ่าววว อย่างน้อยก็จะได้มีเพื่อนคุยไง ฉันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องแมวๆ มาก นายมีเพื่อนที่เป็นแมวเหมือนกันจะได้ทำอะไรแมวๆ คุยอะไรแมวๆ กันไง”
“เห้อออ”
“อะ มาแล้ว เดี๋ยวฉันไปเปิดประตูให้นะ ทำหน้าดีๆ หน่อยสิ”
แมวโง่เดินสับตาเข้ามาในห้องแล้วกระโดดมานอนโพสท่าบนโซฟาตัวเดียวกับผม ก็ยังดีที่วันนี้ใส่เสื้อแขนยาว ไม่คอยเบ่งกล้ามเหมือนวันนั้น ถึงจะใส่กางเกงขาสั้นแต่ก็คงไม่เบ่งกล้ามน่องหรอกมั้ง หน้ายังมีรอยเล็บผมเต็มไปหมดเลย
“ฮ่าวว เรามาดูทีวีกันมั้ย”
จริงๆ ผมอยากอ่านหนังสือมากกว่า แต่ถ้าดึงดันจะอ่าน ไอ้แมวโง่นี่ก็ต้องโวยวายแน่ๆ ดูโทรทัศน์ก็ได้ อย่างน้อยก็คงจะทำให้เขาหุบปากได้บ้าง แค่สี่ชั่วโมงเอง ห้าโมงเขาก็ไปแล้ว ผมวางหนังสือลงข้างตัวแล้วเอื้อมมือไปหยิบรีโมท
“ก็ได้ แต่ผมเลือกนะ”
“อื้อ!”
ผิดหวังนิดหน่อย ผมเหลือบมองแมวโง่ข้างๆ ที่จ้วงกินป๊อปคอร์นเสียงดังกร้วมๆ นอกจากไหล่ที่ดูเกร็งนิดหน่อยแล้วเขาก็ดูไม่ได้กลัวสักนิด อุตส่าห์เปิดหนังผี คิดว่าหน้าเด๋อๆ แบบนี้จะกลัวจนอยากกลับบ้านซะอีก แต่ดูท่าทางเหมือนจะชอบด้วยซ้ำ ก็แปลกดี ปกติเวลาดูหนังผีผมต้องดูคนเดียวเพราะอาอี๋ขี้กลัว บางทีไม่ได้ดูด้วยซ้ำ อาอี๋ได้ยินเสียงหน่อยก็รีบไล่ให้ปิดแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาสะดุ้งไปพร้อมกันบนโซฟา
“ห้าโมง อาม้าพี่มารับแล้ว งั้นพี่กลับก่อนนะฮ่าว วันนี้สนุกมากเลย แล้วมาดูหนังผีด้วยกันอีก! อาทิตย์หน้าเจอกันนะ อย่าคิดถึงพี่มากเกินไปล่ะ~”
ใครเขาจะคิดถึง
“แต่ถ้าคิดถึงมากก็วีแชทมาหาพี่ได้นะ พี่พร้อมตอบตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อฮ่าว-”
“ไปได้แล้วไป๊!”
พร้อม 24 ชั่วโมงใช่มั้ย ผมเลยตั้งปลุกตีสองเพื่อส่งจุดไปหาเขารัวๆ จนหน้าจอที่เดิมมีแต่สติกเกอร์ทักทายของเขามีแต่จุดเต็มไปหมด ส่งเสร็จก็สบายใจ เปิดโหมด airplane แล้วนอนต่อ ไม่รับรู้ว่ามีข้อความอะไรส่งตอบกลับมาบ้าง
‘แหม ฮ่าว คิดถึงพี่ช่วงตีสองเหรอ’
‘เวลากำลังอ่อนไหวเลย กิ๊วๆ’
‘พี่ก็คิดถึงฮ่าวนะ จุ๊บบ!’
หลังจากรู้จักกันมาเกือบเดือน ผมก็เพิ่งรู้ว่าถึงจะดูบ้าๆ บอๆ แต่จวิ้นฮุยก็เป็นคนที่แข็งแกร่งมาก หาจุดอ่อนแทบไม่มี ไม่กลัวหนังผี ไม่กลัวความสูง กินของเผ็ดเก่ง กินได้ทุกอย่าง กินเยอะ นอนดึก อารมณ์ดีมากตลอดเวลา แทบจะเรียกได้ว่านอกจากต่อยตีตรงๆ แล้วก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่ทำให้เขาโกรธ กลัว หรือเสียใจได้เลย
ก็แปลกดี
หลังจากเจอกันสามครั้ง เขาก็เริ่มแวะเวียนมาหา ไม่สิ ‘แม่’ เขาก็เริ่มพาจวิ้นฮุยมาส่งวันอื่นๆ บ้าง มาอยู่ชั่วโมงสองชั่วโมงบ้าง บางทีก็มาฝากไว้ตั้งแต่เช้ายันเย็น อาอี๋นี่ก็บ้าจี้ตามเขา ไม่ว่าอะไรแล้วยังชอบใจอีก จวิ้นฮุยเป็นคนพูดจาเก่ง แบบที่ใครๆ ก็เอ็นดู อาอี๋ให้ข้าวให้น้ำ เอาใจซะยิ่งกว่าผมอีก
แต่ก็ช่างมัน ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรเท่าไหร่
“ฮุยฮุย อาเหม่ยเพิ่งวีแชทมาบอก วันนี้ฝนตกหนักรถติดมากเลย คงจะมารับไม่ได้ คืนนี้ฮุยฮุยค้างที่นี่นะ?”
เรื่อง บ้า อะ ไร กัน
ผมไม่พอใจนะ ไม่พอใจมาก พอเขามาบ่อยเข้าเวลาส่วนตัวของผมก็หายไป แทบไม่ได้นั่งคนเดียวเงียบๆ เหมือนก่อน จะมีเขาคอยมาพันแข้งพันขาตลอด ถ้าให้พูดตรงๆ ผมก็ไม่ได้รำคาญอะไรเขาเท่าไหร่แล้วล่ะ หลังๆ มาเขาก็ทำตัวดีมีมารยาทมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะยอมให้เขามานอนที่บ้านหรอกนะ ผมรู้จักอาอี๋ดี อาอี๋ไม่มีทางให้เขานอนโซฟาแน่ๆ ยังไงก็ต้องให้นอนกับผม และผมเป็นคนหวงพื้นที่ส่วนตัวมาก โดยเฉพาะเตียง ขนาดอาอี๋เองยังขึ้นมาไม่ได้เลย
“ฮ่าว คืนนี้ให้ฮุยนอนด้วยคนนะ ข้างนอกฝนตกหนักเลย ฮุยกลับไม่ได้หรอก นะ”
พูดตามหลักการอาอี๋ก็ถูก แม่ของจวิ้นฮุยคงไม่มาเร็วๆ นี้ และถ้าให้มารับเที่ยงคืนตีหนึ่งก็จะยิ่งแย่ พรุ่งนี้ก็ยังเป็นวันทำงาน กว่าจะอ้อมมารับที่นี่ กว่าจะถึงบ้านก็คงแทบไม่ได้นอน ข้างนอกก็ฝนตกหนัก จะไล่ให้กลับบ้านเองก็ไม่ได้ โซฟาก็ตัวสั้น เป็นโซฟาแบบที่นั่งได้แค่สามคน ตัวใหญ่แบบจวิ้นฮุยถึงจะนอนหลับตื่นมาก็คงมีเคล็ดบ้าง
รู้ทั้งรู้แบบนี้แต่ก็ไม่อยากให้มานอนด้วยนี่นา
“ว้าววว เพิ่งเคยได้เข้าห้องนอนฮ่าวครั้งแรกนะเนี่ยยยย สะอาดจังงง~”
ผมรีบไล่ให้เข้าไปอาบน้ำ โยนชุดนอนไปให้ชุดหนึ่ง หวังว่าเขาจะใส่ได้ ผมมองเตียงตัวเองตาละห้อย ไม่อยากแบ่งกับใครจริงๆ นะ แค่คืนนี้แล้วกัน คืนเดียว จวิ้นฮุยอาบน้ำเร็วจนผมไม่แน่ใจว่าเขาวิ่งผ่านน้ำรึเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเพราะผมก็อยากอาบบ้างแล้วเหมือนกัน ผมยืนสมาธิระหว่างล้างตัวเหมือนเคย ไม่ได้ท่องสวดอะไรไปด้วยหรอก ก็แค่ ทำใจให้ว่างๆ จดจ่อกับกระเบื้องสักแผ่นแค่นั้น พอทำแล้วก็รู้สึกจิตใจสงบขึ้น ออกไปนอนอ่านหนังสืออีกสักหน่อยก็นอนหลับสบาย
อย่าง นั้น เหรอ?
“ฮ่าววว มานอนกันนนน”
ไอ้เจ้าแมวบ้า นอนสบายใจเฉิบอยู่บนเตียงผม เอาก้นทับผ้าห่มผมอีก แล้วยังมาจิกเท้า ยิ้มร่า ดิ้นไปดิ้นมา
นับหนึ่ง นับสอง
“ฮ่าวววว มานอนมาเร็ววว เตียงนุ๊มนุ่ม~ ตอนนี้ติดกลิ่นพี่เต็มเลย จะได้คุ้นๆ กันไว้เนอะ ฮิๆ”
ไม่ไหวแล้วว้อยยยยยย!!
“ลงมาจากเตียงเดี๋ยวนี้นะ!!”
“ห๊ะ ทำไม?”
“ลงมา!! บอกให้ลงมาไง!! แล้วก็ออกไปนอกห้องเลย!! ไปนอนบนโซฟา!!! ใครเขาขึ้นเตียงคนอื่นกันง่ายๆ แบบนี้ ขอยังไม่ได้ขอสักคำ ชอบทำอะไรตามใจชอบ!! ไม่มีมารยาท!!!”
อารมณ์กรุ่นอยู่ได้ไม่นานหรอก ทั้งๆ ที่ปกติผมหายโกรธยากจะตายไป แล้วก็ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นเขาร้องไห้หรอก ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันก็ทำร้องไห้ไปรอบหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ครั้งนั้นผมข่วนจนเขาเจ็บ ร้องโวยวายอยู่สักพักก็ปล่อยโฮ แต่วันนั้น สีหน้าของเขาค่อยๆ เปลี่ยนจากรอยยิ้ม เป็นตกใจ สลับเป็นกลัวนิดหน่อย แล้วก็กลายเป็นอารมณ์ที่ผมไม่อยากเห็นที่สุด
เสียใจ
เขาค่อยๆ เดินลงจากเตียง หางลู่ลงเกือบจะอยู่ตรงกลางระหว่างขา ปากเม้มแน่น แต่ก็ยังสั่น ดวงตาที่ปกติมีประกายสดใส หรือเจ้าเล่ห์อยู่ตลอดตอนนี้แดงก่ำ เขาเดินมาหยุดข้างผมก่อนจะเอ่ยขอโทษออกมาเบาๆ แล้วก็เดินออกจากห้องไป
บ้าเอ๊ย
ผมพยายามนอนให้หลับ แต่แค่นั่งลงบนเตียงก็รู้เลยว่าไม่มีทาง ถึงจะรำคาญตะงิดๆ ที่เตียงมีแต่กลิ่นเจ้าแมวนั่นไปหมด แต่สิ่งที่ติดแน่นยิ่งกว่าคือภาพใบหน้าที่มีแต่น้ำตา ผมนี่มันบ้าจริงๆ ทำไมต้องว่าแรงขนาดนั้นด้วยนะ ทั้งๆ ที่เขาก็แค่ไม่รู้เท่านั้นเอง เพราะเท่าที่ผมอ่าน ที่ผมดูมา หลายๆ คนเขาก็ไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ การขึ้นไปนอนบนเตียงคนอื่น สำหรับใครหลายๆ คนก็อาจจะเป็นเรื่องปกติก็ได้ ผมควรจะใจเย็นกว่านี้ ควรใช้อารมณ์ให้น้อยลง และอธิบายมากกว่า แต่ผมกลับตวาดใส่เขาไปได้ แล้วยังบอกว่าไม่มีมารยาทอีก
ยุ่งยากจริง ถึงได้ชอบอยู่คนเดียวไง!
ผมเดินลากขาออกมาที่โซฟา จวิ้นฮุยนอนคุดคู้อยู่ ผ้าห่มก็ไม่มี ฝนด้านนอกก็ยังตกแรง อากาศก็เย็น แต่ที่เขาไหล่สั่นแบบนั้นไม่น่าจะใช่แค่เพราะว่าหนาวหรอก ผมไม่แน่ใจว่าจะพูดอะไรดี จะขอโทษก่อน ปลอบก่อน หรือพาเข้าห้องก่อนดี งงไปหมดเลย เอาเป็นว่าพูดๆ มันไปก็แล้วกัน!
“เข้าห้อง”
ไม่ตอบ แต่หางออกมาจากระหว่างขาแล้ว
“เข้าห้องเถอะ ข้างนอกหนาว”
ยังนิ่งอยู่ ไม่พอรึไง?
“เมื่อกี๊ขอโทษ”
โอ้โห อย่างเร็ว จวิ้นฮุยหมุนตัวกลับขึ้นมานั่งไขว่ห้างบนโซฟา ถึงตาจะยังแดงๆ อยู่ก็เถอะ แต่เท้ากลับมาจิกแล้ว
“ขอโทษพี่เพราะรู้สึกผิด หรือขอโทษเพราะไม่อยากให้พี่ร้องไห้ จริงๆ พี่ก็โอเคทั้งสองแบบนะ เพราะหมายความว่าฮ่าวห่วงพี่”
เอ้อ หายร้องไห้เสร็จก็กลับมาน่ารำคาญได้เร็วดีจริงๆ
“ขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่ ผมหวงเตียง ไม่ชอบให้ใครมายุ่ง เลยเผลอโมโหไป”
“อา งั้นเหรอ งั้นก็ขอโทษนะ แต่ยังไงจะช้าจะเร็วเตียงฮ่าวก็ต้องมีพี่อยู่ดี”
บ้าอะไรอีกวะเนี่ย
พอเห็นสายตาเป็นประกายของไอ้แมวบ้าแล้วผมก็ได้แต่ถอนหายใจใส่ อุตส่าห์แบ่งเตียงนอนแล้วยังต้องเดินมาง้อ เชิญให้กลับเข้าห้องอีกเหรอ มากไปแล้วมั้ง
“ถ้าอยากนอนตรงนี้ก็นอนไปละกัน”
“เดี๋ยวสิฮ่าววว แหมๆ พี่ก็ต้องนอนกับฮ่าวสิ”
อุตส่าห์ทำสมาธิเตรียมนอนเรียบร้อย โดนป่วนแบบนี้ตื่นเลย จะนอนหลับกี่โมงก็ไม่รู้ แต่ยังไงก็ดึกแล้ว ผมเลยปิดไฟปีนขึ้นเตียง หลับไม่หลับอีกเรื่อง ผมพยายามไม่สนใจแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นเพราะไอ้แมวโง่กระโดดขึ้นมา แต่ผมทำเป็นไม่สนใจแขนที่สอดเข้ามารัดที่เอวไม่ได้!!
บ้าอะไรอีกเนี่ย!!
“ใครอนุญาตให้กอด”
“แหมฮ่าววว เรานอนเตียงเดียวกันแล้วนะ ตอนนี้ตัวฮ่าวก็มีกลิ่นพี่แล้วด้วย ยังไงเราก็มาแน่นแฟ้นให้มากขึ้นดีกว่าน่า”
แน่นแฟ้นยายมัน
“ปล่อย อึดอัด”
“ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”
โอเค ช่างมัน
ผมรู้ว่าพูดไปมีแต่เมื่อยปากเปล่าๆ ยังไงก็คงไม่ปล่อยหรอก แต่ไอ้แมวเพี้ยนนี่คงคิดว่าผมเงียบคือเริ่มโอนอ่อน เพราะสิ่งที่ตามมาคือจมูกแข็งๆ ปักลงมาแถวไหล่ หางที่ถูแถวต้นขา นั่น ขาข้างหนึ่งถีบเข้ามาแทรกระหว่างขาผมอีก อีกนิดผมจะถีบแล้วจริงๆ นะ
“ฮ่าวว รับรักพี่รึยัง”
“อะไรทำให้คิดว่ารับแล้ว”
“ก็ฮ่าวดูไม่ได้รำคาญพี่เท่าไหร่แล้วนี่ ทีแรกพี่คิดว่าแค่อาทิตย์แรกฮ่าวก็จะไล่พี่กลับซะแล้ว”
ยังไงก็ไม่ง่วง จะคุยด้วยสักหน่อยก็ได้
“ก็ดูหนังผีได้ เลยไม่รำคาญเท่าไหร่”
“ปกติดูคนเดียวเหรอ?”
“อาอี๋กลัว”
“แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?”
“ไม่มี”
“ไม่มี?”
“ไม่มีคนอื่น มีแต่อาอี๋”
“ทำไมล่ะ?”
“น่ารำคาญ ขี้เกียจยุ่งกับคนเยอะๆ น่าเบื่อ”
“ไม่เหงาเหรอ?”
“ไม่นะ”
“ถึงจะไม่เหงา แต่พอมีพี่มาดูหนังด้วยกันแล้วก็สนุกขึ้นใช่มั้ย?”
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ก็เฉยๆ”
“แหมมมมมมมมม”
แหมปู่มัน
ผมเริ่มรู้สึกง่วงนิดหน่อย ปกติเตียงของผม ห้องของผมจะมีแต่กลิ่นผมคนเดียว ตอนนี้มันมีกลิ่นของจวิ้นฮุยปนมาด้วย เลยรู้สึกแปลกๆ ถึงจะใช้สบู่ขวดเดียวกันก็เถอะ แต่มันไม่เหมือนกัน แล้วก็ เวลามีคนมานอนกอดแบบนี้มันก็รู้สึกอุ่นๆ ดี ผมคิดว่าความอุ่นทำให้เราง่วงง่ายขึ้นนะ
“ฮ่าว ถึงฮ่าวจะไม่รับรักพี่ แต่เราก็ยังอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ ได้ใช่มั้ย?”
“อือ”
“ดีจัง พี่จะทำให้ฮ่าวรับรักพี่ให้ได้เลย คอยดูนะ”
“ไม่ดู”
“กวน”
“อือ”
“ง่วงแล้วสิ งั้นก็ นอนซะนะเหมียวน้อยของพี่จวิ้นสุดหล่อ”
“ปัญญาอ่อน”
ผมหลับตาลง แล้วก็รู้สึกง่วงจนใกล้จะหลับเต็มที แต่ก็ยังตื่นพอจะรู้สึกถึงปลายจมูกที่มาคลอเคลียแถวขมับ สูดแรงเป็นเครื่องดูดฝุ่นขนาดนั้น ต้องหลับเป็นตายล่ะถึงจะไม่รู้สึก แต่เอาเถอะ ผมเหนื่อยมากแล้ว จะทำเป็นไม่รู้เรื่องสักครั้งก็แล้วกัน
“ฮ่าวววว พี่จวิ้นสุดหล่อแฟนฮ่าวมาแล้ววว~”
มูนวอล์คเข้าบ้านมาเหมือนคนบ้า ผมถอนหายใจระหว่างเขาหมุนตัวเหมือนลูกข่างมากกว่านักบัลเล่ต์มาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผม ขาข้างหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า และแน่นอนจิกเท้าซะจนอยากแช่งให้เป็นตะคริว มือประสานกันอยู่หลังหัว เบ่งกล้ามเต็มที่เพราะอุตส่าห์ใส่แขนกุดมา หันมายิ้มแรงใส่ผม
“ว้ายยย เป็นแฟนกันแล้วเหรอ! ลุ้นอยู่ตั้งนาน”
“ไม่ได้เป็น อาอี๋บื้อ”
“ว่าใครบื้อยะ แมวบ้า!”
“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงล่ะครับคุณซวนอี๋~”
พูดแล้วก็โอบไหล่ผม ขยิบตาส่งให้อาอี๋ที่ยืนตบมือเหมือนแมวน้ำ ผมพยายามดันไอ้แมวบ้าออกจากตัว แต่เขาเหนียวเหมือนปลาหมึก หรือปลิง เกาะแน่นแล้วยังยื่นหน้ามาขยิบตาใส่รัวๆ อีกต่างหาก เหมือนคนตาเจ็บ แต่ขอโทษทีผมไม่ใช่หมอ ผมเบนหน้าหนีแล้วถอนหายใจออกมาอีกรอบ
“ถอนหายใจมากแบบนี้คงเหนื่อยใจสิฮ่าว”
“อือ”
“งั้นให้พี่ช่วยดูแลหัวใจเรามั้ย จะได้ไม่เหนื่อย วู้ฮู้วววว!!”
จะบ้าตายแล้ว
ผมถึงได้บอกไง ความรักเนี่ยอย่ามีมันเลยดีกว่า ต้องมาคอยจีบ คอยเอาใจ เหนื่อยทั้งคนพยายามให้ เหนื่อยทั้งคนไม่อยากรับ ความรักทำให้เราทำอะไรโง่ๆ เยอะแยะ ถึงในกรณีนี้จะดูโง่ตั้งแต่ยังไม่รักก็เถอะ ความรักทำให้เราไม่มีเวลาส่วนตัว ได้ตั้งสมาธิเงียบๆ คนเดียว ความรักจะดึงเอาคนอีกคนเข้ามาด้วย ทั้งวุ่นวาย ทั้งน่ารำคาญ
น่าเบื่อที่สุด
“แหมม ฮ่าววว ไม่ต้องเขินหรอกน่า พี่รู้แล้วล่ะว่าจริงๆ ฮ่าวไม่ได้รำคาญพี่สักหน่อย ชอบจะตายเวลามีพี่อยู่ด้วยน่ะใช่มั้ยล่ะ?”
“คิดเองเออเองแบบนี้ ผมตอบอะไรไปก็คงไม่ฟังมั้ง”
“นอกจากจะตอบว่า รักพี่ พี่ก็คงไม่เชื่อทั้งนั้นล่ะ วู้ววว”
ต้องมาวู้วใส่หูผมมั้ยเนี่ย อาอี๋ออกไปข้างนอกแล้ว เหลือผมกับแมวหนวกหูนี่สองคน เขาหยิบรีโมทมาเปิดโทรทัศน์แล้วก็ดึงผมไปกอดซะแน่น เอาคางมาเกย เอาขามาก่าย ถ้านั่งทับหน้าผมได้ก็คงทำแล้ว ผมพยายามจะขืนตัวออก แต่ดูจากกล้ามที่ดุ๊กดิ๊กอยู่ตรงหน้าผมนี่ก็คิดว่าคงจะยาก ได้แต่ปล่อยให้โดนทับอยู่แบบนั้น
แล้วนี่ก็คงเป็นอีกวันที่ผมนั่งดูโทรทัศน์ไปกับเขา
มันก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียวหรอกมั้ง
ถ้าเขาจะช่วยเอาขาออกจากตักผมหน่อยก็ดี หนัก