Wednesday, 21 March 2018

Demon's Feast 1 #seoksoon


ดวงจิตที่ใสซื่อ มักจะโอนอ่อนได้ง่ายที่สุด และแน่นอน ว่าหอมหวานที่สุด




เด็กตัวโตใส่แว่นกรอบหนากอดเป้ใบใหญ่วิ่งกระหืดกระหอบบนถนนแคบ หันมองหลังอยู่เป็นพักๆ ไม่ไหวแน่ พวกมันมีมากเกินไป ถนนเองก็แคบและปลอดคน ซอกซอยมีบ้างแต่ก็เป็นทางตันเสียส่วนใหญ่ ยังไงวันนี้เขาก็คงไม่รอดอีกตามเคย เพราะงั้นเขาจึงตัดสินใจหยุดวิ่ง อย่างน้อยจะได้พอมีแรงเดินกลับบ้าน เขาหลับตาลง นับหนึ่งถึงห้าช้าๆ ก่อนจะล้มไปด้านหน้าจากแรงของฝ่าเท้าใครสักคนที่กระแทกลงมากลางหลัง


วันห่วยๆ อีกวันของไอ้เห่ยอย่างเขา


อีซอกมิน


กว่ามันจะจบลงพระอาทิตย์ก็ตกดินแล้ว ซอกมินนอนหอบหายใจอยู่กลางซอยเหม็นๆ เขาเหลือบตามองกระเป๋าเป้ที่ถูกเตะไปรวมกับกองขยะแล้วก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ดีที่เขารูปซิปและคล้องกุญแจล็อคกระเป๋าเรียบร้อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องซื้อสมุด ซื้อหนังสือใหม่ แต่คราวนี้เหมือนจะโดนกระทืบหนักอยู่ พยายามพยุงตัวลุกขึ้นก็ยังพอไหว แต่ก็ลำบากพอสมควร กว่าจะลุกขึ้นมานั่งก็เล่นเอาหอบ เจ็บเสียดไปหมดที่ช่องท้อง หวังอย่างเดียวว่ากระดูกจะไม่หักไม่อย่างนั้นเรื่องใหญ่แน่ๆ เขาไม่อยากมีปัญหาไปมากกว่านี้ ตอนนี้แค่ได้กลับบ้าน อาบน้ำ นอน ก็พอแล้ว


อ้อ ทำการบ้านอีกอย่าง


แต่ปัญหาก็คือ ตอนที่โดนรุมกระทืบ มีไอ้บ้าสักคนเหยียบข้อเท้าเขาจนมันปวดไปหมด ตอนนี้ขยับไม่ได้เลย แบบนี้จะกลับบ้านยังไงกัน? เขาลองตั้งขา วางเท้าลงบนพื้น แต่แค่นั้นก็ร้าวไปหมด อย่าว่าแต่เดินเลย ยืนก็ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่จะให้เขานอนที่นี่ทั้งคืนก็คงไม่ได้ ยังไงก็คงต้องกลับบ้าน ถึงจะต้องคลานไปก็เถอะ ซอกมินเอื้อมมือไปลากกระเป๋าเป้มากอดไว้ก่อนจะค่อยๆ เขยิบตัวไปชิดกำแพงแล้วเกาะมันพยายามลุกขึ้นยืน แต่ก็ได้แต่พิงอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่แค่ข้อเท้าเท่านั้น แต่ทั้งขาร้าวไปหมด ไหนจะที่ความเจ็บช่วงเอวอีก ซอกมินหลับตาแล้วหายใจเข้าออกช้าๆ สงบสติอารมณ์


จะทำยังไงดี


“โดนกระทืบซะอ่วมน่าดูเลยนี่”


ซอกมินลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ประสาทสัมผัสดีอะไรมากมาย แต่เขาสาบานได้ว่าเขาอยู่คนเดียวในซอย และเขาก็ไม่ได้ยินเสียงคนเดินเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ตรงหน้าเขามีผู้ชายผมสีทองสว่างคนหนึ่งยืนอยู่ เขาใส่ผ้าคลุมดูรุ่มร่ามสีขาวและกางเกงสีเดียวกัน ดวงตาเรียวรีของเขาเป็นสีฟ้าอมเขียว และดูมีประกายแปลกๆ ริมฝีปากสีซีดยกยิ้มอยู่หน่อยๆ ซอกมินไม่ใช่คนงมงายหรือเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ แต่เขาก็มั่นใจอย่างหนึ่งว่า


คนตรงหน้าเขา ไม่ใช่มนุษย์แน่นอน


“อยากให้ช่วยมั้ยล่ะ?”


ซอกมินไม่ได้ดูคนเก่ง แต่เขาก็พอมองออกว่าใครอันตรายและคนคนนี้ก็ดูไม่น่าไว้ใจเอาเลย เขาอยากจะเดินหนีแต่ขามันก้าวไม่ออก เจ็บระบมไปทั้งตัว จะเดินหนียังไงก็คงไม่รอด อีกฝ่ายหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น ใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ใกล้จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจ ที่ไม่มี นิ่ง เงียบสนิท


“เดินกลับบ้านเองไม่ไหวซะล่ะมั้ง”


เสียงทุ้มหวานกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ไม่น่าไว้ใจ


“ให้ฉันช่วยดีกว่าน่า นายคงจะซวยไปได้ไม่มากกว่านี้แล้วล่ะมั้ง”


ปลายนิ้วเย็นๆ ไล้ลงมาที่ข้างแก้ม ซอกมินหลับตาปี๋ เสียงแผ่วเบาดังขึ้นที่ริมใบหู


“ไม่ต้องกลัวไป ฉันไม่กินนายหรอก”

“ให้ฉันช่วยนะ”


เขาดูภาพยนต์มามาก อ่านการ์ตูนก็เยอะ แต่มันก็ยังไม่ได้ช่วยอะไรเลยเวลามาเจอกับตัวจริงๆ เขาไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น แต่รู้สึกตัวอีกทีก็นอนอยู่บนเตียงเรียบร้อยเช้าวันถัดมา เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ ‘ไม่มีอะไร’ แต่จะให้ทำยังไงได้ ถ้าการยอมรับความจริงมันลำบาก การแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปบ้างก็คงง่ายกว่า เพราะงั้นเขาก็เลยไม่ได้เก็บมันมาคิดมาก จนกระทั่งสองสามวันต่อมา ที่เขากลับมาอยู่ในสถานการณ์เดิมๆ แต่ครั้งนี้ขณะที่เขากำลังนอนคุดคู้อยู่บนพื้น ยกแขนขึ้นป้องกันตัวเองจากฝ่าเท้าสามสี่คู่ ตาของเขาก็ไปสบเข้ากับดวงตาสีฟ้าอมเขียวนั่นอีกครั้ง คนคนนั้นนั่งอยู่บนกำแพงเหนือหัวเขาไม่กี่เมตร ภาพตรงหน้าทำให้เขาเริ่มกลัวว่าสมองจะได้รับผลกระทบจากการกระทืบจนเห็นภาพหลอนไปแล้ว ผู้ชายผมสีทองสว่างคนนั้นนั่งบนกำแพง แนวตั้ง ทั้งที่ไม่มีอะไรยื่นออกมาให้เกาะได้เลย หัวห้อยลงมาด้านล่าง ใบหน้ายังมีรอยยิ้มกึ่งเย้ยหยัน กึ่งเห็นใจ


“อยากจะโดนกระทืบแบบนี้จนตายเลยหรือไง?”


“เมื่อไหร่จะยอมให้ฉันช่วยสักที?”


ซอกมินไม่ได้ตอบอะไร เขาแค่หลับตา และหวังว่าผู้ชายคนนั้นจะหายไป แต่ก็ไม่ หลังจากนั้นทุกครั้งที่เขาถูกรุมทำร้ายผู้ชายคนนั้นก็จะโผล่มา นั่งบนเสาไฟฟ้าบ้าง ห้อยหัวลงมาจากกำแพงบ้าง หรือบางครั้งก็นอนเอกเขนกอยู่บนเพดานห้องเรียน ซอกมินแทบอยากจะเป็นบ้าตาย ผู้ชายคนนี้น่ากลัวกว่าพวกที่มากระทืบเขามาก เพราะงั้น ต่อให้โดนอัดกี่ครั้งเขาก็ไม่เคยเอ่ยปากให้อีกคนช่วย เขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่เขาเลี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยไว้ก่อน


จนกระทั่งวันหนึ่ง


ปกติแล้วซอกมินก็มักจะถูกลากไปกระทืบด้วยเหตุผลไร้สาระอยู่แล้ว อย่างเช่นว่า หน้าตาเขากวนประสาท หรือว่า ตัวเขากลิ่นเหม็น บางทีก็เป็นเพราะเขาหายใจเสียงดังไป แต่วันนี้เป็นวันมหาซวยเพราะซอกมินดันเผลอทำกองหนังสือตกใส่เท้าหัวโจกที่ชอบแกล้งเขาเข้า หนังสือ หลายเล่ม ตกใส่เท้า ซอกมินไม่คิดจะวิ่งหนีด้วยซ้ำ ปกติที่หนีก็แค่อยากจะไม่ต้องโดนแกล้งไปสักหนึ่งวัน วันต่อไปถ้าโชคดีไม่เจอกันก็ไม่มีเรื่องให้โดนแกล้งอีก แต่นั่นมันเพราะเจ้าพวกนั้นมันเบื่อเลยอยากหาเรื่องระบายอารมณ์ ไม่ได้มีเหตุผลที่ต้องตามจองล้างจองผลาญแบบนี้ ซอกมินถูกลากไปหลังโรงเรียน ซอยที่ไม่ถูกพามาบ่อยนัก แต่ก็ไม่ใช่จะไม่เคยมา ซอกมินรู้อยู่แล้วว่าจะต้องโดนกระทืบหนักเป็นพิเศษ แต่เขากลัวจนตัวสั่นเมื่อเห็นไม้ท่อนใหญ่ในมือที่เงื้อขึ้นเตรียมฟาด


แล้วเวลาก็เหมือนจะหยุดนิ่งลง เมื่อเขาสบเข้ากับดวงตาสีฟ้าอมเขียวนั่นอีกครั้ง คราวนี้เขานั่งอยู่บนหัวของหัวโจกตัวโตที่กำลังจะฟาดไม้ลงมา รอยยิ้มสบายๆ นั่นยังคงอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตาของเขาไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลย


“จะเอายังไง อยากจะเลือดออกหัวตายอยู่ที่นี่เลยมั้ย?”


“ผม..”


“ยอมพูดด้วยแล้วเหรอ? ว่าไง อยากจะให้ช่วยมั้ยล่ะ?”


ซอกมินลังเล แต่พอเขาหยุดคิด ไม้นั่นก็เหมือนจะขยับเข้ามาเร็วขึ้น พร้อมผู้ชายผมสีทองที่กระตุกยิ้มแล้วยื่นหน้าลงมาใกล้ ใกล้จนริมฝีปากสีซีดอยู่ที่ปลายจมูก และดวงตาสีอ่อนกดจ้องลงมา


“ว่ายังไง?”


“ชะ ช่วยผมที”


“หึ ตกลงง่ายๆ แบบนี้แต่แรกก็ไม่ต้องเจ็บตัวแล้ว ดื้อซะจริงๆ”


“หลับตาซะ แล้วอย่าลืมตา จนกว่าฉันจะบอก”


ฝ่ามือเย็นชืดทาบลงมาบนใบหน้า หนักอึ้งจนซอกมินต้องหงายหลังลงไปนอนบนพื้น และถึงจะพยายามแค่ไหน ตาก็ลืมไม่ขึ้นเลย หูได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่นและเสียงของหนักกระทบกำแพง หล่นลงมาที่พื้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนทุกอย่างจะเงียบลง เขารู้สึกถึงของเหลวที่หยดลงมาบนหน้าผาก และอะไรบางอย่างอยู่ข้างขวาของหัว ชิดกับใบหู ก่อนที่เสียงกระซิบแผ่วเบาจะดังขึ้นชิดริมหู


“ลืมตาขึ้นได้แล้วล่ะ เด็กน้อย”


ซอกมินลืมตาอย่างว่าง่าย และสบเข้ากับดวงตาสีสว่างระยะประชิด ชายผมสีทองท้าวแขนลงกับพื้นและยื่นหน้าลงมาจนชิด ปอยผมบนหน้าผากของเขาเป็นสีแดงเข้ม และของเหลวนั่นก็หยดลงมาบนใบหน้าของเขา ซอกมินตกใจกลัวจนตัวแข็ง พอเห็นแบบนั้นเสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้น ฝ่ามือเย็นลูบที่แก้มของเขาเบาๆ แล้วไล่ลงมากุมคาง


“กลัวเหรอ หืม?”


ซอกมินตอบไม่ออก ร่างกายขยับอะไรไม่ได้เลย นอกจากหายใจเท่านั้น


“ไม่ต้องกลัวนะ พวกที่ทำร้ายนายตอนนี้ ตายหมดแล้วล่ะ”


“!!”


“ตกใจเหรอ ฮึๆ ล้อเล่นน่ะ ยังไม่ตายหรอก แต่ก็ ถ้าไม่มีคนมาช่วยในไม่กี่ชั่วโมงนี้ก็ ไม่แน่นะ”


กลัว คนคนนี้น่ากลัว ซอกมินพลาดแล้วล่ะ เขาไม่ควรเรียกให้อีกคนช่วยเลย ถึงจะขาหัก ถึงจะแขนหัก หรือโดนตีจนกะโหลกแตกก็ช่างมัน นี่เขากำลังยุ่งเกี่ยวกับใคร กับอะไรกันแน่ ชายผมสีสว่างเหมือนจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่เพราะอีกคนแสร้งตีหน้าสงสาร มือซ้ายลูบผมซอกมินเบาๆ แล้วพูดเสียงอ่อย


“แหม ฉันอุตส่าห์ช่วยทั้งที ทำหน้าดีใจหน่อยไม่ได้เหรอ? หรืออย่างน้อยก็ น่าจะ ขอบคุณสักคำ”


ซอกมินพูดไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เขาดูเหมือนจะยังไม่ได้ต้องการคำตอบเพราะดวงตาสีสว่างเหลือบขึ้นมองด้านบนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลดลงมาจ้องหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มกว้าง และน้ำเสียงที่ร่าเริงก็พูดขึ้นอีกครั้ง


“หรือตอบแทนกันสักหน่อย จริงมั้ย?”


สถานการณ์ที่เขากลัวที่สุดได้มาถึงแล้ว คนตรงหน้ายิ้มค้างอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนดวงตาสีอ่อนจะเลื่อนลงมามองที่ริมฝีปากเขาและปลายนิ้วจะตามลงแตะเบาๆ ซอกมินรู้สึกเหมือนอาการชาที่ปากจะเบาลงและเขาเริ่มขยับได้อีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเงียบไปพักหนึ่ง เขาไม่รู้จะตอบอะไร แต่รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าของผู้ชายน่ากลัวตรงหน้าแล้ว เขาเลยรีบพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ


“คุณต้องการ อะไร จากผม?”


“นั่นสินะ ต้องการอะไรดี ลองทายดูสิ”


ซอกมินไม่แน่ใจว่าอีกคนเป็นอะไรกันแน่ เขาคิดว่าคงไม่ใช่ผี เพราะผีในความคิดของเขาคือมนุษย์ปกติที่ตายแล้วเท่านั้น แต่คนคนนี้ดูไม่เหมือนจะเคยเป็นมนุษย์ธรรมดาด้วยซ้ำ ตั้งแต่สีตา พลังพิเศษต่างๆ แล้วก็ เขารู้สึกได้ อะไรบางอย่างจากคนคนนี้ ว่าไม่ใช่ เขาเลยคิดว่าอีกคนน่าจะเป็นปีศาจ ปีศาจแบบไหนก็ตามเขาไม่รู้ แต่โดยปกติแล้วสิ่งที่ปีศาจจะต้องการจากมนุษย์ก็คือชีวิต พอคิดถึงตรงนี้ซอกมินก็ร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ผู้ชายตรงหน้าจ้องมองเขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง


“อย่า อย่ากินผมเลย ปล่อยผมไปเถอะ”


“โถ คิดว่าฉันจะกินนายงั้นเหรอ? เด็กน้อย เด็กน้อย”


ปลายนิ้วเย็นๆ ปาดหยดน้ำออกจากหางตาของเขาก่อนที่อีกคนจะโน้มหน้าลงมาใกล้แล้วจูบเบาๆ แทน ซอกมินตกใจจนขยับตัวหนี แต่มืออีกข้างของปีศาจตรงหน้าก็กดไหล่เขาลงกับพื้นด้วยแรงที่ไม่เบานักจนซอกมินขยับไปไหนไม่ได้ ได้แต่นอนนิ่งๆ ให้อีกคนเลียน้ำตาไปเงียบๆ ซอกมินหลับตาปี๋เมื่อปลายจมูกแข็งถูที่ติ่งหูของเขาเบาๆ


“ฉันไม่กินนายหรอกน่า สบายใจได้”


“ละ แล้วคุณจะ จะเอาอะไร”


ชายผมสีทองเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและเลื่อนใบหน้าขึ้นมาจนปลายจมูกชนกัน ซอกมินจ้องเข้าไปในดวงตาสีเขียวฟ้าที่เหมือนมีประกายระยิบระยับอยู่ภายใน ดวงตาของเขาโค้งลงเมื่อเจ้าตัวยิ้ม เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังก้องอยู่ในหูของเขาเมื่อปลายจมูกของอีกคนเลื่อนลงมาที่ข้างแก้ม


“จะเอาอะไรน่ะเหรอ?”





“ฉันได้มันมาแล้ว ซอกมิน”

Saturday, 10 March 2018

First Challenge 1/3 #minsoon

“งึ่ย เชอะ เชอะๆๆ!”

“เอ้า เป็นอะไรๆ มานี่มา"

ซูนยองดึงตัวน้องชายลงมานอนกลิ้งบนเตียงด้วยกัน หลังจากเรียนจบซูนยองก็ขอเวลาพักหน่อยก่อนจะเริ่มหางาน แต่ก็อ่านหนังสือไปด้วยเตรียมสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น มินกยูเองก็เรื่อยเปื่อยไปกับเขาด้วย ยังไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักที ซูนยองลูบหัวน้องชายเบาๆ แล้วเอนหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์ที่น้องยื่นมาให้ดู

“ไลน์คุยกับคุณจองฮัน?”

“เขาทักมา"

“ว่ายังไงบ้างล่ะ"

“ก็เนี่ย บอกว่ามีงานแรกมาให้แล้ว"

“ก็ดีนี่! เร็วเหมือนกันนะเนี่ย แล้วต้องทำยังไงบ้างล่ะ?”

“ก็บอกว่าเป็นงานถ่ายแบบนิตยสารฉบับพิเศษช่วงหน้าร้อนน่ะ เป็นถ่ายเซ็ตกีฬา ถ่ายกับอีกหลายคนเลย ของผมเป็นว่ายน้ำ ก็ช่วงนี้จะให้ฟิตหุ่น แล้วก็เดี๋ยวอาทิตย์หน้าจะให้ไปลองกล้องที่สระก่อน เขาบอกว่าเพราะผมไม่ใช่ตัวหลักอะไร มันถ่ายรวมกันหลายคนก็ไม่น่าจะยาก แล้วก็ไม่ได้ขึ้นปก ลงไม่กี่รูปเองมั้ง"

“อืม ก็ดีนะ"

“อื้อ ก็คงงั้นอะ แต่ก็ ไม่ชอบไอ้พี่จองฮันมันเลย"

“ฉันรู้ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเขา โอกาสคงไม่มาไวขนาดนี้หรอกใช่มั้ยล่ะ?”

มินกยูทำหน้าบูดแต่ก็พยักหน้าเล็กน้อย ซูนยองเองก็ไม่ชอบ ไม่พอใจจองฮันอยู่หลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ การจะดันให้มินกยูเข้าวงการทางนี้เส้นสายก็เป็นสิ่งสำคัญมากเหมือนกัน เพราะมินกยูก็ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย เด๋อๆ ด๋าๆ ไปวันๆ การจะมีแมวมองมาเล็งตัวไว้ กับการจะมีคนคอยฝึก คอยหาโอกาสให้ คอยพัฒนาให้ มันก็ต่างกันมาก เพราะงั้นเขาก็คงต้องทนๆ หน่อย เพื่ออนาคตของมินกยู งานถ่ายแบบครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างน้อยไม่ต้องถ่ายคนเดียวก็ไม่เครียด แล้วก็ยังเป็นเรื่องใกล้ตัว ว่ายน้ำ-

เห้ย

“เดี๋ยวนะมินกยู"

“หื้อ?”

“ถ่ายแบบ ว่ายน้ำเหรอ?”

“อื้อ"

“แบบนี้ ก็คือนายต้องถอดเสื้อถ่ายใช่มั้ย?”

“ก็คงงั้นแหละ"

ข่มใจไว้ซูนยอง อย่าปล่อยปีศาจออกมาเชียว เพื่อน้อง ท่องไว้ เพื่อน้อง!

“หึงเหยอ~ ซูนนน~”

“เปล่า"

“จริงเหยอ~ กิ๊วๆๆ"

“หุบปาก"

“แง้งง พูดจารุนแรงง ใจร้ายยย"

ถ้าจะให้พูดจริงๆ ซูนยองก็หวงนั่นแหละ หวงมากด้วย หลังจาก หลังจากไปขั้นสุดกันแล้วเขาก็รู้ว่าน้องชายน่ะ หุ่นดีแค่ไหน จริงๆ ไอ้ฟิตหุ่นน่ะแทบจะไม่ต้องเลยด้วยซ้ำ เขาก็ภูมิใจนะ ภูมิใจที่น้องน่ารัก ดูดี แต่พอคิดถึงว่าจะต้องมีใครอีกหลายคนที่อ่านนิตยสาร แล้วดูรูปน้องเขาใส่กางเกงว่ายน้ำตัวเดียว มันก็อดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ ซูนยองพยายามไม่คิดถึงมันมาก เขายืนดูมินกยูถอดเสื้อแล้วหมุนไปหมุนมาหน้ากระจกก่อนจะหันมายิ้มให้เขา

“โชคดีที่เพิ่งแข่งไปไม่นานมานี้ก็เลยยังพอจะฟิตอยู่ แต่ก็เริ่มมีพุงนิดหน่อยแล้ว อีกอย่าง ถ้าจะให้ไหล่กว้างๆ แขนแน่นๆ กว่านี้ก็ต้องวิดพื้น ต้องซิทอัพอะเนอะ"

“อื้อ"

“ซูนช่วยผมนะ~”

“ทำไมต้องช่วยล่ะ? ไอ้พวกนี้ทำเองได้นี่?”

“มันไม่มีกำลังใจอะสิ~”

“เอ้า"

“น้าน้าาา น้าาาาา"

ซูนยองเคยปฏิเสธมินกยูได้ที่ไหนล่ะ มินกยูนั่งเขียนแผนการออกกำลังกายอยู่แค่สองสามนาทีก็เอามาอวดเขา ซูนยองไล่อ่านแล้วก็รู้สึกว่าคุ้นๆ คล้ายๆ ตอนเขาจะลดน้ำหนักคราวนั้น มินกยูยิ้มแล้วเอาหัวมาซบที่ไหล่ บอกว่าถ้าทำคนเดียวต้องห่อเหี่ยวมากแน่ๆ อยากจะให้เขาช่วย ซูนยองก็ไม่ได้ขัดอะไร เขาชอบอยู่กับน้องอยู่แล้ว แต่เขาก็ลืมดูให้ละเอียด เพราะงั้นเช้าวันต่อมาตอนที่มินกยูปลุกเขาตั้งแต่หกโมง ซูนยองทั้งหงุดหงิดทั้งง่วง แต่พอเห็นหน้าหงอยๆ ของน้องแล้วก็ต้องลุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“ซูนปั่นจักรยานนะ เดี๋ยวผมวิ่งตาม ซูนจะได้ออกกำลังกายด้วย"

“เอ่อ"

“ไม่ต้องเลย เดี๋ยวนี้อะซูนเอาแต่นั่งๆ นอนๆ ตัวกลมขึ้นทุกวันแล้วเนี่ย น่ารักก็น่ารักอยู่หรอก แต่ไม่ดีต่อสุขภาพนะรู้เปล่า!”

แล้วเขาจะเถียงอะไรได้ ซูนยองเลยปั่นจักรยานเอื่อยๆ คู่ไปกับมินกยูที่ใส่เสื้อยืดสีฟ้าลายก้อนเมฆตัวโปรดกับกางเกงบอลขาสั้น วิ่งทำหน้าสดชื่นเหมือนจะถ่ายโฆษณาน้ำดื่ม สถานการณ์แตกต่างจากตอนซูนยองลดน้ำหนักอย่างสิ้นเชิง มินกยูวิ่งอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ถึงจะดูเหนื่อยอยู่บ้าง เหงื่อแตกเต็มตัว แต่ก็ยังยิ้มหน้าชื่นตาบานอยู่ได้ อ้อนจะขอจิบน้ำอยู่บ่อยๆ แต่ซูนยองก็ไม่ได้ให้ดื่มเยอะมากเพราะเดี๋ยวจะจุกเอา ต่างจากซูนยองในตอนนั้นที่วิ่งขาลาก ขาเป๋ หอบจนคิดว่าจะตายซะแล้ว แถมตอนหลังยังขาสั่นขนาดเดินกลับเองไม่ไหว ครั้งนี้กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็เกือบแปดโมงเพราะมินกยูไม่ยอมซ้อนจักรยานกลับ จะวิ่งท่าเดียว พอกลับเข้ามาก็เจอคุณแม่ที่กำลังจะออกไปทำงานพอดี

“ว้ายตายแล้ว นี่ยังไม่แปดโมงเลย ซูนยองตื่นแล้วเหรอลูก! ออกไปปั่นจักรยานมาด้วย! นี่แม่ฝันอยู่รึเปล่าเนี่ย!”

“แม่อะะ"

“ฮ่าๆๆๆ แม่ไม่ได้ฝันหรอกคร้าบ ผมลากซูนออกจากเตียงไปออกกำลังกายเองเมื่อเช้า"

“ลูกมินกยูนี่เอง มิน่าล่ะ เจ้าหมูน้อยของแม่น่ะถ้าไม่มีเรานะ คงจะนอนอืดอยู่บ้านทั้งวันแหละลูก"

“แมมมม่"

ซูนยองนั่งกินขนมปังทาแยมอย่างรู้สึกผิดเมื่อเห็นมินกยูต้มไข่กินกับนมจืด ปกติก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองอ้วนหรือใช้ชีวิตไม่ดีอะไรเท่าไหร่ แต่พอเห็นน้องชายทำตัวสุขภาพดีขึ้นมาแบบนี้เขาก็รู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่จะให้เขากินแบบมินกยูน่ะเหรอ ไม่เอาหรอก มินกยูเหลือบมามองขนมปังทาแยมของเขาเล็กน้อยก่อนจะเม้มปากแล้วหันหน้าหนีไป ซูนยองรีบฉีกขนมปังเป็นคำเล็กๆ แล้วใช้นิ้วจิ้มๆ แก้มจนน้องหันมา

“อะ อ้าปาก กินคำหนึ่งไม่เป็นไรหรอก"

“ฮื้ออ ซูนน"

ตอนเขาจะลดน้ำหนัก น้องก็ยอมเอาเนื้อให้กิน ตอนน้องจะฟิตหุ่น เขาก็จะเอาขนมปังทาแยมให้กินเหมือนกัน

คนเราถ้ามีกำลังใจสักหน่อย อะไรๆ ก็ทำได้ ซูนยองอยากจะเป็นกำลังใจให้น้อง เหมือนที่น้องเป็นกำลังใจให้เขามาตลอด

ซูนยองให้มินกยูอาบน้ำก่อน เหงื่อแตกเต็มตัวขนาดนั้นเขาไม่ใจร้ายให้น้องยืนเหม็นอยู่ในห้องหรอก มินกยูอ้อนบอกให้มาอาบด้วยกันแต่เขาไม่ยอม เดี๋ยวได้ยาวอีกน่ะสิ ระหว่างอาบน้ำซูนยองก็คิดกังวลเรื่องน้องจะต้องไปถ่ายแบบ ไหนจะเรื่องจองฮัน เรื่องต้องถอดเสื้อถ่ายรูป ไหนจะกังวลว่ามินกยูจะทำได้มั้ยอีก เดินเช็ดผมออกมามึนๆ ไม่ได้สังเกตว่ามินกยูแอบหลบอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า ซูนยองกำลังจะเปิดตู้ก็ถูกรวบกอดจากด้านหลังแล้วเหวี่ยงลงเตียงพร้อมกับเจ้าน้องชายที่คลานตามขึ้นมาคร่อมทับไว้ทันที

สถานการณ์อันตรายชัดๆ

“เห้ย อะไรเนี่ยมินกยู!”

“อะไรดีล่ะครับ~”

“ละแล้วทำไมไม่ใส่เสื้อผ้า เดี๋ยวเป็นหวัดหรอก!”

“แอร์ก็ไม่ได้เปิด อากาศก็ไม่ได้เย็น ไม่เป็นหรอกหวัดอะ อีกอย่าง จะใส่ทำไม เดี๋ยวก็ต้องถอดอยู่ดี"

ซูนยองขนลุกซู่ไปทั้งตัวเมื่อน้องชายโน้มหน้าลงมาจูบแถวหัวไหล่ มือข้างหนึ่งดึงผ้าเช็ดตัวรอบเอวของเขาโยนลงไปข้างเตียง ซูนยองจับไหล่น้องชายแน่น ไม่ได้ดึงเข้าหา แต่ก็ไม่ได้ผลักออกไป มินกยูยิ้มแล้วเขยิบตัวขึ้นจูบพี่ชาย จูบซ้ำๆ จนกว่าจะพอใจในขณะที่มือเลื้อยต่ำลงไปเรื่อยๆ ซูนยองหลับตาปี๋ สองแขนโอบรอบเอวน้องไว้ สองขายอมขยับตามที่น้องต้องการ

“ซูนจ๋า~”

“อย่าเรียกแบบนี้ มะ ไม่เอา"

ประมาณสิบโมงกว่า ซูนยองตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาเป็นคนไม่ค่อยหลับระหว่างวันเท่าไหร่ แต่หลังจากไปทะเลด้วยกันมินกยูก็ทำให้เขาต้องหมดแรงจนต้องหลับไปทั้งๆ ที่ไม่ใช่เวลาแบบนี้บ่อยๆ น้องชายซุกหน้าอยู่กับอกของเขา ยังหลับสบายอยู่ ซูนยองลูบผมน้องเบาๆ มินกยูเป็นคนแก้มย้อยมาแต่ไหนแต่ไร ถึงจะไม่ได้อ้วน แต่จะมีแก้มนุ่มๆ ใกล้ริมฝีปากเสมอ ตอนนี้ถึงจะโตขึ้นมากแล้วแต่ก้อนเนื้อนิ่มๆ นั่นก็ยังอยู่ ซูนยองใช้ปลายนิ้วเขี่ยเล่นแล้วก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อมินกยูขมวดคิ้วแล้วหันหน้าหนีโดยการซุกหน้าลงกับอกเขามากกว่าเดิม ซูนยองเลิกแกล้งน้องแล้วกระชับกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม ช่วงนี้เขามีความสุขมาก โดยเฉพาะเวลาแบบนี้ ความรู้สึกมันตีตื้นขึ้นมาในอกเมื่อมีมินกยูอยู่ในอ้อมกอด มันเหมือนย้ำเตือนเขาซ้ำๆ ว่าความสัมพันธ์นี้เป็นของจริง มินกยูที่น่ารักของเขาเป็นของจริง เพราะก่อนนี้การจะได้กอดมินกยูแบบนี้มันเหมือนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย แต่ในที่สุด เขาก็ยอมปล่อยทุกอย่างเพื่อจะได้อยู่กับมินกยูแบบนี้ ถึงตอนนี้เขาจะยังไม่มั่นใจว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกรึเปล่าก็ตาม

“เอาล่ะซูน ผมจะเริ่มซิทอัพละนะ~”

“อื้อ"

“ซูนช่วยหน่อยน้า~”

“ให้จับเท้าให้ใช่มั้ย?”

“อื้อ! เอ้อ เอาคางมาวางบนเข่าผมด้วยนะ”

“ทำไมอะ?”

“เอาเถอะ นะนะน้าา"

ซูนยองขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เขานั่งทับเท้าน้องอย่างไม่ทันคิดแล้วก็ต้องรีบลุกเมื่อได้ยินเสียงร้องโอดโอยดังลั่น ลืมไปว่าน้ำหนักขึ้นมามากจะให้นั่งทับแทนใช้มือจับก็คงไม่ได้ ถึงจะรู้สึกเสียหน้านิดหน่อยแต่ซูนยองก็รีบขยับออกโดยดี ใช้มือจับไว้แน่นแล้วก็วางคางลงบนเข่าตามที่น้องบอก มินกยูยิ้มแป้นแล้วยกมือขึ้นประสานไว้บนอก

“เอาละน้า~”

“เอาเลย"

“ฮึบบ~"

จุ๊บ

ว่าแล้ว ว่าแล้วเชียว ซูนยองพลาดได้ยังไง มินกยูยิ้มแป้นในขณะที่ริมฝีปากยังแตะกันอยู่ น้องชายตัวแสบซิทอัพขึ้นมาจนอกชนต้นขา ขึ้นมาสูงจนได้จูบพี่ชายนั่นแหละ พอจูบเสร็จก็หงายลงไปใหม่ แล้วก็ยกตัวขึ้นมาอีกครั้ง และอีกครั้ง ซูนยองไม่ได้ขยับหนี ถึงจะเขินอยู่หน่อยๆ เพราะกลายเป็นน้องชายออกกำลังกายไปจูบเขาไป อยากแช่งให้ปวดคอด้วยความหมั่นไส้ แต่ก็นะ อย่างซูนยองจะแช่งอะไรมินกยูได้ เขารักน้องมากเกินไปจริงๆ มากจนตัวเองชักจะเสียเปรียบเยอะไปแล้ว!

“พอยังเนี่ย- อื้อ นี่หลายร้อยที- อื้อ ละนะเนี่ย- อื้อ จะจูบอะไรนัก- อื้อ หนา!! ปากจะเปื่อย- อื้อ หมดแล้ว!!”

สุดท้ายมินกยูก็ซิทอัพไปสามร้อยกว่าที เหงื่อแตกเต็มตัว หน้าตาแช่มชื่นเป็นที่สุด เจ้าตัวดึงเสื้อยืดขึ้นโชว์กล้ามท้องที่เริ่มขึ้นเป็นลอนๆ ซูนยองมองแล้วก็เบ้ปากเล็กน้อย ดูแบบนี้แล้วก็เท่ใช้ได้จนเขาเองก็เริ่มอยากจะมีบ้างแล้วสิ มินกยูถอดเสื้อโยนทิ้งไปข้างๆ แล้วเริ่มซิทอัพต่อหลังจากพักไปได้ไม่กี่นาที ซูนยองแอบเหน็บว่าจะถอดเสื้อปล่อยกลิ่นเต่าทำไม มินกยูไม่ตอบแต่แอบงับปากพี่ชายจนร้องลั่น ซิทอัพไปได้เกือบหกร้อยทีก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงพอดี

“นายมันบ้า บ้าไปแล้วแน่ๆ ซิทอัพบ้าอะไรจนท้องขึ้นเป็นลูกๆ แบบนั้น"

“เท่ล่ะสิ อยากมีบ้างล่ะสิ~ ไม่ต้องมาทำเป็นหมั่นไส้เลย ผมรู้หรอกว่าจริงๆ ซูนก็อยากมี"

“ไอ้เด็กบ้า"

ซูนยองกินข้าวหน้าเนื้อมันเยิ้มอย่างเอร็ดอร่อย คราวนี้เขาไม่แบ่งน้องข้อหากวนประสาท ปล่อยให้กินอกไก่กับสลัดผักจ๋อยๆ ไปแทน มินกยูเหลือบมองเนื้อย่างแล้วส่งสายตาเว้าวอนมาหาเขา แต่ไม่มีทางซะหรอก สุดท้ายมินกยูก็นั่งปากยื่นกินไก่แห้งๆ อย่างงอนๆ เพราะซูนยองไม่แม้แต่จะชายตามามอง หลังจากกินข้าวกันเสร็จก็ต้องรออาหารย่อยก่อนถึงจะออกกำลังกายใหม่ได้ มินกยูดึงมือพี่ชายที่กำลังจะลงไปนอนเล่นบนโซฟาไว้ทันแล้วขมวดคิ้วใส่

“กินแล้วนอนเป็นหมู!”

“เอ่อ ฉันก็แค่-”

“ไม่ได้เป็นแค่หมู เป็นกรดไหลย้อนด้วย! เอาสิ!”

หมดคำพูด เถียงไม่ออก

มินกยูนำซูนยองยืดเส้นอยู่หน้าโซฟา เริ่มจากท่าง่ายๆ ก้มเอามือแตะพื้นซึ่งสองพี่น้องเกือบอ้วกแตกเลยต้องรีบเปลี่ยนเป็นหมุนไหล่หมุนข้อเท้าแทน ซูนยองปกติไม่ชอบออกกำลังกายอะไรเท่าไหร่นอกจากวิ่งแต่พอมองหุ่นน้องแล้วก็เริ่มรู้สึกอยากออกกำลังกายขึ้นมาบ้าง ยิ่งมินกยูหมุนบิดซ้ายทีขวายิ่งเห็นสัดส่วนที่แน่นตึงและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ซูนยองก้มมองเอวตัวเองที่เริ่มจะหนาขึ้นแล้วก็ถอนหายใจ ถือโอกาสที่มินกยูฟิตหุ่น ลดน้ำหนักไปด้วยเลยจะดีกว่า ขืนรอให้อ้วนเหมือนตอนนั้นเขาได้ตายอีกรอบแน่ กว่าจะลดลงมาได้ ยากมากจริงๆ

“เอาล่ะ ชั่วโมงกว่าแล้ว อาหารน่าจะย่อยแล้วล่ะมั้ง"

“อื้อ ก็คงงั้น ต่อไปวิดพื้นใช่มั้ย?”

“อื้อ~”

“ให้ฉันนั่งบนหลังนาย?”

“ไม่! บอกไปแล้วไงว่าไม่ นี่ซูนอยากให้ผมหลังหักเหรอ?”

“อะ อ่าว-”

“ซูนนอนกับพื้นไป นอนหงายนะ"

“ทำไม-”

“เร็ววว"

ซูนยองขมวดคิ้วแล้วใช้นิ้วจิ้มจมูกน้องแรงๆ หนึ่งทีข้อหามาสั่งเขา รู้สึกตะหงิดๆ ว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีอีกแน่ แต่ก็นอนหงายลงอย่างว่าง่าย มินกยูยิ้มแล้วรีบปีนมาคร่อมทับทำเอาซูนยองโวยลั่น แต่มินกยูก็ไม่สนแล้วจัดท่าเหมือนจะวิดพื้น ตะโกนแข่งบอกว่าจะวิดแล้วให้นอนเงียบๆ ซูนยองหยิกแก้มน้องอย่างหงุดหงิด ยิ่งบิดแรงขึ้นเมื่อน้องเอาแต่ยิ้ม และซูนยองก็โดนแกล้งอีกแล้วจริงๆ เพราะทุกครั้งที่มินกยูงอแขนก็จะโน้มหน้าลงมาจูบเขาด้วย นับเลขไปจูบไปแถมยังยิ้มกริ่มอย่างน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด

“หนึ่ง จุ๊บ สอง จุ๊บ สาม จุ๊บ"

“ไอ้เด็กนี่- อื้อ จะเอาให้ปากฉัน- อื้อ เปื่อยไปเลยใช่มั้ย! นี่!”

ซูนยองจะถดตัวหนีก็ไม่ได้เพราะพอจะขยับมินกยูก็เหมือนจะรู้ทัน ทิ้งตัวลงมานอนทับทันที หนักก็หนัก เหงื่อก็ออก ซูนยองหงุดหงิดจนตีไหล่น้องไปสามสี่ทีระบายอารมณ์แล้วถึงยอมนอนให้จูบดีๆ พอนับไปได้ถึงเกือบร้อยครั้งซูนยองก็เริ่มแกล้งน้องคืนบ้าง เอนหัวหนีให้จูบพื้นบ้าง เอาหัวโขกบ้าง มินกยูเบะปากทำท่าจะงอแงเมื่อจูบพื้นรอบที่สี่ซูนยองเลยยันตัวขึ้นหอมแก้มไปหนึ่งที แค่นั้นก็มากพอจะทำให้น้องมีกำลังใจขึ้นมาอีกได้ พอถึงร้อยครั้งมินกยูก็กลิ้งตัวลงนอนแผ่อย่างเหนื่อยอ่อน

“ขอพักก่อนนะซูน เหนื่อยอะ"

“อื้อ พักสิ เมื่อเช้าก็ออกกำลังกายไปตั้งเยอะแล้ว อย่าหักโหมเลย"

“แต่มีเวลาแค่อาทิตย์เดียวเองนี่นา"

“อืม ก็ใช่ แต่หุ่นนายก็ไม่ได้แย่อะไรแต่แรกอยู่แล้วนี่"

“จริงเหยอ~”

ช่วงบ่ายรวมแล้ววิดพื้นไปได้สองร้อยกว่าครั้ง ยิ่งวิดยิ่งเหนื่อยจนมินกยูยอมแพ้ นอนตะแคงกอดตัวเองดราม่าอยู่บนพื้นสิบกว่านาทีก่อนซูนยองจะลากให้ลงไปนอนที่โซฟาดีๆ ช่วงเย็นก็เลยนอนดูทีวีกัน มินกยูจะแอบหยิบคุกกี้แต่ซูนยองก็ตีมือแล้วดึงกล่องหนีปล่อยให้น้องนั่งห่อเหี่ยวไป เพราะว่าตอนเที่ยงกินน้อยแถมยังออกกำลังกายมาก พอตอนเย็นคุณแม่กลับมาบ้านมินกยูเลยรีบวิ่งเข้าไปกอดเอวทันที

“คุณแมมมมมม๊"

“อะไรครับลูกมินกยู?”

“หิวข้าววววว"

“ฮ่าๆๆๆ โอ๋ๆ นี่ลดน้ำหนักอยู่นี่นาใช่มั้ย? ถ่ายแบบอาทิตย์หน้าใช่มั้ยลูก?”

“อื้อ~ คุณแม่ ผมอยากกินเนื้อย่างงง"

“ได้เหรอลูก ไม่ใช่ต้องกินอกไก่เหรอ?”

“จะกินเนื้ออ่าาา หิวว นะนะคุณแม่ทำให้ผมกินนะ"

“เอ่อ-”

“อย่านะแม่ มานี่เลยมินกยู เดี๋ยวฉันอุ่นอกไก่ให้"

“ซูนนนนน"

“แล้วเดี๋ยวเอาเนื้อย่างจากจานฉันไปได้ชิ้นหนึ่ง ตกลงมั้ย?”

“ฮื้ออออ ซูนนนนน"

“เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่ซื้อเนื้อวัวบดไม่มีมันมาให้แล้วกันลูก"

“ฮืออออ คุณแมม่"

ซูนยองแบ่งเนื้อให้มินกยูตามที่สัญญา มินกยูแทบจะกระโดดนั่งตักเพื่อหอมแก้มแต่ก็ถูกดันไว้ก่อน คุณแม่สำลักเนื้อเล็กน้อยแต่ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอได้เนื้อไปชิ้นหนึ่งมินกยูก็สับเป็นเศษเล็กๆ แล้วกินกับไก่ทุกคำด้วยเหตุผลว่า จะได้ทำให้มันมีรสชาติขึ้นมาบ้าง โชคดีที่ยังมีนมอัลมอนด์เลยทำให้ฝืดคอน้อยลง ซูนยองหยิบทิชชู่ขึ้นถูกปากน้องที่เต็มไปด้วยซอสเนื้อ น้ำสลัดและนมอัลมอนด์ เละเทะซะยิ่งกว่าตอนอยู่อนุบาลอีก แต่มินกยูก็แก้ตัวว่าตัวเองกำลังจะเช็ดอยู่แล้ว หลังจากกินข้าวเสร็จมินกยูก็รีบโยนให้ซูนยองเป็นคนล้างจานทันที

“อะ- อะไรเล่า ทำไมไม่เป่ายิ้งฉุบเหมือนทุกทีล่ะ?”

“ไม่ได้ๆ ถ้าผมเป็นคนล้างล่ะก็ซูนต้องไปนอนดูทีวีแน่เลย กินแล้วนอนเป็นหมูๆ ใช่มั้ยคุณแมมม่"

“ใช่จ้ะลูกมินกยู ลูกหมูซูน เราล้างนะวันนี้"

“แมมมมมมมม่!!”

ซูนยองยืนล้างจานหน้าบูด มินกยูที่มายืนระริกระรี้ใกล้ๆ ต้องคอยหลบเท้าพี่ชายที่ตกขึ้นจะถีบอยู่เป็นพักๆ มินกยูยิ้มขำแล้วพูดไม่หยุดว่าที่ทำแบบนี้เพราะตั้งใจจะให้ซูนยองสุขภาพดี เดี๋ยวนี้เรียนจบไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยจากเดิมที่เคลื่อนตัวน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยลงไปอีกจนวันหนึ่งเดินนับก้าวได้ พอซูนยองทำหูทวนลมมินกยูเลยหยิกพุงพี่ชายเบาๆ พอให้เห็นเป็นตัวอย่างจนโดนโวยใส่เสียงดัง

“นี่! เกินไปแล้วนะไอ้เด็กบ้า! ใครให้หยิกท้องฉัน!”

“ท้องไหนล่ะ เขาเรียกพุง ซูนอะ พยายามหลีกเลี่ยงคำที่ดูอ้วนเนอะ"

“คิม มิน กยู!!”

ผ่านไปชั่วโมงกว่าอาหารน่าจะย่อยเรียบร้อยก็มาถึงการออกกำลังกายช่วงดึก ซูนยองแยกเขี้ยวใส่น้องแล้วถามว่ายังกล้ามาขอให้ช่วยอีกเหรอ มินกยูยิ้มแป้นสู้แล้วบอกว่าแน่นอน พอมาแบบนี้พี่ชายก็พูดไม่ออกเหมือนกัน มินกยูนั่งลงบนโซฟาแล้วให้พี่ชายนั่งตักในขณะที่ตัวเองยกน้ำหนักไปด้วย ซูนยองบ่นเบาๆ ว่าแค่นี้ทำไมจะต้องการกำลังใจอีกแต่พอน้องทำหน้าเศร้าใส่ก็ต้องหอมแก้มปลอบ แพ้แบบนี้ทุกที นั่งดูทีวีอยู่พักหนึ่งคุณแม่ก็เดินมาจะดูด้วย พอเห็นพี่น้องนั่งตักกันก็สำลักอากาศจนไอไม่หยุดไปหลายนาที ซูนยองทำท่าจะปีนลงจากตักน้องแต่คุณแม่ก็ยกมือห้ามไว้

“ไม่ แค่ก ไม่เป็นไรลูก แม่ แค่กๆ แม่โอเค แม่โอเค นั่งไปเถอะ สบายๆ ลูก"

ซูนยองให้มินกยูอาบน้ำก่อนเหมือนเดิม แต่ด้วยเหตุผลที่ต่างไป พอน้องอาบเสร็จซูนยองก็ปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย พอถอดเสื้อผ้าออกหมดก็ยืนหมุนไปหมุนมาหน้ากระจกแล้วขมวดคิ้ว อืม ก็อ้วนขึ้นจริงๆ นั่นแหละ จริงๆ เขาก็มองตัวเองอยู่ทุกวัน แต่ไม่เคยสังเกตอะไรมากนัก จนกระทั่งได้เห็นหุ่นมินกยูชัดๆ แล้วพอลองมาเทียบกับตัวเองก็รู้สึกแย่ยังไงไม่รู้ เพราะงั้นซูนยองก็เลยแอบวิดพื้นในห้องน้ำ ที่ไม่พอก็ยันแขนกับอ่างล้างหน้าแทน น้องวิดได้ร้อย เขาลองห้าสิบดูก็แขนแทบหลุดแล้ว แถมขายังสั่นไปหมด อาบน้ำเสร็จก็ยังไม่หาย ยืดเส้นก็แล้ว ลองนั่งพักก็แล้ว ทำยังไงก็ไม่หาย ทุเรศตัวเองก็ทุเรศ อายก็อายแต่ซูนยองก็เดินขาสั่นออกมาจากห้องน้ำ มินกยูที่แอบอยู่หลังตู้เสื้อผ้าที่เดิมพอเห็นพี่เดินสั่นๆ ออกมาก็พับแผนผีผ้าห่มแล้วรีบเดินเข้าไปหา

“ซูน ซูนเป็นอะไรอะ? ทำไมขาสั่นอะ?”

“เอ่อ ไม่มีอะไรหรอก"

“ไม่มีอะไรได้ไงอะ เห้ย แขนก็สั่นอะ ซูนน! ซูนเป็นอะไร ซูนบอกผม!”

“ไม่มีอะไรจริงๆ มินกยู ถอยไปก่อนนะเดี๋ยวฉันใส่เสื้อผ้า"

“ซูน! สั่นไปหมดแบบนี้จะให้ผมปล่อยไปได้ยังไง! เป็นอะไรบอกผมมาเดี๋ยวนี้นะ!”

ซูนยองหลับตาแล้วเอาหน้าผากพิงประตูตู้เสื้อผ้า นึกไม่ออกว่าจะตอบน้องยังไงดี มินกยูเห็นพี่ซบไปแบบนั้นก็ยิ่งร้อนใจ อุ้มพี่ไปนอนบนเตียงดีๆ ซูนยองเห็นสีหน้าน้องดูกังวลก็รีบยกมือขึ้นจะลูบหัว แต่ดันกลายเป็นทำให้ห่วงกว่าเดิมเพราะแขนยกไม่ขึ้น ก่อนที่มินกยูจะเรียกรถพยาบาลซูนยองก็ตัดใจรีบเล่าความจริงให้ฟัง

“อย่าหัวเราะนะ เข้าใจมั้ย?”

“ไม่หัวเราะหรอก! จะหัวเราะได้ไง!-”

“คือฉัน แอบไปวิดพื้นในห้องน้ำมา"

“ซูนเจ็บขนาด- ห๊ะ?”

“อือ ขาสั่นแขนสั่นเพราะแบบนี้แหละ"

เงียบสนิท ซูนยองก้มลงมองพุงตัวเองแล้วก็ถอนหายใจ ทำไมมันเป็นก้อนๆ แบบนี้นะ ถึงจะยังไม่ได้ยื่นออกมา แต่ก็เรียกได้ว่าไม่มีกล้ามเนื้อเลย ยิ่งมินกยูเงียบไปแบบนี้เขายิ่งรู้สึกแย่ แต่พอจะลุกไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่มินกยูก็ดึงเขาไปกอดแน่น สองมือลูบแผ่นหลังเขาเบาๆ โน้มหน้ามาจูบที่ไหล่และต้นแขนเขา

“ซูน ที่ผมล้อซูนว่าอ้วน ว่าหมูน่ะ ผมล้อเล่นนะ"

“ไม่หรอก ฉันก็อ้วนจริงๆ-”

“ซูนไม่อ้วนนะ จริงๆ ไม่อ้วนเลย ผมก็แค่ห่วงสุขภาพซูนอะ กลัวซูนสุขภาพไม่ดี"

“อือ"

“แต่ถึงซูนจะอ้วนอะ ผมก็ยังรักซูนนะ รักซูนตลอดนั่นแหละ ไม่ว่าซูนจะเป็นยังไงก็ตาม เคยบอกแล้วนี่"

“อื้อ"

“อย่าเครียดเลยนะ ผมเห็นหน้าซูนผมก็รู้แล้วว่าซูนคิดมาก ขอโทษนะครับ"

“นายไม่ผิดหรอก อย่าขอโทษเลย"

“ซูน อย่าฝืนตัวเองเลยนะ เรามาค่อยๆ ออกกำลังกาย แล้วก็สุขภาพดีไปด้วยกันดีกว่า นะ"

“อื้อ"

“ผมอะ รักซูนที่สุดเลย นะ~”

“อือ"

ซูนยองเอียงหัวไปซบกับไหล่น้องแล้วยิ้มออกมา ไม่ว่าตอนไหน เมื่อไหร่ มินกยูก็มีวิธีทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ตลอดเลย เพราะแบบนี้น่ะสิเขาถึงได้ทั้งรักทั้งหลงขนาดนี้ นิ้วโป้งของน้องนวดที่ฝ่ามือเขาเบาๆ ในขณะที่ปากยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวไหล่ ทั้งที่ภาพตัวเองในกระจกยังติดอยู่ในหัว แต่แค่คำพูดไม่กี่คำกับมินกยูกลับทำให้เขาสบายใจขึ้นได้ขนาดนี้ ไม่มีใครอีกแล้วล่ะที่จะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขาได้แบบนี้

“ซูน~”

“หืม?”

“แต่ว่า ถ้าซูนยังอยากออกกำลังกายล่ะก็ ผมจะช่วยนะ"

“อื้อ ขอบใจนะ"

“ตอนนี้เลยนะ?”

“หืม? แต่เราอาบน้ำแล้วนะ ไว้พรุ่งนี้แล้วกัน"

“ไม่หรอก ตอนนี้แหละ"

ซูนยองเลิกคิ้วแล้วหันมามองหน้าน้อง แต่พอเห็นสีหน้าเท่านั้นแหละ ซูนยองก็รู้ทันทีว่ากำลังจะโดนเล่นอีกแล้ว

“ซูนน~”

“นี่ๆ ไม่เอานะ-”

“ซูนรู้เปล่า จะอึ๊งจะอึ๊งกันเนี่ยสลายไขมันดี๊ดีนะ~”

“นี่ๆๆ ถอยไปเลยนะ เพิ่งอาบน้ำมาเดี๋ยวก็- ว้ากกก คิมมินกยู!!"



แต่นอกจากจะเป็นกำลังใจที่ดีแล้ว ก็ยังขยันทำให้เขาปวดหัวด้วย!