Saturday, 21 January 2017

Liberation #minsoon

“เอ๊ะ จะไปเที่ยวเขากันเหรอลูก? ทำไมเพิ่งมาบอกแม่เนี่ย??”


“ขอโทษครับ ผมยุ่งๆ นิดหน่อยช่วงนี้ นี่ก็ให้มินกยูจัดการแทบหมดเลย ไปสองวันหนึ่งคืน ไม่สิ อาจจะแค่คืนหนึ่งกับอีกไม่กี่ชั่วโมงก็รถทัวร์มันวิ่งแค่ช่วงบ่าย"


“รถวิ่งแค่ช่วงบ่าย? ทำไมอย่างนั้น นี่ไปที่ไหนกันเนี่ย?”


“..ไม่รู้ครับ"


“ห๊ะ? ลูกไม่รู้แต่ลูกจะไปแล้วเนี่ยนะ?”


“ผมบอกแล้วมินกยูเป็นคนจัดการ ถามอะไรก็ไม่ยอมบอกสักอย่าง ผมเองก็กลุ้มอยู่เหมือนกันเนี่ย"


“..ซูนยอง ไม่ใช่แม่ไม่เชื่อใจน้อง แต่ลูกลองเช็คดูดีๆ อีกทีก่อนมั้ยลูก-”


“คุณแม่มมมมม!!! ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ!!!”


“เย้ย!!”


“อุ้ย!!”


แม่ลูกที่กำลังแอบยืนกระซิบกระซาบกันอยู่ในห้องครัวต้องสะดุ้งตัวโยนเมื่อบุคคลในหัวข้อสนธนามายืนท้าวเอวทำหน้าบูดอยู่ที่ประตู ดูท่าทางก็รู้ว่ากำลังเริ่มเข้าโหมดงอนแล้วแน่นอน คุณแม่ซูนยองเลยทำอะไรไม่ได้ต้องเดินไปกอดมินกยูที่เหมือนจะเป็นลูกชายบ้านนี้เข้าไปทุกที


“แม่ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะครับลูกมินกยู~”


“คุณแม่ไม่เชื่อใจผมเลย! ใจร้ายย ซูนก็ด้วย!”


“เอ่อ เปล่านะคือแต่ ก็นายไม่บอกอะไรฉันเลยฉันก็ต้องกลุ้มสิ"


“ใช่ แม่เองก็อยากให้ซูนยองเช็คเพราะบางเขาก็อันตรายนะลูก ยิ่งเขาที่เราจะไปเที่ยวกันมีรถแค่ช่วงบ่าย แม่ว่ามันแปลกๆ นะ"


“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับทั้งสองคน! เขาเนี้ยปลอดภัยแน่นอนนน ผมศึกษามาอย่างดีเลย!”


พอพูดมาแบบนั้นแล้วแม่ลูกก็พูดอะไรไม่ออกอีก ซูนยองเลยเดินตามน้องชายขึ้นห้องนอนไปเช็คของครั้งสุดท้ายโดยไม่ลืมหันไปยิ้มแหยๆ ให้คุณแม่ที่มองตามมาด้วยสายตาเป็นกังวล หวังแค่ว่าจะไม่ไปตกหล่มตกเขาที่ไหนก็พอ ซูนยองลงนั่งบนพื้นแล้วเริ่มหยิบของทุกอย่างใส่เป้ใบใหญ่ มินกยูก็ลงมานั่งข้างๆ แล้วเอนหัวมาถูไถที่แขนเขาไปมา


“นี่ๆ มินกยูหยุดก่อนฉันเก็บของไม่ถนัด"


“ฮื้อออ ตื่นเต้นนี่นาา เดี๋ยวเราจะได้ไปนอนดูดาวบนเขากันแล้วอะะ"


“อื้ม ก็น่าสนุกดี แล้วน้ำเปล่าล่ะ? ต้องเตรียมไปเยอะมั้ย? บนเขาของนายมีร้านขายของรึเปล่า? เตาถ่านหรือเตา-”


“บนเขาที่ผมจะพาไปค่อนข้างเงียบสงบน่ะครับ ร้านขายของไม่น่าจะมี ผมเตรียมมาม่าไปสองแพคแล้ว น้ำเปล่าอยู่ในครัวครับ ส่วนเตาผมจะเอาไฟแช็คไป ถังสังกะสีคิดว่าน่าจะมีเตรียมไว้นะ"


“ถังสังกะสีเลยเหรอ? โห นี่นายจะพาฉันไปเขาแบบไหนกันแน่เนี่ย"


“ฮื้มมม นั่นสิน้าา" ซูนยองได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ


“เต๊นท์เขามีให้ใช่มั้ย?”


“ไม่มีอะ ต้องแบกไปเอง"


“ห๊ะ? โอเค แล้วไหนล่ะเต๊นท์"


“อยู่ในห้องเก็บของ"


“ห๊ะ? บ้านเรามีเต๊นท์ตั้งแต่เมื่อไหร่?”


“ไม่มีอะ ผมเพิ่งซื้อ"


“ห๊า????”


“ฮิฮิ"


“ละ แล้วถุงนอน"


“เรียบร้อยๆ ผมม้วนใส่เป้ผมแล้วฮะ"


“อ่า โอเค อากาศบนเขาน่าจะหนาวนะ เสื้อหนงเสื้อหนาวเรียบร้อยดีมั้ย?”


“อื้อ!”


“โอเค นี่เกือบบ่ายแล้วเราไปกันเลยมั้ย?”


“อื้อ~”

ซูนยองเดินมึนๆ ตามน้องชายออกจากบ้านมาโดยไม่ลืมกอดลาแม่ที่ดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่มินกยูตบอกตัวเองป้าบๆ หลายรอบบอกว่าโตแล้วและจะดูแลซูนยองอย่างดีทำให้คุณแม่อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ซูนยองกับมินกยูแบกเป้คนละใบ น้ำลิตรคนละขวด มินกยูยัดถุงนอนใส่กระเป๋าพี่ชายแล้วอาสาเป็นคนถือเต๊นท์เองโดยให้เหตุผลว่าตัวเองไหล่หนากว่าทำให้ซูนยองเถียงอะไรไม่ออก ใช้เวลาไม่นานก็ถึงที่ท่ารถทัวร์เพื่อขึ้นรถสายที่จะไปภูเขา


“เรานั่งรถกันประมาณกี่ชั่วโมงเหรอ?”


“อืม น่าจะซักสามครับ"


“โห แบบนี้กว่าจะไปถึงก็เกือบมืดแล้วสิ"


“อื้อ แต่ไม่เป็นไรผมเอาไฟฉายมาด้วยกางเต๊นได้แน่นอนน~"


“อืม โอเค"


“ฮ้าา เดี๋ยวก็งานหนักพอดูเลยนะต้องแบกของพวกนี้ขึ้นเขาด้วยเนี่ย"


“ถ้าหนักก็บอก ฉันช่วยถือได้อีก นายเอาแต่ของเบาๆ ให้ฉันทั้งนั้นเลย"


“ไม่เป็นไรหรอก ผมถือไหว แต่ตอนนี้ซูนจะช่วยผมได้มากเลยถ้าทำตัวเป็นหมอนให้หน่อย"


“หืม?”


ซูนยองละสายตาจากหน้าต่างหันมามองใบหน้าออดอ้อนของน้องชายที่ส่ายหัวไปมาเล็กน้อยก่อนจะเอนลงมาซบไหล่ พร้อมทั้งดึงแขนเขาไปกอดไว้ซะแน่น ซูนยองรีบกวาดตามองรอบข้างอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนรถสายนี้จะไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่เพราะนอกจากสภาพจะโทรมๆ แปลกๆ แล้วยังไม่ค่อยมีคนเลย ซูนยองเบาใจไปได้เล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นมาลูบหัวน้องชายเบาๆ อย่างที่อยากทำ


“ไม่ต้องหันไปมองระแวงใครเห็นทั้งนั้นแหละซูนอะ อยากทำอะไรก็ทำเลย"


“หืม?”


“ผมตั้งใจจะให้สองวันนี้เป็นวันที่ซูนทำอะไรได้ตามใจตัวเองมากที่สุด เพราะงั้นผ่อนคลายหน่อยเถอะนะครับ"


“แต่ฉัน-”


“ที่ผมเลือกภูเขาที่นี่ก็เหมือนกัน ผมอยากให้สองวันนี้มีแต่ผมกับซูนเท่านั้น ไปถึงแล้วจะเข้าใจเองครับ"


ผ่านไปสามชั่วโมงทั้งสองคนผลัดกันหลับกันตื่น หัวโขกกันไปกันมาจนเจ็บไปหมดในที่สุดก็มาถึงจนได้ เวลาประมาณเกือบห้าโมงแต่ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีแสด พระอาทิตย์จวนจะตกอยู่อีกไม่เกินชั่วโมงแน่นอน ทั้งสองเลยรีบวิ่งขึ้นเขาอย่างรวดเร็ว ซูนยองต้องยอมรับว่าตอนลงจากรถรู้สึกขนลุกเกรียวกราวไปหมดด้วยความกลัวและกังวล เพราะเขานี้ดูไม่เหมือนเขาที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเลย ไม่มีคนขายของ ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว เงียบซะยิ่งกว่าอะไร แต่มินกยูก็ยิ้มขำแล้วพูดซ้ำๆ ว่าไม่ต้องกังวล ชี้ให้ดูว่าทางขึ้นมีบันไดที่แม้จะดูเก่าแต่แข็งแรงและปลอดภัยก็ยังพอเบาใจได้บ้าง


“ก็แค่เป็นที่ที่ไม่ค่อยดังน่ะฮะ ไม่ได้หมายความว่าอันตรายซักหน่อย"


ถ้าพูดแบบนั้นล่ะก็จะพูดอะไรต่อได้ ใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นมาถึงบริเวณกางเต๊นท์ซึ่งไม่มีเวลาให้เสียมากนักเพราะพระอาทิตย์กำลังจะตกแล้วจริงๆ มินกยูรีบกางเต๊นอย่างรวดเร็วประหนึ่งมืออาชีพโดยโม้เรื่องประสบการณ์จากค่ายไปด้วยตลอดเวลา ซูนยองที่เป็นลูกมือได้แต่ส่ายหัวทั้งหมั่นไส้ทั้งขำ ในที่สุดก็กางเสร็จเรียบร้อย มินกยูไปลากถังสังกะสีที่ตั้งเป็นตับอยู่แถวห้องน้ำในขณะที่ซูนยองไปเก็บกิ่งไม้ใบไม้มา เวลาทุ่มกว่าๆ ทั้งสองก็ต้มน้ำเสร็จและนั่งกินมาม่ากันอย่างหิวโหย พอหมดความรีบเร่งและได้นั่งเฉยๆ บ้างซูนยองก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ


“อะไรครับซูน? ถอนหายใจทำไม"


“พูดตามตรง ฉันคิดว่าจะแย่ซะแล้ว ทั้งภูเขาไม่มีชื่อ ทั้งรถทัวร์ที่วิ่งเฉพาะตอนบ่าย แถมยังอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ แต่ก็ใช้ได้นะ"


“ซูนอ่า ไม่เชื่อใจผมเลย"


“ขอโทษที แต่ข้อมูลน้อยขนาดนี้ฉันทำใจให้สบายไม่ไหวจริงๆ"


“ก็หัดสิครับ หัดทำใจให้สบายๆ แล้วก็เชื่อใจผมบ้าง นะ?”


“อื้อ แต่ว่า ที่นี้ไม่มีคนเลยนะเนี่ย"


“ก็บอกแล้วว่าไม่ดัง จงใจเลือกที่นี่ก็แบบนี้แหละครับ"


“อืม"


“ซูน"


“หืม?”


ซูนยองที่มีเส้นอยู่เต็มปากเลิกคิ้วเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย แสงจากกองไฟในถังสังกะสีไม่ได้สว่างมากทำให้เห็นใบหน้ามินกยูไม่ชัดนัก แต่อีกฝ่ายกำลังค่อยๆ โน้มหน้าเข้ามาหา และก่อนที่ซูนยองจะห้ามทันมินกยูก็ยื่นปลายจมูกมาคลอเคลียแถวแก้มเขาเบาๆ


“ที่นี่ คืนนี้ มีแค่ผมกับซูนแค่สองคนนะ"


ซูนยองหน้าร้อนวูบแล้วผละถอยหลังเล็กน้อยก่อนจะโกยเส้นเข้าปากอีกระลอกใหญ่อย่างร้อนรนท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ กับเสียงแมลงในป่าที่ร้องระงม ซูนยองใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะประโยคเมื่อครู่ ทั้งน้ำเสียง ทั้งระยะห่าง ทุกๆ อย่างทำให้อยู่ๆ อากาศที่หนาวจนต้องใส่เสื้อสองชั้นกลายเป็นร้อนจนเหงื่อแตก มินกยูไม่ได้รุกอะไรไปมากกว่านั้น แต่ก็ไม่ได้ถอยห่างเช่นกัน น้องชายตัวโตค่อยๆ ขยับตัวเข้ามานั่งชิดกว่าเดิมโดยไม่สนศอกของพี่ชายที่ยกขึ้นยันไว้


“จะ จะเข้ามาใกล้ทำไมขนาดนี้เล่าเดี๋ยวมาม่าหกหมด"


“ไม่เห็นเป็นไรเลย อากาศหนาว อยู่ใกล้กันไว้ก็ดีกว่านี่ครับ อุ่นดี"


“อุ่นอะไรกัน แค่นั่งใกล้กันเนี่ยนะ"


“อยากให้ทำมากกว่านั่งใกล้กันเหรอครับ"


“อะ อะไรของนายมินกยู นี่ ออกไปนะ!”


ถ้วยมาม่าถูกวางลงกับพื้นเพื่อที่ซูนยองจะได้ผลักน้องชายออกได้ด้วยสองมือ แต่กลายเป็นถูกมินกยูจับข้อมือไว้ทั้งสองข้างแล้วยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีก แสงสีส้มจากกองไฟในถังทำให้ใบหน้าของมินกยูแปลกไป หรือเป็นเพราะสีหน้าที่ไม่เคยเห็น หรือเป็นเพราะอยู่บนเขา ไม่ว่าจะเพราะอะไรตอนนี้ซูนยองรู้สึกสั่นไปหมดโดยเฉพาะตอนที่ฝ่ามืออีกฝ่ายเลื่อนขึ้นมาจับมือไว้แล้วประสานนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเลื่อนเข้ามาปะทะใบหน้า ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ


“ซูนรู้มั้ย ผมอยากอยู่กับซูนแค่สองคนแบบนี้มานานแล้ว"


“ตะ ตอนอยู่บ้านก็อยู่สองคนออกบ่อย"


“ไม่ใช่ มันไม่เหมือนกัน ซูนเองก็รู้นี่-"


“ปะ ปากมัน!! มันแผลบเลย! ถอยออกไปเลยนะ! ไปเช็ดปากเดี๋ยวนี้!”


“โธ่ ซูนอ้าาาาาาาา!!!! เสียบรรยากาศหมดเลยปากมันอะไรกันเล่า โว๊ะะะ!!!”


มินกยูโวยวายดังลั่นก่อนจะถอยออกไปแล้วดึงทิชชู่เปียกจากกระเป๋ามาถูปากตัวเองแรงๆ ประชดเล่นเอาซูนยองที่เช็ดปากตัวเองอยู่รีบคว้าแขนไว้แล้วเป็นคนเช็ดให้เอง แค่นั้นมินกยูก็อ่อนลง แต่ก็ยังสะบัดหน้าหนีงอนๆ อยู่ดีก่อนจะลุกหนีเข้าเต๊นท์ไปหยิบกระเป๋าใบหนึ่งออกมา ซูนยองเลิกคิ้วมองอย่างงงๆ ถ้าจำไม่ผิดนั่นมันกระเป๋าเก็บความเย็นของคุณแม่


“ผมจะหายงอนซูนถ้าซูนยอมดื่มกับผม"


“งอนอะไรกัน? แค่ฉันไล่ให้ไปเช็ดปาก- เห้ย! นี่ไปปล้นร้านของชำมารึไงเนี่ย!!!”


ซูนยองแทบเป็นลมเมื่อน้องชายหยิบเบียร์ออกมาจากกระเป๋าเก็บความเย็นสองกระป๋อง แต่ภายในยังมีอีกเกือบสิบ คงได้แต่โทษตัวเองที่ช่วงสองสามวันก่อนหน้านี้มัวแต่ยุ่งกับงานที่อาจารย์สั่ง ไม่ได้เช็คอะไรเกี่ยวกับการมาเที่ยวครั้งนี้ทั้งนั้นจนมีอะไรรอดหูรอดตาไปได้มากขนาดนี้ มินกยูส่งกระป๋องหนึ่งให้ซูนยองด้วยสีหน้าออดอ้อน


“ดื่มนะฮะ ดื่มกับผมหน่อยนะ"


“ทำไมถึงซื้อมามากแบบนี้ ไปเริ่มชอบดื่มตั้งแต่เมื่อไหร่? หา?”


“ก็ไม่ได้ชอบบ แต่ก็ ผมอยากลองดื่มกับซูนบ้างนี่นา แบบผู้ชายผู้ชายโตๆ กันแล้วอะ นะๆ"


"นี่ จะรีบโตไปไหนกัน? นายเพิ่งสิบแปดเอง ยังไม่ได้โตอะไรนักหนาสักหน่อย”


"..ก็ได้ๆ ถ้าซูนจะเห็นว่าผมเป็นเด็กไปตลอดแล้วชงนมให้ผมดื่มด้วยก็ได้นะ งั้นผมไปนอนล่ะ เลยเวลานอนของเด็กดีแล้วล่ะมั้ง ซูนมาเล่านิทาน มาตบก้นให้ผมนอนด้วยแล้วกัน ผมกลัวผี ไม่อยากฝันร้าย ห่มผ้าให้ด้วยนะ อย่าลืมบอกฝันดีด้วยล่ะ-”


“มินกยูไม่เอาน่า อย่าดราม่าสิ"


“...ฮึ"


“เห้ออ โอเคๆ ยอมแล้ว เอามานี่มา แล้วอย่าดื่มเยอะละ โอเคมั้ย?”


“อื้ออ!”


เป็นอันว่าซูนยองเลยต้องมานั่งดื่มเบียร์กับน้องชาย ตาก็มองดวงไฟสีส้มจากถังสังกะสีไป แอบเหลือบมองอีกฝ่ายเป็นพักๆ เขาไม่เคยเห็นมินกยูดื่มมาก่อน ตอนนั้นก็ฟังผ่านโทรศัพท์เอาแต่พอเห็นนั่งนิ่งๆ กระดกเบียร์แบบนี้แล้วก็รู้สึกขึ้นมาอีกครั้งว่า น้องชายของเขานี่โตแล้วจริงๆ นะ นั่งดื่มไปกันคนละสองสามกระป๋องมินกยูก็เริ่มเอนหัวมาซบเขา ออดอ้อนออเซาะน่าหมั่นไส้จนต้องยกแขนขึ้นโอบไหล่ไว้


“ซูนน"


“หืม?”


“ผมอยากให้วันนี้ วันนี้ซูนปลดปล่อยที่สุดเลย เพราะงั้นช่วงนี้ซูนมีอะไรอึดอัดใจบ้างเล่าให้ผม ฟังนะ"


“..จะดีเหรอ"


“อื้ม เล่ามาเลย เขาว่าเวลาเราไม่สบายใจถ้าได้ระบายมัน ออกมาบ้างจะทำ ให้ดีขึ้นนะ ระบายมาเลยย ระบาย"


“อืม.. ก็ อาจารย์สั่งงานเยอะเลยล่ะ คิดว่าเป็นปีสี่ก็เลยสั่งแต่ยากๆ ทั้งนั้นด้วย ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรเลยก็เลยเหนื่อย เครียด แล้วก็ปวดหัวนิดหน่อยน่ะ"


“อ่า จริงๆ ไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้แต่ก็.. สู้นะะ จะจบแล้ววซูนเก่งออก ถ้าต้องการกำลังใจก็ กอดผมได้เลย แขนว่างตลอดเล้ยย"


“อ่ะ ฮ่าๆๆ ไอ้เด็กบ้า โอ๊ย หนักก"


มินกยูเอาหัวโหม่งอกพี่ชายจนหงายท้องทั้งคู่ ซูนยองดึงกระเป๋ามาวางใกล้ตัวแล้วเอนหลังลงพิงก่อนจะกระดกเบียร์เข้าปากอีกอึกใหญ่ ตอนนี้เขาก็เริ่มกรึ่มๆ นิดหน่อยแล้ว เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ เขาไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเมา แต่บางครั้งก็ต้องผ่อนคลายบ้าง ควบคุมตัวเองให้น้อยลง นี่เป็นอีกอย่างที่ทำให้เขาชอบดื่มเวลาเครียดๆ มินกยูยันตัวขึ้นมานอนตะแคงพิงกระเป๋าข้างกันแล้วซุกหน้าเข้ากับลำคอพี่ชาย สองมือโอบกอดอีกฝ่ายแน่น กระป๋องเบียร์หายไปไหนแล้วไม่รู้


“ซูนนนน กอดผมได้นะ จริงๆ นะ ซูนกอดผมได้ตลอดเวลาเลย การกอดกันช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้นนะ ทำให้คนมีความสุขขึ้นด้วยย"


“จริงเหรอ?”


“อื้อ!”


“งั้นเวลาเครียดฉันก็คว้าใครบนถนนมากอดก็ได้สิ"


“อย่านะๆๆ ไม่ใช่แบบนั้นนะ! คนที่กอดแล้วมีความสุขคือคนที่เรารักต่างหากล่ะ คนที่เรารักก อย่างผมแบบเนี้ย กอดคุณแม่ กอดซูนแล้วมีความสุขที่สุดเลยย นะรู้เปล่า"


“ฮะๆๆ โอเคๆ รู้แล้วเลิกเอาผมมาถูคอฉัน จักจี้"


แต่มินกยูไม่หยุด ซูนยองก็เลยเอื้อมมือไปจักจี้เอวน้องชายบ้างจนดิ้นไปมาทั้งสองคนไหลจากที่พิงกระเป๋าลงไปนอนกลิ้งบนพื้นหญ้า มินกยูพยายามบอกให้พี่ชายหยุดแต่ตัวเองก็ยังเอาผมไปถูหน้าอีกฝ่าย ซูนยองเลยพยายามจับมือน้องชายไว้ทั้งสองข้างแล้วจิ้มเอวไม่หยุด ฟัดกันไปกันมาจนเริ่มเหนื่อยทั้งคู่


“พะ ฮะ พะ พอแล้วซูน ฮ่าๆๆ โอ๊ย พ๊ออ ไม่ไหวละ แฮ่ก แล้ววว"


“นายจะหยุด แฮ่ก รึเปล่าล่ะ ถ้าฉันหยุด"


“งั้นหยุดพร้อมกัน หนึ่งแฮ่ก ฮะ สะสอง สาม!”


ทั้งสองคนผละออกพร้อมกันแล้วลงมานอนหงายบนพื้นหญ้า เสียงหอบหายใจปนเสียงหัวเราะยังคงได้ยินเป็นระยะ พักหลังมานี้มินกยูกับซูนยองไม่ได้เล่นอะไรกันแบนี้บ่อยนัก ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปตอนเด็กๆ อีกครั้ง ช่วงวัยที่ไม่มีเรื่องกังวล เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด ซูนยองหลับตาลงในขณะที่ริมฝีปากยังมีรอยยิ้มกว้างอยู่พร้อมเสียงหัวเราะดังออกมาเบาๆ เป็นช่วงๆ มินกยูหันหน้ามามองพี่ชายเล็กน้อยแล้วก็อมยิ้มตามก่อนจะเลื่อนมือไปกุมมืออีกฝ่ายไว้


“ซูน อยู่กับผมแล้วมีความสุขมั้ย?”


“มีสิ ฮ่ะๆ โอย เหนื่อย"


“ผมก็เหมือนกันนะ อยู่กับซูนแล้วมีความสุขที่สุดเลย ซูนล่ะ เหมือนกันมั้ย?"


“ฉันก็อยู่กับนายแล้วมีความสุขที่สุดเหมือนกัน"


“อื้ม เพราะงั้น การที่เราจะอยากอยู่กับคนที่ทำให้เรามีความสุขที่สุดไปตลอดเลย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเนอะ?”


ซูนยองค่อยๆ ปรือตาขึ้นอีกครั้งแล้วหันไปมองน้องชายที่มองอยู่ก่อนแล้ว มินกยูเป็นเด็กที่ขี้ตื๊อจริงๆ ถ้าเกิดอยากจะได้อะไรแล้วล่ะก็ เจ้าตัวมีวิธีหลายร้อยหลายพันอย่างในการหว่านล้อม ออดอ้อน หรือบีบบังคับให้ได้มาเสมอ แล้วซูนยองในตอนนี้ก็เริ่มเหนื่อยแล้วด้วย มินกยูเห็นพี่ชายไม่ตอบก็เลยขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยจนปลายจมูกแตะกัน คราวนี้ซูนยองไม่ได้ถอยไปไหนแต่กลับจ้องตอบนิ่งๆ


“เพราะงั้น ถึงแม้ว่าการอยู่ด้วยกันอาจจะมีช่วงทุกข์บ้างนิดหน่อย แต่มันก็ยังมีความสุขมากกว่าการต้องแยกกันนะครับ แน่นอนเลยว่า ถ้าซูนไม่รับรักผมล่ะก็ ผมไม่มีความสุขแน่ๆ เลย"


“...”


“ซูนเองก็ด้วย ใช่มั้ยล่ะ?”


“...หึ มั่นใจจริงนะ"


“อื้ม ผมว่าผมมั่นใจนะครับ ซูนน่ะ เมื่อไหร่จะมั่นใจสักที"


ซูนยองหันหน้ากลับไปมองท้องฟ้าอีกครั้ง ดวงดาวกระจัดกระจายเต็มไปหมด ส่องแสงสว่างตัดกับผืนฟ้าสีดำสนิท อาจจะเป็นเพราะเบียร์สามกระป๋องกว่าๆ ที่ดื่มเข้าไป อาจจะเป็นเพราะนอนอยู่กลางป่ากลางเขา ในสภาพแวดล้อมพิเศษแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะซูนยองกดดันและเครียดสะสมมาหลายวัน หรืออาจจะเป็นเพราะน้องชายที่นอนตาแป๋วอยู่ข้างๆ กันนี้ ซูนยองหันกลับมามองมินกยูก่อนจะยกมือขึ้นลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ


“นายบอกว่าพาฉันมาที่นี่ เพื่อให้ฉันได้ปลดปล่อย อย่างน้อยก็แค่สองวันใช่มั้ย?”


“อื้อ"


“งั้นฉัน ขอทำตามใจชอบบ้างก็แล้วกันนะ"


เหมือนปลดพันธนาการทุกอย่าง ในหัวซูนยองไม่มีภาพอนาคต ภาพคนในสังคม ไม่มีความทุกข์ ไม่มีเรื่องเรียน ไม่มีอะไรทั้งนั้น มือขวายันตัวขึ้นเล็กน้อยแล้วตวัดขาขึ้นคร่อมน้องชายทันที มินกยูเบิกตากว้างอย่างตกใจแต่ไม่ทันที่จะได้พูดอะไร ฝ่ามืออุ่นก็ทาบลงมาที่ข้างแก้มก่อนใบหน้าพี่ชายจะเคลื่อนลงมาอย่างรวดเร็ว


“หะ อะ ซูน-”


ริมฝีปากเย็นเฉียบจากอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำของอากาศและเบียร์ นาบลงมาอย่างรวดเร็วมินกยูเกร็งไปทั้งตัวเมื่อเรียวลิ้นสอดแทรกเข้ามาในทันที สองมืออยากจะยกขึ้นดันไหล่พี่ชายด้วยความตกใจแต่กลับยกไม่ขึ้นซะอย่างนั้นจึงได้แต่ปล่อยให้ตนเองถูกรุกรานไปเรื่อยๆ ซูนยองถอนริมฝีปากออกเล็กน้อยเปลี่ยนไปจูบซับตามพวงแก้มของน้องชายอย่างรักใคร่ก่อนจะกลับมาที่เป้าหมายเดิม บดคลึงอย่างเชื่องช้าแล้วสอดลิ้นเข้าไปอีกครั้ง ในสมองของซูนยองตอนนี้ว่างเปล่า ไร้ความกังวล มีแต่มินกยู มินกยู และมินกยูเท่านั้น น้องชายที่เขารักที่สุดไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม หลังจากจูบซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งซูนยองก็ถอนริมฝีปากออกแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นริมฝีปากที่เจ่อขึ้นมาเล็กน้อยกับดวงตาปรือปรอยของน้องชาย นิ้วโป้งขวาปาดที่ริมฝีปากอีกฝ่ายเบาๆ อย่างทะนุถนอมแล้วก้มลงไปจูบหน้าผากหนักๆ ตบท้าย



“แค่คืนนี้เท่านั้น รักนะ มินกยูของฉัน"

Friday, 20 January 2017

Shattered #minsoon

วันนี้เป็นวันเสาร์ปกติๆ วันหนึ่งที่มินกยูและซูนยองออกมาเดินเล่นนอกบ้าน เพราะว่ามีร้านพิซซ่าเปิดใหม่ก็เลยมาชิมกัน แล้วก็เลยเดินดูนู่นดูนี่ต่อ จนมาจบที่ร้านไอศกรีมตามสไตล์สองพี่น้องจอมตะกละ มินกยูและซูนยองอยากกินไอศกรีมหลายรสทั้งคู่เลยสั่งเป็นแบบเมนูพิเศษไอศกรีมหกลูกราดซอสชอคโกแลตและวิปครีมมาแบ่งกัน ระหว่างนั่งรอก็คุยอะไรกันไปเรื่อย พอไอศกรีมมาก็จ้วงกินกันอย่างมีความสุข


“โห้ยย ซู๊นนน รสเชอร์รี่ชีสเค้กนี่อร่อยมากเลยอ้าา ชอบอ้าาาาา!”


“รู้แล้วๆ ไม่ต้องโวยวาย"


“ก็ชอบอ่ะะ เนี่ย ซูนลองกินดูสิ ตักราดชอคโกแลตเยอะๆ ด้วยนะ เนี่ยๆ"


“เอ้าๆ ปากเลอะหมดแล้ว เช็ดซะ อ่ะ ทิชชู่"


“ไม่ว่างอะ เช็ดให้หน่อยสิ น้าา"


“...มินกยู อายุเท่าไหร่"


“สี่! นะๆ เช็ดให้หน่อยย แล้วเดี๋ยวมินกยูสี่ขวบจะป้อนพี่ซูนยองเองน้า"


“เห้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ"


ซูนยองถอนหายใจแล้วเปลี่ยนจากยัดทิชชู่ใส่มืออีกฝ่ายเลื่อนขึ้นไปเช็ดรอบปากที่เลอะเทอะไปหมดแทน มินกยูเป็นคนกินมูมมามแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่สงสัยไอศกรีมที่นี่จะอร่อยไปหน่อยเลยมากเป็นพิเศษ เห็นสภาพปากมอมๆ ของน้องชายแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เช็ดเสร็จก็เอื้อมมือขึ้นไปลูบหัวเบาๆ ได้รอยยิ้มสดใสตาปิ๊งปั๊งกลับคืนมาพร้อมช้อนที่มีไอศกรีมก้อนใหญ่ยื่นมาจ่อที่ริมฝีปาก ซูนยองอ้าปากกว้างที่สุดแล้วและกำลังจะงับเข้าปากไปได้ด้วยดีถ้ามินกยูไม่กระตุกช้อนไปทางขวาจนเลอะริมฝีปากพี่ชายซะก่อน แกล้งเสร็จแล้วก็นั่งหัวเราะตบมือจนเจอสายตาพิฆาตถึงรีบหยิบทิชชู่มาเช็ดให้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหัวเราะอยู่ดี


วันนี้ก็เหมือนจะเป็นวันดีๆ อีกหนึ่งวัน


ถ้าความกังวลของซูนยองจะไม่บังเอิญโชคร้ายมาถึงเร็วแบบนี้ซะก่อน


“อ่าววว ซูนยองนี่นา เห้ย หวัดดี"


ซูนยองเงยหน้ามองตามเสียงแล้วก็สะดุ้งก่อนจะรีบถอยหลังไปพิงพนักเก้าอี้ หรือจะเรียกว่าขยับหนีจากมือมินกยูที่กำลังเช็ดปากเขาอยู่ก็ได้ น้องชายเงยหน้ามองตามแล้วก็เห็นผู้ชายสามคนยืนยิ้มอยู่ ดูจากหน้าตาท่าทางแล้วไม่น่าใช่คณะเดียวกับซูนยองเพราะตาไม่ตี่ แล้วดูจากสีหน้าซูนยองก็คงจะไม่ได้สนิทอะไรกันขนาดนั้นด้วย


“อ่ะ อ่อ หวัดดี"


“มากินไอศกรีมเหรอ?”


“อื้ม"


ถ้าไม่ได้มากินไอศกรีมแล้วจะมาทำอะไร มินกยูอยากจะถามแต่ต้องเงียบไว้ ได้แต่ตักไอศกรีมเข้าปากต่อ


“หลังจากเอนไวเดลก็ไม่ได้เจอกันเลย ตอนนั้นขอบใจมากถ้าไม่ได้นายคงไม่ได้เอ"


“อื้ม ไม่เป็นไร"


“แล้วนี่ ใครเหรอ?”


มาถึงตรงนี้มินกยูรู้สึกคิ้วกระตุกเล็กน้อย เท่าที่ฟังน่าจะแค่เรียนวิชาเลือกด้วยกัน แถมดูซูนยองยังไม่ค่อยจะชอบด้วย ตอนที่พูดถึงว่าได้เอมินกยูแอบเห็นพี่ชายตากระตุกเล็กน้อย ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมยังจะยืนคุยอยู่ได้ไม่รีบไป แล้วนี่ยังมาถามถึงเขาอีก มีปัญหาอะไรรึไงกัน


“น้องชายน่ะ"


“น้องชายแท้เหรอ? หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย”


“เปล่า น้องชายที่รู้จักกันตั้งแต่ประถมน่ะ"


“อ๋ออ สนิทกันมากเลยสิ มิน่าล่ะ เมื่อกี๊เห็นป้อนไอศกรีม เห็นเช็ดปากให้กันด้วย กระหนุงกระหนิงน่าดู"


มินกยูรีบเงยหน้ามองซูนยองทันทีที่จบประโยค แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคิด พี่ชายหน้าเสีย แต่ก็ยังตอบแกนๆ ไปว่าสนิทกันมาก เขาหันไปมองคนไม่มีมารยาทที่ยังยืนอยู่ไม่ไปไหนแล้วก็ต้องรู้สึกเหมือนมีหม้อต้มน้ำเดือดปุดๆ อยู่ในอก สีหน้าแบบนั้น รอยยิ้มแบบนั้น ดูหน้าก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่ ไม่ได้จริงใจเลยสักนิด ไม่ได้พึ่งเข้ามาในร้าน คงจะอยู่ในนี้นานแล้ว หรือว่าจะมองอยู่สักพัก แล้วจงใจเข้ามาทักแบบนี้กัน


“สนิทกันมากนี่เอง มิน่า ฉันกับเพื่อนดูแล้วเมื่อกี๊อย่างกับแฟนกันแน่ะ"


“หะ ห๊ะ?”


“ก็ไม่ได้คิดว่าจะชอบกินถั่วดำ"


“ใช่ คิดว่าซูนยองจะสายเหลืองซะแล้ว ฮ่าๆๆๆ"


ขี้คล่องเลยแม่ง"


ตึง!!!


คราวนี้มินกยูควบคุมตัวเองไม่ได้ เข่ามันเด้งขึ้นอัตโนมัติชนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ผู้ชายหยาบคายทั้งสามเงียบลงทันทีแล้วหันมาจ้องหน้าเขา ซูนยองรีบเอื้อมมือมาจับมือเขาไว้จากใต้โต๊ะแล้วบีบเบาๆ แต่มันยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง เพราะมินกยูรู้สึกได้ว่ามือของซูนยองเย็นมาก มินกยูอยากตอกอะไรบางอย่างกลับไป อยากพูดอะไรบางอย่างให้ไอ้สามคนนี้หน้าหงาย แต่ตอนนี้ถ้าอ้าปากออกมาคงจะมีแต่คำก่นด่า มินกยูร่างกายแข็งแรง แต่ไม่เคยใช้มันกับเรื่องชกต่อย เวลานี้เป็นครั้งแรกที่เขาอยากจะซัดใครบางคนให้เลือดกบปากจริงๆ


“ขอตัวนะ"


ซูนยองผลุดลุกขึ้นยืนแล้วดึงมือมินกยูให้ตามออกมาอย่างเร่งด่วน ถ้าช้ากว่านั้นไม่ใครก็ใครสักคนได้ลงไปนอนกับพื้นแน่นอน ระหว่างทางกลับบ้านมีแต่ความเงียบ ซูนยองจูงมือมินกยูแล้วเดินอย่างรีบเร่งไปตลอด มินกยูที่กำลังอารมณ์เดือดพล่านก็ปิดปากเงียบ ได้แต่ก้าวฉับๆ ตาม จนพอถึงบ้าน ซูนยองก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อนในขณะที่มินกยูยังยืนอยู่ แต่อารมณ์เย็นลงบ้างแล้วเพราะเห็นสีหน้าอึดอัดของพี่ชาย


“ซูน ไอ้พวกบ้าเมื่อกี๊มันเป็นใคร?”


“เคยทำงานกลุ่มด้วยกันในวิชาเลือก อ่า พวกนี้แหละที่พี่ซึงชอลซัดซะหมอบไปน่ะ"


“ผมน่าจะซัดมันบ้าง ไอ้พวกปากไม่มีหูรูด! ทุเรศ!”


“มินกยูอา อย่าพูดแบบนั้นเลย"


“ผมทนไม่ไหว!! มันพูดจาเหี้ยๆ แบบนั้นได้ยังไง! สนิทก็ไม่สนิท!!”


“มินกยู อย่าพูดหยาบเลยนะ ฉันขอล่ะ"


“ก็มัน-!!!”


มินกยูเงยหน้าขึ้นแล้วหลับตา สองมือกำแน่นพยายามข่มอารมณ์ตัวเอง แค่นี้ซูนยองก็ลำบากใจมากพอแล้ว เขาไม่อยากเป็นสาเหตุให้พี่ชายต้องเครียดไปมากกว่านี้ สุดท้ายก็เดินไปนั่งข้างกันแล้วดึงตัวซูนยองเข้ามากอดแน่น ซุกหน้าลงที่ไหล่อีกฝ่ายเพื่อให้ใจเย็นลง หลังจากผ่านไปสักพักมินกยูก็เริ่มพูดขึ้นมาก่อนด้วยเสียงแผ่วเบา


“ไม่ยุติธรรมเลย"


“หืม?”


“ทำไม ก็แค่รัก ทำไมถึงต้อง..”


“..สังคมก็เป็นแบบนี้แหละ มินกยู ฉันถึงได้..”


“มันไม่ยุติธรรมเลยนะฮะ ไม่ใช่แค่เรื่องความรัก ง่ายๆ เลย ผู้หญิงสองคนไปกินไอศกรีมด้วยกัน เดินจับมือกัน บางทีเช็ดปากให้กันก็มี ทำไมไม่เห็นมีใครว่าเลย แล้วทำไมผู้ชายแค่ออกมาเที่ยวด้วยกันสองคนจะต้องถูกพูดแบบนี้ใส่ด้วย"


มินกยูขยุ้มเสื้อพี่ชายจนยับยู่ยี่ไปหมด ทั้งอึดอัด ทั้งไม่เข้าใจ ทั้งเสียใจ เขาไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อน เขาเป็นเด็กอารมณ์ดี เข้ากับคนค่อนข้างง่าย ไม่เคยทะเลาะกันใคร ไม่เคยมีใครพูดจาไม่ดีใส่ขนาดนี้มาก่อน ซูนยองรู้สึกหนักอึ้งไปหมด สิ่งนี้เป็นหนึ่งในความกังวลของเขา มินกยูที่สดใส ร่าเริง น่ารักของเขาไม่ควรต้องมาเจออะไรแบบนี้ ถึงจะบอกว่าชีวิตคนเราก็ต้องเจอความเจ็บปวด แต่ในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เขาก็อยากจะปกป้องน้องให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้


“ทำไมต้องพูดจาดูถูกกันแบบนี้ ไอ้คำ- ไอ้คำแบบนั้น มันมีขึ้นมาได้ยังไง ทำไมต้องเหยียด ทำไมต้องด่ากันด้วย ผมก็แค่รักใครสักคน มันผิดมากหรือไง"


“ไม่เอาๆ มินกยู ชู่ว"


ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวน้องชายข้างหนึ่ง อีกข้างโอบแผ่นหลังอีกฝ่ายไว้ เสียงสั่นๆ แบบนี้ทำให้เขารู้ว่ามินกยูกำลังจะร้องไห้ มินกยูไม่ใช่เด็กขี้แยเท่าไหร่ อย่างน้อยตั้งแต่เข้ามัธยมก็ไม่ค่อยร้องไห้แล้ว แต่น้องชายของเขาเป็นเด็กที่อ่อนไหวมาก เรื่องนี้เขารู้ดี และยังฝืนใจปล่อยให้ไปเจออะไรร้ายๆ เพื่อให้เข้มแข็งขึ้นมาไม่ได้สักที ซูนยองจูบผมน้องชายเบาๆ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนเป็นพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องเลย


“ฉันขอโทษ ขอโทษที่ทำให้นายต้องเจอเรื่องแบบนี้นะมินกยู แต่นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะเตือนนาย ถ้านาย.. ถ้านายอยากจะให้เรื่องสมมติเป็นแฟนนี่เป็นเรื่องจริง นี่คือสิ่งที่นายจะต้องเจอ รู้มั้ย?”


“ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย"


“ฉันเองก็ไม่อยาก.. บางที มันอาจจะยังไม่สายไป"


“อะไร? อะไรไม่สายไป?”


มินกยูเงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาแดงก่ำมีหยาดน้ำอยู่เล็กน้อย บางส่วนไหลลงมาที่แก้มแล้ว ซูนยองยกมือขึ้นเช็ดออกอย่างแผ่วเบา เขาไม่อยากทำร้ายน้องเลย แต่บางทีการจะปกป้องน้อง คือการต้องเลือกที่จะทำร้ายน้องซะเอง ถ้าเขาตัดตั้งแต่ตอนนี้ มินกยูอาจจะเจ็บน้อยลงก็ได้ แต่ซูนยองก็ทำไม่ลง เพราะเขาเองก็รัก รักมินกยูเหลือเกิน


“มันอาจจะยังไม่สายไป ที่นายจะลองคิดทบทวนดูอีกที"


“ทำไม? ซูนจะบอกให้ผมเลิกรักซูนเหรอ?”


“วันนี้นายก็ ได้เห็นแล้วว่าคนภายนอกเขารู้สึกยังไง อาจจะไม่ใช่ทุกคน แต่มีเยอะเลย ที่ยังไม่ยอมรับความรักแบบนี้นะมินกยู"


“หมายความว่าผมต้องเลิกรักซูน เพราะสังคมรับไม่ได้ แบบนี้เหรอ!?”


“ไม่ใช่ แต่ถ้านายยัง.. นายจะเจ็บปวดนะ"


“ผมไม่สน! ผมไม่ยอมแพ้หรอก! ผมรักซูนไปแล้ว รักมาก ผมจะไม่ยอมเสียซูนเด็ดขาด!!”


“มินกยูฉัน ฉันไม่อยากให้นายเสียใจ จริงๆ นะ ฉันไม่อยากให้ใครทำร้ายนายเลย มินกยูฉันไม่อยากทำร้ายนาย ความรักของนายที่มีให้ฉัน มันกำลังจะทำให้ฉันทำร้ายนาย"


มินกยูมองหน้าพี่ชายนิ่ง สีหน้าของซูนยองทำให้เขารู้สึกเหมือนมีมือมาบีบหัวใจจนปวดหน่วงไปหมด สีหน้าเหนื่อยล้า เจ็บปวด และรู้สึกผิด นานแค่ไหนแล้วที่คำบอกรักของเขาทำให้พี่ชายต้องแบกรับความรู้สึกพวกนี้ไว้ นิ้วโป้งของพี่ชายไล้ไปบนแก้มน้องชายเบาๆ อย่างทะนุถนอม


เพราะรักกันมากเกินไปรึเปล่านะ


“ซูน ไม่ต้องเป็นห่วงผมนะ"


มินกยูดึงมือพี่ชายมาจับแนบแก้มตัวเองแล้วฝืนยิ้มบาง แต่คนเป็นพี่ชายที่รู้จักกันมาสิบกว่าปี มีเหรอจะมองไม่ออก มินกยูเองก็รู้ว่าตัวเองคงแสร้งทำไม่เก่งเท่าไหร่เลยกดจูบลงที่ฝ่ามือพี่ชายเบาๆ แล้วเลิกยิ้มก่อนจะสบตาซูนยองนิ่งแล้วพูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง ได้แต่หวังว่าความจริงใจของเขาจะหนักแน่นมากพอจะทำให้ซูนยองค่อยเบาใจลงได้บ้าง


“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมขอให้ซูนมั่นใจในตัวผม ว่าผมจะไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด ชีวิตคนเราก็แบบนี้เองล่ะมั้ง ไม่เจ็บตรงนั้น ก็เจ็บตรงนี้ อยู่ที่ว่าทางเลือกทางไหนจะเป็นความเจ็บปวดให้ใครเท่านั้นเอง ถ้าผมจะต้องเจ็บ แค่เพราะผมรักซูน ก็ให้มันเจ็บไปเถอะครับ เพราะการได้รักซูนคือความสุขที่สุดของผมแล้ว"


“มินกยู.. แต่คนอื่นเขา-”


“ผมไม่สน เชื่อผมสิว่าผมไม่สน ถ้าใครที่มันโลกแคบขนาดนั้นที่จะมาตัดสินคนอื่นเพราะเรื่องความรัก ผมก็ไม่เห็นจำเป็นต้องสนใจมันเลย จริงมั้ย? ผมไม่ยุ่งกับคนพวกนี้เด็ดขาด"


“แต่- อื้อ"


มินกยูโน้มหน้าเข้าไปจูบปากซูนยองหนักๆ หนึ่งทีก่อนจะผละออก แต่ดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำของพี่ชายทำให้มินกยูค่อยๆ เลื่อนฝ่ามือขึ้นไปประคองท้ายทอยพี่ชายแล้วบดจูบลงไปอีกครั้ง ปลอบประโลมพี่ชายที่กำลังจะแตกร้าวด้วยความอบอุ่นที่ปลายลิ้น จนซูนยองค่อยๆ ยกมือขึ้นวางที่เอวน้องชายด้วยความเผลอไผล กว่าจะผละออกจากกันก็ผ่านไปหลายนาทีอยู่ ซูนยองมองหน้าน้องชายที่ยิ้มบางๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลายก่อนจะยกมือขึ้นลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ


“ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมเคยบอกแล้วไงว่าผมโตแล้ว เมื่อก่อนซูนก็ดูแลผมมามากพอแล้วนะครับ"

"มินกยู.."

"ผมรักซูนมาก และถ้าซูนรักผม คราวนี้ผมจะเป็นคนปกป้องเราเอง"



กฏของความสัมพันธ์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีใครเข้มแข็งไปกว่าใคร แต่ถ้าคนหนึ่งอ่อนแอลง อีกคนก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้อง แค่นั้นเอง

Tuesday, 17 January 2017

Flirt #minsoon

มินกยูกำลังนอนคว่ำอยู่บนโซฟา หน้าจมหมอนไปครึ่งหนึ่ง ตาจ้องโทรศัพท์ในมือ คิ้วขมวดมุ่น จากคำแนะนำของอึนฮาเขาก็ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมแต่ก็ไม่ค่อยได้อะไรนัก ส่วนใหญ่จะมีแต่กระทู้อวดแฟนที่อ่านแล้วเลี่ยนจนอยากอ้วกสามที หรือไม่ก็ทฤษฎีเกินจริงที่อ่านแล้วไม่แน่ใจว่าคนเขียนวิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์รึเปล่า หงุดหงิดจนกดปิดหน้าจอแล้วเปลี่ยนมานอนหงายแทน เหลือบมองนาฬิกาเป็นเวลาสิบเอ็ดโมง ซูนยองเรียนมาได้สองชั่วโมงแล้ว ตอนนี้อาจจะเป็นเวลาเหมาะพอดีที่จะทำตามขั้นตอนการเป็นแฟนเต็มตัว


“ส่งไลน์ไปให้กำลังใจสินะ ฮืม คำพูดอย่างเดียวไม่น่าจะพอ"


มินกยูพึมพำอยู่เล็กน้อยแล้วก็ยิ้มออกมาก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นสูง เปิดกล้องหน้าแล้วเริ่มถ่ายรูปตัวเอง หัวพิงหมอน ผมยุ่งหน่อยๆ เงยหน้านิดๆ ปากกึ่งเบะกึ่งยู่ ส่งสายตาออดอ้อนไปเต็มที่ พอได้รูปที่พอใจแล้วก็กดส่งไปให้ซูนยองทันที พร้อมแคปชั่นที่คัดกรองมาแล้วอย่างดี


'คิดถึงจังเลย เรียนเป็นยังไงบ้างครับซูน'


มินกยูนอนดีดดิ้นอย่างเขินอายปนตื่นเต้นอยู่คนเดียว แต่สักพักก็ค่อยๆ สงบลงเพราะซูนยองไม่ตอบ ลืมไปว่าพี่ชายเขาอาจจะตั้งใจเรียนจนไม่มีเวลามาตอบ คิดแล้วก็ห่อเหี่ยวลงทันที การไลน์ไปให้กำลังใจถ้าซูนยองไม่เปิดอ่านมันจะได้อะไรกันล่ะ กำลังจะงอแงอยู่แล้วเชียว โชคดีจริงๆ ที่คาบเรียนที่ซูนยองเรียนอยู่วันนี้ค่อนข้างน่าเบื่อและเป็นคาบเรียนรวมทำให้ห้องใหญ่และอาจารย์ไม่เพ่งเล็งซูนยองก็เลยตอบกลับมาได้


'นึกยังไงส่งรูปมาหาฉันเนี่ย'


มินกยูดีใจเนื้อเต้น จนลุกขึ้นมาเต้นทั้งตัว ไม่รู้จะตื่นเต้นอะไรขนาดนี้ ความรู้สึกของเขาต่อซูนยองมันเปลี่ยนไปรวดเร็วขนาดนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ถึงขนาดแค่อีกฝ่ายตอบไลน์ก็ต้องขึ้นมาดีดดิ้นเป็นผีบ้า พอสงบลงมินกยูก็รีบไถลตัวกลับลงไปนอนท่าเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วยิ้มกว้างโชว์เขี้ยวใส่กล้อง ส่งไปให้อีกรูป


'ก็คิดถึงอะ'

'คิดถึงอะไรกัน ฉันก็มาเรียนเหมือนปกติ'

'แล้วมันเกี่ยวกับส่งรูปยังไง'

'ก็กลัวเรียนหนัก เลยส่งรูปไปให้กำลังใจไง'

'ซูนส่งรูปกลับมาบ้างสิ ผมคิดถึงอ่าา คิดถึงจริงๆ น้าา อยากเห็นหน้า'

ซูนยองเงียบไปทั้งที่ไลน์ขึ้นว่าอ่านแล้วจนมินกยูใจเสีย คิดว่าตัวเองกำลังเป็นบ้าเกินไปแล้ว แต่มานึกเสียใจตอนนี้ก็ไม่ทันได้แต่กระวนกระวายไม่รู้จะแก้บทสนธนายังไงดี แต่เขาก็อยากเห็นหน้าซูนยองจริงๆ นั่นแหละ ปกติเห็นตัวเป็นๆ ไม่เคยมีเวลาส่งรูปหากันแบบนี้ ฟังดูแล้วก็เป็นเหตุผลที่แปลกๆ มินกยูขยี้หัวตัวเองแรงๆ แล้วกลิ้งไปมาจนตกโซฟาหัวกระแทกโต๊ะรับแขกก็พอดีกับที่ซูนยองส่งรูปกลับมาพอดี เป็นรูปมุมเสย ซูนยองจงใจย่นคอจนเหนียงออก มินกยูเห็นแล้วแทบสำลักน้ำลายตัวเอง

'เป็นไง หายคิดถึงมั้ย'

'ซูนนนน ฮ่าๆๆๆๆๆๆ'

'คาบนี้น่าเบื่อชะมัด หิวข้าวแล้ว'

'หวา เป็นนักเรียนที่ไม่ดีเลยไม่ตั้งใจเรียนได้ไง'

'แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เลิกคุยกับผมนะะ'

'ดีแล้วที่รู้ว่าไม่ดี อย่าทำตามแล้วกัน'

'อยากกินคัตสึด้งร้านเขียวจัง'

'อ้าา จริงด้วยไม่ได้กินนานแล้ว อยากกินจังง'

'อืม'

'อาจารย์เปลี่ยนสไลด์แล้ว ฉันเรียนก่อนนะ'

'ตั้งใจเรียนนะคร้าบบ รักน้าาา'

'อื้ม'

'จะไม่บอกรักตอบหน่อยเหรอ'

'ซูนนนนนน'

'ซูนนนนนนนนนนนนนนนน!'

เป็นบทสนธนาที่สั้นมาก แถมซูนยองยังไม่ยอมบอกรักตอบอีก มินกยูดีดดิ้นไปมาบนพื้นพรมแล้วปามือถือกลับขึ้นไปบนโซฟาเพราะถ้าปาไปที่อื่นอาจจะพัง แต่แล้วอยู่ดีๆ ก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้แล้วรีบหันไปมองนาฬิกา ถ้าเขาจำไม่ผิดซึ่งไม่น่าจะผิดเพราะท่องมาแล้ว ตารางเรียนของซูนยองวันนี้จบที่เที่ยงครึ่ง แล้วซูนยองก็บอกว่าหิวข้าว แล้วยังบอกอีกว่าอยากกินคัตสึด้งร้านเขียวอีก มินกยูรีบวิ่งกลับขึ้นไปที่ห้องนอนทันที ทีแรกจะหยิบเสื้อยืดสีฟ้าลายเมฆตัวโปรดแต่คิดไปคิดมาอาจจะน่ารักเกินไป ก็เขาใส่เสื้อตัวนี้มาตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว ตอนนั้นใส่แล้วหลวมสบายแต่ตอนนี้เริ่มพอดีตัวแล้ว ก็เลยเปลี่ยนไปดูอีกฝั่งของตู้แทน เสื้อเชิร์ต เขาไม่ค่อยได้ใส่หรอกแต่ก็ซื้อมาเก็บไว้เผื่อวันไหนอยากแต่งหล่อ ก็วันนี้ไง ออกไปรับซูนยองไปกินข้าว ตามขั้นตอนความแฟนพอดีเลยนี่นา หลังจากเลือกไปเลือกมาอยู่นานมินกยูรีบวิ่งออกจากบ้านอย่างมั่นใจด้วยเสื้อเชิร์ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงยีนส์ขายาว มาถึงคณะซูนยองก็เป็นเวลาเที่ยงกว่าฉิวเฉียดพอดี แต่ชะโงกมองในห้องแล้วไฟกลับมืดสนิทก็เลยไลน์ไปหาซูนยองด้วยความงงๆ

'ซูนนน อยู่ไหนเหรอ?'

'มีอะไรเหรอ?'

'แต่นแต๊นน ผมมารับไปกินข้าวด้วยกันน ยืนอยู่หน้าห้องเรียนแล้วว'

'แต่ไฟมืดอะ เลิกเรียนแล้วเหรอ? อยู่ไหนอะเดี๋ยวไปหา'

'มินกยูอา วันนี้อาจารย์เขาปล่อยเร็วน่ะ'

'ฉันหิวมาก เลยออกมาแล้ว'

'ตอนนี้กินคัตสึด้งอยู่กับจีฮุนวอนอู'

'อ่า เหรอครับ'

'ไม่โกรธนะ ฉันขอโทษ'

''ไม่รู้ว่านายจะมา'

'ไม่เป็นไรฮะๆ'

'ก็ผมไม่ได้บอกก่อนนี่นา ฮ่าๆๆ'

'เอายังไงดี นายจะมากินด้วยกันมั้ย?'

'ไม่เป็นไรฮะๆ ซูนกินไปเถอะ'

'แล้วนายจะกินอะไร? อยู่คณะนี่นาใช่มั้ย?'

'อื้อ แต่ไม่เป็นไรฮะ ผมยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่'

'เดี๋ยวกลับไปนอนเล่นที่บ้านก็ได้'

'ซูนกินข้าวไปเถอะะ ผมจะกลับละะ'

ไอ้โกรธน่ะไม่โกรธหรอก แต่เสียใจน่ะสิ มินกยูยืนคอตกอยู่หน้าห้องเรียนที่ไฟมืดสนิท รู้ดีว่าเรื่องนี้ตัวเองผิดเพราะดันอยากเซอร์ไพรส์ไม่เข้าเรื่องจนคลาดกันแบบนี้ แต่ก็อดน้อยใจไม่ได้ อุตส่าห์ใส่เสื้อเชิร์ตครั้งแรกในรอบหลายเดือนจะออกมาพาแฟนไปกินคัตสึด้งซักหน่อย กลายเป็นเขาไปกินกับเพื่อนซะอย่างนั้น โรงเรียนมัธยมไม่มีสักหน่อยไอ้เลิกเร็วเกือบครึ่งชั่วโมงแบบนี้ มินกยูยกมือขึ้นขยี้ตาป้อยๆ แล้วเดินลากขาออกจากคณะอย่างไร้สติ เดินกลับมาถึงบ้านอย่างงงๆ แต่ไม่ลืมซื้อหมี่ผัดหน้าปากซอยเข้ามากินด้วย กินเสร็จก็นอนหงายอยู่บนโซฟา พยายามจะไม่นึกน้อยใจ แต่ก็ทำไม่ได้อยู่ดี ถึงจะรู้ว่าซูนยองไม่ผิดก็เถอะ

“ฮื้ออออ ทำไมต้องเป็นแบบนี้ฮือออ"

“มินกยู"

“จ๊ากกก"

เพราะมัวแต่คร่ำครวญเลยไม่ได้ยินเสียงประตู รู้ตัวอีกทีคือซูนยองมาหยุดยืนอยู่ข้างโซฟาแล้ว มินกยูมองหน้าพี่ชายแวบหนึ่งแล้วรีบหลบตา ก็สีหน้าซูนยองดูรู้สึกผิดซะขนาดนั้นใครจะไปทนมองไหว รู้สึกผิดทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ผิดด้วยนี่สิ ซูนยองย่อตัวลงมานั่งยองๆ ข้างโซฟาแล้วยกมือขึ้นลูบหัวน้องชายเบาๆ

“กินข้าวรึยังหืม?”

“กินแล้วฮะ"

“กินอะไรไป? หมี่ผัดเจ้าเก่ารึเปล่า?”

“อะ อื้ม"

“วันนี้แต่งตัวหล่อเชียว..”

“อื้อ"

“ขอโทษนะ"

“ซูน ไม่ต้องขอโทษหรอก จริงๆ นะ ผมทะเล่อทะล่าไปเองอะ ซูนไม่ผิดหรอก"

“อื้ม ฉันรู้ว่าฉันไม่ผิดที่ออกไปกินข้าวข้างนอก แต่ฉันก็ยังรู้สึกผิด ที่ทำให้นายเสียใจ เพราะงั้นฉันถึงได้ขอโทษไง เด็กโง่"

“ฮืออออ"

มินกยูทนไม่ไหวจนส่งเสียงครวญครางออกมา ซูนยองยิ้มขำแล้วโน้มหน้าลงไปจูบหน้าผากน้องชายเบาๆ เขารู้ว่ามินกยูน่ะขี้น้อยใจ นิสัยแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ดูเหมือนว่าการที่คุณแม่ของมินกยูไม่มีเวลาให้จะทำให้มินกยูเป็นเด็กขี้เหงาพอตัว ค่อยดีขึ้นบ้างหลังจากย้ายมาอยู่บ้านซูนยองมากขึ้นแต่น้องชายของเขาก็ยังใจน้อยบ่อยอยู่เหมือนกัน เพราะงั้นซูนยองเลยระมัดระวังพยายามไม่ไปทำร้ายจิตใจอีกฝ่ายเข้า แต่คราวนี้ก็พลาดจริงๆ เขาไม่ได้คิดว่ามินกยูจะมาหาที่คณะ เลยไม่ได้ไลน์บอกว่าจะไปกินข้าวกับเพื่อน

“เอ้าๆ ไม่งอแงแล้ว ลุกมาเร็วฉันซื้อข้าวมาฝาก กะแล้วว่าต้องกินหมี่ผัด กินกี่ทีก็ไม่อิ่มก็ยังจะกินอยู่นั่น"

“ก็มันถูกนี่นา แล้วก็เดินใกล้นิดเดียวเองด้วย"

“มาๆ ลุกมาเร็ว"

มินกยูอยากจะงอแงอีกสักพักแต่เพราะท้องยังหิวอยู่เลยว่าง่ายเป็นพิเศษ กลิ้งตัวลงจากโซฟามาเปิดถุงพลาสติกที่อยู่บนโต๊ะหน้าทีวีทันที พอเห็นว่าข้างในเป็นอะไรก็แทบจะเบะปากร้องไห้ ซูนยองที่เดินกลับมาพร้อมช้อนส้อมเลยดึงไปกอดขำๆ แล้วโยกตัวไปมาโอ๋น้องชายสามขวบ

“เอ้าๆ เป็นอะไรหืม?”

“ฮืออ คัตสึด้งร้านเขียวว"

“ก็นายบอกว่าอยากกินเหมือนกันนี่นา ใช่มั้ย?”

“อื้อออ"

“มาๆ มากินด้วยกัน ฉันก็ยังไม่อิ่มเหมือนกัน ก็ปกติไปร้านนี้ทีไรก็ไปแค่กับนาย สั่งมาสามที่แล้วแบ่งกันกินตลอดนี่นะ"

“ฮือออ ซูนนนนน"

มินกยูนั่งตักข้าวเข้าปากไปมองพี่ชายไปด้วยสายตาวิบวับ อยู่ด้วยกันมาก็นานแล้วแต่ไม่เคยมีสักครั้งที่มินกยูจะไม่ซาบซึ้งตรึงใจกับความใจดีและเอาใจใส่ของซูนยองเลย แค่ในชามข้ามนี่ก็ชัดมากแล้ว ซูนยองตักหมูทอดส่งให้น้องชายแทบหมดตัวเองกินนิดเดียวโดยให้เหตุผลว่าตอนอยู่ที่ร้านก็กินคนเดียวทั้งชามแล้ว

“เอ้อ ซูนนน"

“หืม?”

“รู้เปล่าซอยขนมอะ มีร้านไอศกรีมมาเปิดใหม่แหละ"

“หืม เหรอ"

“อื้อ แล้วก็นะ เขาบอกว่าร้านนี้นะไอศกรีมนมอร่อยมากเลยยย ก็เลยเบสเป็นนม มีรสนมชอคโกแลตเอย นมสตอเบอร์รี่ นมกีวี่นมมะม่วงก็มีด้วย"

“ฟังดูดีนี่"

“อื้อ! บ่ายนี้ซูนต้องทำงานอะไรมั้ยอ่า ถ้าไม่ต้อง ไปกินด้วยกันมั้ย"

“อื้อ เอาสิ"

ด้วยความตะกละไอศกรีมนมของทั้งคู่ทำให้มาถึงร้านอย่างรวดเร็วหลังจากกินคัตสึด้งเสร็จไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทีแรกก็ยืนลังเลเลือกรสกันอยู่นานจนตาลายในที่สุดถึงตกลงกินรสนมดั้งเดิมด้วยกันทั้งคู่ และคิดว่าถ้าอร่อยคราวหน้าจะมาลองรสอื่น ทั้งสองคนสั่งแบบใส่โคนแล้วเดินกินกันระหว่างทางกลับบ้านด้วยเหตุผลว่าแน่นพุงจนนั่งไม่ไหวแล้ว ระหว่างเดินซูนยองก็หันไปมองน้องชายที่เลียไอติมเหมือนลูกหมาน้อยก่อนจะยิ้มออกมา

“ซูน ขำอะไร"

“เปล่า แต่ก็ นายเนี่ยนะเล่นเอาฉันรู้สึกผิดมากเลยรู้มั้ย นอกจากปล่อยให้ไปรอเก้อที่คณะแล้วนายยังแต่งตัวมาซะเต็มยศแบบนี้ด้วย"

“ตะ เต็มยศอะไรกัน ก็แค่เสื้อเชิร์ต"

“ที่ไม่เคยใส่เลยทั้งปีทั้งชาติ"

“ก็นั่นแหละ! เชอะ! คนที่บอกกับแฟนว่าอยากกินคัตสึด้งแต่หนีไปกินกับคนอื่นต่างหากที่แย่ที่สุดเลย!”

“โอ๋ๆ ไม่เอาสิๆ ไหนบอกไม่โกรธไง"

“ไม่โกรธแต่น้อยใจ!”

“ไม่เอานะๆ ไว้ไปกินด้วยกันอีกแล้วกันดีมั้ย?”

“ฮึ! เอ้อ จริงด้วยซูน ผมมีเรื่องอะไรจะถาม”

“ว่าไง"

“จำได้มั้ยที่ผมให้เลือกทะเลภูเขาเมืองเก่าเข้าป่า"

“อืม พูดติดกันเป็นพืดจนฉันงงเลย"

“สรุปว่าภูเขานี่นะ ทีนี้ผมจะบอกว่าบนเขาน่ะมันต้องดื่มด่ำบรรยากาศใช่ม้า ยิ่งเป็นเดทแล้วด้วยล่ะก็ เลยจะไปภูเขาแบบที่เขามีเต๊นให้ยืมน่ะ ซูนว่าดีมั้ย? แต่เขาจะมีพื้นที่แล้วก็อุปกรณ์ทำอาหารให้เช่าเราก็เอาพวกของสดไปก็ได้ หรือเอามาม่าไปต้มดีกว่าฝีมือการทำอาหารพวกเราก็ไม่ค่อยน่าไว้ใจ"

“ฮ่าๆๆ อืม ก็แบบนั้นก็ได้ ฉันยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ ก็ไปกับนายนี่"

“ซูนนนนบ้าาา มาหยอดอะไรแบบนี้"

“เห้ย ฉันเปล่าหยอด อะไรเล่า"

ซูนยองยัดไอศกรีมเข้าปากจนหมดทั้งโคนแล้วเดินไปที่ถังขยะใกล้สวนสาธารณะเพื่อทิ้งกระดาษทิชชู่ มินกยูรีบเดินตามไปยืนใกล้ๆ ทั้งๆ ที่ไอศรีมยังเหลืออีกเกือบครึ่ง คงเป็นเพราะมินกยูเป็นคนชอบเลียไอศรีม ไม่ยอมกัดก็เลยกินช้าแบบนี้ทุกครั้ง แต่ดูเหมือนมินกยูจะอยากทิ้งทิชชู่ที่ถังขยะนี้เหมือนกันเลยพยายามเลียเร็วขึ้นทั้งๆ ที่ยังพูดจ๋อยๆๆ ไปด้วย จนซูนยองอดขำไม่ได้

“ก็ซูนมาพูดว่าถ้าไปกับผม ยังไงก็ได้ทั้งนั้นนี่นาจะไม่เรียกว่าหยอดได้ยังไง- ขำอะไรอะ!”

“ก็ขำที่นายนี่โตแล้วยังเลียไอศกรีมอยู่ได้ ดูซิ ฉันกินหมดแล้วนายยังเหลืออีกตั้งเยอะแน่ะ เอ้าๆ เลอะปากอีก เอาทิชชู่เช็ดซะสิ"

“เดี๋ยวก็เลอะอีกอะ กินให้หมดก่อนค่อยเช็ดก็ได้มั้ง"

“ก็ได้ๆ"

“ซูนนน ช่วยกินหน่อยสิ เลี่ยนแล้วอะ"

“อ้าว ทำไมอย่างนั้น เห้อ เอามานี่สิ"

มินกยูไม่ได้ส่งโคนไอศกรีมให้พี่ชายแต่แค่เอนไปหาเล็กน้อย ซูนยองส่ายหน้านิดๆ ก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปกัดไอศกรีมนมที่น้องชายยื่นมาแต่ฟันยังไม่ทันถึงเนื้อไอศกรีมดีมินกยูก็โน้มหน้าเข้ามาเลียจากฝั่งตัวเองจนหน้าผากชิดกัน ซูนยองตัวแข็ง เหลือบตามองมินกยูทันที จากสายตาวิบวับกับริมฝีปากที่โค้งขึ้นจนเห็นเขี้ยวทั้งๆ ที่ลิ้นยังเลียไอศกรีมอยู่แบบนั้นหมายความว่าน้องชายของเขาจงใจแน่ๆ ไม่พอ ยังค่อยๆ เลียเข้ามาใกล้จนลิ้นแตะริมฝีปากบนซูนยองเบาๆ อีกด้วย นั่นทำให้พี่ชายสะดุ้งตัวโยนแล้วผละออกอย่างรวดเร็วก่อนจะหันมองรอบข้าง โชคดีที่ไม่มีใคร มินกยูแกล้งทำเป็นยู่ปากไม่พอใจ

“แหม ซูนอ่ะ บอกให้ช่วยกินไอศรีมนะ ไม่ใช่ให้เอาฟันมาเฉาะเฉยๆ"

“ก็นาย- ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย"

“แหมม ทำไมอะ เป็นแฟนกัน โดนตัวกันนิดหน่อยไม่เห็นเป็นไรเลย"

“ไม่ใช่แบบนี้!”

“อ้าวซูนนน จะไปไหนอะะ รอด้วยย"

“ฉันจะกลับบ้านแล้ว อยากกินไอศกรีมหน้าถังขยะนั่นจนค่ำก็เชิญเลย!”

“ซู๊นนนนนนนน"


แล้วบ่ายนั้นซูนยองก็ทำโทษมินกยูด้วยการเดินเร็วกลับบ้านตลอดทางจนน้องชายแทบตามพี่ชายนักวิ่งเก่าไม่ทัน วิ่งจนขาขวิด กระเซอะกระเซิง หัวยุ่ง มือก็เหนียวเพราะไอศรีมละลายแถมรอบปากยังขาวไปหมดเพราะไม่ได้เช็ดอีกต่างหาก ถือเป็นบทลงโทษที่หนักหนาพอควร แต่สำหรับมินกยูแล้วถือว่าคุ้มอยู่เหมือนกัน ถึงจะปวดขาไปหน่อยก็เถอะ