Tuesday, 14 February 2017

Valentines #minsoon

“ซูนน วันอังคารนี้ว่างมั้ยอะ ผมอยากจะชวนไป เอ่อ-”

“อ่า ขอโทษนะมินกยู ช่วงนี้ฉันเรียนหนักน่ะ ไม่ว่างเลย"

“อ่า..”

“ขอโทษนะ"

“..ไม่เป็นไรครับ"

ไม่เป็นไร ซะที่ไหนกันล่ะ ซูนยองเรียนหนัก มินกยูเข้าใจ คณะของซูนยองเป็นคณะที่ต้องทำงานเยอะ เปป้งเปเปอร์อะไรตั้งมากมาย แถมภาควิชาของซูนยองยังได้ชื่อว่าเรียนหนักแทบจะที่สุดอีกด้วย เรื่องนี้มินกยูเข้าใจ แล้วซูนยองก็เป็นคนลืมวันลืมเวลา เทศกาลอะไรก็ไม่เคยจะเล่นกับเขาเลย อันนี้มินกยูก็เข้าใจ วันฮาโลวีนถึงได้เป็นคนจัดการเองทุกอย่างเพราะมินกยูเข้าใจซูนยองดี แต่ว่า วันวาเลนไทน์แรกหลังจากเป็นแฟนกัน ซูนยองจะทั้งลืม ทั้งยุ่งพร้อมกันแบบนี้ไม่ไดดดดดดดดด้!!

“เห้อ..”

มินกยูได้แต่นอนตะแคงมองปฏิฑินตาละห้อย ทั้งๆ ที่มีรูปหัวใจสีแดงที่เขาเป็นคนวาดไว้แท้ๆ ซูนยองก็ยังลืมซะได้ หรือถึงจะไม่ได้ลืมซูนยองก็คงไม่ใส่ใจ งั้นเหรอ? ลืมหรือไม่ใส่ใจ อันไหนมันน่าน้อยใจว่ากันก็ไม่รู้ มินกยูพยายามทำตัวไม่งี่เง่าเพราะเขาได้ยินมาเยอะจากเพื่อนๆ ที่มีแฟน เวลาทะเลาะกับแฟนทีไรก็เรื่องไร้สาระทั้งนั้น อาจจะเป็นเพราะใส่ใจและคาดหวังต่อกันมากเกินไปล่ะมั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เขาก็ห้ามใจ ห้ามความคิดตัวเองไม่ได้สักหน่อย

“เห้อออ"

“มินกยู เป็นอะไรรึเปล่า ถอนหายใจหลายรอบแล้วนะ"

“เปล่าครับ"

เปล่าซะที่ไหนกันล่ะ แต่ซูนยองมองเขาอยู่อีกแค่ไม่กี่วินาทีก็หมุนตัวกลับไปพิมพ์งานต่อ แล้วแบบนี้จะไม่ให้น้อยใจได้ยังไงกัน น้องชายพ่วงตำแหน่งแฟนทั้งทียังไม่สนใจใยดีกันเลย เห็นๆ อยู่ว่าเขากำลังไม่ปกติ หมายถึงอารมณ์นะ อารมณ์ไม่ปกติ แค่มองนิดเดียวแล้วก็หันกลับไปซะอย่างนั้น ไม่ถงไม่ถามอะไรสักคำ คิดแล้วก็กลิ้งตัวไปนอนหันเข้าหากำแพง แต่ไม่นานผืนเตียงด้านหลังก็ยุบลงแล้วอ้อมแขนที่คุ้นเคยก็ดึงเขาเข้าไปกอดแน่นพร้อมเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ริมใบหู

“เป็นอะไรหืม? บอกฉันหน่อยได้มั้ย? มีอะไรไม่สบายใจรึเปล่า"

อา ซูนยอง พอมาแบบนี้แล้วจะให้งอนต่อไปได้ยังไงกัน

“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่คิดๆ อะไรไปเรื่อยน่ะ"

“อืม เหรอ?”

“อื้อ จริงๆ นะ ไม่มีอะไรหรอก แต่ก็.. หอมผมทีสิ"

แล้วก็ได้หอมฟอดใหญ่อย่างที่ต้องการ พอพี่ชายเดินกลับไปนั่งที่เดิมมินกยูก็พลิกตัวหันมามอง ซูนยองไม่เคยปล่อยให้เขางอนนานหรอก ถึงจะไม่สนใจเรื่องเทศกาลอะไรเท่าไหร่นัก แต่แน่นอนว่าใส่ใจเขาที่สุด แล้วก็ไม่เคยปล่อยให้งอนนานๆ สักครั้งเลยด้วย จะตามมาง้อตลอด วิธีง้อก็อย่างที่เห็น แล้วแบบนี้จะไม่รักได้ยังไงกัน และเพราะอย่างนั้นเขาเลยตัดสินใจจะเลิกงอน แล้วเปลี่ยนเป็นวางแผนใหม่แทน ไม่ได้ไปเที่ยวกันก็ไม่เป็นไรเพราะเขายังมีตัวช่วยอยู่!

'เซอร์ไพรส์วันวาเลนไทน์เหรอ?'

มินกยูนอนกลิ้งอยู่บนเตียง ในมือมีปากกากระดาษพร้อมจดส่วนโทรศัพท์เปิดสปีคเกอร์วางไว้ข้างตัว ดีที่วันนี้ซูนยองมีเรียนทำให้เขาสามารถโทรไปขอความช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องไปแอบในห้องน้ำของอย่างลับๆ เพราะเรื่องนี้จะให้ซูนยองรู้ไม่ได้เด็ดขาด มินกยูเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งที่แล้วว่าเพือนตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลย ครั้งนี้เขาเลยเลือกจะโทรหาอึนฮาแต่แรกเพื่อขอไอเดีย

“อืม ปกติเธอได้เซอร์ไพรส์อะไรบ้างเหรอ?”

'อืมมม ก็มีดอกไม้อยู่ครั้งสองครั้งนะ-'

“ดอกอะไรเหรอ?”

'ของฉันก็ได้กุหลาบครั้งหนึ่ง แล้วก็ลิลลี่มั้ง แต่นี่ นายต้องซื้อจากที่แฟนนายชอบสิ'

“เอ้อ จริงด้วย แต่เห้ย- มะ ไม่ใช่แฟนฉันนะ ไม่ใช่ เป็นเรื่องของเพื่อนของเพื่อน-"

'เลิกโกหกได้แล้วมั้ง เอ้อ ช่างเถอะ นั่นแหละดอกไม้ แล้วก็อืมม ถ้าพูดถึงวาเลนไทน์ก็ต้องช็อคโกแลตแหละนะ'

“อ่าา ช็อคโกแลตเหรอ"

'ต้องให้บอกมั้ย แต่ห้ามซื้อเด็ดขาดเลยนะ ไม่งั้นมันก็ไม่พิเศษ ปกติผู้หญิงเขาจะทำช็อคโกแลตเองแล้วก็เอาไปให้แฟน หรือไปบอกชอบคนที่แอบชอบน่ะรู้มั้ย'

“อืมม อย่างงั้นเอง ว่าแต่ช็อคโกแลตนี่ทำเองยังไงเหรอ?”

'แบบง่ายที่สุดก็ผสมผงโกโก้ น้ำตาล นม เนย แล้วปรุงรสเองตามใจชอบน่ะ'

“อ๋าา โอเค พวกผงโกโก้นะ เนย น้ำตาล นม อืมม"

'อื้ม หรือว่า พวกแอบไปแต่งห้องนอนนี่ก็โรแมนติคนะ อย่างเช่นเอาลูกโป่งไปใส่ไว้อะไรแบบเนี้ย'

“ลูกโป่ง? มีใครชอบอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ แล้วเอาลูกโป่งไปทำอะไรอะ?”

'ก็.. เห้อ ไม่ต้องก็ได้ ไม่รู้ผู้หญิงคนอื่นเขาชอบกันมั้ย แต่ไอ้ลูกโป่งสวยๆ ระเกะระกะเต็มพื้นแล้วมีช่อดอกไม้วางไว้บนเตียง ฉันว่าก็น่ารักดีนะ'

“อ๋ออ จัดฉาก แต่งห้องทำนองนั้นเหรอ?”

'อื้ม ประมาณนั้น หรือนายจะทำเค้กก็ได้นะ ถึงจะไม่ใช่วันเกิด แต่ทำเค้กช็อคโกแลตก็เก๋ดี ไม่ใช่แค่ช็อคโกแลตธรรมดา เก็บไว้กินได้หลายวันด้วย'

“อ้าา สายกิน-”

'ว่าไงนะ'

“อะ เปล่า แล้วมีอะไรอีกมั้ยอะ?”

'อืมม.. แฟนนายโตกว่าหรือเด็กกว่าเหรอ?'

“โตกว่าสี่ปี อะ เอ้ย ไม่ใช่ๆ ไม่มีสักหน่อยไม่มี-”

'อืมม ถ้าอย่างงั้น เอาเป็น จูบเป็นไง?'

“จะ จูบเหรอ?”

'อืม ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ทำอย่างอื่นด้วยนะ แต่ว่า จะทำเค้กทำอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็จบด้วยจูบสักที โรแมนติคดีออก'

“อ่า งั้นเหรอ"

'โตกว่านายตั้งสี่ปี น่าจะจูบกันมาบ้างแล้วล่ะมั้ง ใช่มั้ย? ถ้ามากกว่านั้นนายก็เอากลีบกุหลาบโรยบนเตียงเลยนะ แล้วก็เอาโบว์สีแดงผูกคอตัวเอง ลงไปนอนทำท่าเซ็กซี่ๆ บนเตียงเลย-'

“นะ นี่เธอ จะบ้ารึไง! มะ ไม่คุยแล้ว ขอบใจมากนะ แค่นี้นะ!”

หลังจากนั้นมินกยูก็ศึกษาวิธีทำจากในอินเตอร์เน็ตแล้วแอบไปซื้อส่วนผสมมาเก็บไว้ในตู้เก็บของในวันที่ซูนยองไม่อยู่ และวันที่ซูนยองมีเรียนบ่ายวันหนึ่งเขาก็ลองหยิบส่วนผสมทั้งหมดออกมาทำช็อคโกแลตดูก่อนเผื่อพลาด จริงๆ ก็อยากจะทำเค้กแต่เห็นวิธีทำแล้วตาลายเลยคิดว่าเก็บไว้คราวต่อไปจะดีกว่า ทีแรกก็กังวลว่าจะทำช็อคโกแลตออกมาได้ไม่ดีด้วยซ้ำแต่พอทำไปทำมาก็ไม่ได้รู้สึกว่ายากนัก อาจจะเป็นเพราะว่าเขาพอทำอาหารได้บ้างอยู่แล้วด้วย เห็นเป็นน้องเล็กของบ้านแบบนี้ แต่พอคุณแม่ซูนยองไม่อยู่บ้าน เขาก็ต้องมาช่วยกันมั่วๆ ทำอาหารกินกันเองกับซูนยองอยู่หลายครั้ง ทำให้พอมีพื้นฐานอยู่บ้าง ผ่านไปชั่วโมงกว่าก็ได้ช็อคโกแลตออกมาถาดหนึ่ง มินกยูหยิบใส่ปากชิมอย่างไม่ลังเลแล้วก็ต้องยิ้มกว้าง

“หื้มม ก็ไม่ได้ยากนี่นา ใช้ได้ อร่อยดีด้วย แบบนี้ซูนจะต้อง-"

“ทำอะไรอยู่เหรอ ลูกมินกยู"

“จ๊ากกกกกกก!!!”

แต่ที่มินกยูคาดไม่ถึง หรือลืมสังเกตไปคือ เวลาล่วงเลยมาจนห้าโมงกว่าและคุณแม่ซูนยองกลับมาถึงบ้านแล้ว สงสัยคงเพราะมัวแต่ชื่นชมกับช็อคโกแลตที่เพิ่งทำครั้งแรกอยู่จนลืมเวลา หลักฐานเต็มครัวไปหมดแบบนี้จะปฏิเสธก็คงยากแล้ว เขานึกถึงที่ซูนยองบอกว่าห้ามบอกใครว่าเป็นแฟนกัน แต่คุณแม่ซูนยองก็ไม่ใช่คนอื่นที่ไหนและก็เป็นคนใจดี ถึงอย่างนั้นมินกยูก็ยังเหงื่อตกอยู่ดี แล้วตอบเลี่ยงๆ เพื่อให้ปลอดภัยที่สุด

“เอ่อ ทำช็อคโกแลตอยู่น่ะครับ"

“หืมม สำหรับวาเลนไทน์นี้เหรอลูก?”

“ครับ"

“อืมม ก็ดีนะ มีอะไรให้แม่ช่วยมั้ย?”

“เอ๊ะ เอ่อ ไม่มีอะไรครับ แต่ว่าลองชิมหน่อยได้มั้ยฮะ? ผมไม่แน่ใจว่าอร่อยรึยัง"

“ได้สิลูก"

มินกยูหยิบก้อนช็อคโกแลตส่งให้คุณแม่กิน ในใจก็นึกสงสัยว่าทำไมคุณแม่ไม่ถามอะไรเลย ทั้งๆ ที่การที่เขาลุกขึ้นมาทำช็อคโกแลตน่ะผิดปกติจะตายไป กี่ปีๆ ก็ไม่เคยทำ แล้วยังไม่ถามอะไรต่อด้วย ไม่ถามแม้กระทั่งว่าทำไปให้ใคร คุณแม่เคี้ยวอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยิ้มออกมา ยิ้มตาหยีแบบซูนยองที่ทำให้เขาต้องยิ้มตาม

“อร่อยมากลูก ไม่หวานไป ขมนิดๆ กำลังดีเลย"

“ฮ้าา ขอบคุณครับบ!”

“ดีแล้วล่ะที่เราไม่ได้ใส่น้ำตาลมาก แต่เป็นโกโก้ซะส่วนใหญ่ ให้ทานของหวานมากๆ ไม่ดีหรอก เดี๋ยวก็อ้วนอีก"

“ครับ ผมก็คิดอย่างนั้น"

มินกยูจัดการกินช็อคโกแลตเรียบเพื่อทำลายหลักฐาน ระหว่างล้างชามล้างถาดไปก็ยิ้มไป เขาจงใจทำให้รสไม่หวานนักเพราะถึงซูนยองชอบกินขนมหวาน แต่ก็ไม่ได้ชอบของที่หวานมากเกินไปนัก ดังนั้นเลยใส่น้ำตาลน้อยกว่าสูตรในอินเตอร์เน็ต ลดนมลดเนยด้วย เพราะนึกภาพซูนยองตั้งใจออกกำลังกายตอนนั้นแล้วก็อดขำไม่ได้ ดูเป็นสองอาทิตย์ที่ทรมานที่สุดในชีวิตของพี่ชายเขาเลยล่ะ

ในที่สุดวันวาเลนไทน์ก็มาถึง วันนั้นดันเป็นวันที่เหนื่อยที่สุดของซูนยองเพราะมีเรียนตั้งแต่เช้ายันเย็น นาฬิกามนุษย์อย่างมินกยูต้องหอมต้องฟัดอยู่นานกว่าจะแซะพี่ชายหมดไฟลุกจากเตียงได้ แต่หลังจากถูกจุ๊บไปสองสามทีซูนยองก็เดินลากขาออกจากบ้านไปพร้อมกำลังใจเต็มเปี่ยมจากน้องชายที่ยืนโบกผ้าเช็ดหน้าหยอยๆ อยู่หน้าประตูเหมือนส่งพี่ชายขึ้นเรือไปต่างประเทศ พอดูจนแน่ใจว่าพ้นปากซอยแล้วมินกยูก็รีบปิดประตูแล้ววิ่งตื๋อเข้าครัวทันที เขากะว่าจะลองทำช็อคโกแลตแบบใหม่ๆ ดูโดยใส่ถั่ว ใส่ส่วนผสมอย่างอื่นเข้าไปด้วยจะได้พิเศษกว่าเดิม บ่ายนั้นทั้งบ่ายก็เลยง่วนอยู่กับการทำช็อคโกแลตจนครัวเลอะ หน้าตามอมแมมไปหมด แต่ในตอนเย็นเขาก็ได้ช็อคโกแลตโปะถั่วสุดพิเศษขึ้นมาที่ตั้งชื่อให้ว่า มินซูนนัทสเปเชี่ยลช็อคโกแลตว้าวๆ มินกยูยืนยิ้มอย่างภูมิใจไปห่อช็อคโกแลตใส่กระดาษสวยๆ ไปอย่างมีความสุขแล้วกระเด้งกระโดดมานั่งหน้าแป้นแล้นบนโซฟา และในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึง ซูนยองเปิดประตูเข้าบ้านมาอย่างเชื่องช้า พอถอดรองเท้าเสร็จเงยหน้าขึ้นมาจมูกแทบทิ่มอกมินกยูที่มายืนยิ้มแก้มตุ่ยอยู่หน้าประตู

“เอ่อ มีอะไรเหรอ? ดูซิ ยิ้มแก้มบวมหมดแล้ว"

“ซูนอะะะ! ว่าแต่ วันนี้เหนื่อยมั้ยฮะ?”

“อื้ม ก็นิดหน่อย"

“งั้นจงหายเหนื่อยซะเดี๋ยวนี้เลยยยะเฮยยะเฮยยะเฮยยะเฮยยยยยยยยยยยย!!!”

“เย้ย!”

พูดจบ ไม่สิ พอตะโกนใส่หน้าเสร็จก็ถอยเท้าด้านหนึ่งเฉียงซ้ายไปด้านหลัง ขาอีกข้างย่อลงเพื่อทรงตัว สองแขนยืดตรงยื่นช็อคโกแลตห่อกระดาษสีแดงไปให้ซูนยองด้วยท่าที่คิดว่าเท่ที่สุด ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากจนซูนยองเผลอร้องออกมาเสียงดัง แต่พอมินกยูหันมายิ้มแป้นให้จนตาหยีแล้วตะโกนขึ้นมาอีกหนก็ทำให้ซูนยองต้องยิ้มตามอย่างอ่อนใจ

“แฮปปี้วาเลนไทน์เดยยยยย์ ซูนนนนนนน"

“...”

“รับสิ เมื่อยนะะ"

“ฮ่ะๆๆ นายนี่มันจริงๆ เลย"

ซูนยองหยิบช็อคโกแลตจากในมือน้องชายมาถือไว้แล้วดึงน้องชายเข้ามากอดแน่น ฝังปลายจมูกลงบนไหล่แข็งๆ แล้วสูดลมหายใจเอากลิ่นผงโกโก้เข้าไปเต็มปอด วันนี้ซูนยองเหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ เหนื่อยมากจนอยากจะขึ้นไปนอนเลยโดยไม่กินข้าว ไม่อาบน้ำ แต่พอกลับมาเจอมินกยู ที่เหนื่อยอยู่ก็หายเป็นปลิดทิ้ง ความสดใส ความร่าเริงของมินกยูทำให้เขาสดชื่นได้ตลอด มินกยูยิ้มกว้างแล้วก็ยกแขนขึ้นมากอดพี่ชายกลับ

“ฮื้ออ เหนื่อยมั้ยๆ กินช็อคโกแลตน้าา แล้วไปอาบน้ำ! เสร็จแล้วมานอนกอดกันดีกว่าจะได้หายเหนื่อยย"

“อืมม หึๆ ขอบใจนะ นายไม่งอนฉันใช่มั้ยที่วันนี้ไม่ว่างไปเที่ยวด้วย?”

“ไม่งอนหรอก ก็ซูนเรียนหนักนี่นา ผมเข้าใจ"

ซูนยองยิ้มกว้างเมื่อได้ยินคำตอบของน้องชายก่อนจะกดจมูกลงบนแก้มอุ่นๆ แล้วหอมเข้าฟอดใหญ่ แต่กลับต้องไอค่อกแค่กเพราะสำลักผงโกโก้ มินกยูหัวเราะคิกคักก่อนจะหอมคืนแรงๆ จนซูนยองต้องเอายิ้มจิ้มแก้มอย่างมันเขี้ยว พอดูดีๆ แล้วก็เห็นว่าผงโกโก้เลอะเต็มหน้าไปหมด น่ารักซะจนต้องจูบแก้มไปสองสามทีเพื่อทำความสะอาดให้ ในขณะที่มินกยูยืนยิ้มรับอยู่ซูนยองก็ค่อยๆ เอื้อมมือลงไปในกระเป๋าตัวเองแล้วโน้มหน้าไปกระซิบที่ข้างใบหูน้องชายไปด้วย

“วันนี้วันวาเลนไทน์แท้ๆ เลยแต่ฉันกลับปล่อยให้นายนั่งทำช็อคโกแลตให้ฉันอยู่คนเดียว-"

“ไม่เป็นไรหรอก จริงๆ นะ"

“ถึงนายจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่ก็ อ่ะ"

“อ๊ะ"

มินกยูเบิกตากว้างเมื่อซูนยองผละตัวออกเล็กน้อยแล้วหยิบดอกกุหลาบสีแดงออกมาจากกระเป๋า ใบออกจะดำๆ นิดหน่อย แล้วกลีบดอกก็เหี่ยวนิดๆ แต่กลับทำให้มินกยูหัวใจพองโตจนแทบจะระเบิดออกมา โดยเฉพาะรอยยิ้มบนใบหน้าพี่ชายที่ส่งมาให้ด้วย จะไม่ให้ดีใจได้ยังไงในเมื่อนอกจากซูนยองจะไม่ได้ลืมแล้ว ขนาดวันนี้ยุ่งแทบตายยังอุตส่าห์หาดอกไม้มาให้เขาอีก แล้วยังเป็นดอกนี้

“กุหลาบแดง ที่ผมชอบ"

“อื้ม พอดีที่คณะวิศวะเขามีงานทุกวาเลนไทน์น่ะ แล้วก็มีดอกไม้แจก โชคดีนะที่นายชอบดอกกุหลาบแดงพอดีไม่อย่างงั้นฉันไม่รู้จะไปหาที่ไหนมาให้แล้ว เหี่ยวนิดหนึ่งขอโทษทีนะ ฉันเอามันใส่กระเป๋าไว้น่ะ อ่ะ รับไปสิ"

“ฮื้อออ ซูนนนนนนนน"

มินกยูรับดอกกุหลาบมาถือไว้ กำลังจะพุ่งเข้าไปกอดแล้วเชียวแต่บทสนธนากับอึนฮาก็ย้อนกลับเข้ามาในหัว หลังจากให้ช็อคโกแลต ถ้าอยากให้มันพิเศษกว่านั้น ก็ควรจูบสินะ แต่ตอนนี้สติยังไม่เต็มร้อยนักเพราะยังปลาบปลื้มกับเซอร์ไพรส์ของพี่ชายอยู่ ทีแรกคิดว่าแค่พี่ชายดีใจแล้วกินช็อคโกแลตอย่างมีความสุขก็พอแล้ว นี่มันเหนือความคาดหมายเอาไว้มากทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน หน้าร้อนวูบวาบ ได้แต่ก้มมองดอกกุหลาบในมือ ยิ้มจนปวดแก้มไปหมด ซูนยองเห็นน้องชายยืนแก้มแดงอยู่ก็เลียริมฝีปากตัวเองช้าๆ ก่อนจะจับท้ายทอยน้องชายไว้แน่นแล้วโน้มหน้าเข้ามาใกล้

“แฮปปี้วาเลนไทน์มินกยู"


จุ๊บ



ถึงจะไม่ใช่จูบที่ลึกซึ้ง แค่กดริมฝีปากลงมาหนักๆ หนึ่งที แต่ก็ทำเอามินกยูหน้าแทบไหม้ ทั้งสีหน้า ทั้งรอยยิ้ม กุหลาบแดง ทุกๆ อย่างของซูนยองวันนี้ทำให้มินกยูอยากจะเป็นบ้าตายจริงๆ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว ว่าการบอกรักซูนยอง และการได้มาเป็นแฟนกันแบบนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตเขาเลย




“เอ้อ ซูน ชิมช็อคโกแลตหน่อยสิ ผมไม่แน่ใจว่าอร่อยรึเปล่า"

“หืม ไม่ได้ชิมก่อนเหรอ?”

“เปล่า ชิมแล้วนะ ชิมมาเรื่อยๆ เลยแต่สูตรสุดท้ายเนี่ยเร่งมากเลยยังไม่ทันชิม ฮ่าๆๆ ช็อคโกแลตใส่ถั่วพีแคนของโปรซูน"

“โห ห่อซะสวยเลย"

“แน่น๊อน"

ซูนยองแกะกระดาษวิบวับสีแดงออกแล้วก็ต้องหัวเราะออกมาเบาๆ ก็ช็อคโกแลตที่อยู่ข้างในหน้าตาปกติซะที่ไหน มีตะปุ่มตะป่ำเต็มไปหมดคงเพราะถั่วด้วย แต่ดูจากรูปร่างก็เบี้ยวๆ บูดๆ อยู่ พอเหลือบไปเห็นมินกยูเริ่มทำหน้างอแงก็เลยรีบงับเข้าไปอย่างรวดเร็ว พอเคี้ยวไปได้สักพักก็เอื้อมมือไปจับคางน้องชายดึงเข้าหาตัวแล้วกดจูบเบาๆ ที่ปากยู่ๆ นั่น วันนี้เขาห้ามใจตัวเองไม่ได้เลย

“งื้อ ซูนอะ! อร่อยมั้ยฮะ?”

“อร่อยสิ ไม่หวานไป กำลังดีเลย"

“เย่! ผมก็กลัวอยู่ แต่ไม่ขมไปด้วยใช่มั้ยฮะ?”

“อ่า ก็ขมอยู่นะ แต่ไม่เป็นไรหรอกดีแล้วล่ะ"

มินกยูนั่งมองพี่ชายที่กัดเอาๆ จนช็อคโกแลตแท่งสั้นลงเรื่อยๆ คงเพราะข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กินเลยหิว แต่ไอ้อาการเก็บอาหารไว้ข้างแก้มของพี่ซูนยองนี่แก้ไม่หายสักที เห็นแล้วมันเขี้ยวจริงๆ น้องชายตัวโตจ้องริมฝีปากพี่ชายที่ขมุบขมิบไปมาระหว่างเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วก็ลังเลเล็กน้อย จะว่าจูบไปแล้วก็ใช่ แต่นั่นมันซูนยองจูบเขาก่อน ทั้งสองรอบเลย ตั้งแต่กลับจากเขาครั้งนั้นนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ซูนยองจูบเขาก่อน จะว่าพิเศษก็ใช่ แต่มันไม่เหมือนกันนี่นา เขาอยากเป็นคนเริ่มจูบก่อน คิดไปคิดมาแล้วก็ยิ้มออกมานิดๆ ก่อนจะเอียงหัวลงไปมองหน้าพี่ชายใกล้ๆ

“ซูนน ขมเหรอ?”

“นิดหน่อยเอง ไม่เป็นไรหรอก อร่อยแล้ว"

“อื้ม แต่ว่า ผมมีวิธีน้า ที่ทำให้ไม่ขมอะ"

“หืม? อื้อ-”

มินกยูยกมือขึ้นจับท้ายทอยพี่ชายไว้ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปจูบปากที่เลอะคราบช็อคโกแลตทันที โดยไม่ลืมชิมขนมฝีมือตัวเองไปด้วย ก็ขมนิดๆ อย่างที่ีพี่ชายว่าจริงๆ แต่พอกินแบบนี้แล้วก็หวานกำลังดีเลยนะ จนช็อคโกแลตละลายหมดมินกยูถึงค่อยผละออกมาแล้วเลียริมฝีปากตัวเองเก็บของหวานจนเลี้ยงพร้อมยิ้มหวานตบท้าย


“ถ้ากินแกล้มกับมินกยูล่ะก็ หวานกำลังพอดีเลยครับ"

Sunday, 12 February 2017

[SF] Adorable Chaos #minwonsoon

“ฮืออ ซึงชอลลล ซึงชอลช่วยชิด้วยซึงชอลลลล"


“จะหนีไปไหนเจ้าแฮมเต้อ! ไหนมาให้จกพุงเดี๋ยวนี้นะ!”


“ซึงช๊อลลลล ซึงชอลลล ฮืออออ ช่วยชิด้วยยย"


เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังลั่นจนบ้านสะเทือน แต่ร่างสูงใหญ่ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงกลับไม่สะทกสะท้าน เพราะเขาต้องเจอกับเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำทุกเช้าอยู่แล้ว ไม่สิ แทบจะเรียกได้ว่าทุกวัน ทั้งวัน อาจจะมีเงียบไปบ้างแต่ก็ไม่เคยเกินชั่วโมง เสียงตึงตังกับเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงขู่ฟ่อๆ และเสียงร้องโหวกเหวกโวยวายผสมโรงจะดังขึ้นมาอีกครั้ง ไม่มีอะไรที่เขาจะทำได้ ถึงจะฟังดูใจร้ายก็เถอะ แต่เขาลุกไปตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับนอนอยู่ตรงนี้ เพราะอีกเดี๋ยว-


ปัง!!


“ซึงชอลลลลลลลลล"


นั่นไง มานั่นแล้ว ซึงชอลค่อยๆ เปิดเปลือกตาออกช้าๆ ภาพแรกที่เห็นคือร่างกลมๆ ที่มีหูฟูๆ สีน้ำตาล แก้มกลมๆ ที่เด้งขึ้นลง ดวงตาเรียวเล็กที่เบิกกว้างขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว ฟันสองซี่ที่ยืนเกินออกมาเล็กน้อยจากริมฝีปากที่กำลังอ้ากว้าง ต้นตอของเสียงที่แผดลั่นมาหลายชั่วโมง มันคงน่ารักดีถ้าร่างนั้นจะไม่ได้กำลังวิ่งตรงมาทางนี้ และ-


อั่ก!!


“ซึงชอลล ช่วยชิด้วย วอนูแกล้งชิอีกแล้วว!”


“เจ้าแฮมเต้อ! ไม่ต้องหลบเลยนะ! มาให้ฉันงับพุงนายซะดีๆ เจ้าแฮมเต้ออ้วน!”


“ชิไม่ได้อ้วน! ซึงชอลบอกว่าชิกลมๆ ต่างหาก กลมๆ น่ะรู้จักมั้ย! ซึงชอลช่วยชินะ วอนูชอบแกล้ง!”


“กลมๆ ที่ไหนกัน อ้วนก็คืออ้วนนั่นแหละ เจ้าแฮมเต้ออ้วน!”


พอน่าวอนู อย่าแกล้งชิสิ"


ซึงชอลยอมแพ้แล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งดีๆ โดยที่ยังมีแฮมสเตอร์ตัวเขื่องเกาะหลังอยู่ เขาต้องรีบคว้าข้อมือวอนูไว้ก่อนที่เล็บคมๆ จะข่วนผ้าปูเตียงเขาขาดเป็นรอบที่ร้อยของเดือนนี้ หูสีดำสนิทปุกปุยของวอนูลู่ลงเล็กน้อย ดวงตาเรียวสีดำสนิทส่งสายตาน่ากลัวไปหาซูนยองที่ตัวสั่นดิกๆ ฟุบหน้าลงกับไหล่เจ้านาย

“เหหห้ วอนูววว ชิ~~ ทำอะไรกันน่ะะ! ซึงชอลลล ช่วยมาอุ้มมิงขึ้นไปทีสิ"

“เจ้าหมาโง่ที่แค่ขึ้นบันไดยังขึ้นไม่เป็น ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าห้องนอนซึงชอลหรอก รู้ไว้ด้วย!”

“วอนู..”

ซึงชอลซบหน้าลงกับฝ่ามือตัวเองอย่างเหนื่อยอ่อน เจ้าแมวตัวแสบเชิดหน้าขึ้นแล้วส่งเสียงเย้ยหยันให้ลูกหมาน้อยที่ยังพยายามตะกุยบันไดขั้นแรกอยู่แทบกัดพรมร้องไห้ ใบหูสีน้ำตาลอ่อนส่ายไปมาพยายามจะฟังว่าทางด้านบนคุยอะไรกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยินอะไรมากไปกว่าเสียงวอนูขู่ฟ่อๆ และเสียงชิอ้อนขอให้ซึงชอลช่วย

“มานี่เลยนะเจ้าแฮมเต้อ! เอาพุงนายมาให้ฉันนอนทับดีกว่า!”

“ไม่! ซึงชอลช่วยชิด้วย วอนูใจร้าย!”

“ทำไมไม่บอกซึงชอลไปล่ะว่านายแอบกินนมในชามของฉันอีกแล้วน่ะ!”

“ชะ ชิเปล่านะ ก็ชิ ชิคิดว่าเป็นของชิ"

“จะเป็นของนายได้ไง! แฮมเต้อกินเมล็ดทานตะวัน มิงก็แทะกระดูก เพราะงั้นนมชามนั้นน่ะของฉัน ใครๆ ก็รู้ขนาดหมาโง่มิงยังรู้เลย"

“ขนาดหมาโง่มิงยังรู้หมายความว่าไงอะ วอนูวว!”


“หยุดด! พออ พอทีๆ พอได้แล้ว!!”

ซึงชอลตวาดดังลั่นจนชิกระโดดแผล็วลงไปกลิ้งกับพื้นด้วยความตกใจ ในขณะที่วอนูพองขนหางฟูแล้วกางเล็บ ส่วนมิงที่อยู่ชั้นล่างยังต้องวิ่งไปหลบใต้โซฟา ซึงชอลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามข่มอารมณ์ตัวเอง เมื่อคืนเขาคงทำงานดึกไปหน่อย ปกติเขาไม่่ใช่คนอารมณ์ร้าย เรียกว่าเป็นคนมีความอดทนดีเยี่ยมด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นเขาเลี้ยงสามแสบนี่ได้ไม่นานขนาดนี้หรอก สองปี สองปีแล้วที่บ้านอันเงียบสงบของเขาเหมือนมีสงครามย่อยๆ เกิดขึ้นทุกวัน วันละหลายๆ รอบ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษตัวเองที่ดันไปรับเลี้ยงสามตัวยุ่งนี่จากศูนย์พักพิงสัตว์ผสมซะได้ เพราะไม่ได้รับการฝึกฝนและเลี้ยงดูอย่างถูกต้องจากศูนย์วิจัยเหมือนสัตว์ผสมตัวอื่นๆ ทำให้ชิ วอนู และมิงกูนิสัยไร้ระเบียบและสุดโต่งไปคนละทางกันแบบนี้ แต่จะพูดก็พูดเถอะ ถ้าเทียบกับสัตว์ผสมตัวอื่นๆ ที่เขาเคยพบเขาก็ชอบแบบนี้มากกว่าเยอะ นึกภาพชิที่เงียบสงบ วอนูที่มารยาทดี หรือมิงที่ฉลาดแล้วเขาก็นึกไม่ออกจริงๆ

“ซึ ซึงชอล ชิขอโทษนะ ชิไม่ได้ตั้งใจ หายโกรธชินะซึงชอลนะ"

เจ้าหนูแฮมสเตอร์ลูกผสมเป็นตัวแรกที่เข้ามาหาเขา มือเล็กๆ ที่ปลายเล็บแหลมเล็กน้อยใกล้ถึงเวลาตะไบแตะๆ ที่ปลายเท้าเขาเบาๆ พอเห็นดวงตาใสๆ ของเจ้าแฮมสเตอร์แล้วเขาก็โกรธไม่ลง ซึงชอลก็เลยพยักหน้าน้อยๆ เชิงว่าไม่เป็นไร นั่นทำให้ชิยิ้มกว้างขึ้นมาหน่อยเผยให้เห็นฟันซี่เล็กๆ สองซี่ที่ยื่นล้ำกว่าซี่อื่นก่อนเจ้าตัวนุ่มจะปีนขึ้นมานั่งอ้อนเขาบนตัก ซึงชอลหันไปมองวอนูที่นั่งส่ายหางอย่างไม่สบอารมณ์อยู่

“วอนู"

“...งื่อ"

“เมื่อไหร่จะเลิกแกล้งชิสักทีหืม?”

“..ฉันไม่ผิดสักหน่อย ก็ชิมาแอบกินนมของฉันจนหมดชามเลยนะเมื่อคืนน่ะ"

“บอกฉันสิ เดี๋ยวฉันเทใหม่ให้ก็ได้"

“...”

“เรามีกันอยู่แค่นี้ อย่าทะเลาะกันเลยนะ"

“..ไม่ได้ทะเลาะสักหน่อย ก็แค่..”

“แค่?”

“เห็นหน้าเจ้าแฮมเต้อแล้วมัน ปล่อยไปไม่ได้ แค่นั้นแหละ"

พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป หางฟูๆ สีดำถูไปตามผนังห้องจนขนสีดำติดเต็มไปหมด เห็นแบบนี้ซึงชอลก็รู้ว่าวอนูคงจงใจแกล้งเขาอีกแล้ว ได้แต่ถอนหายใจแล้วอุ้มชิที่ยังเอาหัวมาถูๆ อกเขาเดินลงบันไดมาชั้นล่าง พอมาถึงก็เจอเจ้ามิง ลูกหมาน้อยกำลังส่ายหางฟูๆ สีน้ำตาลอ่อนรออยู่แล้ว ริมฝีปากฉีกยิ้มกว้างที่ทำให้เห็นเขี้ยวทั้งสองข้างอย่างเด่นชัด

“ซึงชอลมาแล้ว ซึงชอลมาแล้ว ซึงชอลลลล วันนี้มิงขอกินมีทโลฟได้มั้ยย"

“ทำไมชอบกินอาหารไม่มีประโยชน์แบบนั้นนักนะ"

“ก็มันอร่อยนี่นา นี่นี่นี่ซึงชอล ได้เปล่าล่ะ ได้เปล่า น้าาาา"

ซึงชอลอยากจะปฏิเสธแต่พอเห็นน้ำลายที่เริ่มยืดไหลลงมาเปรอะพรมแล้วก็ต้องรีบตอบตกลงไป ไม่อย่างนั้นคงไปเที่ยวเดินน้ำลายไหลเต็มบ้านแน่นอน พอได้อย่างที่ต้องการมิงก็กระโดดโลดเต้นไปมา จะห้ามก็ไม่ทันเพราะไม่นานเจ้ามิงแสนซุ่มซ่ามก็หัวโหม่งขาตั้งโคมไฟจนล้มลงมาโครมใหญ่ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของชิ และเสียงก่นด่าของวอนู ซึงชอลก็กุมขมับอีกครั้ง เป็นอีกวันที่ต้องปวดหัวตั้งแต่เช้า เขาเดินเข้าครัวไปแล้วหยิบนมออกมาจากตู้เย็น ดื่มเข้าไปทั้งขวดอย่างนั้นพอให้อยู่ท้องเพราะอีกนานเลยล่ะกว่าเขาจะได้กินข้าว ก็เขาต้องทอดมีทโลฟให้มิง แกะก้างปลาให้วอนู แล้วยังต้องคั่วเมล็ดทานตะวันให้ชิอีก

ชีวิตใครจะยากเท่าซึงชอล ไม่มีอีกแล้ว

แต่อย่างน้อยการมีเจ้าสามตัววุ่นวายอยู่ในบ้านก็ทำให้ชีวิตเขามีสีสันขึ้นบ้าง ไม่เงียบเหงาเหมือนแต่ก่อน และอบอุ่นขึ้นมากเลยล่ะ ซึงชอลไม่เคยนึกเสียใจที่ชิ วอนู และมิงเข้ามาในชีวิตเลย

“อ๊าาา หยุดกัดพุงชินะวอนู!!! ซึงชอลลลล ช่วยด้วยยยยย"

“ไม่ต้องเรียกซึงชอลเลย ยืนใส่ผ้ากันเปื้อนเน่าๆ ทอดมีทโลฟอยู่แบบนั้นมาช่วยแฮมเต้อไม่ได้หรอก!”

“วอนูอย่าแกล้งชิสิ-”

“หุบเขี้ยวไปเลยเจ้าหมาโง่!”

“ฮึก ทำไม ทำไมต้องว่ามิงด้วยอะ"

“ซึงชอลลลลล พุงชิจะเป็นรูแล้ว ช่วยด้วยยย"

“เป็นรูก็ดีสิ เผื่อจะผอมกว่านี้ไง!”

“หยะ หยาบคาย!!”

“แต่วอนูก็ตัวผอมไปนะ-”

“บอกให้หุบลิ้นห้อยๆ ของนายไปไง! ดีกว่านายแล้วกัน ตัวโตแต่ดันโง่!”

“แรงไปแล้วนะวอนู! วอนูนิสัยไม่ดีเลยว่ามิงทำไม"

“ใช่ๆ"

“ไม่ต้องไปปกป้องเขาเลยเจ้าแฮมเต้อ แก้มตุ่ยๆ ของนายจะโดนฉันกัดวันนี้แหละ!”

“ซึงชอลลลลลลลลลล!!”

“วอนูวววววว!!!!”

“ม่ายยยยยยยยยย"

“เงียบปากไปซะ!”

“ซึงชอลลลลลลลลลลลลลลลลลลลอลลอลอลอลอลอลอลออออลลลลลลลลลลล!!!”

ไม่เคยเสียใจเลย.. มั้งนะ


“เงียบปากกันทุกคนนั่นแหละ!!!!!!”

“นายต่างหากเงียบไปเลย!! คนอะไรหน้าตาเหมือนมนุษย์โบราณ!!”

นั่นทำซึงชอลสะอึกไปเล็กน้อย และชิกับมิงร้องโหยหวนขึ้นมาพร้อมกัน

“วอนูวววววววววววววววววววววววว!!”


เสียใจตอนนี้ทันมั้ยนะ..

Friday, 10 February 2017

[OS] Shy Boy #soonchan

ผมชอบพี่ซูนยอง


ไม่สิ เรียกว่าแอบชอบจะดีกว่า เพราะพี่เขาไม่รู้ จริงๆ แล้วก็ไม่มีใครรู้เลยนอกจากผม


กับคุณยายที่เหมือนจะแอบสงสัยอยู่


ทุกอย่างเริ่มต้นจากการที่ผมสอบเข้าโรงเรียนประถมปลายในเมืองได้ คุณพ่อคุณแม่เลยพาผมมาฝากกับคุณตาคุณยายที่เปิดร้านหนังสือการ์ตูนอยู่ในเขตไม่ไกลจากตัวเมืองนัก นั่นทำให้ทุกวันเสาร์อาทิตย์ผมต้องมานั่งอยู่หลังเคาท์เตอร์เฝ้าร้านทั้งวัน ขนการ์ตูนไปวางบนชั้นบ้าง จัดเรียงบ้าง นับหนังสือบ้าง จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือการ์ตูนด้วยซ้ำ ผมชอบไปวิ่งเล่นข้างนอกมากกว่า แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังจากวันนั้น


บ่ายวันอาทิตย์เดือนเมษายน ผมกำลังฟุบหน้าลงกับเคาท์เตอร์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดปนง่วงงุน วันนี้อากาศอบอ้าวมากๆ แล้วพัดลมสองสามตัวในร้านก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากเป่าลมร้อนๆ ใส่หัวผมจนผมฟูไปหมด ลูกค้าก็ไม่มีสักคน ผมเบื่อจะตายชักอยู่แล้ว จนในที่สุดก็ตัดสินใจจะไปซื้อไอศรีมจากร้านขายของชำที่อยู่ไม่ไกลนักมานั่งกินแก้เบื่อ คิดได้ก็หยิบกระเป๋าสตางค์จากในลิ้นชัก ล็อคกุญแจเรียบร้อยแล้วก้าวเร็วๆ ไปที่ประตูไม้ แต่จังหวะที่กำลังจะผลักบานประตูออกไปมันกลับถูกดันกลับเข้ามาด้านในจนชนหน้าผากผมเต็มๆ และด้วยแรงที่ไม่เบานักทำให้ผมร้องลั่น


“โอ๊ยยยยย"


“เห้ย ขอโทษครับๆ เป็นอะไรรึเปล่า?”


ผมขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าไปมาช้าๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นไร แต่กำลังมึนอยู่ต่างหากเพราะขอบประตูชนเต็มหน้าผากเลย ผมยังไม่ทันได้มองหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ก็ถูกดึงไปนั่งบนเก้าอี้ไม้หลังเคาท์เตอร์อย่างงงๆ ก่อนจะรู้สึกถึงอะไรเย็นๆ โปะมาที่หน้าผากจนต้องถอยหน้าหนี แต่ก็ถูกมือรั้งท้ายทอยไว้


“เอาน้ำแข็งโปะไว้ก่อนนะ จะได้ไม่บวม"


“น้ำแข็ง?”


“อื้ม จากแก้วน้ำพี่เองแหละ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ยังไม่ได้กินเลย ไม่มีน้ำลายหรอก ฮ่าๆๆ"


ผมชักหงุดหงิดที่คนที่ทำผมเจ็บตัวกลับมายืนหัวเราะระรื่นอยู่แบบนี้ แถมพอเป็นลูกค้าก็ทำให้ผมออกไปซื้อไอศกรีมไม่ได้แล้วด้วยเลยปัดมือเขาออกก่อนจะดันเขาออกไปจากหลังเคาท์เตอร์ ผมเอาหลังมือเช็ดหน้าผากเปียกๆ ตัวเองแรงๆ ด้วยความหงุดหงิดก่อนจะกระชากเสียงพูดกับเขา


“หลังเคาท์เตอร์เป็นเขตหวงห้าม! ห้ามเข้ามารู้เปล่า!”


“อ่ะ.. เขตหวงห้ามเหรอ?”


“ใช่!”


“อุก ฮ่าๆๆๆๆๆ"


“ขะ ขำอะไร!!”


ตอนนั้นเองที่ผมเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นหน้าเขาเป็นครั้งแรก เขาตัวสูงกว่าผมพอสมควร ดูท่าทางน่าจะอยู่ชั้นมัธยมแล้ว ผมสีดำสนิทตัดซอยสั้น แก้มออกจะอูมนิดๆ ยกขึ้นและเป็นสีแดงปลั่งเพราะเจ้าตัวกำลังหัวเราะอยู่ ดวงตาโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ผมในตอนนั้นนิ่งไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่เวลาเขาหัวเราะมัน มีสเน่ห์มากจริงๆ หลังจากนั้นผมก็หายโกรธเขาซะอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะเขาอาสาจะออกไปซื้อไอศกรีมมาให้ผมกินด้วยล่ะมั้ง แล้วก็สอนผมว่าเขตหวงห้ามไม่ใช่คำที่ถูกต้องนักในการเรียกหลังเคาท์เตอร์ แต่ทุกครั้งที่เจอกันหลังจากนั้นเขาก็ยังล้อผมเรื่องนี้อยู่ตลอด


“นายไม่ชอบอ่านการ์ตูนจริงๆ เหรอชาน?”


“..มันน่าเบื่อ"


“แล้วชานชอบทำอะไรล่ะ?”


“..วิ่งเล่น"


“ฮ่าๆๆ น่ารักจัง ชอบวิ่งเล่นเหรอ"


"...”


"อ่า.. แต่แปลกจังเลย ทั้งๆ ที่นายเองเหมือนตัวการ์ตูนซะขนาดนี้"


“พะ พี่จะหมายความว่ายังไง!”


“ก็ ฮ่าๆๆ เขตหวงห้ามน่ะสิ เหมือนนายเป็นทหารหน้าประตูของปราสาทต้องห้ามอะไรทำนองนั้นเลย ฮ่าๆๆ"


“พี่ซูนยอง!!!”


ผมเป็นเด็กค่อนข้างขี้อาย แล้วด้วยความที่ผมไปเหวี่ยงแถมยังพูดจาแปลกๆ ใส่พี่เขาตั้งแต่ครั้งแรกผมก็เลยไม่กล้าสู้หน้าพี่เขาอีก ได้แต่หลบอยู่หลังเคาท์เตอร์ซะส่วนใหญ่ แต่พี่ซูนยองก็ไม่ยอมแพ้ ยังตามมาแกล้งใน 'เขตหวงห้าม' ของผมอยู่ตลอดเวลา ร้านก็เล็กนิดเดียวทำให้ผมหนีไปไหนไม่ได้ซะด้วย หลังจากคุยกันไปกันมา ทำให้ผมรู้ว่าพี่ซูนยองอยู่ในซอยเดียวกันนี่เอง เป็นคนชอบอ่านหนังสือการ์ตูนมาก แถมยังแวะมาร้านนี้เป็นประจำ แล้วก็ชอบยืนอ่านฟรีแต่คุณยายไม่ว่าอะไรคงเพราะพี่ซูนยองเป็นคนช่างพูดช่างจา ใครๆ ก็โกรธเขาไม่ลงหรอก แถมยังจะพลอยเอ็นดู หลงรักกันไปหมดน่ะสิ ที่ผมเพิ่งมาเจอหลังจากทำงานไปได้สองสามเดือนเพราะว่าปกติพี่ซูนยองจะมาวันธรรมดาหลังเลิกเรียนซึ่งผมไม่ได้ทำ แต่เพราะช่วงนี้พี่เขาซ้อมกีฬาหลังเลิกเรียนจนดึกดื่นทำให้ต้องเปลี่ยนมาร้านวันเสาร์อาทิตย์แทน


“ชานนน หลบอยู่ไหนเอ่ย"


“...”


“จ๊ะเอ๋!!! อยู่นี่เอง!!”


“จ๊ากกก"


“ฮ่าๆๆๆ ให้ตายสิ นี่ถึงขนาดมาหลบใต้โต๊ะเลยเหรอ กลัวอะไรพี่ขนาดนั้น"


“ไม่ได้กลัว!!”


“งั้นเหรออ"


ผมหลบตลอดขนาดนี้ พี่ซูนยองคงไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วผมน่ะอยากเจอพี่เขาแค่ไหน แต่เวลาเจอก็ไม่ต้องมาคุยกันก็ได้นี่นา ผมแค่แอบมองเขาจากหลังเคาท์เตอร์ก็พอแล้ว พี่เขาเดินเข้ามาคุยตลอดแบบนี้ผมก็เขินน่ะสิ ไม่รู้จะทำตัวยังไงเลยด้วย เพราะงั้นแทบทั้งร้านผมเคยหลบแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะหลังเคาท์เตอร์ที่ประจำ ใต้โต๊ะ ใต้เก้าอี้ หลังชั้นหนังสือ เดินหลบเดินแอบก็เคยทำแต่พี่ซูนยองเดินไล่มาเจอมันยิ่งน่าอายเข้าไปใหญ่ พฤติกรรมแปลกๆ ของผมทำให้คุณยายเกิดสงสัยแล้วก็ถามผมตรงๆ เข้าอยู่วันหนึ่ง


“ชาน หนูชอบพี่ซูนยองเขาเหรอ?”


“หะ ห๊ะ? ยายพูดอะไรอะ ผมเป็นเด็กผู้ชายนะ!”


“อื้ม ไม่เห็นแปลกนี่ ในการ์ตูนตั้งหลายเรื่องที่นางเอกตายไปกลางทางน่ะ บางเรื่องไม่มีนางเอกเลยด้วยซ้ำ"


“ยะ ยาย มันคนละเรื่องกัน แล้วทำไมยายคิดแบบนั้น"


“ก็หนูหลบพี่เขาตลอดเลยนี่นา ซูนยองเป็นเด็กอัธยาศัยดีจะตายไป ถ้าจะหลบหน้าพี่เขาคงมีเรื่องเดียวคือเพราะแอบชอบนั่นแหละ ใช่มั้ยล่ะ?”


“ปะ เปล่าสักหน่อยยายอะ ไม่พูดด้วยแล้ว ผมไปล้างจานก่อนนะ!”


ยังดีที่ผมมีห้องส่วนตัว ทำให้ผมมี 'เขตหวงห้าม' เพิ่มอีกที่นอกจากหลังเคาท์เตอร์ในร้าน และผมมักจะหลบอยู่ในนั้นหลังเลิกเรียนทุกวันเพื่ออ่านหนังสือการ์ตูน ใช่ อ่านการ์ตูน ไม่คิดมาก่อนว่าจะใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงทำอะไรแบบนี้ ผมแค่ลองอ่านตามเรื่องที่พี่ซูนยองชอบยืนอ่านเท่านั้น แล้วจริงๆ มันก็สนุกดีนะ ผมเลยกลายเป็นชอบอ่านการ์ตูนไปด้วยเลย แต่ผมไม่ได้บอกพี่เขาหรอก ไม่บอกใครเลยแหละ ยายเองก็ไม่รู้


พอผมขึ้นประถมหก พี่ซูนยองก็เข้ามัธยมปลาย และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนเพราะว่าพี่เขาสอบติดโรงเรียนดังซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากที่เดิม นั่นทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่หอใกล้โรงเรียน


"ชาน จะไม่ยอมออกมาคุยกับพี่จริงๆ เหรอ?"


"..."


"งั้น พี่ไปก่อนนะ ไว้เจอกันใหม่นะชาน"


ผมเจ็บใจตัวเองมากที่วันนั้นผมไม่ยอมโผล่หน้าออกมาจากหลังเคาท์เตอร์ ผมไม่ได้คิดว่าผมจะไม่ได้เจอพี่เขาไปอีกหลายปี หรือคิดบ้าอะไรอยู่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าผมเลือกที่จะหลบอยู่อย่างนั้นจนพี่เขาเดินออกไป โดยไม่ได้ชะโงกหน้าออกมามองพี่เขาเป็นครั้งสุดท้าย


โง่ โง่จริงๆ


หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลยสามปีเต็ม ระยะแรกผมซึมกะทือจนคุณยายรู้สึกได้ จากเดิมที่นั่งทื่อๆ อยู่หลังเคาท์เตอร์มันกลับแย่กว่าเดิม ผมเหม่อลอย จนลูกค้าหลายคนหงุดหงิด ทอนเงินผิดบ้าง คิดราคาผิดบ้าง ผมนึกเสียใจที่วันนั้นทำตัวไม่ดี ทั้งๆ ที่เป็นวันสุดท้าย ผมกลับยังหลบพี่เขาเหมือนเดิม นั่นทำให้ผมรู้สึกผิด อีกอย่างก็คือผมคิดถึง คิดถึงพี่เขาเอามากๆ เลย เสาร์อาทิตย์กลายเป็นวันที่ว่างเปล่า ไม่มีความตื่นเต้นที่จะเห็นพี่เขาผลักประตูเข้าร้านมา ไม่มีการหาที่ซ่อนใหม่ๆ หรือเดินวนหนีพี่เขาอีกแล้ว ทีนี้ผมก็ได้อยู่คนเดียวในร้านอย่างที่อยากได้แล้วไง พอใจมั้ยล่ะ


บ้าจริงๆ


พี่ซูนยองไม่กลับบ้านมาเลย คุณพ่อคุณแม่พี่ซูนยองจะเป็นคนไปหาที่หอพักเองซะมากกว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่สามปีนั้นเป็นสามปีที่ว่างเปล่าที่สุดในชีวิตผมเลย ถึงแม้ว่าผมจะโตขึ้นมาก สูงขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ มีเพื่อนเยอะแยะ แล้วก็เข้าเป็นนักเตะในทีมฟุตบอล แต่ทุกวันเสาร์อาทิตย์ที่ผมต้องมานั่งเฝ้าร้านผมก็ยังเหงา แล้วก็คิดถึงพี่เขาอยู่ดี


จนกระทั่งผมขึ้นมัธยมสี่ ความรู้สึกเหล่านั้นก็เบาบางลงเล็กน้อยตามกาลเวลา ผมสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายใกล้บ้านได้พร้อมกับเพื่อนสนิทอีกหลายคนทำให้ชีวิตของผมยังค่อนข้างเหมือนเดิม วันธรรมดาก็ไปโรงเรียน วันเสาร์อาทิตย์ก็มาเฝ้าร้าน วันนี้เองก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากวันอาทิตย์ที่ผ่านๆ มา ยกเว้นแต่อากาศที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว ผมใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นแล้วเสียบปลั๊กพัดลมตัวเล็กจ่อใส่หน้าตัวเอง แต่นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้เย็นขึ้นเท่าไหร่แล้วผมกลับกระเซอะกระเซิงจนต้องรีบปิด นึกแล้วก็หงุดหงิดเพราะอ้อนขอให้คุณยายติดแอร์ตั้งหลายครั้งแล้ว แต่คุณยายก็ไม่ยอม มองไปรอบร้านก็ไม่มีลูกค้าสักคน ผมเลยตัดสินใจจะออกไปซื้อไอศกรีมมากินดับร้อนเสียหน่อยเลยเดินไปที่ประตูหน้าร้าน แต่ก่อนจะผลักประตูออกไปมันกลับถูกใครบางคนดึงจากด้านนอกทำให้ผมเสียหลักล้มไปด้านหน้าด้วย จนหน้าทิ่มไปกับอกของคนที่ยืนอยู่ด้านนอก ผมรู้สึกถึงมือที่จับแขนผมไว้ทั้งสองข้างพร้อมเสียงหัวเราะสดใสที่คุ้นเคย หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นมา เหมือนจะรู้ว่าคนคนนั้นคือใคร


“เจอกันแบบนี้อีกแล้วนะชาน"


ผมเงยหน้าขึ้นสบสายตากับดวงตาที่โค้งขึ้นเพราะเจ้าตัวกำลังหัวเราะอยู่ วินาทีนั้นเหมือนหัวใจผมจะหยุดเต้น แต่ก็ดังโครมครามขึ้นมาจนน่ารำคาญไปพร้อมๆ กัน


“พี่ซูนยอง? ทำไม..”


“พี่สอบติดมหาวิทยาลัยแถวนี้น่ะ เลยย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน นี่เพิ่งขนของเสร็จเองพี่รีบมาหาชานคนแรกเลยนะ"


ผมรีบก้มหน้าหลบทันทีที่พี่เขายิ้มให้ พี่ซูนยองสูงกว่าเดิม ผอมลง แก้มก้อนๆ หายไปหมดแล้วเหลือแต่สันกรามคมๆ ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนานนั่นทำให้ผมประหม่าจนยิ่งทำอะไรไม่ถูกเข้าไปใหญ่ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันแบบนี้เลย พี่ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวผมเบาๆ อย่างที่เขาไม่เคยทำ นั่นทำให้ผมผละหนีอย่างรวดเร็วและได้รับเสียงหัวเราะนั่นอีกครั้ง


“ฮ่าๆๆ ชานยังขี้กลัวเหมือนเดิมเลยนะ"


“ผะ ผมไม่ได้กลัวสักหน่อย"


“อืม งั้นเหรอ งั้นที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ เขิน ใช่รึเปล่าล่ะ?”


นั่นทำให้ผมรีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว พี่ซูนยองยังยิ้มอยู่เหมือนเดิม แต่มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป ไอ้ที่ระยิบระยับอยู่ในดวงตาพี่เขามันคืออะไรกัน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบปฏิเสธหรือถอยหนีไปไหนพี่ซูนยองก็คว้าข้อมือผมไว้แล้วดึงให้เดินตามเข้ามาในร้าน


“ดะ เดี๋ยวสิ ผมจะไป-"


“ถ้าเป็นไอศกรีมล่ะก็ พี่ซื้อมาให้แล้ว มา มานั่งคุยกันในร้านดีกว่า พี่คิดถึงเราจะแย่แล้วรู้มั้ย"


คิดถึงงั้นเหรอ ทำไมพี่ซูนยองทำกับผมแบบนี้ล่ะ


“แล้วคราวนี้ไม่ต้องคิดจะหนีไปหลบที่ไหนนะ พี่ไม่ปล่อยเราไปไหนอีกแล้ว เข้าใจมั้ย?”


ทำไมพี่ซูนยองต้องทำกับผมแบบนี้ด้วย! หัวใจผมเต้นแรงจนจะหลุดออกมาอยู่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพี่เขาจะต้องรู้แน่ๆ รู้ว่าผมรู้สึกอะไรอยู่ จะให้ผมลงไปหลบหลังเคาท์เตอร์เหมือนตอนเด็กๆ ก็คงไม่ได้แล้วด้วย ผมจ้องมือที่กำรอบข้อมือผมไว้แน่นแล้วก็รู้สึกสิ้นหวัง


ไม่ได้นะ ขืนเป็นแบบนี้ล่ะก็


พี่ซูนยองต้องรู้แน่ๆ ว่าผมแอบชอบพี่เขา



ผมจะทำยังไงดี!