Friday, 31 March 2017

Guppy #jicheol

วัตถุแปลกปลอมบางอย่างถูกโยนลงมา ผมยกมือขึ้นกันให้พวกพ้องให้ถอยห่างออกไปก่อนแล้วตนเองค่อยๆ ว่ายเข้าไปใกล้ รูปทรงเป็นจะงอย มีเศษเนื้อติดอยู่ตรงปลาย วัสดุสีเงิน มันวาว สะท้อนแสงนั่นทำให้ร่างผมสั่นเทิ้ม ไม่ผิดแน่ มีสิ่งมีชีวิตแค่ประเภทเดียวที่ใช้ของอย่างนี้ สิ่งมีชีวิตเบียดเบียนผู้อื่นได้อย่างโหดร้ายที่สุด

'มนุษย์'

ผ่านมานานเหลือเกินที่ไม่ต้องพบเจอกับมนุษย์ คิดว่าบ่อน้ำกลางป่านี้จะทำให้หนีพ้นแล้วเชียว แต่คงจะคิดผิดไป พวกเราทุกคนคงรู้ดีแล้วว่าไม่ควรเข้าใกล้สิ่งแปลกปลอมอันแสนอันตรายนี้ แต่เมื่อจ้องมองประกายเงาวับที่สะท้อนเข้าตา ลอยอยู่กลางสายน้ำ ท่ามกลางฝูงเพื่อน ก้อนหิน พรรณไม้น้ำ บ้านหลังใหม่สงบสุขอันเป็นที่รัก ประกอบกับความทรงจำอันเลวร้ายที่หลั่งไหลกลับเข้ามาในสมอง ทำให้อารมณ์อันรุนแรงพวยพุ่งขึ้นในร่างกายเหมือนฟองอากาศ อัดแน่นจนแตกระเบิดในที่สุด มือขวาคว้าเอาจะงอยนั่นแล้วพุ่งขึ้นโผล่พ้นผิวน้ำทันที

“เห้ย!!!”

มนุษย์อย่างที่คิดนั่นแหละ จะเป็นอะไรไปได้ ผมขว้างสิ่งประดิษฐ์เลวๆ นั่นใส่เจ้าของที่ลนลานถอยห่างจากโขดหินที่ขอบบ่อ จ้องมองสัตว์ประเสริฐแสนโสโครกด้วยแววตาเคียดแค้น ประสบการณ์สอนให้ผมเข้าใจว่ามนุษย์นั้นอันตราย เห็นแก่ตัว และน่ารังเกียจเป็นที่สุด และคนคนนี้เองก็คงไม่ต่างกัน

“ออกไป!! แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก!!! มนุษย์โสโครก!!!”

มนุษย์นั่นจ้องกลับมาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ปากเผยอออกอย่างตกใจ และล้มกลิ้งลงบนพื้นหญ้า แต่ก็ยังไม่ยอมขยับหนีจากขอบบ่อไปไหนไกล ซ้ำยังจ้องมาที่ผมอย่างไม่ลดละ ช่างเป็นภาพที่น่าหงุดหงิดเหลือเกิน ทำไมมนุษย์คนนี้ถึงหน้าตาโง่เง่าขนาดนี้นะ ดวงตาค่อนข้างโตฉายแววงี่เง่าขัดกับร่างกายที่ค่อนข้างเทอะทะ แขน มือที่ดูแข็งแรงและใหญ่ แต่กลับชี้มาที่ผมสั่นๆ

“นิ่งอยู่ทำไม! บอกให้ไปไง!! ออกไป!!”

“นะ นาย นายเป็นตัวอะไรน่ะ?”

ตัวอะไรงั้นเหรอ นั่นสินะ ตัวอะไร ยิ่งมนุษย์นั่นตัวสั่นเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกมีอำนาจเท่านั้น จากที่หยุดอยู่กลางบ่อก็ค่อยว่ายเข้าไปใกล้อีกฝ่ายเรื่อยๆ ก่อนจะยกตัวขึ้นนั่งบนหินใกล้ฝั่ง ดวงตานั่นยิ่งเบิกกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นท่อนล่างของผม ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่ตั้งแต่เอวจนถึงปลายเท้าปกคลุมไปด้วยเยื่อบางๆ คล้ายครีบสีชมพูแดง เหมือนๆ กับที่กึ่งกลางแผ่นหลังและริมใบหู

ประหลาดสินะ สิ่งที่มนุษย์เป็นคนดัดแปลงขึ้นมาน่ะ

“ไม่รู้งั้นเรอะ? มนุษย์"

“งะงะ เงือกเหรอ? มะไม่สิ นี่ไม่ใช่ทะเล"

“ฉันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของพวกแกไง มนุษย์ สัตว์ผสมน่ะ"

“สัตว์ผสม? แต่ว่า พวกนั้นต้องอยู่ในห้องทดลองหรือตามร้านสิ"

“หึ แล้วคิดว่าฉันไม่มีปัญญาหนีออกมารึไง? พวกมนุษย์จองหอง คิดว่าตัวเองเท่านั้นที่มีสติปัญญา มีอำนาจ ทุเรศที่สุด”

“นะ นี่ มนุษย์ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกคนหรอกน่า"

“ไม่จริง มนุษย์เห็นแก่ตัวหมดทุกคนนั่นแหละ! ตัวแกเองเมื่อกี๊ก็ยังคิดจะฆ่าพวกฉันอยู่เลยไม่ใช่รึไงกัน!”

มนุษย์นั่นอ้าปากค้างแล้วก็ค่อยๆ ก้มหัวลงส่ายหน้าเล็กน้อย แปลก จากประสบการณ์ทำให้ผมขยาดกลัวมนุษย์มาก ถ้าไม่จำเป็นไม่อยากพบหน้าด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ความรู้สึกอีกด้านกำลังตีพุ่งขึ้นมา โกรธ โมโห ต้องการแก้แค้น โดยเฉพาะเมื่อมนุษย์ตรงหน้าดูไม่ได้เป็นตัวอันตรายอย่างที่เคยพบมา แต่เพราะอย่างนั้นกลับทำให้รู้สึกว่า มนุษย์นี่แปลก ไม่เหมือนอย่างที่คุ้นเคยเลย

“ฉันขอโทษ แต่ฉันหมดหนทางแล้ว ฉันไม่มีอะไรกิน"

“ว่ายังไงนะ?”

มนุษย์นั่นถอนหายใจหนักแล้วเล่าเรื่องราวของตนเองออกมา ผมไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก ไม่เข้าใจทั้งว่าทำไมมนุษย์นั่นถึงมาเล่าเรื่องอะไรแบบนี้ให้ผมฟัง ไม่เข้าใจทั้งว่าทำไมผมถึงนั่งฟังจนจบ มันแปลกเอามากๆ เลย แต่ยังไงก็ตาม ใจความที่จับได้คือ มนุษย์นี่เพิ่งเสียเงินไปมากมาย ทำให้ต้องย้ายออกจากที่อยู่ในเมือง และออกมาอยู่บ้านริมชายป่า อยู่ไปได้สักพักก็ไม่มีอาหารกินจนหมดหนทางต้องมาตกปลาที่นี่เพื่อความอยู่รอด

“ประสาท ตาไม่มีมองหรือไงว่าบ่อนี้มีแต่ปลาหางนกยูง"

“นายจะว่าอย่างนั้นก็ตามใจ แต่ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเหมือนกัน ของป่าแถวนี้ไม่มีที่กินได้เลย ฉันไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่วันก่อน ตาลายไปหมดแล้ว แต่ยังไงฉันก็ไม่ควรจะจับพวกนายกิน ก็ ขอโทษก็แล้วกัน"

“หึ"

“ฉันเดินกลับบ้านไม่ไหวแล้วล่ะ ถ้ายังไงฉันขออยู่ตรงนี้ก็แล้วกันนะ"

“ฉันไม่-”

“ขอร้องล่ะ ฉันไปไหนไม่ไหวแล้ว ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่ทำอะไรพวกนาย"

พูดจบมนุษย์นั่นก็ล้มตัวลงนอนแผ่ข้างบ่ออย่างนั้นจริงๆ ผมจ้องมองอีกฝ่ายเขม็ง แต่ผ่านไปสักพักร่างกายใหญ่โตนั่นก็ยังไม่ขยับไปไหน ผมลงจากโขดหินและว่ายเข้าไปใกล้ ริมฝีปากนั่นซีดทีเดียว ร่างกายสั่นน้อยๆ ไม่ว่าจะเกิดจากอะไรก็ตามแต่มนุษย์นี่ท่าทางจะสภาพย่ำแย่จริงๆ ขณะที่ผมกำลังจ้องมองสำรวจมนุษย์ตรงหน้าอยู่นั้นดวงตาอีกฝ่ายก็เปิดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มบาง

“ลืมแนะนำตัวไป ฉันชื่อซึงชอลนะ นายล่ะชื่ออะไร?"

“จะรู้ไปทำไม ยุ่ง"

“นายอาจจะเป็นคนสุดท้ายที่ฉันจะได้คุยด้วยก็ได้นี่นา ฉันก็อยากจะรู้จักชื่อนายไว้"

“ไม่จำเป็น"

“งั้นเหรอ งั้นฉันจะเรียกนายว่าปลาน้อยก็แล้วกันนะ เจ้าปลาน้อย"

“นี่!!”

“นายเล่าเรื่องของนายให้ฉันฟังบ้างสิ"

“ไม่จำเป็น!”

“ยังไงฉันก็ไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว เล่าให้ฉันฟังหน่อยเถอะน่า นะ ฉันไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ผสมเท่าไหร่เลย ราคาแพงน่ะไม่ใช่เรื่องของคนระดับล่างเขาจะสนใจกัน นี่ นายหนีมาจากที่แบบไหนเหรอ? แล้วหนีมาได้ยังไง?”

ผมจ้องหน้าเขานิ่ง บนใบหน้ามนุษย์นั่นมีรอยยิ้มจางๆ ดูอ่อนแรงเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เมื่อเห็นสายตาอย่างนั้นผมก็ยกแขนขึ้นท้าวขอบบ่อแล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องของผมบ้าง เรื่องที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน ด้วยภาษาที่ไม่ได้ใช้สื่อสารมานานแสนนาน ผมเล่าถึงภาพแรกสุดของชีวิตที่จำได้ ตู้กระจกใสที่มีมนุษย์ยืนรายล้อมเต็มไปหมด และหลังจากนั้น ถูกกระชากขึ้นจากน้ำ และโยนกลับลงมาใหม่หลายต่อหลายหน สายพลาสติกที่รัดร่างกายแนบไปกับเตียง แท่งเหล็กแหลมที่กดลึกเข้ามาที่ข้อพับ ความเจ็บปวดที่ไหลไปทั่วร่าง สารหลายต่อหลายอย่างที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายผ่านท่อ ทุกวันคืนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานเป็นความทรงจำหลักหนึ่งเดียวของผมต่อสถานที่แห่งนั้น สถานที่ที่เต็มไปด้วยเหล็กสีเงิน สะท้อนกับแสงไฟสีขาว ภาพที่ผมผูกโยงกับคำว่ามนุษย์

“ฉันก็คิดอยู่ว่ามันน่าจะโหดร้าย ในห้องทดลองอะไรพวกนั้น วิทยาศาสตร์มักจะโหดร้ายกับเหยื่อเสมอ"

“หึ ไม่ใช่วิทยาศาสตร์หรอก มนุษย์ต่างหาก"

“นั่นก็คงใช่ แล้วนายหนีออกมายังไงเหรอ?”

“หึ มนุษย์น่ะฉลาด แต่ก็โง่ มันคงไม่คิดว่าสัตว์ผสมที่เกิดจากปลาต่ำต้อยจะแว้งกัดมันได้ล่ะมั้ง"

ฟันของมนุษย์นั้นทู่ ฟันของปลาก็เช่นกัน แต่ฟันของสัตว์ที่ผสมมาจากสองพันธุ์และถูกบีบอัดด้วยความทุกข์ทรมานนั้น คมเสียยิ่งกว่ามีดเล่มไหนๆ มนุษย์หน้าโง่มองผมด้วยสายตาหวาดหวั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ผมคาดไม่ถึง

“งั้นนายเป็นปลาหางนกยูงสินะ เจ้าปลาน้อย"

แปลก มนุษย์นี่แปลกจริงๆ

“เลิกเรียกฉันว่าปลาน้อย มนุษย์ลิงหน้าโง่"

“นายไม่ยอมบอกชื่อฉันนี่นา ฉันก็ต้องเรียกนายว่าเจ้าปลาน้อยน่ะสิ"

ผมรู้สึกโมโหอย่างบอกไม่ถูกเลยตัดสินใจดำกลับลงไปใต้น้ำโดยไม่ลืมสะบัดครีบให้น้ำกระเซ็นเข้าหน้ามนุษย์น่ารำคาญนั่นด้วย คืนนั้นผมโผล่พ้นน้ำขึ้นมาดูอีกครั้ง มนุษย์นั่นก็ยังไม่ไปไหน สงสัยว่าร่างกายจะขาดอาหารมากจนเคลื่อนไหวไม่ได้แล้วจริงๆ มนุษย์นั่นจะมาตายที่นี่งั้นเหรอ? เช้าวันรุ่งขึ้นก็ยังอยู่ แต่ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท ผมช่างใจอยู่นานถึงยกมือขึ้นไปอังที่ริมจมูก ยังมีลมหายใจอยู่ ยังไม่ตาย แต่ลมหายใจแผ่วเบาเต็มที ไม่มีเหตุผลเลยที่ผมจะต้องช่วย ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องสนใจด้วยซ้ำ มนุษย์น่ะ ตายๆ ไปเสียก็ดีแล้ว แต่บางอย่างในสมองทำให้ผมไม่สามารถเพิกเฉยได้ บางอย่างในท่าทีของมนุษย์นั่นต่อผม บางอย่างในรอยยิ้มจางๆ นั่น บางอย่างในคำขอโทษที่ไม่เคยได้รับ

บางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่า มนุษย์อาจไม่ได้มีแค่แบบเดียว

เพี๊ยะ!!

“หะ เห้ย!”

“กินลงไปซะ!!!”

ผมหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ไม่ชอบใจที่ตนเองดำลงไปก้นบ่อเพื่อหาสาหร่ายมาให้อีกฝ่ายแบบนี้ สาหร่ายซึ่งเป็นอาหารหลักของพวกเรา สาหร่ายซึ่งมนุษย์ไม่ควรได้รับ แต่ผมก็ทนให้มนุษย์โง่นี่มาเป็นศพข้างบ่อไม่ได้ ดังนั้นเมื่อเลือกที่จะให้อาหารอีกฝ่ายแล้วผมก็เลยฟาดลงไปบนหน้าโง่ๆ นั่นเต็มแรงจนตื่นขึ้นมาจนได้ มนุษย์นั่นทำหน้างงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบกินลงไปโดยไม่ได้ถามอะไรต่อ ท่าทางตะกละมูมมามนั่นทำให้ผมอดพ่นลมหายใจออกทางปากจนเกิดฟองบนผิวน้ำอย่างรำคาญใจไม่ได้

“ขอบคุณมากนะเจ้าปลาน้อยสำหรับอาหาร"

“เลิกเรียกเจ้าปลาน้อยสักที!!!”

“แล้วสรุปว่านายชื่ออะไรล่ะ?”

“ไม่จำเป็นต้องบอก!!”

“อะฮ่า งั้นก็เรียกเจ้าปลาน้อยนั่นแหละ"

“ไอ้มนุษย์ลิงหน้าโง่!! กินเสร็จแล้วก็ไสหัวไปซะ!”

“ฮ่าๆๆ ก็ได้ๆ ฉันเป็นมนุษย์ลิงหน้าโง่ก็ได้ เจ้าปลาน้อย"

“ฉันไม่ใช่ปลาน้อย!! อยากตายหรือไง!!”

ผมรู้สึกหงุดหงิดสุดขีดที่มนุษย์บ้านั่นเอาแต่หัวเราะ ทำเหมือนการที่เห็นผมโมโหเป็นเรื่องสนุก เรื่องน่าสนใจ ผมว่ายไปประชิดขอบบ่อก่อนจะกระโจนขึ้นบนบก นั่นทำให้มนุษย์นั่นเบิกตากว้าง แต่ไม่ทันที่จะขยับหนีไปไหนมือทั้งสองของผมก็คว้าหมับเข้าที่ลำคอหนาแล้วออกแรงบีบ กดลงกระแทกกับพื้นหญ้า ผมเตรียมตั้งรับหากต้องต่อสู้ ผมพร้อมจะกัดคออีกฝ่ายจนหลุดเหมือนที่เคยทำ แต่ปฏิกิริยาที่ได้กลับทำให้ผมหยุดชะงัก มนุษย์นั่นนอนแผ่มองหน้าผมนิ่งโดยไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนใดใด ผมกัดฟันอย่างหงุดหงิดแล้วออกแรงบีบขึ้นอีกเล็กน้อย

“อยากตายงั้นเหรอ?”

“เปล่า ไม่ได้อยากตาย"

“แล้วทำไมไม่สู้?”

“นายเป็นคนช่วยชีวิตฉันไว้นี่นา แล้วอีกอย่าง ฉันก็สัญญาแล้วนี่ ว่าฉันจะไม่ทำร้ายนาย"

นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดว่าจะได้ยินจากปากมนุษย์เลย ผมคลายมือออกเล็กน้อยอย่างตกใจ มนุษย์นั่นยิ้มบางแล้วจ้องตาผมตอบก่อนจะไล่สายตาลงมาที่ส่วนขาของผม มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาลูบครีบที่ต้นขาของผมแผ่วเบา ผมสะดุ้งด้วยกับสัมผัสที่ไม่คุ้นเคย

“สวยจังเลยนะ ครีบของนาย"

“...”

“นายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สวยงามจริงๆ นะ"

ผมรีบปัดมืออีกฝ่ายออก ก่อนจะกระโจนลงน้ำไปอย่างรวดเร็ว อวัยวะบางอย่างในอกกำลังทำงานอย่างหนักจนผมต้องยกมือขึ้นกุมไว้ มนุษย์นั่นทำอะไร ทำอะไรกัน ทำไมถึงเกิดอาการแบบนี้ขึ้นกับร่างกายของผม ว่าแล้วเชียว มนุษย์อันตรายจริงๆ ด้วย นี่คือการทดลองรูปแบบใหม่หรือเปล่านะ? การทดลองที่ไม่มีความเจ็บปวด ไม่ต้องใช้ยา แต่ก็มีผลข้างเคียงงั้นเหรอ ผมพ่นฟองอากาศออกจากปากอย่างอัดอั้นตันใจ นี่มันเกิดอะไรกันขึ้นนะ เพื่อนพ้องของผมว่ายเข้ามาใกล้แล้วจูบตามลำตัวผมเบาๆ ผมยกแขนขึ้นกอดตนเองไว้เพื่อให้สงบลงแต่แล้วเสียงของมนุษย์โง่นั่นก็ดังผ่านผิวน้ำลงมา

“ฉันกลับบ้านก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาหาใหม่นะ เจ้าปลาน้อย!! แล้วเจอกันนะ!!!”


“อกห่าว่อรหยบอืก!!!!!”

ถ้อยคำโกรธเกรี้ยวของผมส่งผ่านฟองอากาศขึ้นไปบนผิวน้ำ แต่อีกฝ่ายคงจะไม่รับรู้


'หยุดเรียกฉันว่าปลาน้อย!! ฉันชื่อจีฮุน!! ไอ้มนุษย์ลิงหน้าโง่ซึงชอล!!!'

Wednesday, 15 March 2017

White Day #minsoon

ช่วงนี้คิมมินกยูมีความสุขมากและร่าเริงสดใสเป็นพิเศษจากเดิมที่เป็นคนอารมณ์ดีอยู่แล้ว บางทีก็นั่งยิ้มคนเดียว หรือมองโทรศัพท์แล้วเขินตัวบิดไปมา สะบัดไหล่สะบัดมือ ท่าทางน่าหมั่นไส้น่าดู ถ้าไม่ใช่เพราะปิดเทอมอยู่เพื่อนๆ คงรุมกระทืบไปแล้ว สาเหตุของความสีชมพูหวานแหววของมินกยูในช่วงนี้มาจากซูนยองล้วนๆ ซูนยองใน 'คืนนั้น' ที่บ้านของเขา คิดถึงกี่ครั้งมินกยูก็ต้องส่ายหน้าไปมาด้วยความขวยเขิน ผ่านมาไม่ถึงสัปดาห์ก็ต้องคิดถึง อยากทำแบบนั้นอีก เขาว่ากันว่ารสของรักน่ะยิ่งสัมผัสยิ่งลุ่มหลง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ฮอร์โมนพุ่งพล่านและได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรก มินกยูปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากคืนนั้นความรู้สึกของเขาที่มีต่อซูนยองมันยิ่งมากขึ้นจนปรอทแตก รวมถึงความรู้สึกอย่างอื่นๆ ด้วย พี่ชายเขาชอบใส่กางเกงขาสั้นอยู่บ้าน ยิ่งอากาศร้อนแบบนี้ด้วยยิ่งสั้น ยิ่งบาง หลายครั้งแค่อีกฝ่ายนั่งขัดสมาธิ สายตาเขาก็แอบมองไล่ขึ้นไปที่ต้นขา หรือบางทีที่อากาศร้อนแล้วพี่ชายกระพือเสื้ออย่างหงุดหงิด เขาก็อดมองหน้าอก หรือหน้าท้องที่โผล่พ้นชายผ้าออกมาไม่ได้

จนเขาเริ่มกลัวตัวเองแล้วเหมือนกัน ว่าทำไมอยู่ๆ หื่นได้ขนาดนี้

แต่ก็นั่นแหละ เขาควบคุมตัวเองไม่ได้เลย และจากการศึกษาในอินเตอร์เน็ตเล็กน้อยเขาก็พอจะทำใจให้สบายขึ้นได้บ้าง เพราะเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติของเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต จะมีความต้องการทางเพศสูงพิเศษก็ไม่แปลก ดังนั้นเขาเลยพยายามปล่อยตัวปล่อยใจให้สบายๆ หน่อยแล้วจ้องต้นขาพี่ชายต่อไปโดยในใจวางแผนไปด้วย แผนที่จะนำให้เขาและซูนยองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบคืนนั้นอีก และก็ประสบโอกาสเหมาะเอาวันนี้พอดี วันที่ 14 มีนาคม หรือ White Day วันที่ผู้ชายจะต้องของตอบแทนผู้หญิงที่นำชอคโกแลตมาให้ในวันวาเลนไทน์ของเดือนก่อนหน้า

“ซูนนนนน"

“หืม ว่าไง?”

“ที่บ้านผมตอนนี้มีขนมจากต่างประเทศเยอะแยะเลยล่ะ ไปกินกันมั้ย?”

“หืม??”

ซูนยองที่กำลังนอนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่ข้างๆ พัดลมหันหน้ามามองเขาอย่างงุนงง มินกยูลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มันก็ฟังดูน่าสงสัยจริงๆ นั่นแหละ เหมือนคนร้ายใช้ขนมล่อเด็กไปเรียกค่าไถ่อะไรอย่างนั้นเลย แต่แผนที่เขาคิดได้ก็มีแค่นี้นี่นา

“ก็.. เอ่อ ที่บ้านเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศก็เลยเอาขนมมา.. วางไว้อะ ผมกินคนเดียวไม่หมด จะให้ขนมาก็ยังไงอยู่ เลยอยากให้ซูนไปนั่งกินด้วยกันที่นู่นอะ นะๆ ไปนะ"

“คุณน้าเหรอ?”

“อะ อื้ม"

“อ่า แล้ว-”

“เขาก็ออกไปไหนอีกแล้วไม่รู้แหละ"

“งั้นเหรอ..”

“อื้อ นะนะซูนนะ ไปช่วยผมกินหน่อยนะ นี่ก็หลายวันแล้วอะ กลัวเสีย"

“อ่า ก็ได้ๆ ไปๆ"

พอพี่ชายยอมมาด้วยอย่างง่ายดายมินกยูก็ดีใจเนื้อเต้น จะว่าทุเรศตัวเองก็ทุเรศที่ใช้ขนมหลอกล่อพี่ชายมาลวนลาม ตอนนี้เขาหยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ แต่เขาเริ่มจะเห็นลางร้ายอะไรบางอย่างตอนที่ซูนยองเดินลากขาท่ามกลางแสงแดดแล้วบ่นงึมงำ ขมวดคิ้วแน่น เขาลืมไปเลยว่าพาซูนยองออกมาเดินกลางแดดในช่วงฤดูร้อนไม่ได้ ดูเหมือนซูนยองเองก็ลืมไปเหมือนกันถึงได้ยอมตามออกมาง่ายๆ แบบนี้ ร่มก็ไม่เคยพกอยู่แล้ว มินกยูเริ่มตัวซีดลงๆ เมื่อเห็นซูนยองอารมณ์บูดถึงขีดสุด ก็วันนี้มันร้อนเกือบถึงสี่สิบองศาเลยนี่นา แย่แล้วสิ

“โว้ยยยย ร้อนนนนนนนนนนนนนน"

ระเบิดลงที่บ้านเขานี่แหละ แทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา มินกยูรีบวิ่งไปเปิดแอร์ทุกตัวในบ้านอย่างไม่คิดชีวิต ก่อนจะวิ่งไปหยิบผ้ามาพันน้ำแข็งแล้วส่งไปลูบๆ ลำคอพี่ชาย โดยพ่วงน้ำเย็นเจี๊ยบและโมจิไส้ไอศกรีมมาให้ด้วย ซูนยองยังคงบ่นเป็นหมีกินผึ้งแต่ก็ค่อยอารมณ์เย็นลงตามลำดับ ยิ่งเห็นน้องชายปรนนิบัติพัดวีขนาดนี้ยิ่งรู้สึกผิด ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวมินกยูเบาๆ

“โทษทีๆ ฉันอารมณ์เสียไปหน่อย ขึ้นมานั่งดีๆ เถอะ"

“เอ่อ ไม่เป็นไรฮะผมเช็ดให้ดีกว่านะ ผมผิดเองนั่นแหละ อากาศร้อนขนาดนี้ยังพาซูนออกมาเดินอีก"

ซูนยองนั่งกินโมจิด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นในขณะที่มินกยูใช้ผ้าขนหนูซับๆ ตามลำคอซูนยอง แต่ซับไปซับมาอาการหื่นก็กลับมาอีกครั้ง จะว่าเขาโรคจิตก็ได้แต่พอมานั่งใกล้ๆ ซูนยองที่เหงื่อแตกเต็มตัวแบบนี้เขากลับรู้สึกตื่นตัวขึ้นมายังไงแปลกๆ ซูนยองเป็นคนเหงื่อออกง่าย และการเดินจากบ้านมาที่นี่ก็ทำให้พี่ชายเขาเหงื่อซกทั้งตัว จนเสื้อเปียก หมด เลย สายตาไล่ลงมองแถวหน้าอกพี่ชายอย่างไม่ได้ตั้งใจ วันนี้ซูนยองใส่เสื้อสีขาวซะด้วย แล้วก็บาง จนมองเห็น ทะลุ ไปยัง ตรงนั้น ที่ตอนนั้น ลิ้น ของ เขา เคย -

“มินกยู พอแล้วล่ะ นายเองก็เหงื่อออกเหมือนกัน มานี่มา ฉันซับให้"

ซูนยองดึงผ้าออกจากมือน้องชายแล้วกลับด้านเพื่อซับแก้มน้องชายที่เขาคิดว่าแดงขึ้นจากแดด แต่ความจริงแล้วมันก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียว มินกยูแทบลมจับเมื่อพี่ชายหันหน้าเข้าหาแล้วโน้มตัวมาใกล้ สายตามองไล่จากดวงตา ลงมาที่แก้มที่ขึ้นสีจากความร้อน ริมฝีปาก ลำคอ และหน้าอก-

“ซะซูน ผมว่าเราเหงื่อแตกกันเยอะเลยอะ ไปอาบน้ำดีกว่านะเดี๋ยวเหม็น"

“หืม?”

“กะ ก็ ดูสิๆ เสื้อเปียกหมดเลย ไม่ใช่เหม็นอย่างเดียวนะตัวเปียกๆ แบบนี้มานั่งตากแอร์นะไม่สบายแน่เลย เชื่อสิ"

“อืม ก็จริง"

“นะนะ ป่ะป่ะ"

มินกยูยิ้มกริ่มเมื่อพี่ชายเดินตามขึ้นมาบนห้องนอน พอเข้ามาถึงซูนยองก็ชะงักไปเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อสายตาไปตกอยู่ที่เตียงกว้างที่มีผ้าห่มผืนใหญ่สีเทา ภาพจากเมื่อคืนวันนั้นไหลเข้ามาในหัวเป็นฉากๆ พอหันไปมองมินกยูที่ยืนยิ้มอยู่ เขาก็เริ่มรู้แล้วว่าน้องชายพาเขากลับมาที่นี่อีกทำไม แต่เรื่องอาบน้ำยังไงก็คงต้องอาบเพราะนอกจากเขาจะไม่สบายตัวแล้วก็ยังเสี่ยงไม่สบายอย่างที่น้องชายบอกจริงๆ

“งั้นฉันอาบห้องนี้ นายอาบข้างล่างเหมือนเดิมนะ?”

“อาบด้วยกันก็-”

“โอเค งั้นเดี๋ยวอาบเสร็จเจอกันในครัวข้างล่าง จะได้กินขนมกัน"

ปัง! แกร๊ก!

ปิดประตูลงกลอนเรียบร้อยเล่นเอามินกยูอ้าปากค้าง ซูนยองไหวตัวทันแล้วแน่ๆ ไม่อย่างนั้นพี่ชายเขาไม่ระวังตัวแบบนี้หรอก มีการตัดบทกันอีก มินกยูได้แต่กัดผ้าห่มอย่างลำบากใจ ตอนนี้ในหัวมีอยู่สามทางเลือก ทางเลือกหนึ่งคือสะเดาะกลอนห้องน้ำแล้วเข้าไปอาบด้วย แต่ก็เสี่ยงถูกถีบหัวทิ่ม ทางเลือกที่สองคือรีบลงไปอาบน้ำข้างล่างแล้วขึ้นมาดักรอตอนออกจากห้องน้ำใหม่ๆ ซึ่งก็อาจจะถูกลากลงบันไดมากินขนมอยู่ดี ส่วนทางเลือกที่สามคือ เลิกลามกแล้วกินขนมกันดีๆ

ก็ต้องเป็นทางเลือกที่สองแหละ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ทางเลือกที่สามน่ะโยนมันทิ้งไปซะ

มินกยูวิ่งลงชั้นล่างไปอาบน้ำเร็วเหมือนสายฟ้าแลบแล้วรีบโกยขนมจากตู้เย็นขึ้นมาโยนเต็มพื้นห้องนอน โชคดีที่เขาอาบน้ำเสร็จก่อนทำให้เขาได้รู้ก่อนว่า ในตู้ไม่มีเสื้อผ้าเลย นอกจากกางเกงไม่กี่ตัว เขาเคยมาจัดการดูแลบ้านบ้างเลยต้องเปลี่ยนจากกางเกงขายาวเป็นขาสั้นเพื่อความคล่องตัว แต่ไม่เคยเอาเสื้อมา นั่นทำให้เขายิ้มกว้างขึ้นมาอย่างชั่วร้าย หมายความว่าซูนยองจะต้องใส่กางเกงตัวเดียว อยู่ในห้อง กับเขาสองคน นึกสมน้ำหน้าที่พี่ชายรีบร้อนหนีเขาเข้าห้องน้ำไปแบบนั้นจนไม่ได้เอาเสื้อผ้าเข้าไปด้วย มินกยูรีบหลบหลังเตียงทันทีเมื่อได้ยินเสียงประตูห้องน้ำเปิดออก ซูนยองโผล่หน้าออกมามองซ้ายมองขวา เมื่อไม่เห็นใครก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าทั้งๆ ที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียว

ผ้า เช็ด ตัว ผืน เดียว อีก แล้ว

ยิ่งมองจากมุมต่ำด้วยแล้ว มินกยูยิ่งรู้สึกอุณหภูมิ ฮอร์โมน และต่อมหื่นในร่างกายสูงปรี๊ดจนปรอทแตก ซูนยองก้มๆ เงยๆ หาเสื้อผ้าในตู้แล้วก็ถอนหายใจออกมาเสียงดังแถมยังบ่นอะไรงุบงิบๆ อีก สองมือก็ลูบแขนตัวเองไปด้วย เพราะมินกยูเปิดแอร์ไว้เบอร์แรงสุดน่ะสิ

โถ ซูนยอง หนาวเหรอ มินกยูคนนี้จะกอดเอง

“อ่ะ!! มะ มินกยู!!”

“หาอะไรอยู่เหรอครับ?”

มินกยูฝังจมูกลงที่ลาดไหล่ของพี่ชาย หอม หอมฉุยเลย ซูนยองตอนอาบน้ำใหม่ๆ นี่หอมชื่นใจจริงๆ ในขณะที่น้องชายกำลังมีความสุข พี่ชายก็ตัวสั่นด้วยความตื่นตระหนก ซูนยองรู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไง ได้แต่โทษตัวเองที่หลงกลน้องชายซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ จะหนียังไงรอดในเมื่อเสื้อผ้าก็ไม่มี มีแต่กางเกงไม่กี่ตัว อยู่ในห้องสองต่อสองแถมยังถูกกอดไว้แล้วด้วย ที่สำคัญคือ ผ้าเช็ดตัวเฮงซวยนี่อีกแล้วที่ทำให้เขาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แต่เขาก็ต้องพยายามทำใจดีสู้เสือไว้ก่อน

“มะ มินกยู ทำไมในตู้มีแต่กางเกงล่ะ เสื้อไม่มีหระ อ่ะ เหรอ?”

“อืมม ไม่มีอะครับ พอดีผมไม่ได้มาค้างที่นี่เลยซูนก็รู้นี่นา ไม่เป็นไรหรอก ก็อากาศร้อนออกนี่นา เนอะ"

ซูนยองกรีดร้องในใจอย่างหมดหนทางเมื่อน้องชายเริ่มจูบซับหยดน้ำตามไหล่และคอเขาอย่างใจเย็น ทำยังไงดี จะหนีไปจากตรงนี้ยังไง ประตูอยู่ไกลเกินไป บ้าเอ๊ยทำไมห้องต้องใหญ่แบบนี้ ถึงจะทำให้พอหนีไปหนีมาได้ก็เถอะ แต่จะหลุดออกจากอ้อมกอดนี้ได้ยังไง ดูก็รู้ว่ามินกยูไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ แน่ มินกยูยิ้มกริ่มอย่างเหนือกว่าเมื่อแอบมองเสี้ยวหน้าซูนยองจากด้านหลัง ลนลานไปหมดเลย

“มะมินกยูงั้น งั้นเดี๋ยวฉันใส่กางเกงก่อนแล้วกันเนอะแล้วลงไปกินขนมกันเนอะ"

“อืม ไม่ต้องลงไปไหนหรอกครับผมเอาขนมขึ้นมาบนห้องหมดแล้วนี่ไง กินกันบนนี้แหละ"

“อ่า กะกินกันบนนี้เหรอ"

“อื้ออ~”

“งะงั้นก็ ปละปล่อยก่อนสิ จะได้ใส่กางเกง"

“...”

“...”

“ไม่เห็นต้องใส่เลย เดี๋ยวก็ต้องถอดอีกอะ"

นั่นทำให้ซูนยองรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะหนึ่ง นั่นเป็นเหมือนเสียงสัญญาณนกหวีด ว่ามันได้เริ่มขึ้นแล้ว

“มิน- อ่ะ!!”

ซูนยองรู้ว่ามินกยูแข็งแรง แต่ไม่คิดว่าขนาดนี้ เขาถูกอุ้มจนลอยหวือข้ามหัวอีกฝ่ายไป รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่แผ่นหลังกระแทกกับอะไรบางอย่างนุ่มๆ เตียง เขาถูกเหวี่ยงจนลงมานอนหงายบนเตียง ซูนยองหน้าซีดเมื่อมินกยูตามขึ้นมาคร่อมทับทันที แววตาของน้องชายเขาเหมือนมีประกายไฟลุกโชนอยู่ ซวย ซวยแล้วแน่ๆ มินกยูไม่ได้ประชิดเข้ามาจูบเขาจนตาลายเหมือนครั้งที่แล้ว แต่อีกฝ่ายแค่มองเขานิ่งๆ และยกยิ้มแบบที่ไม่น่าไว้ใจเขาซะเลย ข้อมือเขาถูกกดไว้กับเตียงทั้งคู่ แล้วแบบนี้จะรอดได้ยังไงกัน ซูนยองกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก คิดหาทางรอด แต่ดูเหมือนจะไม่มี

“มะ มินกยู ทะ ทำอะไร-”

ไม่สิ การถามเตือนสติแบบนี้ตอนนี้คงไม่ได้ผลแล้วล่ะ จังหวะนี้คงต้องลองเกลี้ยกล่อมเท่านั้น

“มินกยูอย่าทำแบบนี้เลย ปล่อยฉันเถอะ"

“บอกว่าอย่าทำๆ อีกแล้ว ซูน ถามจริงๆ มันผิดมากเหรอการแสดงความรักแบบนี้น่ะ"

“..เอ่อ คือฉัน ฉันไม่อยากให้นายหมกมุ่นเกินไป เรื่องพวกนี้มันธรรมชาติก็จริงฉันเคยพูดแล้ว แต่ระ เรื่องพวกนี้น่ะยิ่งเสพก็ยิ่งติด ฉันไม่อยากให้นายมีแต่เรื่องพวกนี้ในหัวตลอดเวลามันจะไม่เป็นอันทำอย่างอื่นนะ"

“หืม ไม่อยากให้ผมมีแต่เรื่องพวกนี้ตลอดเวลาเหรอฮะ? ผมน่ะ หยุดคิดเรื่องนี้ไม่ได้เลยมาอาทิตย์หนึ่งแล้วล่ะ"

“หะ หา?”

“เพราะว่าไม่ได้ทำต่างหากถึงทำให้ใจมันไม่สงบน่ะ เพราะงั้นถ้าซูนกังวลเรื่องนั้นล่ะก็ ยิ่งต้องให้ผมทำเลยนะ"

ซูนยองรู้สึกเกลียดมินกยูขึ้นมาชั่วขณะเมื่อน้องชายยื่นหน้าลงมายิ้มล้อเลียน ก่อนจะจูบเขาหนักๆ หนึ่งที เขารู้สึกว่าเหตุการณ์ตอนนี้มันเปลี่ยนไป คราวที่แล้วมินกยูถูกกระตุ้นเพราะเขาดันแต่งตัวไม่เรียบร้อย แถมสถานการณ์ยังพาไปเพราะอยู่บนเตียงด้วย แต่ครั้งนี้ ครั้งนี้มินกยูจงใจ น้องชายเขาวางแผนให้เขามาอยู่ที่นี่ เวลานี้ และอยู่ในสภาพอย่างนี้ ร้ายกาจ ร้ายกาจจริงๆ มินกยูเริ่มเห็นสีหน้าพี่ชายเปลี่ยนไปก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างอ่อนใจ เขาไม่ได้อยากบังคับขืนใจซูนยองสักหน่อย อยากให้ซูนยองต้องการไปพร้อมกับเขาต่างหาก แบบนี้คงจะต้องใช้วิธีใหม่

“ซูนอะ ซูนไม่รู้เหรอว่าวันนี้วันอะไร?”

“หะ หา วันอะไรอีกแล้วเนี่ย?”

“หึ วันนี้น่ะ White Day นะฮะ"

“อะ อ่า..”

“เพราะงั้นก็เลยชวนมากินขนมที่บ้านเนี่ย แล้วก็ อยากจะได้ของขวัญตอบแทนชอคโกแลตวันวาเลนไทน์ด้วยนี่นา"

“อ่า งะงั้นเหรอ"

“นะนะ นะฮะ นะซูนนะ หรือซูนไม่ชอบเหรอ คืนนั้นน่ะ?”

“กะก็ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่-”

“ถ้าชอบ ก็ไม่มีแต่แล้วฮะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องผิดสักหน่อยอะ น้า"

“เห้อ มินกยู ฉันไม่อยากเป็นต้นเหตุให้นายเสียเด็กเลยให้ตาย- อ่ะ อ้า!! มินกยู!!”

“ไม่เห็นเสียเด็กเลย ผมโตจะตายชักแล้ว เมื่อไหร่จะจำสักที"


มินกยูตะปบลงที่หว่างขาซูนยองทันทีอย่างหงุดหงิดเมื่อพี่ชายเขาทำเหมือนเขาเป็นเด็กๆ ซูนยองหน้าขึ้นสีเมื่อฝ่ามือของน้องชายเริ่มขยับ พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกให้ใจเย็น แต่ก็ทำได้ยากเมื่อมินกยูโน้มหน้าลงมาจูบลงที่หน้าอก จุดอ่อนของเขาเลย เพิ่งรู้พร้อมมินกยูในคืนนั้นแหละ ซูนยองรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟไหลทั่วร่าง ถูกสัมผัส ถูกจูบตรงไหนก็ช็อตไปหมดจนเรี่ยวแรงหายไม่มีเหลือได้แต่นอนหอบหายใจอยู่อย่างนั้น เขาแพ้ทางมินกยูจริงๆ แพ้ทุกอย่าง แพ้อย่างราบคาบ มินกยูเหลือบมองพี่ชายที่ซุกหน้าลงกับผ้าห่มแล้วก็หลุดยิ้มออกมา ทีแรกก็กลัวอยู่หรอกว่าจะเป็นการฝืนใจพี่ชาย ทำให้อีกฝ่ายทรมาน แต่พอเห็นสีหน้าแบบนั้นแล้วเขาก็รู้ว่าพี่ชายแค่ปากแข็งเท่านั้นเอง เห็นแล้วก็อดแซวไม่ได้

“ซูน ชอบมั้ยครับ?”

“อึก อื้ออ"

“ไม่ตอบเหรอ ซูน ชอบมั้ย? อยากให้ทำแรงกว่านี้ หรือเร็วกว่านี้มั้ย?”

“น่ะ นี่! หยุดพูด อึก ได้แล้ว!”

“หึๆ ปกติเหมือนซูนจะเป็นคนควบคุมผมนะ แต่พออยู่บนเตียงแล้ว ซูนก็เหมือนลูกไก่ในกำมือผมเลย รู้มั้ย"

ประโยคนั้นเหมือนไปจุดระเบิดอะไรบางอย่างในใจซูนยอง เขาลืมตาแล้วจ้องเขม็งมาทางน้องชายทันที มินกยูรู้สึกหนาววูบไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาเรียวของพี่ชาย แววตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รู้ตัวอีกทีก็ถูกจับพลิกลงมานอนหงายบนเตียงแทนแล้ว มินกยูอ้าปากค้างอย่างตกใจเมื่อพี่ชายกระชากกางเกงขาสั้นเขาออกอย่างรวดเร็วแล้วตะปบลงมาที่เดียวกับที่เขาเพิ่งกลั่นแกล้งอีกฝ่ายอยู่เมื่อครู่

“อ่ะ อ๊ะ ซะซูน ฮื่อออ อย่าา"


มินกยูรู้สึกว่าภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนไปชั่วขณะเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามือของพี่ชาย บีบรัดและขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็วก่อนจะตามมาด้วยริมฝีปากอุ่นๆ ตะโบมจูบลงมาทั่วทั้งใบหน้า ลำคอ และช่วงอก จบลงที่เดียวกันกับที่เขาเพิ่งกลั่นแกล้งอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ มินกยูหวีดร้องเสียงสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างกายเสียการควบคุมไปดื้อๆ ถ้าเขากระทำอะไรรุนแรงแล้ว ซูนยองยังยิ่งกว่า เหมือนอีกฝ่ายกำลังระบายอารมณ์โดยไม่มีขีดจำกัด เมื่อสบสายตากันก็ต้องสั่นสะท้าน ซูนยองในตอนนี้มีแววตาของผู้ล่าอย่างแท้จริง ถึงมือจะไม่ได้ถูกมัดไว้ แต่มินกยูกลับทำอะไรไม่ได้เลย ซูนยองละออกจากหน้าอกเขาชั่วครู่เพื่อมาไล่ต้อนลิ้นในโพรงปากของเขาอย่างเผ็ดร้อน จนมินกยูรู้สึกปากชาๆ พร้อมทั้งร้อนในอกไปหมดยามที่ฝ่ามือร้อนฉ่าบีบเค้นไปทั่วร่างของเขา แล้วยังมาตะปบลงที่สะโพกเขาแรงๆ จนต้องสะดุ้งอีก เหมือนกับจะเอาคืนทุกอย่างที่เคยถูกทำ มินกยูครางอื้ออึงในลำคอ รู้สึกเสียววูบไปทั่วช่องท้าง ซูนยองถอนจูบออกแล้ว แต่ยังคลอเคลียอยู่แถวริมฝีปาก

“ไงล่ะ ใครกันที่เป็นลูกไก่ในกำมือน่ะฮึ? เด็กน้อย"

“อ่ะ อ๊าา! ซูนนน!!”

ซูนยองรู้ไปหมด ต้องรูดตรงไหน บีบส่วนไหน บดขยี้ที่ปลายไหน ธรรมชาตินี่น่ากลัวจริงๆ ทำให้พี่ชายของเขาเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์ มินกยูนอนร้องระงมได้อยู่อย่างเดียว รู้สึกอ่อนเปลี้ยไปหมดเมื่อเป็นคนถูกกระทำ ร่างกายเกร็งยามที่ปลายลิ้นร้อนลากผ่าน ริมฝีปากนุ่มขบกัดไปทั่วร่างเหมือนที่เขาเคยทำอีกฝ่ายขึ้นรอยไปหลายวัน ตอนนี้เขาเองก็กำลังโดนทำแบบเดียวกัน แต่ยิ่งกว่า สะท้านเกร็งไปทั้งร่างเมื่อรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ต้นขา ตอนนี้เขาเป็นเหมือนเหยื่อตัวโตที่กำลังถูกล่า ทั้งๆ ที่เป็นแผนการของตนเอง มินกยูพยายามรวบรวมสติแล้วเอื้อมมือขึ้นไปช่วยทำให้พี่ชายได้ปลดปล่อยด้วยกัน ซูนยองครางเสียงต่ำอย่างพึงพอใจแล้วจูบที่แก้มเขาเบาๆ

“ฮื่ออ ซูน อึก ฮืออ อ๊าา!”

“มะ มินกยูอา อ่ะ อ้า!”

พายุสงบลง มินกยูหอบหายใจหนักพร้อมๆ กับที่ร่างค่อยๆ ผ่อนคลายลง ซูนยองจูบที่หน้าผากเขาเบาๆ ฝ่ามือที่ลูบอยู่ที่หัวทำให้มินกยูรู้สึกสบายขึ้น เมื่อเขาปรือตาขึ้นมองซูนยองก็จ้องเขาอยู่ก่อนแล้ว บนใบหน้าพี่ชายมีรอยยิ้มอยู่ แต่ไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยันหรือรอยยิ้มแบบคนเหนือกว่า แต่เป็นรอยยิ้มอบอุ่น อ่อนโยน รอยยิ้มของซูนยองที่เขาคุ้นเคย มินกยูซุกหน้าเข้ากับอกพี่ชายแล้วดึงอีกฝ่ายมากอดแน่น ซูนยองตบหลังเขาเบาๆ แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างไว้

“แผนนายตั้งแต่ชวนฉันมากินขนมแล้วใช่มั้ย?”

“หืม?”

“นายตั้งใจจะทำแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วใช่มั้ย?”

“เอ่อ.. อย่างที่ซูนคิดแหละครับ แหะๆๆ โอ๊ย!”

“มันน่าตีนัก! คิดแต่เรื่องแบบนี้เหรอหืม? คิดแบบนี้มาอาทิตย์หนึ่งแล้วด้วยใช่มั้ย? ใช่มั้ย?”

“ฮืออ ซูนอย่าตีผมสิ เจ็บนะ ก็ ก็ผมรักซูนอ่า อยู่ใกล้ซูนแล้วมันอดไม่ไหวทุกทีเลยอ่า"

“เหรอ งั้นสงสัยฉันต้องไล่นายออกจากบ้านแล้วล่ะ"

“มะ ไม่นะ! ไม่เอานะ!! ซูนอย่าไล่ผมนะ!!”

“ล้อเล่นน่า ใจเย็นๆ สิ"

ซูนยองจูบแก้มน้องชายเบาๆ แต่มินกยูก็ยังหน้ามุ่ยอยู่เล็กน้อย เขาไม่ชอบให้ซูนยองล้อเล่นเรื่องแบบนี้เท่าไหร่เลย ซูนยองรู้ว่าทำให้น้องชายไม่สบายใจก็พลิกตัวอีกฝ่ายมานอนคว่ำทับตนเองแล้วกอดแน่น ท่าประจำที่มินกยูชอบนอนที่สุด เขาเหลือบตามองกองขนมบนพื้นแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ สำหรับการหลอกล่อมาครั้งนี้ต้องยอมรับว่ามินกยูลงทุนมากจริงๆ

“มินกยู นายก็โตแล้วล่ะนะ ฉันว่าเรามาคุยกันแบบผู้ใหญ่ๆ ดีกว่า เรื่องที่เราทำกันน่ะ ถึงเราจะคิดว่าไม่ผิดแต่คนในสังคมทุกคนไม่ได้คิดแบบเราหรอกนะ นาย.. ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีแฟนเป็นผู้หญิงจริงๆ เหรอ?”

“ไม่ครับ ผมแน่ใจ ยิ่งผมอยู่กับซูนมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมั่นใจว่าผมจะไม่เปลี่ยนใจไปรักใครอีก เราอยู่ด้วยกันมาสิบสองปีแล้วนะครับ ถ้านั่นไม่พอที่จะพิสูจน์ได้ว่าผมรักซูนมากแค่ไหน ผมก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว"

“แต่ก่อนหน้านี้เราอยู่กันแบบพี่น้อง-”

“แล้วยังไงล่ะฮะ? มันจะไม่เหมือนกันตรงไหน ชีวิตผมก็มีแต่ซูนมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ถ้าต่อไป และตลอดไปจะมีแค่ซูน ผมก็คงมีคามสุขดี"

“อ่า.. นาย นายเคยคิดว่าอยากจะมีลูกบ้างมั้ย?”

“ไม่อะ หรือซูนอยากมีล่ะฮะ?”

“ปะ เปล่า แต่การมีลูกคือการสืบสกุลนะมินกยู"

“...”

“ถะ ถ้านายไม่มี ตระกูลนายก็.. คุณน้าก็-”

“อย่าพูดถึงแม่ผม!”

“...มินกยูอา"

“เรา เราอย่าพูดเรื่องนี้กันเลยนะฮะ"

“อืม แต่ยังไงฉันก็อยากให้นายเก็บไปคิดดูนะ"

“ไม่ต้องคิดแล้วล่ะครับ ผมมั่นใจในสิ่งที่ผมเลือก และผมเลือกซูนครับ"

“อ่า..”

“ผมถามซูนแค่คำเดียว ซูนรักผมมั้ย?”

“รักสิ"

“ถ้าซูนรักผม และพร้อมจะสู้ไปกับผม ไม่ทิ้งผมไปไหน แค่นั้นก็พอแล้วครับ"

“อ่ะ อืม"

“อย่าคิดมากอีกเลยนะครับ"




“แล้วก็ ถ้าซูนเองก็ชอบ เรามารักกันแบบนี้อาทิตย์ละครั้งดีมั้ย”

Saturday, 11 March 2017

Heat 2/2

ซูนยองยืนแหงนหน้าให้น้ำจากฝักบัวราดตัวอยู่แบบนี้มาเกือบสิบนาทีแล้ว คืนนี้เขาจะไปค้างที่บ้านมินกยู จริงๆ ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากปกตินักหรอก จะนอนที่ไหนก็เหมือนกันคือเขาก็ต้องนอนกับมินกยูอยู่แล้ว แต่หลังจากเหตุการณ์ในสระเมื่อครู่ทำให้เขาสงบใจไม่ได้จริงๆ โดยเฉพาะตอนที่เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ แล้วน้องชายเขาขอบคุณ นี่เขาพูดอะไรพลาดไปรึเปล่าเนี่ย?

“ซูนนน ช้าจังเลย เล่นน้ำเหรอ"

“เห้ย!!!”

ไม่ทันหายกังวล เจ้าตัวปัญหาก็มาสร้างความกังวลเพิ่มให้อีก ซูนยองรีบหันมามองอย่างตกใจเมื่อมินกยูเดินเข้ามาในห้องอาบน้ำเดียวกัน ยังดีที่เขาไม่ได้ถอดกางเกงว่ายน้ำไม่อย่างงั้นเหตุการณ์จะไปซ้ำกับในห้องแต่งตัวและเขาก็ไม่อยากนึกถึงมันเท่าไหร่ด้วย มินกยูเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนของพี่ชายแล้วก็ยิ้มกริ่ม เขารู้หรอกน่าว่าซูนยองคิดถึงอะไรอยู่

“ต้องยืมคำพูดซูนแล้วล่ะ จะเอาให้ตัวเปื่อยเลยเหรอออ"

“นะ นี่! ฉันพูดเพราะเป็นห่วงหรอกตอนนั้นน่ะ"

“ตอนนี้ผมก็เป็นห่วงเหมือนกันน นี่ดูสิ หน้าเหี่ยวหมดแล้วมั้ง"

“อะ ไอ้เด็กนี่!”

มินกยูหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบแก้มพี่ชายเบาๆ หน้าซูนยองไม่ได้เหี่ยวหรอกเขาก็พูดเล่นไปงั้นแหละ แต่ซูนยองอาบนานเกินไปแล้ว ถ้าให้เดาก็คงเป็นเพราะเรื่องที่เขาพูดที่สระ แล้วก็เรื่องในห้องแต่งตัวนั่นแหละ ก็ช่วยไม่ได้ เขาไม่อยากปล่อยให้อะไรมันไม่ชัดเจนไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม พอเกี่ยวกับซูนยองแล้วเขาก็ต้องการให้เข้าใจตรงกันทั้งคู่จะได้ไม่มีโอกาสเข้าใจผิดกัน โดยที่ไม่รู้ตัวมินกยูก็เลื่อนนิ้วโป้งไปลูบริมฝีปากพี่ชายเบาๆ สายตาที่จับจ้องอยู่อย่างนั้นทำให้ซูนยองร้อนหน้าขึ้นมาทันที

“อะ เอ่อ ฉันอาบเสร็จแล้วแหละ เรากลับกันเลยได้"

“หืม? ฮ่าๆๆ จะกลับทั้งกางเกงว่ายน้ำเหรอครับ?”

“เอ้ย ไม่ใช่ เดี๋ยวเปลี่ยนชุดก่อน"

“ฮ่าๆๆ ครับๆ รีบเปลี่ยนชุดดีกว่านะ"

มินกยูมองพี่ชายตัวเองอีกครู่หนึ่งก็เดินกลับออกมาเปลี่ยนชุดตัวเองบ้าง ลืมไม่ลงเลย ภาพร่างกายของพี่ชายเขาน่ะ เมื่อก่อนก็เห็นกันออกบ่อย แต่พอความรู้สึกเปลี่ยนอะไรๆ ก็เปลี่ยน ผิวของซูนยองไม่ได้ขาวจัด แต่ก็ไม่ได้แทน เขาไม่แน่ใจว่ามันเป็นสีอะไรนะแต่นุ่มมือใช้ได้เลย พอมีกล้ามเนื้ออยู่บ้าง แต่ก็ยังนุ่มเวลาที่เขาจับ หลังๆ มานี้ทำให้รู้สึกอยากจะ-

“มินกยู ฉันเสร็จแล้ว ป่ะ กลับบ้านกัน"

“อ่ะ ครับ"

สองพี่น้องตกลงกันว่าจะเอาของไปเก็บที่บ้านก่อนแล้วค่อยคิดกันทีหลังว่าจะกินอะไร แต่พอเดินมาถึงบ้านซูนยองก็เหนื่อยแล้วก็เริ่มขี้เกียจจนไม่ยอมออกไปไหนอีกทำให้ต้องสั่งข้าวมากินอย่างช่วยไม่ได้ ครั้งสุดท้ายที่มาค้างที่นี่ก็ตอนมินกยูเข้ามัธยมต้นใหม่ๆ เพราะโรงเรียนมินกยูอยู่ใกล้บ้านซูนยองมากกว่าบ้านตัวเอง การจะมาค้างที่นี่เลยออกจะลำบากไปหน่อย หลังจากนั้นน้องชายตัวโตก็เลยเป็นลูกคนที่สองของบ้านซูนยองโดยสมบูรณ์ นั่นก็ผ่านมาเกือบเจ็ดปีแล้วเพราะงั้นตอนที่ซูนยองมาหยุดยืนตรงหน้าบ้านของมินกยูถึงได้ตาโตด้วยความตกใจ

“โอ้โห บ้านใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย ไม่ได้มาซะนานจำไม่ได้เลย"

“จำไม่ได้น่ะถูกแล้วครับ พอดีต่อเติมนิดหน่อยน่ะ"

คงไม่นิดแล้วล่ะมั้ง แต่ซูนยองก็ไม่ได้พูดออกมา ได้แต่ยืนมองอึ้งๆ ขณะที่มินกยูไขกุญแจเข้าไป มินกยูจะกลับมาดูความเรียบร้อยที่บ้านบ้างเป็นครั้งคราวโดยที่ซูนยองไม่ได้มาด้วยเขาเลยไม่รู้สึกแปลกใจนักที่บ้านใหญ่ขึ้น แต่ซูนยองถึงกับอึ้งเมื่อเห็นห้องนั่งเล่นที่ดูโอ่โถงกว่าที่จำได้มาก พื้นหินอ่อนสีขาว โซฟาหนัง และโต๊ะกระจกตัวใหญ่ ทุกอย่างแปลกตาจากที่จำได้มาก

“ซูน!”

“อะ ห๊ะ อะไร?”

“ฮ่าๆๆ ทำหน้าตาตลกจัง ตามมานี่ครับ เอาของขึ้นไปเก็บที่ห้องกันจะได้กินข้าว"

“อ่า โอเค"

ห้องนอนของมินกยูก็เปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนก็ว่าเตียงหลังใหญ่แล้วนะ แต่นี่ใหญ่กว่าเดิมอีกมาก โทนสีเดิมเป็นสีเขียวกับฟ้าแต่ตอนนี้กลายเป็นสีขาวดำ พื้น ผนัง และเพดานสีขาวและเครื่องเรือนเป็นสีดำ ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นห้องนอนของผู้ใหญ่ ไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นห้องนอนของน้องชายเขาได้เลย กลิ่นก็แปลกไปเหมือนกัน ซูนยองถือเป้เก้ๆ กังๆ ไม่รู้จะวางตรงไหนดี อยากจะวางที่พื้นแต่ก็ดันมีพรมสีขาวนุ่มๆ ท่าทางสะอาดปูอยู่อีก มินกยูเห็นแบบนั้นแล้วก็หัวเราะออกเบาๆ ก่อนจะหยิบกระเป๋าจากมือพี่ชายแล้ววางลงบนพื้น

“วางตรงไหนก็วางเถอะซูน ป่ะ ไปกินข้าวกัน"

“เอ๊ะ? ข้าว สั่งมาแล้วเหรอ?”

“อื้อ สั่งร้านแถวนี้อะ แป๊ปเดียวก็มา นี่น่าจะมาแล้วล่ะ"

“อ่าเหรอ"

ซูนยองนั่งเกร็งๆ อยู่บนพื้นหน้าทีวี ขณะมินกยูแกะกล่องข้าวบนโต๊ะกระจก ไม่เคยรู้สึกอึดอัดหรือตื่นเต้นแบบนี้มาก่อน บ้านนี้เหมือนไม่ใช่บ้านที่เขาเคยมาค้างบ่อยๆ ตอนเด็กๆ อะไรๆ ก็ดูแพงไปหมด เขาไม่รู้จักกับคนในครอบครัวมินกยูมากนักเพราะมินกยูไม่อยากจะพูดถึงโดยเฉพาะเรื่องแม่ ดังนั้นเขาเลยไม่เคยรู้ว่าทางบ้านมินกยูฐานะเป็นยังไง หรือทำงานอะไร จะมีแค่เงินทุกเดือนที่ส่งมาในบัญชีเป็นค่าเลี้ยงดูมินกยูเท่านั้นซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไรจนคาดเดาฐานะได้ แต่พอมาตอนนี้ซูนยองเริ่มจะมั่นใจแล้วล่ะว่าบ้านมินกยูคงจะรวยอยู่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นบ้านคงไม่ใหญ่ขนาดนี้ คงจะเกี่ยวกับที่แม่ของมินกยูไม่ค่อยมีเวลาให้จน-

“อ่ะ ซูน หมี่ผัดครับ เจ้านี้ดังอยู่นะ"

“รู้ได้ไงน่ะ? มากินบ่อยเหรอ?”

“เปล่า คนต่อแถวเยอะ ฮ่าๆๆๆ"

“เห้อ..”

“นี่ซูน"

“หืม?”

“ไม่ต้องเกร็งไปหรอกน่า บ้านผมก็เหมือนบ้านซูนนั่นแหละ ทำตัวสบายๆ หน่อยสิน้าาา"

ซูนยองอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อน้องชายลงมาซบไหล่แล้วเอาหน้าถูๆ อย่างออดอ้อน มินกยูก็เป็นซะแบบนี้ แค่อยู่ด้วยก็ทำให้สบายใจ ให้หายเหนื่อยได้แล้ว ซูนยองยกแขนขึ้นกอดน้องชายแน่นแล้วกดปลายจมูกลงในกลุ่มผมที่ยังหมาดๆ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วถึงค่อยผละออกมาเริ่มกินข้าว มินกยูเห็นพี่ชายมีสีหน้าที่ดีขึ้นก็ยิ้มบางก่อนจะจัดการกับข้าวของตนเองบ้าง กินกันไม่นานอาหารก็หมดลง คงเพราะความหิวเพราะเลยเวลามานานจนถึงสามทุ่มกว่าแล้ว

“ซูน เราไปอาบน้ำกันดีกว่าป่ะ เมื่อกี๊เดินตัวเปียกๆ กันมาตั้งนานแน่ะเดี๋ยวไม่สบาย"

“หืม? เอ่อ นายอาบก่อนก็ได้ เดี๋ยวเสร็จแล้วฉันอาบต่อ"

“อาบด้วยกันก็ได้นี่นา"

“อย่าเลยๆ นายอาบก่อนเถอะ"

“หืมม เชอะ"

“อะ อะไรเล่า"

“เป็นแฟนกันเขาก็ต้องอาบน้ำด้วยกันสิ"

“บะ บ้าสิ ทำไมเป็นแฟนกันแล้วต้องอาบน้ำด้วยกันด้วย ไปอาบเลยเร็วๆ!”

“ก็ได้ๆ แต่ซูนก็ต้องอาบด้วยนะ ตัวเปียกมาเหมือนกันแบบเนี้ย แอร์เย็นด้วย อ่ะๆ ไม่ต้องห่วงไม่ได้อาบด้วยกันหรอกเดี๋ยวผมอาบชั้นล่างซูนอาบชั้นบนละกันนะ ในห้องนอนอะ"

“หา? สร้างห้องน้ำเพิ่มเหรอ?”

“อื้อ เผื่อแขกน่ะ"

“อ่า โอเค"

ซูนยองเดินขึ้นบันไดมืดๆ ไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ เพราะบ้านมินกยูเปลี่ยนไปจนรู้สึกไม่ค่อยสะดวกใจเท่าไหร่ พอถึงห้องนอนก็รีบตบๆ กำแพงเปิดไฟทันทีแล้วก็เปิดทิ้งค้างไว้อย่างนั้นแม้ว่าจะเข้าห้องน้ำแล้ว แต่พอได้อาบน้ำอุ่นๆ ในห้องน้ำก็รู้สึกสบายตัวสบายใจขึ้นมาบ้าง เพราะแอร์ในห้องรับแขกเมื่อครู่ค่อนข้างหนาวซูนยองเลยอาบน้ำร้อนแม้ว่าจะเป็นหน้าร้อนก็เถอะ ห้องน้ำเดิมจากเป็นอ่างเล็กๆ ตอนนี้ใหญ่ขึ้นมาก แถมมีให้เลือกสองโซนว่าจะอาบฝักบัวหรืออาบอ่างด้วย ซูนยองเริ่มสงสัยแล้วจริงๆ ว่าแม่มินกยูทำงานอะไรถึงรวยขนาดนี้ แต่เขาก็ยังไม่พอใจอีกฝ่ายอยู่ลึกๆ นั่นแหละ ถึงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขากับมินกยูเจอกันก็เถอะ ซูนยองอาบน้ำสระผมเรียบร้อยก็พันผ้าเช็ดตัวเดินออกมาหาชุดนอนด้านนอกแต่อากาศก็ยังร้อนอบอ้าวจนไม่อยากใส่ เดินหารีโมทแอร์ทั่วห้องก็ยังหาไม่เจอประกอบกับรู้สึกเหนื่อยๆ เพราะอากาศร้อนทีหนาวทีบวกกับเล่นในน้ำมาทั้งวันก็เลยล้มตัวลงนอนแผ่บนเตียงโดยคิดแค่ว่าพอมินกยูขึ้นมาก็คงจะเปิดแอร์ให้เอง

แกร๊ก

“มินกยูอาา เปิดแอร์ให้หน่อยย ร้อนน"

“...”

“มินกยู ฉันร้อนน เปิดแอร์ที"

“...ซูน เอ่อ"

ซูนยองเปิดตาขึ้นช้าๆ แล้วยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างหงุดหงิดนิดๆ มินกยูยืนนิ่งหัวฟูๆ อยู่ที่หน้าประตู ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นเตรียมนอน จริงๆ เขาก็ง่วงแล้วด้วยเพราะนี่ก็ค่อนข้างจะดึกแล้ว แต่พอเข้าห้องมา เจอซูนยองนอนแผ่อยู่บนเตียงโดยพันผ้าเช็ดตัวไว้ผืนเดียวอยู่ๆ ก็ตื่นเต็มตาขึ้นมาซะอย่างนั้น เขาเข้าใจแหละ คงเพราะอากาศร้อนและเปิดแอร์ไม่ได้ก็เลยนอนอยู่ท่านี้ แต่เขาก็ยังอดรู้สึกถึงอะไรแปลกๆ ในช่องท้องไม่ได้อยู่ดี

“มินกยูอ่า ร้อนน เปิดแอร์หน่อยรีโมทอยู่ไหนเหรอ?”

“อ่า ระรีโมท รีโมทอยู่ เอ่อ อยู่ตู้ข้างเตียงฮะ"

“อืม ตู้ข้างเตียง"

ทุกอย่างมันชิบหายกว่าเก่าเมื่อซูนยองคลานไปแถวหัวเตียง แล้วค่อยๆ ก้มตัวลงไปเปิดลิ้นชักทีละอัน มินกยูเบิกตาค้าง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อผ้าเช็ดตัวผืนน้อยค่อยๆ ร่นขึ้นเรื่อยๆ แถมยังรัดสัดส่วนของพี่ชายแน่นจนเห็นอะไรๆ ชัดเจน สติของเขาขาดสะบั้นลงเมื่อพี่ชายเสียหลักแล้วต้องใช้แขนข้างหนึ่งยันพื้นไว้และทำให้ผ้าเช็ดตัวเลิกสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างไม่น่าให้อภัย

“อ่า เปิดได้แล้ว มินกยูอุณหภูมิ- เห้ยย!!”

ซูนยองเองก็ตื่นเต็มตาเหมือนกันคราวนี้ จากง่วงๆ เหนื่อยๆ ไม่ค่อยมีสติ ตอนนี้มาครบทุกอย่างเมื่อรู้สึกถึงแรงกอดรัดจากด้านหลัง พร้อมริมฝีปากอุ่นที่จูบซับลงตามไหล่ ขนลุกเกรียวกราวไปหมดทั้งร่าง สถานการณ์คล้ายกับตอนในห้องแต่งตัวแต่เสียงหายใจกระชั้นถี่ และสัมผัสของฝ่ามือน้องชายบนลำตัวทำให้เขารู้ว่าครั้งนี้มันรุนแรงกว่ามาก ที่สำคัญ เขาดันสะเพร่านอนแผ่อยู่บนเตียงได้ยังไงทั้งๆ ที่พันผ้าเช็ดตัวแค่ผืนเดียว อุณหภูมิจากร่างกายน้องชายอุ่นร้อนไปทั่วแผ่นหลังที่เปลือยเปล่าทำให้เขาเริ่มหายใจติดขัด ลืมได้ยังไงว่าตอนนี้เขาไม่ได้มาค้างบ้านน้องชายเหมือนก่อน แต่มาค้างบ้านคนที่มีสถานะว่าเป็นแฟน

“อ่ะ อะ มะมินกยูอย่า จะใจเย็นๆ ก่อนมินกยู ฮื่ออ"

แย่แล้ว ฝ่ามือร้อนลูบสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จากสัมผัสแผ่วเบาก็เริ่มหนักขึ้น เริ่มบีบเค้นไปตามร่างกายทำให้ซูนยองรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว ยี่สิบสามปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยผ่านอะไรแบบนี้มาก่อน เมื่อนิ้วของน้องชายกดลงที่ยอดอกทำให้เรี่ยวแรงหายไปหมด แขนที่ยันร่างตัวเองกับผืนเตียงไว้สั่นระริก มินกยูจูบย้ำๆ ที่ลำคอของเขาแล้วค่อยเคลื่อนขึ้นมาที่ใบหู

“ซูน ซูนครับ ซูน อืม ซูน"

อย่า อย่าเรียกเขาด้วยเสียงแบบนั้น

ซูนยองรู้สึกตาพร่าเลือนไปหมด ริมฝีปากเผยอออกปล่อยเสียงแปลกๆ ออกมา ใช่ว่าเขาไม่เคยดูหนังโป๊ เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง แล้วก็เป็นผู้ใหญ่แล้วด้วย ใช่ว่าเขาจะไม่รู้จักเรื่องพวกนี้ แต่รู้จักกับความคุ้นเคยมันคนละเรื่องกัน และเขาก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องพวกนี้เลยด้วย เขาเชื่อว่ามินกยูเองก็เหมือนกัน แต่เรื่องพวกนี้มันเป็นไปตามธรรมชาติ ซูนยองร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อฝ่ามือขวาของมินกยูลากต่ำลงไปจนถึงส่วนกลางลำตัว

“มะมินกยู ไม่นะ หยุด พอก่อนมินกยู!!”

ดูเหมือนว่าสติของมินกยูจะหายไปหมดแล้ว ซูนยองพยายามจับมืออีกฝ่ายไว้ แต่ตัวเขาเองก็แรงหายไปหมดตั้งแต่อีกฝ่ายตามขึ้นเตียงมาแล้ว ฝ่ามือของน้องชายที่กอบกุม บีบรัด แล้วค่อยๆ ถูไปมาช้าๆ ทำให้ซูนยองหอบหายใจหนัก แย่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเขาต้องแย่แน่ๆ ซูนยองทรุดตัวลงกับผืนเตียงก่อนจะเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก

“มินกยูหยุดเดี๋ยวนี้ อึก ถะถ้าไม่หยุด ฉันจะโกรธนะ อ่ะ หยุด! ฉันบอกให้หยุด!”

ได้ผล ถึงมินกยูจะขาดสติแค่ไหน แต่เสียงก็ยังเดินทางไปถึง น้องชายคลายมือออกทำให้เขาได้หายใจหายคอขึ้นหน่อยก่อนจะถูกพลิกตัวลงนอนหงายโดยที่อีกฝ่ายยังคร่อมอยู่ด้านบน ซูนยองผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อจัดการกับอารมณ์ของตนเองก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของน้องชายที่จ้องกลับมาทำให้เขาสั่นไปทั้งตัว ดวงตาที่ไม่เหมือนมินกยูคนเดิม ดวงตาที่เต็มไปด้วยความต้องการ

“มะมินกยู อย่าทำแบบนี้เลย ฉันขอโทษที่ไม่ระวังตัวเอง แต่ว่า-”

“ซูนบอกเองว่านี่เป็นเรื่องธรรมชาตินี่ ใช่มั้ยครับ?”

“ฉะ ฉันพูดแบบนั้นก็จริงแต่ว่า- อ่ะ! มะมินกยู!”

มินกยูใช้นิ้วโป้งกดลงมาตรงหว่างขาของเขาแล้วค่อยๆ บดคลึงไปมาช้าๆ มุมปากยกขึ้นน้อยๆ จนกลายเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัว

“มันก็เป็นธรรมชาติจริงๆ นั่นแหละ ซูนเองก็ยังรู้สึกเลยใช่มั้ยฮะ? แล้วเราจะฝืนธรรมชาติกันทำไม?”

“ตะแต่ว่ามันไม่ควร มินกยูมันไม่ควร"

“ทำไมไม่ควรเหรอครับ? บอกผมหน่อยสิ ตรงไหนที่ไม่ควร? ที่ผมทำนี่ผิดอะไร?”

“กะก็ ก็มัน นะนายยัง-”

“ถ้าซูนพูดว่าผมยังเด็กผมจะโกรธนะ ผมอายุสิบแปดแล้ว ซูนอายุยี่สิบสาม เราโตแล้วทั้งคู่ เราสองคนรู้จักกันมาสิบสองปีแล้ว ผมรักซูนแทบบ้า แล้วซูนเองก็รักผม อะไรที่ไม่สมควร?”

“...”

“หรือว่า ถ้าเราสักคนเป็นผู้หญิง มันถึงจะถูกต้องงั้นเหรอ?”

“มะ ไม่ใช่นะ"

“แล้วมันยังไงล่ะครับ?”

“...”

“ซูน ผมเป็นผู้ชาย ซูนเองก็เป็น ซูนน่าจะรู้ว่าเรามีความต้องการ ผมรักซูนนะ รักมาก ผมอดทนมานานแล้ว และสิ่งที่เราจะทำก็คือการแสดงความรักนี่ครับ แล้วมันผิด มันเสียหายตรงไหนล่ะ?”

“...”

“ได้โปรดเถอะนะครับ ให้ผมนะ"

ซูนยองกำลัจะแพ้ มินกยูเองก็รู้ เขายิ้มบาง ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนใบหน้าลงไปใกล้แล้วมอบจูบอ่อนโยนให้กับพี่ชาย จูบที่ทำให้ซูนยองเคลิ้มแล้วยกมือขึ้นมาโอบร่างน้องชายไว้ มินกยูใช้นิ้วโป้งลากไล้ที่สีข้างของพี่ชายเบาๆ แล้วย้ายขึ้นไปบดคลึงที่บริเวณไวต่อสัมผัสช่วงอก ซูนยองส่งเสียงครวญครางออกมาแผ่วเบาทำให้เขายิ่งตื่นตัวมากขึ้นแล้วลงน้ำหนักแรงขึ้นอีก มินกยูถอนริมฝีปากออกแล้วจูบซับหยาดน้ำสีใสที่มุมปากพี่ชายอย่างรักใคร่ ดวงหน้าของซูนยองเป็นสีแดงก่ำ ดวงตาปรือปรอยจ้องมาที่เขาเล็กน้อยก่อนจะเสหลบไป มินกยูรู้ว่าซูนยองกำลังโอนอ่อนเต็มทีแล้ว แต่เขาไม่อยากรวบรัดจนเกินไป เขาอยากจะแน่ใจว่าพี่ชายอนุญาตและเต็มใจจะทำจริงๆ เท่านั้น

“นะครับ นะซูนนะ ให้ผมนะ"

“...”

“นะครับ"

“...คะ แค่มือนะ"

รอคำนี้มานานแล้ว

“ได้ครับ"

มินกยูหยัดตัวขึ้นแล้วดึงเสื้อยืดพ้นหัวตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนจะปาไปมั่วๆ แล้วโน้มตัวลงมาบดจูบที่ริมฝีปากของพี่ชายอย่างรุนแรง ซูนยองหลับตาปี๋แล้วส่งเสียงอื้ออึงในลำคออย่างตกใจ สองมือของน้องชายลูบไล้ไปตามลำตัวของพี่ชาย บีบเข้าที่ช่วงเอวก่อนจะลงมาตะปบที่สะโพก ตัวการที่ทำให้เขาเสียการควบคุมในวันนี้

“อ่ะ อะมินกยูอ่ะ"

ซูนยองเบี่ยงหน้าหนีจากริมฝีปากร้อนแล้วปล่อยเสียงครางสั่นเครือออกมาเมื่อสะโพกถูกบีบคลึงอย่างรุนแรง รู้สึกร้อนวูบทั้งตัว เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นตามไขสันหลังเมื่อมินกยูจรดริมฝีปากลงที่ยอดอก จูบเบาๆ แล้วเริ่มดูดดึงอย่างหิวกระหาย ซูนยองเข้าใจ และรู้ดีว่ามินกยูต้องการสิ่งนี้มากแค่ไหน และต้องอดทนมานานแค่ไหนแล้ว การใกล้ชิดกันทุกวัน นอนด้วยกันทุกคืนแต่ทำอะไรไม่ได้มันเป็นยังไงเขาเข้าใจดี ดังนั้นวันนี้เขาจะนอนนิ่งๆ ให้น้องชายเขาทำตามใจชอบจนถึงที่สุด

“ซูน ซูนครับ อืมซูน"

“อ่ะ อื้อ มิน-”

ผ้าเช็ดตัวหลุดไปแล้ว หลังจากตะโบมจูบไปทั่วร่างกายของพี่ชายจนขึ้นรอยแดงเต็มไปหมด มินกยูก็ผละออกเล็กน้อยก่อนจะกดเข่าของพี่ชายให้อ้ากว้างออก ภาพตรงหน้าทำให้เขาหัวใจเต้นเร็วจนควบคุมไม่อยู่ ซูนยองที่เขารักที่สุด ตอนนี้อยู่ใต้ร่างเขา ผิวกายเต็มไปด้วยร่องรอยของเขา ให้ตายสิ ฝ่ามือตะปบลงที่กลางลำตัวพี่ชายทันทีอย่างไม่ลังเลทำให้คนเป็นพี่ร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจ มินกยูอยากสัมผัสซูนยองให้ได้มากที่สุด มากที่สุดเท่าที่เขาจะได้รับอนุญาตในวันนี้

“อื้อ อึกมิน มินกยู ขะ ของนาย"

“หื้มม? ว่าไงครับซูน"

“ของนาย อ่ะ อึดอัด ถะถอดกางเกง"

มินกยูขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะที่ฝ่ามือยังบดคลึงพี่ชายต่ออย่างเอาใจ ซูนยองหยัดตัวขึ้นเล็กน้อยแล้วดึงกางเกงน้องชายออกอย่างทุลักทุเลก่อนจะช่วยผ่อนคลายอีกฝ่ายบ้าง มินกยูยิ้มกว้างอย่างดีใจ ดีใจที่พี่ชายนึกถึงเขา และรู้สึกดีใจจนตัวสั่นไปหมดเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามือของอีกฝ่ายบนลำตัวของตนเอง สิ่งที่แอบฝันมานาน

“อ่ะ อะอ้า มะมินกยูอ่ะ มิ-”

“ซูน อืมอ๊ะ ซูนครับ ซูน"

สองฝ่ามือขยับขึ้นลงด้วยจังหวะที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ มินกยูเอื้อมมืออีกด้านไปช้อนสะโพกซูนยองให้ขึ้นมาเกยเข่าตนเอง เขาชอบสะโพกของซูนยองมากที่สุด หลายครั้งที่เผลอจ้องโดยไม่รู้ตัว วันนี้เขาได้บีบนวดมันจนสมใจแล้ว มินกยูก้มลงจูบซูนยองอย่างเร่งรีบเมื่อเข้าใกล้ขีดจำกัดขึ้นทุกที ซูนยองเองก็จูบตอบอย่างรุนแรงด้วยความรู้สึกท่วมท้นไม่แพ้กัน ผิวกายเปลือยเปล่าที่ร้อนเร่าไปด้วยแรงอารมณ์เสียดสีกันไปมา จนในที่สุดทั้งคู่ก็กระตุกเกร็งเล็กน้อยแล้วปลดปล่อยออกมา

มินกยูล้มตัวลงนอนทับพี่ชายแล้วซุกใบหน้าลงกับอกอุ่น หอม กลิ่นของซูนยองเป็นกลิ่นที่เขาชอบที่สุด ปกติก็จะแตกต่างกันไปอยู่ที่ว่าวันนั้นซูนยองทำอะไรไปที่ไหนบ้าง แต่ตอนนี้เป็นกลิ่นที่เขาถูกใจที่สุด กลิ่นเหงื่อของเขาและซูนยองหลังจากแสดงความรักต่อกันอย่างแนบแน่นที่สุด มินกยูอมยิ้มอย่างมีความสุข ไม่อยากจะเชื่อว่าในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เมื่อรู้สึกถึงอ้อมกอดของซูนยองที่กระชับช่วงไหล่ให้จมลึกไปกับหน้าอกอีกฝ่ายมากขึ้นก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอีก

ซูนยองกำลังผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ ในที่สุดเขาก็ทำมันลงไปจนได้ ในที่สุดเขาก็พ่ายแพ้ให้กับมินกยู ให้กับความต้องการ ให้กับตนเอง ซูนยองอยากจะรู้สึกเสียใจ กังวล แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่เขากำลังรู้สึกอิ่มเอม มีความสุข เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน ไม่เคยมีช่วงเวลาแบบนี้กับใครมาก่อน ยิ่งกับมินกยูด้วยเขายิ่งมีความสุข และเขาก็ยิ่งดีใจเมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของน้องชาย เพราะความจริงแล้วเขาก็รัก รักมินกยูเหลือเกิน บางครั้งมันก็ลำบากที่จะห้ามใจตนเอง และวันนี้เขาก็ถูกมันครอบงำเข้าอย่างสมบูรณ์

“ซูนน ซูนครับบ"

“หืม ว่าไง?”

“ผม เอ่อ ผมขอโทษนะครับที่เอาแต่ใจ ซูนจะไม่คิดมากใช่มั้ย?”

“อืมม ตอนนี้ยัง"

“ยังไปเรื่อยๆ แล้วกันนะ ฮ่าๆๆ"

“หึๆ ไอ้เด็กบ้า"

“ซูนนน"

“อะไร"

“มีความสุขจังเลย ขอบคุณนะครับที่ยอมใจอ่อนให้ผม"

“ใจอ่อนงั้นเหรอ? ไม่หรอกจริงๆ แล้วฉันเองก็..”



"คงจะอยากให้มันเป็นแบบนี้อยู่เหมือนกัน"