Monday, 14 November 2016

[OS] Super Full Moon #minsoon



“นะนะ ซูนนะ ไปกันเถอะนะ"


“ไม่!”


“ตรงนู้นมีร้าน ร้านขายของเต็มเลย ไฟเหลืองๆ ไปดูของกันนะซูน"


“ไม่ได้มินกยู"


“เขามี มีเล่นไฟกันด้วยอะ ผมอยากไปลอยลูกไฟ ไปนะ ซูนพาผมไปนะ"


“บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิมินกยู!! พูดไม่รู้เรื่องเหรอ!!?”


“งิ้ง...”


พอเห็นเด็กน้อยหน้าจ๋อยไปพร้อมส่งเสียงหงิงๆ ในลำคอซูนยองก็พยายามใจเย็นลง แต่ก็ทำได้ยาก มินกยูตื๊อแบบนี้มาหลายชั่วโมงแล้วทั้งๆ ที่ไม่ดูสถานการณ์เอาซะเลย ซูนยองหันกลับมาสนใจของในถุง แล้วค่อยๆ เรียงลงบนพื้นอย่างใจเย็น กระดูก ลูกบอล เชือก ขนมขัดฟัน แล้วก็ของเล่นยาง เสร็จแล้วก็หันไปลูบหัวเจ้าตัวเล็กที่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้เบาๆ พยายามกล่อมใหม่อีกครั้ง


“มินกยูก็รู้นี่ว่าคืนนี้ออกไปไหนไม่ได้? ใช่มั้ย?”


“ฮื่ออ..”


“ก็คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ใช่มั้ยครับหืม?”


“อืออ..”


“ถ้าออกไปเจอคนอื่นๆ ล่ะก็พวกเขาจะแตกตื่นกัน เข้าใจใช่มั้ย?”


“หงื่อออ..”


“นี่โผล่ทั้งหูทั้งหางแล้วด้วยนะ"


ใช่ มินกยูออกไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นในคืนพระจันทร์เต็มดวง เพราะมินกยูเป็นมนุษย์หมาป่า ไม่สิ เชื่องขนาดนี้อาจจะกลายเป็นมนุษย์หมาบ้านแล้วก็ได้ เป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ที่ซูนยองไปทำงานพิเศษศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด เอาวันที่มินกยูถูกจับส่งมาพอดี ดังนั้นคนที่เห็นมินกยูกลายร่างเป็นเด็กนั่งร้องไห้แงๆ อยู่ในกรงเป็นคนแรก ก็คือซูนยองนี่แหละ ถึงจะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เหลือเชื่อ น่าตกใจแค่ไหน แต่ก่อนที่ซูนยองจะกลัว ก็เป็นห่วงเด็กน้อยขนฟูคนนี้ซะก่อน เลยจัดการรับเลี้ยงให้มาอยู่ที่บ้านตัวเองซะ หลังจากนั้นก็กลายเป็นเรื่องธรรมชาติไปได้ยังไงไม่รู้ ที่จะมีทั้งน้องชาย ทั้งหมาน้อยคอยเฝ้าบ้าน มินกยูมาจากไหนเจ้าตัวเองก็จำไม่ได้ ยังดีที่แปลงร่างเป็น จากคนเป็นหมา หมาเป็นคนได้ตามใจ จะมีข้อยกเว้นก็แต่คืนพระจันทร์เต็มดวง ที่จะยังคงเป็นคน แต่มีหู และมีหาง อุ้งมือก็เปลี่ยนเป็นอุ้งเท้า และยังมีนิสัยหมาๆ อย่างห้ามไม่ได้อีกด้วย คืนแรกซูนยองเสียโซฟาไปตัวหนึ่งเพราะมินกยูกัดจนขาหัก และฟัดจนเบาะกระจุย ซูนยองร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดอยู่สามวันก็เปลี่ยนเป็นวางแผนรับมือแทน จนพัฒนามาเป็นของเซ็ทนี้ กระดูก ขนม และของเล่น ใส่ถุงไว้อย่างดีรอวันนั้นของทุกเดือน


“แต่ แต่ผมเห็นเขาจุดไฟกันข้างนอก ผมมองจากหน้าต่าง มันสวยมากเลย ผมอยากเล่นบ้างนี่นา"


“มินกยู..”


“ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย ทำไมต้องมาจัดงานวันที่ผมออกไปไม่ได้"


มินกยูเบะปากตั้งท่าจะงอแงจนซูนยองรีบดึงขึ้นมานั่งบนตักแล้วกอดก้อนกลมๆ ขนฟูไว้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะจูบใบหูนิ่มเบาๆ ลูบหัวกลมๆ ไปปลอบไป เขาไม่อยากเห็นเด็กน้อยร้องไห้ มินกยูยังเด็กมาก พึ่งครบขวบนึงเมื่อไม่นานมานี้ ยังเป็นหมาน้อยอยู่เลย เทียบกับคนก็เป็นเด็กอายุสิบสี่สิบห้า แต่ขนาดตัวยังเล็กเหมือนเด็กประถมเท่านั้น ลูกหมาน้อยเงยหน้าขึ้นมองซูนยอง วางคางลงบนอกคนเป็นทั้งพี่ ทั้งเจ้านาย ส่งสายตาออดอ้อนไปหา


“นะซูน พาผมออกไปหน่อยนะ ขอแค่เดินเล่นก็ได้ ไม่ต้องเข้าไปดูร้านอะไรเลย ผมอยากดูลูกไฟ"


“แต่ว่า หางกับหูล่ะครับ? มืออีก นี่เริ่มเป็นอุ้งเท้าแล้วนะ"


ซูนยองดึงมือน้อยที่เริ่มมีขนสีดำขึ้น แถมยังอูมขึ้นอีกด้วย มินกยูพองลมเข้าแก้มแล้วแยกเขี้ยวกัดมือตัวเองอย่างหงุดหงิดจนซูนยองต้องรีบดึงออกก่อนจะเลือดออก ช่วงพระจันทร์เต็มดวงมินกยูจะอารมณ์รุนแรงผิดปกติ อาจจะเป็นเพราะเลือดมนุษย์หมาป่าในตัว ที่ถูกเลือดมนุษย์กดทับมาตลอดเดือนตอบสนองกับแสงจันทร์ และพยายามจะปลดปล่อยความอัดอั้นออกมา ซูนยองลูบมือนุ่มของหมาน้อยแล้วเอามาแนบกับแก้มตัวเอง


“อย่ากัดมือตัวเองสิครับ ห้ามทำร้ายตัวเองเด็ดขาดเลยนะ เข้าใจมั้ย? คราวหลังอย่าทำอีกนะครับ"


“ก็เพราะมือบ้าๆ นี่ หู แล้วก็หาง ทำให้ผมออกไปข้างนอกไม่ได้ ทุกคืนพระจันทร์กลม ผมก็ต้องอยู่แต่ในบ้าน ผมไม่ชอบเลย ไม่ชอบ!”


“แต่พี่ชอบนะ พอเป็นแบบนี้แล้วน่ารักออก"


มินกยูเอียงหน้าหนีซูนยองที่โน้มหน้าลงมาหอมแก้มเขาเบาๆ แล้วซุกหน้าลงกับอกแทน ความหงุดหงิดอัดอั้นคลายลงเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามือที่ลูบแผ่นหลังอยู่เบาๆ หางที่มีขนนุ่มฟูสีดำแกว่งไปมาน้อยๆ ใบหูลู่ลงขณะถูใบหน้าไปกับอกอุ่นๆ ที่คุ้นเคย ซูนยองมองลูกหมาน้อยในอ้อมกอดพร้อมรอยยิ้มบาง


“อย่าหงุดหงิดไปเลยนะ ลูกหมาน้อยของพี่"


“ผมอยากออกไปดูลูกไฟนี่นา ซูน"


“ดูจากหน้าต่างเอาได้มั้ยครับ? เดี๋ยวพี่ให้ขี่คอ จะได้เห็นชัดๆ ดีมั้ย?”


“ฮื่ออ ผมอยากไปดูใกล้ๆ นี่นา.. ต้นไม้หน้าบ้านมันบังนี่นา บังแล้วก็มอง..”


“หืม? อะไรครับ"


“นึกออกแล้ว! ซูน! แล้วถ้าเอาหมวกปิดล่ะฮะ? หมวกฟางที่ใส่ตอนซูนพาผมไปวิ่งเล่นในทุ่ง?”


ซูนยองเถียงอะไรไม่ออกเมื่อลูกหมาน้อยมุดออกจากใต้วงแขนวิ่งตึงตังเข้าห้องนอนไป ก่อนจะตะกุยพื้นสี่ขาพร้อมคาบหมวกออกมาด้วย มาถึงขนาดนี้ซูนยองจะไม่ช่วยก็ยังไงอยู่ เลยหยิบเสื้อกันฝน กับถุงมือออกมาใส่ให้ด้วย ซึ่งรวมๆ กันแล้วทำให้มินกยูดูประหลาดมากๆ แต่ก็ปิดได้มิดชิดเรียบร้อยดี ซูนยองยืนกอดอกมองลูกหมาน้อยที่วิ่งวนรอบหน้ากระจกไปมาอย่างลิงโลดด้วยสายตาเป็นกังวล รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้เขาเก็บมินกยูไว้ในบ้านคืนพระจันทร์เต็มดวงหรอก แต่เป็นอย่างอื่นต่างหาก ทุกเดือนที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหา แต่เดือนนี้ดันตรงกับเทศกาลของเขตพอดี ทำให้มินกยูร้องอยากจะออกจากบ้านจนคิดเรื่องหมวกออกแบบนี้ แล้วซูนยองก็ห้ามอะไรไม่ได้แล้วด้วย พอเห็นเจ้าตัวเล็กยิ้มจนเขี้ยวโผล่แบบนี้ จะให้ขัดก็คงจะใจร้ายเกินไป


“เรามาทบทวนกฏกันอีกครั้งนะครับ"


“อื้อ!”


“พี่จะอุ้มเราตลอดเวลา ถ้าอยากไปทางไหนให้บอกพี่ แล้วพี่จะพาไป เราจะเดินเล่นกันแค่หนึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น"


“อื้อ!”


“ห้ามกัด ห้ามดม ห้ามเลียใครทั้งนั้น ห้ามฉี่ฉี่ด้วย เข้าใจนะครับ?”


“อื้อ!”


“ห้ามเอาอุ้งเท้าไปตะปบคนอื่น ห้ามเห่า ที่สำคัญ ห้ามหอน"


“อื้อ!”


“แล้วถ้าผิดกฏข้อใดข้อหนึ่ง เราจะกลับกันทันที โอเคนะครับ?”


“อื้อ!”


“อ้อ แล้วก็ โคม หรือลูกไฟของมินกยู เราจะไม่ซื้อมาลอยกันนะครับ แต่พี่จะพาเราไปดูใกล้ๆ"


“เย้~! บ๊อก!! บ๊อกๆๆ! อาวู้ววว~”


“น่ะๆ แบบนี้ไม่ได้นะ"


ซูนยองหลุดยิ้มเมื่อมินกยูตาโตแล้วยกอุ้งเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้อย่างลืมตัวจนหน้าทิ่มพื้นแล้วกลิ้งไปมาพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก ซูนยองใช้พลังใจอย่างมากในการอุ้มลูกหมาน้อยของเขาออกจากบ้านมาทั้งๆ ที่รู้ว่าคืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง และคืนนี้จะเป็นครั้งแรกที่เขาพามินกยูออกมาในคืนแบบนี้ ซูนยองรู้ว่าเจ้าหมาน้อยเองก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน เพราะรู้สึกถึงหัวใจดวงน้อยที่เต้นตึกๆ แนบอยู่กับอกของเขา ใช้เวลาเดินไม่นานก็มาถึงสวนสาธารณะของเขต มินกยูส่ายหางรัวเร็วจนซูนยองดึงเสื้อกันฝนมาปิดแทบไม่ทัน เรื่องหางเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้เสียด้วย ได้แต่เตือนให้มินกยูใจเย็นๆ และอย่าตื่นเต้นให้มากนัก


“ซูน ลูกไฟ ลูกไฟอยู่ทางนู้นไปดูลูกไฟ"


“ครับๆ"


ซูนยองพาเด็กน้อยเข้าไปใกล้ลานโล่งที่ชาวบ้านปล่อยโคมกัน มินกยูส่ายหางมองโคมไฟสีแดงที่ลอยไปบนท้องฟ้าด้วยรอยยิ้มกว้าง แสงสีเหลืองที่สะท้อนบนใบหน้ากลมทำให้ซูนยองยิ้มออกมา แล้วก็รู้สึกว่าคิดถูกแล้ว ที่พาเด็กน้อยออกมาเดินเล่นในคืนนี้ ซูนยองโน้มหน้าเข้าไปหอมแก้มมินกยูเบาๆ ทีหนึ่งและได้รอยยิ้มสดใสคืนมา


“สวยมั้ยครับ?”


“สวยย สวยมากเลย ลูกไฟเต็มฟ้าเลย"


“ใช่ครับ สวยมากเลย"


“โอ้โห ซูน คืนนี้พระจันทร์ดวงใหญ่จังเลยอะ"


“หืม?”


ซูนยองละสายตาจากใบหน้าเด็กน้อยแล้วมองขึ้นไปหาพระจันทร์ ซึ่งคืนนี้ดวงใหญ่มากจริงๆ แล้วซูนยองก็รู้สึกชาไปทั้งตัว เขาลืมไปได้ยังไงกัน คืนนี้ไม่ใช่คืนพระจันทร์เต็มดวงธรรมดา แต่เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงที่เข้ามาใกล้โลกมากที่สุด Super Full Moon เขารีบหันกลับมามองเด็กน้อยในอ้อมแขน แต่ก็ยังไม่มีท่าทีอะไรแปลกไป แต่ซูนยองก็ไม่กล้าเสี่ยง


“มินกยูครับ เรากลับกันดีกว่านะ?”


“เอ๋ แต่นี่เราเพิ่งมากันเองนะครับ ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลย เหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่ง อย่าพึ่งกลับเลยนะ นะครับ"


“แต่ว่า คืนนี้พระจันทร์มัน-”


“อย่ากลับเลยนะ ผมไม่เป็นอะไรซักหน่อย หูกับหางยังซ่อนมิดชิดเลย นะฮะ นะซูนนะ"


ไม่พอ มินกยูยังโน้มหน้ามาใกล้แล้วแลบลิ้นเลียแก้มซูนยองเบาๆ พร้อมส่งสายตาหวานเชื่อมมาให้ด้วยซึ่งแน่นอนว่าซูนยองต้องแพ้ไปตามระเบียบ ซูนยองลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ แล้วจูบแก้มนุ่มตอบ มินกยูก็เอาหัวมาถูๆ กับลำคอแล้วส่งเสียงครวญครางแผ่วเบาแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าทั้งๆ ที่หัวยังซบอยู่บนไหล่ซูนยอง


“ซูน ผมรักซูนนะครับ"


“รักเหมือนกันครับมินกยู"


“เอ๊ะ"


ซูนยองก้มลงมองลูกหมาน้อยที่อยู่ๆ ก็ร้องออกมา พอเห็นก็ตัวแข็งเป็นหิน ถุงมือที่คลุมอุ้งมือน้อยๆ อยู่ค่อยๆ ขาดและเล็บแหลมคมค่อยๆ ทิ่มแทงออกมา และที่แย่ไปมากกว่านั้น ซูนยองเริ่มรู้สึกว่ามินกยูหนักขึ้นเรื่อยๆ และทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ก็รีบวิ่งกลับบ้านด้วยความรวดเร็ว พอเข้ามาถึงในห้องนั่งเล่นก็เทกระจาดเด็กน้อยแล้ววิ่งกลับไปล็อคประตูบ้านทันที แต่พอกลับเข้ามาในห้องก็แทบเป็นลมรอบที่สามของคืน เมื่อเด็กน้อยของเขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที กลายเป็นหนุ่มน้อยไปซะแล้ว
ใบหน้าน่ารักยังมีเค้าโครงเดิม แต่ผมยาวขึ้นนิดหน่อย และตัวใหญ่ขึ้นพอสมควรจนซูนยองรีบคว้าผ้าห่มบนโซฟามาห่อตัวให้ ถึงได้เข้าไปมองหน้ากันชัดๆ


“ซูน..”


เสียงทุ้มต่ำขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตากลมใสแจ๋วยังมองมาที่เขาด้วยแววตาเหมือนเดิม แค่ใบหน้าไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไป


น่ารัก


“เกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆ ตัวโต"


“เอ่อ ไม่รู้เหมือนกันแฮะ แต่ว่าคงไม่เป็นอะไรหรอก เอ่อ ไม่เจ็บตรงไหนใช่มั้ย?”


“เจ็บ"


“หะ หา? เจ็บตรงไหน ไหนบอกพี่มาซิ?”


“เจ็บก้น เมื่อกี๊ซูนโยน"


“หะเห้ย ขอโทษครับ ไหนขอดูซิ"


ซูนยองเลิกผ้าห่มมาดูแล้วก็เห็นว่าช่วงสะโพกของเจ้าหมาน้อย แต่ก็ไม่มีรอยอะไร


“เจ็บตรงไหนล่ะเนี่ย? เดี๋ยวพี่จะกดดู ถ้าเจ็บตรงไหนบอกพี่นะครับ?”


“อื้อ เอ๋ง!!”


“อ่า.. ตรงนี้สินะ"


ซูนยองจับมินกยูนอนคว่ำลงกับผืนพรมนุ่มที่ปูเพื่อเป็นพื้นที่ให้ลูกหมาน้อยเล่นโดยเฉพาะแล้วไปหยิบยามาทากันไว้ก่อน พอเริ่มลงตามินกยูก็หูลู่หางลู่ ร้องครางหงิงๆ ทันที อาจจะเป็นเพราะความเย็นของยา หรือเพราะเจ็บก็ไม่แน่ใจ ซูนยองไล่สายตามองร่างกายของมินกยูที่เปลี่ยนไป ขาที่เดิมสั้นป้อมยาวขึ้น ไขมันน้อยๆ ที่พุงหายไป แล้วก็.. สัมผัสนุ่มหยุ่น เปลี่ยนเป็นแน่นตึงที่ฝ่ามือแบบนี้ ซูนยองใช้นิ้วโป้งนวดคลึงเบาๆ บริเวณโค้งนูนของสะโพกซ้ายแล้วก็ต้องรีบสะบัดหน้าไปมาเพื่อดึงสติ


“อ่า เสร็จแล้วมินกยู"


“อื้อ"


“แล้ว นอกจากตัวโตขึ้น รู้สึกแปลกๆ ที่ไหนอีกรึเปล่า?”


“ผม.. ผมอยากกัด อยากงับกระดูก ขอกระดูกหน่อยครับ"


“ได้สิ"


ซูนยองนั่งมองลูกหมาตัวเดิม ที่โตขึ้นนอนคว่ำเคี้ยวกระดูกอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย กางเกงก็ยังใส่ให้ไม่ได้เพราะยายังไม่แห้ง และมินกยูเองก็ไม่ยอมใส่เพราะอึดอัด ก็กางเกงที่ใส่ได้มีแต่ของซูนยอง แล้วก็ไม่ได้ตัดรูไว้ให้หางซะด้วย พอบอกจะตัดมินกยูก็ไม่ยอม บอกว่านอนแบบนี้ก็ได้ แต่นั่นกำลังทำให้ซูนยองปั่นป่วนไปหมด พยายามควบคุมสายตาไม่ให้เหลือบไปมองก้อนกลมๆ ที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา แต่ก็ทำได้ลำบาก เพราะหางฟูๆ สีดำนั่นแกว่งไปมาล่อสายตาตลอด


“ซูน ลูบหัวผมหน่อย"


“อะ ได้สิ"


ซูนยองขยับตัวไปใกล้แล้วลูบกลุ่มผมนุ่มของมินกยูอย่างเบามือ ทำให้เจ้าหมาน้อยส่งเสียงอื้ออึงในลำคออย่างพึงพอใจ หางนุ่มๆ ตวัดไปมา ซูนยองจะเอาผ้าไปคลุมก็ไม่ได้ ลูบไปลูบมา ทั้งหมาทั้งกระดูกก็ลามขึ้นมาเกยบนตักจนได้ ซูนยองที่นั่งพิงโซฟาถึงกับเกร็งหลังอย่างห้ามไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะไม่เป็นแบบนี้เลย แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน


“ซูน ผมไม่รู้เป็นอะไร ง่วงจังเลย"


“อาจจะ เป็นเพราะนายตัวโตขึ้น ก็เลยเสียพลังงานไปเยอะรึเปล่า?”


“อืม.. ไม่รู้เหมือนกันฮะ แต่ว่า ง่วงแล้วล่ะ"

“อื้ม ไปนอนกัน"



“อืออ ซูน ลุกไม่ขึ้นแล้ว"


“มะไม่ได้นะ ลุกเดี๋ยวนี้เลย นอนแบบนี้ไม่ได้นะ"


“อุ้มผมนะ"


“มะ ไม่ไหวหรอก มินกยูตัวใหญ่ขึ้นแบบนี้พี่อุ้มไม่ไหวหรอกครับ"


“งั้น.. เรานอนกันบนพรมก็ได้เนอะ หมอนบนโซฟาก็มี"


“ตะ แต่ว่า"


มินกยูเอื้อมแขนขึ้นไปหยิบหมอนโดยการใช้อุ้งเท้าหน้าตะกุยลงมา ยังดีที่ไม่ทำให้ปลอกหมอนขาดไม่อย่างนั้นซูนยองห้ามใจไม่ให้ตีก้นสั่งสอนไม่ไหวแน่ ในเมื่อเตรียมพร้อมซะขนาดนี้แล้วซูนยองก็ต้องยอมนอนบนพรมด้วยกัน หลังจากปิดไฟเสร็จเรียบร้อยก็คลำทางกลับมาหาหมอนซึ่งไม่ยากนัก แต่สิ่งที่ยากคือ เมื่อหัวถึงหมอน มินกยูก็เข้ามาคลอเคลียทันที แถมยังเอาขาขึ้นมาพาดด้วย ขาที่เดิมสั้นป้อมนุ่มนิ่ม กลายเป็นขายาวๆ หนักๆ แทน อะไรต่อมิอะไรก็แนบชิดไปหมด และยังไม่ทันหายช็อค ซูนยองก็รู้สึกถึงลิ้นอุ่นๆ ที่แก้มตนเอง


“หลับฝันดีนะซูน ผมรักซูน งิ้งๆ"


แล้วซูนยองก็นอนตาค้างไปทั้งคืน



ได้แต่ภาวนาว่าวันรุ่งขึ้นมินกยูจะกลับมาเป็นเด็กน้อยของเขาเหมือนเดิม แต่ถึงจะเป็นอย่างงั้น ความรู้สึกของเขาก็ไม่มีวันกลับเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว ไม่มีทาง 

Saturday, 12 November 2016

Scent #minsoon

“ซูนกลับมาแล้วว!”


มินกยูที่นั่งรอพี่ชายอยู่ทั้งบ่ายรีบผุดลุกขึ้นจากโซฟาตรงเข้าไปหาทันที ซูนยองยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาหมายจะห้ามแต่ก็ไม่ทัน โดนน้องชายตัวโตโถมเข้าไปกอดจนเซไปด้านหลังหัวโขกประตูจนได้ หนักก็หนัก แต่ทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้กอดไปจนกว่าจะพอใจเท่านั้น


“คิดถึงจังเลย วันที่ซูนเลิกห้าโมงผมเหงามากเลย แล้วทำไมวันนี้กลับสาย- เอ๊ะ?”


มินกยูผละออกเล็กน้อยแล้วจ้องหน้าซูนยองพร้อมทำจมูกฟุดฟิด เขากอดซูนยองออกบ่อย กอดทุกวัน วันละหลายรอบ กลิ่นตัวซูนยองปกติตอนเช้าก็จะอุ่นๆ หน่อย ตอนกลางวันพออาบน้ำเสร็จก็จะหอมน้ำยาปรับผ้านุ่ม ตอนเย็นๆ อาจจะมีกลิ่นอาหารหรือกลิ่นเหงื่อนิดหน่อย พอตอนกลางคืนก็จะมีกลิ่นสบู่ อาจจะเป็นเพราะวันนี้ซูนยองไปเรียน แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ กลิ่นวันนี้มันไม่เหมือนเดิม ซูนยองจ้องหน้าน้องชายกลับงงๆ แล้วยกมือขึ้นตบๆ แก้มมินกยูที่นิ่งไปเบาๆ


“เห้ อยู่ๆ เป็นอะไรน่ะ? เห้ยๆ นี่!”


ไม่พูดไม่จา มินกยูก้มลงซุกปลายจมูกลงแถวๆ ปกเสื้อ มาที่ใบหน้า ขึ้นไปที่ผม และลงมาลำคอพี่ชายอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็เจอ กลิ่นเจ้าปัญหาอยู่ที่สุดท้ายนี่แหละ แต่มินกยูก็ยังไม่แน่ใจ ต้องเข้าไปสูดใกล้ๆ จนจมูกทิ่มคอซูนยองที่เริ่มจักจี้แปลกๆ และดันตัวน้องชายออกอย่างร้อนรน


“อะไรของนายเนี่ย! ขนลุกหมดเลย!”


“ซูน กลิ่นอะไรอะ? คอซูนมีกลิ่น กลิ่นแปลกๆ"


“อ๋อ ปัดโถ่ คือพอดีที่ห้าง 17 มีบูธผสมน้ำหอมมาเปิดน่ะ”


“อืม เห็นอยู่เหมือนกัน”


“ทีนี้เพื่อนฉันไปได้คูปองฟรีมาหลายใบ วันนี้เลยลองไปผสมเล่นกันดู ฉันก็ได้มาขวดหนึ่งเหมือนกัน เป็นไง หอมมั้ยล่ะ?”


“อืมม..”


หอม มินกยูตอบได้ในทันที แต่แค่รู้สึกแปลกๆ เท่านั้นเอง ตั้งแต่เล็กจนโตมินกยูคุ้นเคยกับกลิ่นซูนยองเป็นอย่างดี แต่พอมาวันนี้กลิ่นเปลี่ยนไปก็เลยไม่ชิน ซูนยองทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาแล้วเหยียดแขนเหยียดขาไปมาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเล่น สักพักก็เงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วใส่มินกยูที่ยังยืนอยู่ที่เดิม


“นี่ เป็นอะไรรึเปล่า? ยืนนิ่งเชียว"


“...เปล่า"


ว่าแล้วก็เดินกลับมานั่งบนโซฟาใกล้ๆ กัน ไม่นานก็ต้องย่นจมูกอีก กลิ่นน้ำหอมของซูนยองนี่คงจะแรงเหมือนกัน อยู่ๆ มินกยูก็รู้สึกคันจมูกไปหมดเลย พยายามยกมือขึ้นมาขยี้ๆ ให้หาย แต่ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ซูนยองที่เห็นน้องชายยุกยิกๆ อยู่ก็หันมาหา


“นี่ เป็นอะไร-”


“ฮัดจิ้ว!!!!!”


“เห้ย!”


จามจนตัวลอย ซูนยองคว้ากล่องทิชชู่จากบนโต๊ะแล้วโน้มตัวไปหาเพื่อเช็ดจมูกให้ มินกยูพยายามโบกมือห้าม แต่ก็ต้องจามออกมาอีกระลอกใหญ่ ยิ่งเช็ดยิ่งจาม เพราะยิ่งซูนยองเข้าใกล้ มินกยูก็ยิ่งคันจมูกมากขึ้นเท่านั้น ผ่านไปสักพักซูนยองถึงจะรู้ตัวแล้วหยิบผ้าห่มบนโซฟาขึ้นมาพันคอตัวเองไว้ แล้วมินกยูก็ค่อยๆ หยุดจาม


“นี่.. นายแพ้น้ำหอมเหรอ?”


“งือ มะ ไม่รู้เหมือน จิ้ว!! ไม่รู้เหมือนกัน แต่มัน มัน จิ้ว!! แปลกๆ"


“อ่า.. แย่จัง ฉันอุตส่าห์ผสมกลิ่นที่คิดว่าทั้งฉันทั้งนายจะชอบแล้วนะเนี่ย.. งั้นเดี๋ยวฉันไปล้างออกแล้วกัน ”


ซูนยองมองน้องชายที่จมูกแดงแจ๋แล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้ สงสารมินกยูก็จริง แต่ก็เซ็งเหมือนกันที่มาแพ้น้ำหอมแบบนี้ ทำอะไรไม่ได้นอกจากคงต้องไปล้างออกและไม่ฉีดอีก พอจะลุกไปห้องน้ำมินกยูก็รีบคว้าข้อมือไว้แล้วดึงให้กลับลงมานั่งใหม่


“ไม่ต้องๆๆ ไม่แพ้ๆ อย่าล้างนะ"


“เอ้า? จามจมูกแดงแบบนี้ไม่เรียกแพ้เรียกอะไร?”


“ไม่รู้ แต่ไม่แพ้ หอมออก อย่าล้างเลยนะอย่าล้างนะ"


“นี่ อย่างอแงนะ จามจนจมูกแทบหลุดออกมาขนาดนั้น จะหอมไม่หอมก็ต้องล้างทั้งนั้นแหละ"


“ไม่เอาา ไม่เอาไม่ให้ล้าง! ซูนอุตส่าห์ผสมมาแบบที่ผมชอบนี่นาาา~ ใช่ม้าาา?”


จากเด็กน้อยแพ้น้ำหอมจามตัวสั่น กลับคืนร่างเดิมเป็นมินกยูน้องชายน่าถีบได้อย่างรวดเร็ว มินกยูเลื้อยตัวลงมาซบไหล่พี่ชายพร้อมช้อนตามอง แถมยิ้มกรุ้มกริ่มอีกต่างหาก ซูนยองถอนหายใจรอบที่สองอย่างหมดคำพูด ทำยังไงได้ เขาเป็นคนพูดเองซะด้วย ถึงจะไม่ได้หมายความอย่างนั้นก็เถอะ


“ว่าแต่ซูนใส่กลิ่นอะไรบ้างอะ หอมจัง ผมชอบ"


“จำไม่ได้หรอก ดมๆ เอาว่าอันไหนหอมก็ใส่ๆ ลงไปหมดเลย แต่ที่แน่ๆ ก็มีวานิลลา มีกุหลาบแบบที่นายชอบ แล้วก็ซากุระที่ฉันดมแล้วหอมดี"


“...ใส่มั่วแบบนี้นี่เองกลิ่นมันถึงแปลกๆ"


“อ้าว! ไหนเมื่อกี๊บอกหอมไง! ฉันไปล้างดีกว่า ไอ้เด็กบ้า!”


“ล้อเล่นนนน ไม่ไปๆ ไม่ล้างนะไม่ล้าง"


ซูนยองฮึดฮัดจะลุกจากโซฟาให้ได้แต่มินกยูก็ดึงแขนไว้ หนักเข้าก็กระโดดทับซะเลย จนแบนไปกับโซฟาด้วยกันทั้งคู่ เจอท่าไม้ตายนอนทับแบบนี้ซูนยองก็ไม่รอดเหมือนกัน ต้องจำใจนอนนิ่งๆ ให้น้องชายกอดแน่น มินกยูยิ้มจนตาหยีก่อนจะดึงผ้าห่มที่พันรอบคอซูนยองออกแต่ก็ถูกจับมือไว้ซะก่อน


“ทำอะไร เดี๋ยวก็จามอีกหรอก ไม่เอานะนอนทับแบบนี้น้ำลายเต็มหน้าฉันแน่เลย"


“ดีเลย! แก้แค้นที่กลับบ้านสายด้วย!”


“เห้ยยย!! ไม่เอา จะบ้ารึไงสกปรก! ลุกไปนะมินกยู!”


“ล้อเล่นน่า ผมไม่จามหรอก เมื่อกี๊ตอนกอดก็ไม่เห็นจามเลย"


“แต่ตอนลงมานั่งที่โซฟาจามนี่นา!”


“ไม่จามหรอก เอาออกนะ ขอดมหน่อย ไหนๆ วานิลลาอยู่ไหนน้า"


“โว้ย! ดื้อจัง!!”


“ฮ่าๆๆ พูดโว้ยด้วยย!”


ซูนยองไม่ค่อยสบถบ่อยนัก จริงๆ เป็นคนที่ไม่พูดคำหยาบเลยด้วยซ้ำเพราะอยู่กับมินกยูมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่อยากเป็นพี่ชาย เป็นตัวอย่างที่ดีก็เลยระวังคำพูดคำจาตลอด แต่ครั้งนี้ที่โดนนอนทับแถมไม่รู้จะโดนจามใส่หน้ารึเปล่าทำให้หลุดโวยวายออกมาจนได้ มินกยูดึงผ้าออกอย่างง่ายดายแล้วเอามาพันตัวซูนยองไว้กันขัดขืนก่อนจะกระเถิบตัวขึ้นเล็กน้อยจนริมฝีปากที่เม้มแน่นของซูนยองอยู่ระดับสายตา


“ซูนไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ ขอดมหน่อยเดียวเอง"


“ดมที่อื่นไม่ได้รึไง! แบบนี้มันสยิวยังไงไม่รู้เนี่ย!”


“จะให้ดมที่ไหนล่ะ น้ำหอมเขาก็ต้องดมที่คอกันสิ ก็ฉีดที่คอนี่ ใช่มั้ย? ฟืดดดดด"


“ฮื่อออ ที่อื่นก็มี!! ข้อมือนี่ไง เอ้า ดมๆ เชิญดมเลยดม! ดมสิ!”


ซูนยองขนลุกเกรียวกราวไปทั้งตัวเพราะมินกยูแกล้งกดจมูกลงมาที่ลำคออีกครั้งแถมยังเปลี่ยนร่างเป็นเครื่องดูดฝุ่นจนเหมือนวิญญาณหลุดร่างอีกต่างหาก เลยรีบดึงแขนออกจากใต้ผ้าห่มแล้วส่งให้น้องชายตัวโตดม แต่สงสัยส่งให้แรงไปหน่อยกระแทกจมูกเต็มๆ ดังปั้ก


“โอ๊ยย! ทำไมต้องรุนแรงด้วยอะ เจ็บนะ"


“ก็นาย- เออๆ ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ"


“ฮึ!”


มินกยูจับข้อมือซูนยองขึ้นมาใกล้จมูกแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นของวานิลลาค่อนข้างเด่นจริงๆ สงสัยซูนยองจะใส่เยอะเป็นพิเศษ คิดแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ก็กลิ่นวานิลลาเป็นกลิ่นโปรดของมินกยูเลยนี่นา ส่วนกลิ่นหอมอื่นๆ มินกยูแยกไม่ออก แต่คิดว่าเป็นดอกไม้หลายๆ อย่าง ดมไปดมมาหอมจนเอาจมูกทิ่มอีกจนได้


“นี่ๆ พอได้แล้ว สูดจนกลิ่นจะหมดแล้วมั้งเนี่ย"


“ก็มันหอมอะ หวงเหรอ?”


“หวงเหิงอะไรกัน ฉันกลัวมือฉันจะหลุดติดจมูกนายไปด้วยมากกว่า"


“เว่อร์ ว่าแต่ซูนเนี่ย ผสมมั่วแล้วยังกลิ่นเหมือนสบู่อีกต่างหาก ไม่เหมือนน้ำหอมเลย"


“ก็ฉันเลือกแต่กลิ่นที่ฉันชอบ ไม่ได้คิดอะไรนี่นา เดี๋ยวสิ นายไม่แพ้แล้วเหรอ?”


“เอ้อ นั่นสิ"


“แปลก"


ซูนยองนอนนิ่งๆ มองน้องชายเอาจมูกไถไปไถมากับข้อมือตัวเองแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จนคนมองหลุดยิ้มตาม มินกยูนี่ตอนเด็กๆ เหมือนลูกหมาน้อยโดนทิ้ง โตมาก็ยังเป็นลูกหมา เปลี่ยนแค่ร่าเริงบันเทิงโอเวอร์ขึ้นแค่นั้น อยู่ๆ มินกยูก็เหลือบตากลับขึ้นมามอง ก่อนจะยิ้มนิดๆ แล้วยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาจิ้มแก้มพี่ชาย


“ยิ้มอะไรอะ?”


“เปล่า"


“รักผมใช่ปะ?”


“หึ"


“ผมก็รักซูนน้าา"


พูดจบก็สอดแขนเข้าไปใต้ลำตัวพี่ชายแล้วกอดแน่น แถมยังเอาหน้าลงมาถูกับอกซูนยองจนผ้าห่มยับไปหมด แน่นอนว่าซูนยองขัดขืนอะไรไม่ได้อยู่แล้วได้แต่ปล่อยให้ลูกหมาน้อยฟัดไปจนกว่าจะพอใจ ซึ่งก็แล้วแต่ครั้งว่าจะนานแค่ไหน แต่จับได้ว่าซูนยองแอบมองแล้วอมยิ้มใส่แบบนี้คงจะนานหน่อยล่ะ


“ฮะ ฮะฮะฮะฮ้าด ฮ้าด"


“เห้ย อะไรเนี่ย ทำไมอยู่ดีๆ-”


“ฮ้าดดดด"


“ทำไมจะจามอีกแล้ว!!! ไม่นะะ!!!!”


“ฮ้าดจิ้ววววววววว!!!!”


เต็มอก ซูนยองที่ถูกผ้าห่มพันแขนติดกับลำตัวไว้ทั้งสองข้างขยับไปไหนไม่ได้ โดนน้องชายจามอัดอกอยู่อย่างนั้น มินกยูจามอีกหลายทีถึงจะกลิ้งตกโซฟาไปนั่งจามต่อบนพื้น ซูนยองรีบลุกขึ้นแล้วคว้าทิชชู่มาบีบจมูกน้องชายไว้ ซักพักถึงจะหยุด แต่น้ำหูน้ำตาไหลจนน่าสงสาร ทั้งตาทั้งจมูกแดงแจ๋


“ทำไมอยู่ดีๆ จามอีกล่ะเนี่ย?”


“ฮือ ไม่รู้ เมื่อกี๊ตอนดมข้อมือไม่เห็นเป็นเลย จะ จิ้ว!! แต่พอมาซบที่อกแล้ว-”

“..เออ เดี๋ยวนะ"



“? อะไรครับ?”


“..ฉันนึกออกแล้ว น้ำหอมของวอนอู เอ่อ น้ำหอมของเพื่อนฉันน่ะสิ เพื่อนแกล้งน่ะ เอามาฉีดใส่"


มินกยูนั่งเบะปากอยู่บนพื้น มือขวาขยี้จมูกตัวเองแรงๆ จนซูนยองรีบดึงมือไว้เพราะเดี๋ยวจมูกจะแดงไปใหญ่ก่อนจะลงไปนั่งบนพื้นด้วยกันแล้วหยิบทิชชู่มาซับหน้าซับตาให้น้องที่ตอนนี้หน้าบู้บี้ไปหมด มองแล้วก็อดหัวเราะออกมาหน่อยไม่ได้ น่ารักน้อยซะที่ไหนล่ะ มินกยูจ้องหน้าพี่ชายงอนๆ แล้วอยู่ๆ ก็ยิ้มออกมา


“ยิ้มอะไรหืม?”


“ก็.. อย่างน้อย น้ำหอมที่ผมแพ้ ก็เป็นน้ำหอมของคนอื่น ไม่ใช่ของซูน"


“อืม ดีแล้วที่ไม่แพ้ ฉันก็ตั้งใจทำมาเผื่อนี่แหละ จะได้ใช้ด้วยกันได้ไง ขวดตั้งใหญ่ฉันใช้ไม่หมดหรอก"


“อ่า งั้นที่เมื่อกี๊บอกว่าผสมมาให้ทั้งผมทั้งซูนชอบก็..”


“จะได้ช่วยกันใช้ก่อนมันจะระเหยไปหมดน่ะสิ เอ้า ทำหน้าบูดทำไม"


มินกยูเบ้ปากแล้วหันหน้าหนีซูนยองไม่ยอมให้เช็ดหน้าต่อ พอซูนยองเอื้อมมือไปจับหน้ากลับมาก็หันหนีไปอีกทาง ชักจะเรื่องมากจนน่าหมั่นไส้เลยตีเข้าให้ป้าบใหญ่ ไม่หายก็ต้องหายงอน แล้วกลับมาทำหน้างอแงแทนก่อนกระโดดขึ้นไปดีดดิ้นบนโซฟาอย่างน่ารำคาญในสายตาซูนยอง


“อะไรของนายเนี่ย ฉันเอามาให้ใช้ด้วยก็ยังไม่พอใจอีก จะเอายังไงห๊ะ??”


“ก็ ก็คิดว่าซูนอาจจะอยากทำน้ำหอมแบบที่ผมชอบ แล้วเอามาฉีดตัวเอง แล้วผมจะได้ชอบบบ ชอบแล้วก็จะได้กอดบ่อยๆ อะไรแบบเนี้ย เหมือนตอนเด็กๆ ไงที่ซูนชอบกอดดดผมอะ แล้วเดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยกอดดดแล้วอะ คิดไม่ออกรึไง ซูนหัวทึบ!”


“โอ้โห! นี่เดี๋ยวนี้ว่าฉันหัวทึบเหรอ!!? ไหนมานี่ซิ!”


“ย้ากกก"


ซูนยองโดนว่าอย่างมากก็แค่คำว่า ซูนบ้า แต่พอเลื่อนขั้นมาเป็นซูนหัวทึบชักจะหมั่นไส้อยู่หน่อยๆ เลยกระโจนขึ้นโซฟาไปนั่งทับมินกยูที่ตอนนี้นอนตะแคงอยู่ แล้วใช้มือทั้งสองข้างบีบคอน้องชายเขย่า


“ไหนเมื่อกี๊ว่าฉันว่าอะไร หัวทึบใช่มั้ย? ตอบมาซิ!!”


“แอ้กก ช่วยด้วยย จะโดนฆ่าแล้ว!! คุณแมมมม่!!”


“แม่ไม่อยู่หรอก! ออกไปข้างนอกยังไม่กลับ! ไม่มีตัวช่วยที่ไหนทั้งนั้นแหละ เด็กปากเสียเดี๋ยวนี้กล้าว่าฉันเหรอ! ห๊ะ?”


“อ๋อ คุณแม่ไม่อยู่เหรอ ดีเลย"


“เห้ยย!”


“จะได้ฆ่าซูนถนัดๆ หน่อยไง!!!!!”


มินกยูพลิกตัวนอนหงายอย่างรวดเร็วนซูนยองเสียการทรงตัวถูกกระชากลงมานอนทับอย่างง่ายดาย พอลงมาปุ๊ปมินกยูจะยกขาขึ้นล็อคเอวปั๊ปจนซูนยองขยับตัวไม่ได้ สองแขนโอบรอบลำคอพี่ชาย กดเข้ากับไหล่ตัวเอง แน่นจนซูนยองดิ้นพล่านเพราะเริ่มขาดอากาศหายใจจริงๆ


“แค่กๆ มินกยูปล่อยนะ!! แค่ก โอ๊ย เจ็บบ!!”


“นี่แหละ ร่างกายอดีตตัวเต็งชมรมกรีฑาเมื่อหลายสิบปีที่แล้วจะมาสู้นักกีฬาว่ายน้ำดาวรุ่งคนปัจจุบันได้ยังไงกัน!”


“สิบปีบ้าอะไร!! เพิ่งไม่กี่ปีนี้เอง อ่อก มินกยู ไม่เล่นแล้ว!! ฉันหายใจไม่ออกกก!!”


มินกยูเองก็ไม่ได้อยากให้พี่ชายตายเลยค่อยๆ คลายวงแขนออกเปลี่ยนมากอดหลวมๆ แทน ซูนยองนอนหอบแฮ่กซบหน้ากับไหล่ อยากจะบีบคอคืนแต่พลังงานหายไปหมดหลังจากต่อสู้กันเมื่อครู่ มือขวายกขึ้นมาปาดหน้าผากที่เริ่มเหงื่อออกอย่างอ่อนแรง พอได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักริมใบหูก็กัดไหล่น้องชายตัวโตจมเขี้ยวด้วยความหมั่นไส้ แต่แทนที่จะโวยวายกลับหัวเราะดังขึ้นอีก


“ซูนเนี่ย ไม่ไหวเลยน้า เดี๋ยวนี้เอาแต่อ่านหนังสืออะ เลยไม่แข็งแรงเมื่อก่อนเลย แต่ก่อนนะแบกผมขึ้นหลังวิ่งกลับบ้านยังเคยแล้วเลย"


“นั่นนายยังตัวนิดนึงอยู่รึเปล่าไอ้เด็กโตช้า อีกอย่างฉันไม่ได้อ่อนแอลงซักหน่อย นายมันบ้าพลังต่างหาก"


“หึ! ก็เหมือนกันนั่นแหละคือซูนสู้ผมไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ"

หมดคำพูด ซูนยองกัดน้องชายแรงๆ อีกทีอย่างเจ็บใจที่เถียงไม่ได้ ตอนนี้เขาก็สู้มินกยูไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ เคยคิดว่าส่วนสูง 182 ของตัวเองก็มากพอแล้ว แต่ตอนนี้น้องชายที่พึ่งอยู่ม6กลับสูงแซงไปถึง 186 และยังไม่มีท่าทีจะหยุดโตด้วย ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วก็ได้ยินเสียงฟุดฟิดดังมาใกล้ๆ หูก่อนปลายจมูกแข็งๆ จะทิ่มลงมาแถวๆ ลำคอจนขนอ่อนลุกชันทั้งตัวรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของเย็นนี้



“นี่ ฉันบอกแล้วว่าถ้าจะดมข้อมือก็มี-”


“ซูน กลิ่นมันเปลี่ยนไปแฮะ"


“หา?”


“ซูน.. เหงื่อออกมั้ง กลิ่นเลย ไม่เหมือนเดิม"


“อ่า เหม็นแล้วสิเนี่ย งั้นเดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อนแล้วกัน เดี๋ยวออกมาอุ่นกับข้าวกินกัน"


ซูนยองกำลังจะกลิ้งตัวลงจากโซฟาแต่มินกยูก็รั้งเอวไว้ก่อนจะพลิกให้พี่ชายลงนอนกับโซฟาแล้วตัวเองขึ้นมานอนทับแทน แถมยังซุกหน้าลงกับซอกคออีกแล้วด้วย ซูนยองพยายามจะดันน้องชายออก แต่มินกยูสอดมือเข้าไปใต้แผ่นหลังแล้วรั้งทั้งร่างมากอดแน่น ซูนยองหลับตาปี๋เมื่อรู้สึกถึงจมูกที่มาป้วนเปี้ยนแถวลำคอ


“ซูน หอมจังเลยอะ"


“นายพึ่งบอกว่ากลิ่นมันเหม็นแล้ว จะมาหอมอะไรอีก ปล่อยเร็วฉันจะไปอาบน้ำ"


“ไม่นี่ ผมบอกว่ากลิ่นมันแปลก ไม่ได้บอกว่ากลิ่นมันเหม็นซักหน่อย"


“นี่ ปล่อยได้แล้ว เร็วสิ ไหนบอกว่ากลิ่นมันมั่วๆ เหมือนสบู่มากกว่าน้ำหอมไง"


“จะสบู่หรือน้ำหอม หอมก็คือหอมนั่นแหละ ไม่เห็นเป็นไรเลย ก็ชอบอะ ฮื้ออ~”


“มาฮ้งมาฮื้ออะไร นี่ ขนลุกกกกก หยุดดมได้แล้วววว เป็นหมารึไงงง"


“เป็นหมาก็ได้นะ ผมเป็นอะไรก็ได้"


ซูนยองเลยทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นอนนิ่งอยู่อย่างนั้นให้มินกยูสูดฟุดฟิดจนพอใจ นอนไปนอนมาก็เริ่มจะง่วงซะอย่างนั้นเลยเอียงหน้าหนีไปซบผ้าห่ม ปล่อยให้น้องชายได้ดมให้พอ มินกยูเงยหน้ามองแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเขยิบตัวขึ้นไปกดปลายจมูกลงบนแก้มพี่ชายเบาๆ โดยที่เจ้าตัวที่งัวเงียเต็มทีไม่รู้สึก เสร็จแล้วก็ถดตัวลงมาซบที่ลำคอเหมือนเดิมพร้อมรอยยิ้มบาง



“ตรงนี้ก็หอม"