Monday, 31 October 2016

Halloween #minsoon



“เห?”


ซูนยองยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งด้วยความงุนงงแล้วยกข้อมือซ้ายขึ้นมาดูนาฬิกา เข็มสั้นชี้อยู่ที่เลขแปด ถึงจะกลับสายกว่าทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ดึก แน่นอนว่าไม่ดึกพอที่มินกยูจะหลับแน่นอน แล้วทำไมบ้านถึงมืดสนิททั้งหลังแบบนี้? จับต้นชนปลายไม่ถูกซูนยองก็เลยคลำหาสวิทช์ไฟ แต่ปรากฏว่าเปิดแล้วไม่ติด ทำให้หายสงสัยไปได้นิดหน่อย แต่คิ้วก็ต้องขมวดหนักเข้าไปอีก ถ้าไฟดับจริงมินกยูน่าจะออกมานั่งถือไฟฉายอยู่ห้องนั่งเล่นรอเขานี่แล้ว ไม่น่าจะอยู่ในห้องนอนหรอก


“มินกยู?”


เงียบ ไม่มีเสียงตอบ ซูนยองเริ่มกังวล เปิดหน้าจอมือถือส่องไฟดูก็ว่างเปล่า ไม่อยู่ในห้องนั่งเล่นจริงๆ ไม่รอช้า ซูนยองรีบก้าวเร็วๆ ไปทางห้องนอน กระชากประตูเปิดออกแล้วสาดแสงไฟเข้าไปภายใน


“มินกย-”


ใครบางคน หรืออะไรบางอย่างทำให้ซูนยองนิ่งไปด้วยความตกใจ เงาตะคุ่มคุดคู้อยู่กลางห้อง คลุมด้วยผ้าสีดำสนิท ชามที่มีของเหลวสีแดงฉานตั้งอยู่ใกล้กัน เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน และหันมาอย่างช้าๆ ผ้าคลุมสีดำถูกสะบัดอย่างแรงเผยให้เห็นโฉมหน้าของ-


“แฮฮฮฮฮฮฮฮ่!!!!!!!”






“...เล่นอะไรของนาย มินกยู"


ซูนยองถามหน้าตาย ถอนหายใจแถมด้วย หลังจากไล่น้องชายไปดึงคัทเอาท์ขึ้นแล้วซูนยองก็พิจารณาสภาพพยายามจะผีของมินกยูชัดๆ ผมยุ่งๆ ที่เหมือนจะแค่นอนกลิ้งไปกลิ้งมามากกว่า หน้าลอย น่าจะแอบไปเล่นแป้งของแม่ รอยขีดๆ สีดำที่แก้มคงพยายามจะเป็นรอยเย็บ ถ้าฉลาดหน่อยจะใช้ที่เขียนตาของแม่ แต่อย่างมินกยูแล้วน่าจะปากกาเมจิคมากกว่า


“ก็เล่นเป็นแดร๊คคิวล่าไงแดร๊คคิวล่า!! โห่ย ซูนอะไม่ได้เรื่องเลย ไม่สนุกเลย"


“..แล้วทำไมอยู่ๆ ลุกขึ้นมาแต่งตัว-”


“คืนนี้เป็นคืนฮัลโลวีนไง ฮัลโลวีน!! อะไรอะ ไม่รู้จักเหรอซูนอะะ ไม่ไหวเลย!”


ซูนยองส่ายหน้าน้อยๆ แต่มินกยูดูเหมือนจะโกรธจริงๆ พอมองไปรอบๆ ซูนยองก็เริ่มเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น ชามน้ำแดงๆ นั่นเหมือนจะเป็น.. น้ำหวาน หรือแยมซักอย่างเพราะดูข้นๆ นอกจากน้ำหวานแล้วก็ยังมีขนมอีกหลายอย่างวางระเกะระกะอยู่รอบๆ ไม่พอ ยังมีเศษกระดาษสีดำกับสีส้มและกรรไกรวางเกลื่อน ปากกาเมจิคก็อยู่นั่น ถึงซูนยองจะไม่แน่ใจว่ามินกยูจะทำอะไร แต่ก็ค่อนข้างชัดอยู่ว่าตั้งใจทำมาก พอเจอพี่ชายตีหน้ามึนใส่แบบนี้ก็คงน้อยใจอยู่ ซูนยองเลยเดินเข้าไปหาน้องชายที่นั่งหันหลังให้อยู่บนพื้นก่อนจะดึงหัวมากอดเบาๆ


“โอ๋ ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ ก็ฉันไม่รู้นี่นา"


“..ก็เป็นแบบนี้ตลอด เทศกาลอะไรก็ไม่เห็นจะเคยเล่นกับผมซักที"


“อ่า ปีนี้เล่นก็ได้ มาๆ ไหน เราจะทำอะไรกันต่อดีหืม?”


“เล่นจริงเหรอ?”


“อื้ม เอาสิ ว่าแต่เล่น-”


“ดีเลย งั้นก่อนอื่นเลยนะ ซูนไปอาบน้ำก่อนนี่ผมก็อาบแล้ว แล้วเดี๋ยวมีชุดให้ใส่แล้วมาเล่นเกมส์กัน"


“อ่า.. ได้ๆ ว่าแต่ฉันต้องใส่ชุดอะไรด้วยเหรอ?”


“อื้อ! เตรียมไว้แล้วล่ะเดี๋ยวอาบเสร็จผมให้"


ซูนยองอาบน้ำร้อนสบายตัวเรียบร้อยก็พันผ้าเช็ดตัวออกมาหาน้องชายที่นั่งยิ้มแป้นรออยู่แล้ว ทีแรกซูนยองก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเห็นสีหน้าแบบนี้ก็เริ่มไม่สบายใจยังไงแปลกๆ มินกยูยังนั่งยิ้มแป้นอยู่อย่างนั้นจนเริ่มหมั่นไส้ขึ้นมา


“แยกเขี้ยวทำไม ที่เป็นแดร๊คคิวล่าเพราะฟันเกล่ะสิ"


“ไม่ใช่ฟันเก!!! เขาเรียกว่ามีเขี้ยว!! ซูนบ้า!!”


“นั่นแหละ แล้วชุดล่ะอยู่ไหน"


“แต่นแต๊นนนนนน!”


ซูนยองรู้สึกผิดหวังกับทุกสิ่งบนโลกใบนี้ และโทษตัวเองก็ติดกับมินกยูอีกครั้ง พองอนทีไรซูนยองก็ต้องอ่อนให้ตลอด ยอมหมดจนต้องมาใส่ชุดอะไรบ้าๆ แบบนี้ ในมือมินกยูคือชุดนอน ชุดนอนแบบการ์ตูนที่มีฮู้ดพร้อม และการ์ตูนตัวนี้ก็ไม่ได้แปลกหน้าแปลกตาเท่าไหร่ เพราะเวลานั่งดูด้วยกันตอนเด็กๆ มินกยูก็ชอบบอกว่าเหมือนเขาอยู่ประจำ


“แฮมสเตอร์..”


“แฮมทาโร่แหละ น่ารักมั้ย จริงๆ จะหาริบบ้อนจังมาแกล้งซูนแต่มันไม่มี เลยได้แต่แฮมทาโร่"


“...”


“ใส่เลยย แล้วมาเล่นกัน"


“นายจะให้ฉันใส่นี่จริงๆ เหรอ?”


“อื้อ"


“...”


“ซูนนน ไปใส่เร็วๆ!”


“...”


ซูนยองชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง จากสีหน้าของมินกยูก็ชัดอยู่แล้วว่าจงใจแกล้ง รู้ทั้งรู้ว่าซูนยองชอบของน่ารัก แต่ไม่ชอบจะทำตัวมุ้งมิ้งน่ารักซะเอง เรียกได้ว่าเกลียดเลยแหละ จริงๆ เหมือนจะวางแผนมาตั้งแต่งอแงแล้วด้วย พองอแงซูนยองก็ต้องง้อ พอง้อก็จะหลุดปากว่าจะตามใจตลอด และนั่นก็เป็นวิธีเดียวที่ซูนยองจะถูกบังคับทำตามแบบนี้ มินกยูยื่นชุดนอนให้พี่ชายจนแขนเกร็งก็เหมือนซูนยองจะไม่มีทีท่าจะรับซักที เลยต้องงัดวิธีสุดท้าย ที่ไม่อยากจะทำเท่าไหร่เพราะกลัวซูนยองจะยิ่งต่อต้านหนักเข้าไปอีก แต่เป็นวิธีที่อาจจะได้ผลดีที่สุด และที่สำคัญคือมินกยูได้กำไร


“ซูนนนน สบู่กลิ่นนี้ห๊อมหอมเนอะ"


“หา? ก็กลิ่นเดิมนี่นา"


“ไม่นะ ผมว่ากลิ่นมันไม่เหมือนเดิม ไหนขอดมหน่อยสิ"


“เห้ยๆ อะไรของนาย เห้ย อย่าเข้ามานะเห้ยยยยย!!”


มินกยูวางชุดนอนแล้วกระโดดขึ้นกอดรัดฟัดเหวี่ยงพี่ชายทันที ฝังจมูกลงกับไหล่ซูนยองแล้วสูดลมหายใจดังฟืดๆ แถมยังเอาหน้าถูไปถูมาจนซูนยองขนลุกไปหมดทั้งตัว มือจะดันออกก็ไม่ถนัด ผ้าเช็ดตัวที่พันไว้ลวกๆ ก็ต้องคอยจับ เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างที่สุด ยิ่งรู้สึกถึงฝ่ามือน้องชายอยู่บนหลังบนไหล่ยิ่งขนลุกเกรียวกราวจนแทบอยากขุดหลุมหนีไปซะเดี๋ยวนั้น ทางออกจากเครื่องดูดฝุ่นมินกยูก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นในตอนนี้


“ฮื่ออ โอ๊ยๆ พออ! เอาชุดนอนมาๆ ฉันจะใส่แล้ว!”


“ว่าไงนะะ ไม่ได้ยินเลยย ชุดนอนอะไรนะ??”


“ชุดนอนแฮมทาโร่!! เอามา!! ฉันยอมใส่แล้ว!!”


เป็นอันว่ามินกยูทำสำเร็จไปอีกครั้ง ซูนยองนั่งหน้ามุ่ยอยู่ที่พื้นระหว่างที่น้องชายเอาปากกาเมจิคมาเติมหนวดที่ข้างแก้มให้ ซูนยองจะประท้วงไม่ยอมอีกก็ได้ แต่จริงๆ คือเหนื่อยแล้ว แล้วจริงๆ ชุดนอนนี่ก็ค่อนข้างสบาย ถ้าซูนยองไม่ได้คิดว่าจะดูปัญญาอ่อนหรืออะไร มินกยูแกะขนมหลายห่อมาเทรวมกันในชามใบใหญ่ใบหนึ่ง แล้วก็เลื่อนถาดที่มีชอคโกแลตมากมายมาไว้ข้างกันตรงกลางระหว่างซูนยองและตนเอง ซูนยองมองตามน้องชายอย่างสงสัย แต่พอเห็นทำท่าจะจุดเทียนเท่านั้นแหละ


“จะทำอะไรน่ะ?”


“จุดเทียนฮะ สร้างบรรยากาศ"


"อย่าๆ อันตราย มาเดี๋ยวฉันจุดให้"


“ไม่เป็นไรหรอกแฮมทาโร่ เดี๋ยวท่านเคาท์มินกยูทำเอง นายนั่งอยู่เฉยๆ เถอะ"


“นายงั้นเหรอ.. ฉันยอมให้แค่คืนนี้นะ เด็กบ้า"


จุดเทียนมาวางเรียงรายเสร็จเรียบร้อยมินกยูก็ปิดไฟแล้วกลับมานั่งตรงข้ามกัน ซูนยองมองใบหน้าน้องชายที่ดูมีความสุขจนเกินเหตุแล้วก็ส่ายหน้าน้อยๆ มินกยูเป็นเด็กร่าเริง สดใส แล้วก็มองโลกในแง่ดี แต่บางทีก็เด็กเกินไปจริงๆ มีเด็กม.6 คนไหนบ้างจะแกล้งเป็นผีหลอกพี่ชาย นั่งทำคอสตูม ตัดกระดาษเป็นรูปแจ๊คโอลันเทิร์นกับค้างคาวมาแปะผนัง แถมยังเตรียมขนมเตรียมเทียนเพื่อคืนฮัลโลวีนแบบนี้อีก


“เอาล่ะ พร้อมแล้วนะฮะ ผมจะเริ่มอธิบายเกมส์ ซูนรู้จัก Truth or Dare มั้ย?”


“อืมรู้จัก จะเล่นอันนั้นเหรอ?”


“เปล่า"


“...”


“ล้อเล่น ฮ่าๆๆ เล่น Truth or Dare นั่นแหละแต่เปลี่ยนกติกาหน่อย เอาเป็นว่าผมอธิบายใหม่เลยแล้วกัน เราจะผลัดกันถามคำถาม ถ้าตอบได้ก็ตอบ แล้วก็ได้กินขนมอร่อยๆ แต่ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่อยากตอบต้องกินชอคโกแลตอันนี้ หรือไม่ก็ทำตามคำสั่งของอีกคน ไม่งงนะฮะ?”


“เป็น Truth or Dare แบบได้กินขนมว่างั้น?”


“อื้ม ประมาณนั้น ฮ่าๆๆ ก็ฮัลโลวีนก็ต้องกินขนมสิจริงมั้ยแฮมทาโร่"


“อืม.. แล้วทำไมตอบไม่ได้ถึงได้กินชอคโกแลตล่ะ? ไม่น่าใช่บทลงโทษนี่นา"


“เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมลองเล่นให้ดูก่อนแล้วกันจะได้เข้าใจ"


“อืม ก็ได้"


“อืมมม คำถามข้อแรก ผมขอถามพี่ว่าาา อืมม ตอนนี้พี่รอบเอวเท่าไหร่ฮะ?”


“หา? ไม่รู้หรอกไม่เคยวัดนี่นา"


“อ้าาา นั่นไง กินชอคโกแลตเลย"


“หา? อ่าว อะไรเล่าก็ฉัน-”


“ไม่รู้คือตอบไม่ได้ ตอบไม่ได้ต้องกินชอคโกแลต กินเลยกินเลย"


ซูนยองขมวดคิ้วอย่างงงๆ แบบนี้ถ้าถามอะไรที่อีกฝ่ายไม่มีทางตอบได้ก็ได้ลงโทษไปเรื่อยๆ งั้นสิ? สงสัยไปเคี้ยวชอคโกแลตไป เห็นมินกยูยิ้มจนเขี้ยวโผล่แล้วก็กำลังจะอ้าปากถาม แต่อยู่ๆ รสเผ็ดก็แผ่กระจายเต็มปากไปหมดจนตาโต ซูนยองรู้สึกร้อนไปทั้งหน้าทั้งหู และมากที่สุดคือลิ้น


“มินกยู!!! นี่นาย- แค่กๆๆๆ โอ้ย แค่กๆๆ ใส่อะไรใน แค่กๆ ชอคโกแลต!!”


“ฮ่าๆๆๆ พริกครับ หลายชนิดเลยแหละ ผมตั้งใจทำพิเศษสุดเลยนะ โอ๊ยๆ ฮ่าๆๆ"


ซูนยองไอโขล่กๆ จนน้ำหูน้ำตาไหลแต่น้องชายเอาแต่หัวเราะกลิ้งไปมา ครู่หนึ่งถึงจะรู้จักสำนึกค่อยลุกขึ้นมาช่วยลูบหลังแล้วเอาทิชชู่เช็ดน้ำตาตามแก้มให้ แต่ซูนยองไม่ได้รู้สึกขอบคุณเลยแม้แต่นิดเดียว


“อ่า อย่ามองกันแบบนั้นสิฮะ.. จะไม่ขอโทษหรอกนะ มีอีกตัวเลือกนี่นา เปลี่ยนเป็นทำตามคำสั่งผมก็ได้น้า"


“ไม่ต้องมา แค่กๆ มาปลอบเลย! กลับไปนั่งตรงนั้น ถึงตาฉันแล้ว!!”


คราวนี้มินกยูเริ่มเป็นฝ่ายกลัวบ้างแล้ว แต่ก็ไม่มากหรอก เขาออกแบบเกมส์นี้มาค่อนข้างป้องกันตัวเองที่สุดแล้ว ชอคโกแลตก็ชิมแล้วว่าตัวเองกินไหว ที่น่าห่วงแค่อย่างเดียวคือไม่รู้ว่าซูนยองจะสั่งให้ทำอะไร แต่เรื่องนั้นมินกยูก็คิดไว้แล้ว ถ้าโดนสั่งอะไรน่ากลัวมากๆ เข้าก็งัดไม้ตายตลอดกาลออกมา อย่างซูนยองน่ะแค่โดนอ้อนก็จบแล้ว อีกอย่าง ซูนยองก็ไม่น่าจะโมโหอะไรขนาดนั้นด้วย.. ล่ะมั้ง


“นายว่านายรักฉันมากใช่มั้ย ไอ้เด็กอำมหิต ให้ฉันกินพริก!!”


“รักสิ รักซูนที่สุดเลยน้า ถึงได้รู้ว่าซูนกินเผ็ดไม่ได้ ฮ่าๆๆ"


“งั้นเหรอๆ!! รู้เรื่องฉันมากดีนัก งั้นตอบมาซิฉันกับนายเจอกันครั้งแรกวันที่เท่าไหร่!!”


“ยี่สิบสี่สิงหาคม"


“...อ่ะ..”


“ถามแต่ผม ซูนอะจำได้รึเปล่า? ผมตอบไปจะรู้เหรอว่าถูกมั้ย?”


“...เอ่อ"


“เชอะ"


มินกยูนอกจากจะอ้อนเก่งยังพลิกสถานการณ์เก่งมากอีกด้วย คราวนี้เลยกลายเป็นซูนยองที่รู้สึกผิดอยู่นิดๆ เจ้าตัวจำได้ว่าแถวๆ เดือนสิงหาหรือตุลานี่แหละ แต่ไม่แน่ใจวันที่ คิดว่าถ้ามินกยูอึกอักแม้แต่นิดเดียวก็จะสั่งให้วิดพื้นซะให้เข็ด แต่ดันกลายมาเป็นแบบนี้ซะได้ ระหว่างที่มินกยูหยิบชอคโกแลตแท่งขึ้นมาเคี้ยวแก้มตุ่ยซูนยองก็อึกๆ อักๆ เหมือนจะพูดอะไรจนมินกยูต้องยกมือขึ้นห้าม


“ไม่เป็นไรหรอก ผมพูดไปงั้นแหละ เรื่องพริกเมื่อกี๊ผมก็ขอโทษแล้วกัน เอาเป็นว่าเริ่มใหม่"


“นาย.. เอ่อ ไม่น้อยใจฉันแน่นะ? คือฉันจำได้นะว่ามันแถวๆ สิงหานี่แหละแต่วันที่แน่ๆ ฉัน-”


“ไม่น้อยใจฮะ อะ ผมตอบแล้ว งั้นต่อไปตาผมสองรอบเลยแล้วกัน"


“อะ อ่าวเห้ย"


“ไหนๆ เราก็คุยเรื่องนี้กันแล้ว งั้นซูน อืมม วันที่เจอกันวันแรก ทำไมซูนถึงเข้ามาคุยกับผมเหรอ?”


มินกยูพลิกสถานการณ์อีกครั้ง จากเกมส์ที่คิดว่าจะลงโทษกันสนุกๆ กลายเป็นรำลึกความหลังไป ซูนยองมองหน้าน้องชายนิ่ง ถึงจะจำวันที่ไม่ได้ แต่เขาจำภาพเหตุการณ์วันนั้นได้อย่างแม่นยำ วันที่เห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กนั่งหลบฝนอยู่ในอุโมงค์ในสนามเด็กเล่น สองมืออุดหู น้ำตาไหลอาบแก้ม ท่าทางจะกลัวฟ้าร้องฟ้าผ่ามากอยู่ นึกแล้วก็ยิ้มออกมาบางๆ นั่นทำให้มินกยูยิ้มตามเล็กน้อย


“ก็ นายนั่งกลัวฟ้าผ่าอยู่ตรงนั้นคนเดียว จะให้ฉันทิ้งนายได้ยังไงกัน ฉันไม่ใช่คนใจร้ายนะ"


“อ่า.. งั้นคำถามที่สอง ถ้าวันนั้นอากาศแจ่มใสแล้วผมนั่งอยู่ที่อุโมงค์นั้นคนเดียวซูนจะเข้ามาคุยมั้ย?”


“ทำไมถึงจะคุยล่ะ ก็ถ้านายนั่งปกติๆ ของนาย อยู่ๆ ฉันเข้าไปคุยคงแปลกออก"


“อา.. งั้นก็คงดีแล้วที่ฝนตก"


ซูนยองหยิบป๊อปคอร์นคาราเมลเข้าปากติดต่อกันสามสี่อันเพราะตอบไปสองคำถาม นั่นทำให้มินกยูทำท่าอยากจะหยิบกินด้วย แต่เพราะยังไม่โดนถามก็เลยนั่งสั่นขาอยู่แบบนั้น ซูนยองก็นั่งหยิบกินเพลินจนมินกยูต้องส่งสายตาออดอ้อนมากดดันให้ซูนยองรีบถามต่อ ซูนยองขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะนึกคำถามไม่ออก ไล่คิดไปเรื่อยจนมินกยูเบะปากเพราะอยากกินขนมทำให้ซูนยองนึกถึงเรื่องที่เขาสงสัยเร็วๆ นี้ออก


“นาย อืมมม จริงสิ นายสเป็คผู้หญิงเป็นแบบไหนเหรอ?”


“ง่ะ ทำไมถามคำถามนี้ล่ะ?”


“ก็เมื่ออาทิตย์ก่อนนะฉันเห็นนะ ผู้หญิงไลน์มาหานายเต็มเลย"


“หา? ตอนไหนอะ?”


“ตอนที่นายเล่นเกมส์จนหลับไปน่ะสิ โทรศัพท์นายสั่นตลอดเลยฉันเลยเห็น"


“หงื่อ"


“ฉันเลยสงสัย ว่านายชอบผู้หญิงแบบไหน นี่ไม่เคยเห็นนายจีบใครเลยด้วย"


“อืมม.. ชอบคนแบบไหนเหรอ.. ก็..”


ซูนยองจ้วงขนมกินต่ออย่างไม่สนใจว่าตัวเองจะถามหรือตอบจนมินกยูรีบลากชามขนมกลับไปไว้ตรงกลางก่อนจะนั่งเอียงคอเอียงหัวคิดต่อ จริงๆ แล้วซูนยองเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถามคำถามนี้ อาจจะเพราะถูกกดดันแล้วนึกคำถามไม่ออก แต่หลังๆ มานี้เห็นผู้หญิงมาเกาะแกะน้องชายเยอะ ก็เลยสงสัย เพราะตัวเขามองมินกยูเป็นเด็กมาตลอด นึกภาพไม่ออกว่าผู้หญิงแบบไหนจะมายืนคู่กับน้องชายตนเอง มินกยูกลอกสายตาไปมา ก่อนจะกลับมาจ้องหน้าซูนยองอีกครั้ง


“สำหรับผมมันไม่ใช่สเปคอะไรหรอก แต่ว่าถ้าผมจะรักใครซักคน ผมว่าคนที่ผมจะรัก ต้องเป็นคนที่รักและเข้าใจผม เป็นคนที่ผมอยู่ด้วยแล้วสบายใจ น่าจะประมาณนี้นะครับ ซึ่งในตอนนี้ผมยังนึกถึงผู้หญิงแบบนั้นไม่ออกเลยครับ"


ซูนยองนั่งมองน้องชายเลือกขนมในชามนิ่ง ถึงจะโตแค่ไหนมินกยูก็ยังมีความเป็นเด็กเสมอ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความผิดของเขาเองที่เลี้ยงน้องแบบนี้ แต่ตอนนี้มันก็เป็นความจริง ซึ่งซูนยองเองก็คิดเหมือนมินกยู นึกภาพไม่ออกว่าผู้หญิงคนไหนจะมาดูแลมินกยูได้ดีไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้


“อืมม คำถามของผม งั้นผมขอถามกลับบ้างว่าซูนชอบคนแบบไหนเหรอครับ?”


“หา? สเปคฉันเหรอ?”


“อื้อ"


“ฉันไม่มีเสปคหรอก"


“แบบนี้ต้องให้กินชอคโกแลตอีกมั้ยเนี่ย?”


“ไม่เอาๆ เอ่อ คือ"


“ไม่มีถูกใจใครบ้างเลยเหรอครับ? ตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้?”


“โอ๊ยย อยู่แต่กับนายจะเอาเวลาที่ไหนไปหาสาวเล่า!”


“อาา เอาเป็นว่าสเป็คไม่มี ตอบไม่ได้ เอายังไงดี ชอคโกแลตมั้ยฮะ หรือจุ๊บแก้มผมดี จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บบ?”


“ไม่เอาๆๆ เอ่อ ถึงฉันไม่เคยปิ๊งใครจริงๆ จังๆ แต่ก็พอรู้ว่าฉันอยากจะอยู่กับคนแบบไหนน่า ก็.. ต้องน่ารัก เป็นผู้หญิงที่ แค่เจอหน้าก็ทำให้ฉันหายเหนื่อยได้น่ะ ประมาณนี้มั้ง"


มินกยูนั่งมองหน้าซูนยองซักพักแล้วก็ยิ้มจนเขี้ยวโผล่ ซูนยองเอื้อมมือไปดึงชามขนมมาหยิบกินต่อก่อนจะชี้ๆ มินกยูให้ถามต่อ ในใจแอบสงสัยว่าทำไมน้องชายถึงยิ้มแบบนั้น หรือคิดจะแซวเขาเรื่องสเปค? ไม่น่าหรอก ก็พอกันทั้งคู่นั่นแหละ สเปคหลวมๆ แบบคนไม่เคยมีแฟน


“ฮืมม ผมว่าถ้าถามอะไรแบบนี้ต่อไปมันจะเหมือนนั่งคุยกินขนมกันเฉยๆ แล้วล่ะ งั้นผมขอถามซูนยองว่าาาา จริงๆ แล้วซูนยองไก่อ่อนใช่ปะ! ไม่เห็นเคยมีแฟนเลย!”


“!! อะ ไอ้เด็กนี่ ใครไก่อ่อน! เขาเรียกว่ายังไม่เจอคนที่ถูกใจต่างหากล่ะ!! อยู่แต่กับนายทั้งวันจะเอาเวลาที่ไหนไปจีบใคร"


“โทษผมตลอดอะ! แหม ทั้งวันที่ไหน ไปเรียนวันละตั้งหลายชั่วโมง จีบไม่ติดมากกว่า!"


“จีบไม่ติดที่ไหน! ยังไม่เคยจีบใครต่างหาก! ยังไม่เจอคนที่ใช่!!”


“งั้นนเหรออ งั้นก็ไม่มีคนมาจีบด้วยล่ะสิ ใช่ปะ"


“อ่ะ.. ไอ้เด็กบ้า! งั้นนายล่ะ ผู้หญิงมาจีบตั้งเยอะตั้งแยะแต่ไม่เอาเนี่ย จริงๆ แล้วชอบผู้ชายใช่ปะล่ะ!!”


ทีแรกก็เถียงกันไปเถียงกันมาเหมือนปกติ แต่พอจบประโยคสุดท้ายมินกยูก็นิ่งไป มือที่ถือชอคโกแลตแท่งอยู่ชะงัก จนซูนยองเองชะงักไปด้วย ที่พูดไปก็เล่นๆ ไม่ได้คิดอะไรแต่พอน้องชายค้างไปแบบนี้ซูนยองเองก็เริ่มเครียดเหมือนกัน จริงๆ เขาเองก็นึกภาพน้องชายเดินกระหนุงกระหนิงกับผู้หญิงไม่ออกหรอก แต่ก็ไม่เคยคิดภาพมินกยูเดินกับผู้ชายเหมือนกัน ทำไมเงียบไปล่ะ? ทำไมกัน? หรือว่าจริงๆ แล้วมินกยู จะชอบผู้ชายจริงๆ ? มินกยูเงียบแล้วขมวดคิ้วจนซูนยองเริ่มใจไม่ดี เลยแกล้งดึงขนมจากมือมินกยูมาใส่ปากตัวเอง


“ฮ่าๆๆ อึ้งไปเลยเหรอ งั้นขนมนี่ก็ของฉันล่ะ! ตอบไม่ได้แบบนี้ฉันจะสั่งให้นายทำอะไรดีนะ?”


“...อืม จริงๆ แล้วผมก็.. ไม่แน่ใจแฮะ"


ซูนยองเบิกตากว้าง ปากที่เคี้ยวขนมอยู่เมื่อครู่ก็ชะงักไป มินกยูเล่นชายผ้าคลุมตัวเองยุกๆ ยิกๆ ท่าทางที่ซูนยองคุ้นเคยดี ท่าทางของมินกยูเวลาไม่มั่นใจ หรือกำลังกังวลอะไรอยู่ ซูนยองอยากจะแกล้งยัดชอคโกแลตเข้าปากน้องชายให้หายอึดอัดอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนตัวซูนยองเองก็ไม่อยากปล่อยผ่านไปแล้วเหมือนกัน เพราะถ้าทำแบบนั้นมินกยูอาจจะยิ่งไม่มั่นใจกว่าเดิมอีก จากคำถามที่ถามเล่นๆ ถ้าเกิดมันเป็นจริง ซูนยองอยากจะแน่ใจ ว่ามินกยูจะไม่รู้สึกแย่ และซูนยองอยากทำให้มินกยูมั่นใจว่าตัวเขาเองไม่ถือเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ให้ตายเถอะ ทำไมอยู่ดีๆ เรื่องใหญ่แบบนี้ถึงมาเกิดกลางวงขนมฮัลโลวีนปัญญาอ่อนแบบนี้ล่ะเนี่ย


ปากหนอปาก


“ผมเองก็ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย อาจจะเป็นเพราะผมยังไม่เคยมีแฟนรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่พอมานั่งนึกแบบนี้ผมก็รู้สึกว่า ถ้าผมจะรักใครซักคน มันคงไม่จำกัดอยู่ที่ว่าเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายล่ะมั้ง แค่รักอะ คงแค่นั้น"


เงียบกริบจนได้ยินเสียงแอร์ดังสนั่น มินกยูจ้องตาพี่ชายอยู่ครู่หนึ่งก็ละสายตามาที่ชามขนมแทน สิ่งที่มินกยูพูดค่อยๆ ซึมเข้าหัวซูนยองช้าๆ ตัวซูนยองเองไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ เรื่องที่มินกยูจะมีแฟนมาก่อน แต่พอมาพูดกันตรงๆ แบบนี้แล้วก็รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย ถ้ามินกยูมีแฟนเป็นผู้ชายงั้นเหรอ


“แล้วซูนล่ะ จริงๆ แล้วก็ชอบผู้ชายรึเปล่า ถึงยังไม่เคยจีบสาวซักที"


คราวนี้ซูนยองตกใจกว่าเก่า นั่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาก็มองว่าผู้หญิงน่ารักนะ ผู้หญิงคนไหนสวยเขาก็มอง แต่คงเหตุผลเดียวกับมินกยูนั่นแหละ ไม่เคยมีแฟนก็เลยนึกภาพไม่ออก พอมาตอนนี้จะให้นึกภาพตัวเองเดินจับมือกับผู้หญิงก็นึกออก แต่ ถ้าเดินจับมือกับผู้ชายงั้นเหรอ? ซูนยองเริ่มกลัวตัวเองหน่อยๆ ซะแล้ว


“หมดเวลา"


“หา? เดี๋ยวๆ มีหมดเวลาด้วยเหรอ?”


“อื้ม กติกาลับน่ะ"


“กติกาลับ? ไอ้เด็ก-”


“ผมขอสั่งล่ะนะซูนน ผมขอสั่งให้ซูนนั่งนิ่งๆ ถ้าผมไม่อนุญาตให้ขยับ ก็ห้ามขยับเด็ดขาด เข้าใจมั้ยครับ?”


“นายจะทำอะไรแผลงๆ รึเปล่า?”


“ห้ามขยับ! ปากก็ห้ามขยับด้วยเข้าใจมั้ยเพราะงั้นห้ามพูด ถ้าฝ่าฝืนคำสั่งท่านเคาท์มินกยูผู้นี้ ผมจะเอาพริกในครัวที่เหลือละเลงตาจนพรุ่งนี้ลืมตาไม่ขึ้นเลยเจ้าแฮมทาโร่"


เจ้าแฮมทาโร่งั้นรึ ซูนยองคันปากอยากจะด่าน้องชายต่อแต่เพราะรู้จักกันมานานถึงได้รู้ว่ามินกยูคนนี้คาดเดาได้ยาก ถ้าเปิดปากพูดอีกซักคำพริกอาจจะลอยมาจริงๆ ก็ได้ ซูนยองเลยตัดสินใจนั่งเงียบอยู่แบบนั้น มินกยูยิ้มมุมปากโชว์เขี้ยวอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน


“เอ้อ แล้วก็หลับตาด้วยแฮมทาโร่ ถ้าแอบปรือตามองแม้แต่นิดเดียว รู้ใช่มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตาขีดของนาย!”


“รอให้พ้นคืนนี้ไปก่อนเถอะนายตายแน่ไอ้เด็กบ้า"


“ได้ยินนะ!! อนุโลมให้เพราะพูดแบบไม่ขยับปากแต่ท่านเคาท์ไม่พอใจนะบอกไว้ก่อน!”


ซูนยองรู้สึกหมั่นไส้น้องชายมากจนอยากปาขนมใส่ แต่พอต้องหลับตาจนมืดไปหมดแบบนี้ทำให้เริ่มเกร็งขึ้นมาหน่อยๆ ถึงอีกฝ่ายจะเป็นมินกยู แต่หลังจากที่คุยอะไรๆ กันวันนี้แล้วซูนยองก็รู้สึกแปลกๆ อย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงผ้าคลุมลากไปตามพื้น วนไปวนมา จับทิศทางไม่ถูก แถมยังมีลมตีหน้าเป็นพักๆ อีกต่างหาก แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกถึงลมอุ่นๆ ที่ข้างแก้มจนขนลุกทั้งตัวเป็นครั้งที่สองของคืน เสียงหัวเราะที่พยายามจะฟังดูชั่วร้ายที่ริมใบหูทำให้ซูนยองรีบโวยวายขึ้นมาก่อนอย่างอดไม่อยู่


“นี่ๆ นายเล่นอะไรถ้านายยัง-”


“ชู่วว บอกว่าห้ามพูดไง ผิดกฏครั้งที่สองแล้วนะ"


“แต่นาย- ฮื่อออ!! ฮื่อออออออออ!!!”


ซูนยองเริ่มเหงื่อแตกเมื่อมินกยูเอามือมาปิดปากเขาไว้จนต้องลืมตาขึ้นมาอย่างตกใจแต่ก็มองอะไรไม่เห็นเลย มินกยูคงปิดไฟตอนที่เขาหลับตาอยู่ แถมยังขยับไปไหนไม่ได้เพราะอีกมินกยูใช้แขนอีกข้างรัดแขนทั้งสองข้างของเขาไว้แนบลำตัว ซูนยองพยายามหันหน้ามองหามินกยูในความมืดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกล็อคไว้หมด ยิ่งลมหายใจอุ่นๆ ใกล้เข้ามามากเท่าไหร่ยิ่งกลัวมากเท่านั้น วันอื่นๆ คงไม่เป็นแบบนี้เลย ถ้าเขาไม่ปากพล่อยถามเรื่องอะไรแบบนั้นจนต้องมาไม่สบายใจเองแบบนี้


“อย่าขัดขืนเลย มันไม่มีประโยชน์หรอก"


“ฮื่ออออออ!!”


ซูนยองแทบลมจับเมื่อรู้สึกถึงผิวสัมผัสบางอย่างที่ลำคอ จมูก? แก้ม? หรือจะเป็น.. ปาก? จากที่พยายามดิ้นขัดขืนตอนนี้ซูนยองตัวแข็งเป็นหิน แต่ในสมองกลับปั่นป่วนไปหมด ความคิดหลายอย่างผุดขึ้นมาตีกันจนน่าปวดหัว หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ควรก็โผล่ขึ้นมา มินกยูจับหัวซูนยองให้เอนไปทางซ้าย ออกห่างจากตนเองเล็กน้อยในขณะที่สัมผัสแถวลำคอยังไม่หายไป


“ซูน"


"..."


"จงกลายเป็นแวมไพร์แล้วมาเป็นลูกสมุนของท่านเคาท์ผู้นี้ซะ!! แฮมทาโร่กลายร่างงง!!!”


งั่มมมม!!


“อ๊ากกกกกกกก ไอ้เด็กผี!! ไอ้เด็กบ้า!!! กัดลงมาได้ ปล่อยนะ!! ปล่อยเดี๋ยวนี้!! ค้างคาวหรือหมาเนี่ย ปล่อยยยยยยยยยย!!!!!”









หลังจากนั้น มินกยูก็ถูกเนรเทศให้ไปนอนบนโซฟาห้องรับแขก ถึงจะงอแงเบะปากร้องไห้หูตกหางตกแค่ไหนซูนยองก็ไม่ใจอ่อน ไม่ยอมให้นอนบนเตียงด้วยเด็ดขาด โดยเฉพาะการนอนกอดที่ทำเป็นประจำทุกคืนน่ะเหรอ? อย่าหวังเลย แล้วซูนยองยังทำโทษด้วยการไม่ยอมให้กอด ให้หอม ให้นอนตัก ให้จับมือ ให้อะไรทั้งนั้นไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่ารอยเขี้ยวที่คอซูนยองจะหายนั่นแหละ

Thursday, 20 October 2016

Physical #minsoon


“ไหนเล่ามาดีๆ อีกรอบซิ มันเกิดอะไรขึ้น?”


ซูนยองถามเสียงเรียบนิ่ง ทำเอามินกยูที่นั่งตัวห่ออยู่แล้วหกเล็กลงไปอีกสองสามนิ้ว ในมือกำปากกากับแผ่นกระดาษที่มีตารางถี่ไว้แน่น ก้มหน้าต่ำไม่กล้าสู้หน้าพี่ชาย แต่เพราะเวลาที่เหลือไม่มากกับภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จทำให้มินกยูเริ่มอธิบายใหม่อีกครั้ง


“ก็ คือว่าที่โรงเรียนทุกๆ เทอมจะมีวัดสมรรถภาพทางร่างกายฮะ ก็มีพวกซิทอัพ วิดพื้น วัดความยืดหยุ่น วิ่งเก็บของอะไรแบบนี้ เอ่อ แล้วพอดีวันนั้นผมขาด-”


“ทำไมขาดนะ?”


“...เอ่อ คือ..”


“ว่าไง? ทำไมถึงขาดเรียน?”


“เอ่อ ซะ ซูนอย่าโกรธนะ สัญญาจะไม่ทำอีกแล้ว"


“...”


“คือโดดนอนเล่นอยู่ในห้อง- โอ๊ย!!”


โดนฟาดหัวเข้าไปเต็มๆ หนึ่งที มินกยูไม่ใช่เด็กเกเรอะไร แต่เรื่องไร้สาระน่ะที่หนึ่ง แล้วหลายครั้งที่ความไร้สาระเกินเลยจนทำให้เสียงานเสียการ เหมือนครั้งนี้ไง ซูนยองพยายามระงับอารมณ์ไม่ให้ตบหัวน้องชายอีกรอบ ขาดทดสอบสมรรถภาพประจำเทอมเพราะอยากนอนเล่นในห้อง เหลือเชื่อจริงๆ


“อุตส่าห์ไปโรงเรียนแล้วแท้ๆ แค่ไปโรงยิมพร้อมๆ คนอื่นมันยากนักหรือไง? ง่วงมากเหรอวันนั้นน่ะ?”


“...อย่าให้ผมเล่าเลยซูนจะโกรธกว่านี้อีก"


“ไม่ ฉันอยากรู้ ไหนเล่ามาซิทำอะไรอยู่บนห้อง"


“..ก็ เอ่อ จะฟังจริงๆ เหรอ?”


“เล่ามาเดี๋ยวนี้"


“คือ.. ก็.. ก็คาบก่อนหน้านั้นมันน่าเบื่ออะ ผมก็เลยใส่หูฟังแล้วก็นอน ทีนี้ไม่รู้ยังไงตื่นมาอีกทีไม่เหลือใครเลย"


มินกยูรีบยกมือขึ้นป้องหัวไว้ แต่ก็ไม่ยักโดนตบ ซูนยองแค่ทำหน้าเหนื่อยใจแล้วส่ายหน้าช้าๆ แทน ถึงจะได้รับสีหน้าผิดหวังจากพี่ชายซึ่งมินกยูไม่ต้องการ แต่ก็ยังดีกว่าเจ็บตัว มินกยูรีบหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาชูให้พี่ชายดูแล้วอธิบายต่อทันที


“คุณครูเขามาเช็คกับห้องเรียน แล้วก็รู้ว่าวันนั้นผมไปโรงเรียน แค่ไม่ได้เข้าคาบ แต่พอฟังเหตุผลแล้วเขาก็ไม่ได้โมโหอะไร แต่บอกว่าเหนื่อยใจแทน เอ่อ ช่างเถอะ ยังไงก็ตาม ครูเขาบอกว่าเขาไม่มีทางเสียเวลาเพื่อทดสอบผมคนเดียวแน่ๆ ก็เลยบอกให้ผมให้ใครซักคนช่วยเอาแทนก็แล้วกัน แล้วก็ให้ใบนี่มา"


“...ใครซักคนที่จะช่วยคือฉันงั้นสิ"


“อื้อ!”


ซูนยองซบหน้าลงกับฝ่ามือ ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ยังดีที่วันนี้เขาไม่ได้มีงานอะไรต้องทำ แต่เขาก็กะจะพักซักหน่อยเพราะนั่งติดโต๊ะมาหลายวันทำให้ขามันปวดๆ ยังไงแปลกๆ ก็ไม่คิดว่าจะต้องมาเจออะไรแบบนี้ พอเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งเห็นใบหน้าหงอยๆ ของน้องชายแล้วก็ใจอ่อน มินกยูเองก็คงลำบากใจเหมือนกันที่จะต้องมาขอให้เขาวุ่นวายอะไรแบบนี้ด้วย ..ถึงแม้ว่าปกติก็สร้างเรื่องให้เขาปวดหัวเป็นประจำอยู่แล้วก็เถอะ ซูนยองเอื้อมมือไปลูบหัวน้องชายเบาๆ ซึ่งได้รอยยิ้มแป้นกลับมาทันที


“เอาเถอะ ยังไงเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว แต่หลังจากนี้อย่าให้มีอย่างงี้อีกนะ เข้าใจมั้ย?”


“อื้อๆๆ! จะไม่ให้มีอีกแล้ว! ซูนอย่าโกรธน้าา อย่าโกรธน้าาา ผมขอโทษน้าาา"


“อืมม รู้แล้ว ไหนเอามาดูซิต้องทำอะไรบ้าง?”


“ก็ วิ่งสั้น วิ่งยาว บีบมือ ยืดตัว วิ่งเก็บของ กระโดดไกล ซิทอัพ วิดพื้น โหนราว"


“จะเอาราวที่ไหนให้นายโหนเนี่ย?”


“ราวตากผ้าก็ได้นี่"


“จะบ้าเหรอ!! ตัวอย่างกับช้างแบบนี้ ราวพังหมดสิ!!”


“ซูนใจร้าย!!!! ว่าผมอ้วนเหรอ!!!!!”


จากหลายๆ กิจกรรมที่ต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างกว้างทำให้ซูนยองตัดสินใจพามินกยูไปสนามเด็กเล่นใกล้บ้าน ซึ่งมินกยูก็เห็นด้วย แถมยังระริกระรี้มีความสุขที่จะได้ไปสถานที่ที่มีความหลังอีกต่างหาก ใช้เวลาไม่นานก็เดินมาถึง ซูนยองรีบคว้าข้อมือน้องชายไว้ก่อนจะวิ่งไปรำลึกความหลังที่ไหนซะก่อน


“เอาล่ะ งั้นเริ่มจากอะไรก่อนดี วิ่งมั้ย?”


“...ไอ้วิ่งสั้น วิ่งยาวเนี่ย มั่วๆ ไปได้มั้ยอะซูน ผมขี้เกียจอะ"


“...นายจะวิ่งดีๆ หรือจะให้ฉันเอาไม้ไล่ตีก่อน?”


“วิ่งแล้วครับวิ่งแล้ว เอ่อ แต่ว่า จะรู้ได้ยังไงว่าตรงไหน 50 เมตร?”


“ฉันเอาตลับเมตรมา"


“ห๊า!!!???”


มินกยูยืนเป็นไก่ตาแตกขณะที่ซูนยองส่งกระดาษให้ถือก่อนจะจัดการวัดบริเวณเรียบร้อย แล้วยังมีชอล์คมาจากไหนไม่รู้มามาร์คจุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุดอีกด้วย ถึงจะตกใจแต่มินกยูก็ซาบซึ้งที่พี่ชายเอาจริงเอาจังกับการทดสอบสมรรถภาพของเขาขนาดนี้ถึงจะเริ่มกลัวความจริงจังเกินขั้นหน่อยๆ แล้วก็ตาม


“เอาล่ะ นึง ส่อง ซั่ม!”


มินกยูตัดสินใจแต่แรกแล้วว่าจะวิ่งยังไง ซูนยองยืนเป็นเส้นชัยแบบนั้น ให้วิ่งผ่านไปคงใช้ไม่ได้ กี่วินาทีไม่สน แต่พอเห็นสีหน้าตื่นตระหนกของซูนยองตอนที่เขาวิ่งอ้าแขนกว้างมาก็กลั้นขำไม่อยู่ สุดท้ายได้กอดพี่ชายจมอก ซูนยองโวยวายเสียงดังพยายามผลักมินกยูออกอย่างรุนแรงจนนกพิราบบินหนีไปหลายตัว


“นี่!! ไอ้เด็กบ้า ปล่อยนะ!! เจ็บบ! คิดยังไงถลาลมมากอดแบบนี้ โอ๊ย!!”


และอีกมากมาย กว่ามินกยูจะยอมปล่อยซูนยองก็ทรุดลงนั่งบนชิงช้าหอบแฮ่กๆ ซูนยองทุบๆ ต้นขาตัวเองเบาๆ เพราะเหมือนจะเริ่มปวดขึ้นมาอีก ก่อนจะเงยหน้ามองน้องชาย วันนี้มินกยูดูจะคึกกว่าทุกที ปกติเดี๋ยวนี้จะอยู่กับบ้านมากกว่า ไม่ค่อยได้ออกมาเล่นข้างนอกเหมือนเมื่อก่อน คงเพราะได้กลับมาที่เดิมๆ มินกยูก็เลยเป็นแบบนี้ ซูนยองรีบจดเวลาลงกระดาษระหว่างที่มินกยูกำลังแกว่งชิงช้าอยู่อย่างมีความสุข ถ้าปล่อยนานกว่านี้คงไม่ได้ทดสอบสมรรถภาพแน่ๆ แต่เป็นเล่นไม้ลื่นแทน


“เอ้าๆ ต่อๆ หยุดเล่นก่อน มานี่มินกยู"


“ขี้เกียจจัง ต่อไปอะไรเหรอ?”


“ยืดตัวแล้วกัน ไปนั่งตรงโต๊ะเด็กนู่นเอา เดี๋ยวใช้ตลับเมตรวัด"


โชคดีที่มีสนามเด็กเล่นอยู่ใกล้บ้านแบบนี้ ดูเหมือนอุปกรณ์ทุกอย่างจะมีพร้อม โต๊ะเด็กขนาดเตี้ยตั้งอยู่กับพื้นก็อยู่ในความสูงที่กำลังพอเหมาะพอดีเมื่อกันเก้าอี้ตัวเล็กออก มินกยูนั่งลงคลุกเศษใบไม้อย่างว่าง่าย ซูนยองเอาตลับเมตรทาบลงบนโต๊ะแล้วพยักหน้าให้น้องชายเริ่มได้ แต่มินกยูกลับแค่ชูแขนขึ้นสูงแล้วนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นจนซูนยองหันมองด้วยความงุนงง


“นิ่งอยู่ทำไม ยืดตัวสิ ยืด"


“..ก็นี่ยืดแล้ว"


“นี่ยืดแล้ว?? เด็กหรือไม้กระดานเนี่ยทำไมแข็งแบบนี้ มาทำเป็นยืดเส้นให้ฉัน จริงๆ ก็ยึดเหมือนกันนั่นแหละ"


“ซูน! ผมจะยึดไม่ยึดมันเกี่ยวตรงไหน! ผมยืดให้ซูนเพราะเป็นห่วงยังมาว่าผมอีก! ใจร้าย!”


มินกยูทำปากยื่นแล้วกอดอกหันหน้าหนีทันที คดีพลิกแบบนี้ซูนยองได้แต่ถอนหายใจแล้วดึงหัวน้องชายมากอดไว้เท่านั้น จริงๆ ก็รู้ตัวว่าที่น้องพูดมาน่ะถูก อีกอย่างคืออยากให้เสร็จเร็วๆ เลยใช้มือช่วยกดหลังพอให้ปลายนิ้วไปแตะตัวเลขซักตัว แต่กลายเป็นติดลบซะนี่เพราะไม่เลยปลายเท้า มินกยูลุกพรวดพราดบอกว่าจะไม่ทำแล้วซึ่งซูนยองก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะกลัวน้องชายจะตะคริวกินซะก่อน ซูนยองเห็นน้องชายเริ่มทำว่อกแว่กมากขึ้น จะเดินไปเล่นกระดานหกบ้างล่ะ ปีนตาข่ายบ้างล่ะ เลยรีบให้ทำให้เสร็จๆ ไปทั้งกระโดดไกลที่ลื่นล้มก้นกระแทก กับวิ่งเก็บของที่เป็นวิ่งตบเสาจนเสาสั่นแทน มาถึงซิทอัพกับวิดพื้นที่ซูนยองเริ่มจะสนใจขึ้นมาบ้าง


“ซิทอัพที่บ้านได้มั้ยอะ" "


“ไม่ต้องหรอกที่นี่แหละ"


ใบไม้เต็มพื้นเลย"


“บนเครื่องเล่นตรงนั้นก็ได้ ป่ะ"


“ซูนอ่า ยังไม่อยากทำ"


“มินกยู"


“ปวดท้อง ปวดหัวแล้ว ปวดขา-”


“มินกยู! อย่าดื้อ มาเดี๋ยวนี้!"


ซูนยองคว้าข้อมือน้องชายดึงให้เดินตามขึ้นบันไดปราสาทของเล่นจะได้ไม่มีข้ออ้างเรื่องใบไม้ มินกยูอิดออดจะลื่นสไลดเดอร์หนีจนซูนยองเริ่มหงุดหงิดแล้วกดน้องชายนอนลงก่อนจะนั่งทับเท้าอย่างรุนแรงเพื่อไม่ให้ขยับไปไหนได้ ในที่สุดมินกยูก็ต้องทำตามจนได้ แต่ซูนยองก็ต้องแปลกใจเพราะมินกยูไม่ได้มีท่าทีทรมานอะไรเลย คิดว่าที่อิดออดไม่ยอมทำเพราะทำไม่ได้ซะอีก แต่กลับซิทอัพสบายๆ ไปได้สี่สิบกว่ารอบแล้วถึงนอนแอ้งแม้งบอกว่าเหนื่อย ต้องตีก้นไปหลายครั้งกว่าจะยอมวิดพื้น ซึ่งก็เหมือนเดิมคือทำได้อย่างสบายๆ จนซูนยองลองขึ้นไปนั่งบนหลังเท่านั้นแหละถึงระเนระนาดหมด


“ซูน!! ทำอะไร หนักนะ!!”


“นายจะได้รู้ไงว่าทุกคืนฉันต้องเจอกับอะไร"


“ผมแค่นอนหนุนช่วงอกเอง! ไม่ได้นั่งทับแบบนี้ ลุกก"


“แต่ร่างกายแข็งแรงกว่าที่คิดแฮะ ฉันเห็นนายนั่งๆ นอนๆ ทุกวันไม่คิดว่าจะฟิตขนาดนี้นะเนี่ย"


“ไม่ฟิตได้ไงผมว่ายน้ำทุกวัน"


“หา? เอาตอนไหนไปว่าย?”


“หลังเลิกเรียนไง บางทีก็โดดเรียนไปว่าย- โอ๊ย ขอโทษครับ"


“มิน่าล่ะเกรดดิ่งเอาๆ แถมหลังๆ มานี้ยังกลับบ้านสายด้วย แล้วทำไมไม่บอกฉัน? เสาร์อาทิตย์พาไปว่ายสระที่พึ่งเปิดใหม่ใกล้บ้านนายก็ได้นี่"


“ก็.. ผมยังไม่บอกหรอก ไม่บอก!! มาต่อกันดีกว่า บีบมือใช่ปะ?”


“เอ้า เออๆ ก็ได้ แต่บีบมือเนี่ยแหละที่มีปัญหา ไอ้เครื่องวัดแบบนั้นไม่มีหรอก"


“ง่ายเลยแบบนี้ มั่วเลยครับ"


ซูนยองอยากจะดุน้องชายรักสบายซักหน่อย แต่ก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วมั่วเอาเพราะตัวเองก็ไม่รู้จะวัดยังไงเหมือนกัน มันผิดตั้งแต่ที่มินกยูหลับไม่รู้เรื่องจนไม่ได้ไปวัดตั้งแต่แรกแล้ว แต่พอเห็นมินกยูลื่นสไลดเดอร์หายลงไปด้านล่างพร้อมเสียง วู้ว ก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ ขืนดังมากจะได้ใจเอาน่ะสิ


“ต่อไปโหนราว มานี่เร็วมา"


ภายในไม่กี่ชั่วโมงซูนยองกวักมือเรียกจนเริ่มปวดข้อมือ ขาก็เริ่มล้าๆ แล้วเพราะต้องไล่จับน้องชายจอมซน ในที่สุดมินกยูก็ลุกขึ้นจากกองทรายที่กำลังปั้นขยำก้อนอะไรกลมๆ อยู่แล้วเดินขาลากมาหา สังเกตที่ปากที่เริ่มเบ้ไปมาก็รู้ว่ากำลังจะงอแงอีกแล้ว ซูนยองรีบยกมือห้ามแล้วไล่ให้ไปโหนราวทันที


“ยกตัวขึ้นคางเลยราวฉันถึงจะนับเป็นหนึ่งครั้งนะ-”


“โหยซูนน ใครจะไปทำได้!”


“..แค่นายยืนเฉยๆ คางก็เลยราวแล้วนี่มันสนามเด็กเล่นนะ อย่าสักแต่จะบ่น"


มินกยูทำตาโตแล้วลองเข้าไปยืนดูก็ปรากฏว่าสูงเลยราวขึ้นมาจริงๆ เพราะอย่างนั้นถึงได้โหนไปได้หลายครั้งอยู่ ซูนยองจ้องต้นแขนกับช่วงอกของน้องชายตาไม่กะพริบ พอมินกยูลงมายืนก็เดินเข้าไปจับๆ ดูให้หายสงสัยจนมินกยูถอยกรูดไปชิดปราสาทของเล่นอย่างรวดเร็ว


“ทำอะไร! ใครก็ได้ช่วยด้วย!! ลามก!”


“ไอ้เด็กบ้า มานี่ ฉันแค่สงสัยเฉยๆ ว่าทำไมเดี๋ยวนี้แข็งแรงจังเลยจะจับดู"


“อ๋อ ก็ผมว่ายน้ำเยอะอย่างที่บอกอะ เป็นไงล่ะ นี่แหละร่างกายสมชายชาตรี! รุ่นน้องถึงยกผมเป็นไอดอลยังไงล่ะ! ฮ่าๆๆ!”


ซูนยองเบ้ปากมองน้องชายยืนท้าวเอวเชิดหน้าหัวเราะเหมือนตัวการ์ตูน มินกยูโตขึ้นเยอะน่ะซูนยองรู้ แต่คงเพราะอยู่ด้วยกันตลอดก็เลยไม่ได้สังเกต ว่าโตขึ้นมากแค่ไหน กลับมาที่สนามเด็กเล่นนี้ทำให้ไปซ้อนทับกับภาพเก่าๆ ในความทรงจำแล้วก็อดตกใจไม่ได้ เด็กตัวเล็กๆ ที่เขารู้สึกว่าต้องปกป้องดูแล ตอนนี้ตัวใหญ่กว่าเขาไปเยอะแล้ว ซูนยองภูมิใจ แล้วก็ดีใจที่น้องชายที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เติบโตอย่างแข็งแรง แต่ก็ รู้สึกโหวงๆ อยู่นิดนึง


“ว่าแต่ เสร็จแล้วใช่ปะ? ซูนเราไปเล่นอุโมงค์กันดีกว่า เหมือนตอน-”


“เดี๋ยวๆ ยังไม่เสร็จ เหลือวิ่งระยะยาว หนึ่งพันเมตร!”


“โหยยย อะไรยาวแบบนั้น ไม่เอาอะซูน ไม่เอานะ มั่วเวลาไปเถอะนะ นะๆ"


“ไม่ได้หรอก อันที่ไม่มีอุปกรณ์ฉันจะยอมให้ แต่ที่ทำได้ นายก็ต้องทำ จะมางอแงเหมือนเด็กๆ แบบนี้ไม่ได้นะมินกยู"


“ซูนอ่าา นะนะน้า ขอครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ต่อไปจะไม่หลับในห้องเรียนแล้ว เรากลับบ้านกันเถอะนะ"


“มินกยู"


“น้าาาาา นะนะนะน้าา"


ซูนยองถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะที่น้องชายวิ่งเข้ามากอดเอวแล้วโยกตัวไปมา พันเมตรก็คงเหนื่อยจริงๆ นั่นแหละ โดยเฉพาะหลังจากทำอะไรมาตั้งหลายอย่าง รวมเล่นไร้สาระด้วย ซูนยองไม่อยากหย่อนกับน้องชายมากเกินไปเลยกำลังจะดันออกแต่พอเห็นสีหน้าออดอ้อนแล้วก็ต้องหันหน้าหนี เพราะซูนยองกำลังจะแพ้อีกครั้ง


“นะนะซูนนะ ซูนปวดขาอยู่นี่นาใช่มั้ย งั้นเอางี้นะ เดี๋ยวผมแบกซูนกลับบ้านดีกว่า ถือเป็นการวิ่งพันเมตร ดีมั้ย? จับเวลาจากการเดินกลับบ้านโดยที่แบกซูนไปด้วยละกันเนอะ"


“มันได้ที่ไหน- เห้ยๆ มินกยู!”


ไม่รอคำตอบ มินกยูย่อตัวลงเหมือนจะให้ซูนยองขึ้นหลังแต่รู้ว่ายังไงก็ไม่ขึ้นเลยเอื้อมมือมาดึงขาซูนยองแล้วบังคับให้หน้าคว่ำลงบนหลังตัวเอง จะลุกก็ไม่ทันแล้วเพราะมินกยูยืนขึ้นแล้วแถมยังโดนจับต้นขาไว้อีก ขืนขยับตัวมากได้ร่วงพอดี ซูนยองเลยต้องยอมเลยตามเลย ถึงจะไม่ค่อยพอใจก็เถอะ


“ซูนน สบายมั้ย?”


“ก็ อืม ว่าแต่นายรู้ได้ยังไงว่าฉันปวดขา ฉันเองพึ่งรู้สึกเมื่อเช้านี้เอง"


“ก็ ผมเห็นซูนถีบๆ ขาอะ เหมือนมันปวด แล้วก็เดินแปลกๆ ด้วย"


“อ่า วันนี้ฉันเดินแปลกเหรอ"


“ก็ไม่มากหรอก แต่คนอยู่ด้วยกันมานานดูกันออกน่ะ"


ซูนยองดีใจที่อยู่บนหลังแบบนี้ เพราะถ้าเดินอยู่ด้วยกันมินกยูคงจะเห็นว่าเขายิ้ม และจะต้องล้อแน่ๆ ซูนยองกอดคอแล้ววางคางลงบนไหล่ขวาของมินกยู เหลือบมองแล้วก็เห็นน้องชายยิ้มอยู่เหมือนกัน ยิ้มจนเขี้ยวโผล่ออกมาอย่างน่ามันเขี้ยว


“ยิ้มอะไร"


“ก็ยิ้มเพราะได้อุ้มซูนไง เมื่อก่อนตรงทางเดินเนี้ย ซูนต้องเป็นคนอุ้มผม เดินจูงมือผมอยู่เลย เวลาผ่านไปเร็วจังเลยเนอะ"


“อื้ม เวลาผ่านไปเร็วมาก"


“ซูน"


“หืม?”


“ตอนเด็กๆ ผมอ่อนแอมากเลย ต้องคอยให้ซูนช่วยตลอดเวลา แต่ตอนนี้ผมไม่เหมือนเดิมแล้วนะ"


“...”


“ต่อไปนี้ ให้ผมได้เป็นคนดูแลซูนบ้างนะ"


“..อื้ม"


ซูนยองไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้สึกยังไงในตอนนั้น มันผสมปนเปจนแยกไม่ออก แต่ที่แน่ๆ คือซูนยองรู้สึกนิดหน่อย ว่าอยากร้องไห้ แต่ก็ไม่ได้ร้องออกมา ได้แต่เอื้อมมือไปลูบผมมินกยูเบาๆ ซึ่งได้รอยยิ้มแป้นๆ กลับมา


“เพราะงั้น"


“...”


“ถ้ามีอันธพาลที่ไหนมารังแกซูนเรียกผมได้เลย เดี๋ยวจะบินไปช่วย เพราะผมคือยอดมนุษย์มินกยูแมน!!! ย๊ากกกก!!”



ซูนยองขอถอนคำพูด คิมมินกยูไม่ได้เปลี่ยนไปเลยซักนิด 

Wednesday, 5 October 2016

Adolescent #minsoon


ซูนยองยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ หลังจากเรียนติดต่อกันมาสี่ชั่วโมง ตอนนี้สมองของเขาเริ่มไม่ทำงาน แถมกล้ามเนื้อคอ กล้ามเนื้อไหล่ยังปวดไปหมด เหลือบมองเวลาในโทรศัพท์ก็ต้องถอนหายใจ อีกเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่พอคิดถึงระยะทางจากมหาวิทยาลัยกลับบ้านก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว กลับบ้านเหมือนเดิมทุกวัน แต่เขาในวันนี้ล้าไปหมดจนไม่อยากลุกจากโต๊ะด้วยซ้ำ


“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อน ชีทสำหรับคราวหน้าไปเอาที่ร้านถ่ายเอกสารได้เลยวันนี้ แล้วใครที่ยังไม่ได้เอางานคืนขึ้นไปเอาที่ห้องอาจารย์ด้วยนะ"


จะใครล่ะ ก็ซูนยองนั่นแหละที่ยังไม่ได้ไปเอา


อยากกลับบ้านใจจะขาดแต่ก็ต้องจำใจขึ้นลิฟต์ไปเอาที่ห้องอาจารย์อยู่ดี ดังนั้นแทนที่จะรีบเดินออกจากห้องเพื่อกลับบ้าน ซูนยองเลือกที่จะฟุบหน้าลงกับโต๊ะ พักสายตาเติมพลังไว้ให้พอ ไม่ให้สลบก่อนถึงบ้าน อีกอย่างก็คือรอให้คนอื่นๆ ออกไปให้หมดก่อน เขาล่ะปวดหัวไม่อยากจะไปเบียดออกประตูกับใครตอนนี้ ผ่านไปซักพักทุกอย่างก็เงียบลง ซูนยองถึงค่อยๆ เงยหน้าแล้วหยิบกระเป๋าเดินลากเท้าออกจากห้องมา ทางเดินค่อนข้างโล่ง เพราะคนอื่นคงลงไปกันหมดแล้ว มีแค่ผู้หญิงสองสามกลุ่มยืนคุยกันอยู่ แล้วก็มีผู้ชายคนนึงนั่งกินขนมเอาเป็นเอาตายอยู่


ซูนยองขมวดคิ้วน้อยๆ มันไปตายอดตายอยากมาจากไหน ไม่รู้รึไงว่ามีกฎห้ามกินขนมบนตึกเรียน


แต่ซูนยองจะไม่ยุ่งอะไรหรอก เพราะเขาไม่ใช่คนคุมกฎ ไม่ใช่เรื่อง แล้วเขาก็ไม่ได้ถูกระเบียบไปซะทุกอย่าง


จะไม่ยุ่งเลย ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ได้ดูคุ้นตาขนาดนี้


ซูนยองยกมือขึ้นขยี้ตาแรงๆ ให้หายมัวจากการจ้องสไลด์มาหลายชั่วโมง


ผมสีดำสนิท ผิวสีแทน เสื้อยืดสีฟ้าลายก้อนเมฆหน้าตาคุ้นมาก ไทยากิถุงใหญ่กับท่ากินที่มูมมาม ที่สำคัญ หน้าตาคุ้นสุดๆ


“นั่นมัน.. มินกยู!!???”


เผลอตัวเรียกเสียงดัง ดังจนทุกคนหันมามองกันหมด รวมถึงน้องชายตัวโตด้วย แน่นอน นั่นมันคิมมินกยูนั่นแหละ คนโดนเรียกชื่อพอเห็นซูนยองก็ยิ้มแก้มปริ ยกมือขึ้นโบกไปมาแล้วรีบวิ่งมาหาทันที ซูนยองแทบจะเป็นบ้าตายเมื่อเห็นว่าขนมไม่ได้มีแค่ถุงเดียว ทีแรกเขามองไม่เห็นเพราะน้องชายวางไว้บนเก้าอี้อีกตัว แต่ตอนนี้เห็นเต็มตาว่ามีสามถุง สามถุงใหญ่ๆ ด้วย


“อูนนนนนนน!!”


มินกยูเรียกเสียงสดใสทั้งๆ ที่ยังกินไม่หมดปาก ซูนยองดุว่าให้กินให้หมดปากก่อนแล้วค่อยพูด ซึ่งโชคดีที่มินกยูทำตาม เลยยืนยิ้มแก้มตุ่ยพร้อมเคี้ยวหงับๆ ไปด้วย ซูนยองส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจแล้วเอื้อมมือไปเช็ดเศษขนมที่ระบุไม่ได้ว่ามาจากถุงไหนออกจากรอบๆ มุมปากจนลามไปถึงแก้มของมินกยู เจ้าตัวนอกจากจะไม่รู้สึกผิดแล้วยังยิ้มแป้นจนเศษขนมหล่นเพิ่มมาอีกหน่อยด้วย


“นายมาได้ยังไงเนี่ย ทำไมมาอยู่ตรงนี้?”


“ก็ แค่กๆ ก็พอดีคุณแม่ให้มาซื้อถุงมืออบขนมอะ ผมก็เลยเลยมาหาซูน มารับซูนกลับบ้านด้วยกัน"


“มารับฉัน?- แล้วมาซื้อถุงมืออบขนมแล้วทำไมมีแต่ขนม?”


มินกยูทำหน้าตื่นเล็กน้อยก่อนจะยกถุงพลาสติกขึ้นมาพลิกไปมา ซูนยองยิ่งมองยิ่งปวดหัวจนยกมือขึ้นมานวดขมับอีกครั้ง จะว่าไปแล้ว แถวนี้มีร้านไหนขายถุงมืออบขนมด้วยรึไงกันนะ ทำไมถึงเลยมารับได้ แล้วไอ้คำว่ามารับกลับบ้านนี่มันยังไงกัน รถก็ไม่มี มาพากันเดินจูงมือกลับบ้านเหมือนตอนเขาไปรับเจ้าตัวจากโรงเรียนอนุบาลรึไงกัน?


“อ้า! นี่ไง เจอแล้ว!”


ถุงมืออบขนมสีชมพูคู่นึง สีเขียวอ่อนอีกคู่แบนแต๊ดแต๋อยู่ด้านล่างมันเผาถุงใหญ่ ซูนยองพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะรู้สึกถึงสายตาจากคนรอบข้างเป็นครั้งแรก พวกผู้หญิงสองสามกลุ่มเดิมยังยืนอยู่ แต่เหมือนจะมีมาเพิ่มจากไหนไม่รู้อีกสองกลุ่ม รวมกันประมาณสิบกว่าคน แล้วก็จ้องมาทางนี้กันทุกคนเลยด้วย ซูนยองไม่ได้โง่ถึงขนาดจะไม่รู้ว่าพวกเธอมองอะไรกัน


ก็มินกยูที่ยืนยิ้มแป้นกระดิกหางอยู่นี่แหละ น่ารักน้อยซะที่ไหนกันล่ะ


รีบกลับดีกว่าแฮะ


“เอ้อ มินกยู เดี๋ยวฉันขึ้นไปเอางานก่อนนะ-”


“ไปด้วย!”


“ไม่ได้! นายรออยู่ตรงนี้ไปเลย เดี๋ยวฉันรีบมา"


“ทำไมไม่ให้ไปด้วย"


“นายถือขนมมาซะเยอะขนาดนี้ได้โดนด่าตายสิ บนตึกเรียนเขาห้ามกินขนม!”


“อ่า.. มหาวิทยาลัยก็มีกฎแบบนี้ด้วยเหรอ แย่อะ"


“อืม นั่งรอไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวฉันมา"


“เอากระเป๋ามาฝากไว้ก่อนมั้ย ดูหนักจัง"


“อืม ก็ได้ นั่งอยู่นี่นะ อย่าไปไหนนะ"


“รู้แล้วว รีบมานะ นั่งคนเดียวตั้งสองชั่วโมงแล้ว เหงา!”


สองชั่วโมงแล้วงั้นเหรอ? เด็กนี่ออกมาตั้งแต่กี่โมงเนี่ย!


ซูนยองรีบเดินไปกดลิฟต์อย่างรวดเร็ว ระหว่างรอหันกลับไปมองก็เจอมินกยูนั่งตาแป๋วมองอยู่ก่อนแล้ว แล้วอยู่ๆ ก็ทำท่าเหมือนคิดอะไรได้ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งมาหา ซูนยองจะอ้าปากถามก็ไม่ทันเมื่อสองแขนที่เต็มไปด้วยถุงขนมอ้ากว้างแล้วดึงทั้งร่างเข้าไปกอดแน่น แน่นจนรู้สึกถึงหน้าท้องที่เริ่มมีพุงนิ่มๆ ของน้องชาย กินขนมอะไรเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย? อยากจะประท้วงแต่เหนื่อยจนไม่มีแรงแล้ว ซูนยองได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วซบหน้าลงกับไหล่ที่มีแต่กลิ่นเหมือนนม


กินโมจินมท่าไหนให้มาหกได้สูงถึงไหล่ได้กันเนี่ย


“อะไรหืม?”


“ก็ เห็นซูนเหนื่อยๆ อะ ผมก็เลยกอด กอดเพิ่มพลังไง"


“..อืม"


“ดีขึ้นมั้ยล่ะ?”


“...”


“...”


“...อืม"


ลิฟต์มามินกยูก็ปล่อย ว่าง่าย น่ารัก ซูนยองชี้ๆ ให้น้องชายกลับไปนั่งที่เดิมซึ่งก็ทำตามแต่โดยดี ซูนยองเดินลากเท้าเข้าไปยืนพิงผนังในลิฟต์ แต่ก่อนประตูจะปิดก็มีผู้หญิงอีกสามสี่คนกรูกันเข้ามา รวดเร็วและคุกคามจนซูนยองตาสว่างแล้วรีบถอยไปยืนที่มุม


“นี่ ซูนยอง คนเมื่อกี๊อะ ใครเหรอ?”


“หา?”


“ผู้ชายคนเมื่อกี๊ไง ที่กอดนายอะ"


ลืมไปเลยว่ามีผู้หญิงอีกสิบกว่าคนยืนอยู่แถวนั้น ดันทำตัวพี่น้องกลมเกลียวประถมหนูตะเภาอนุบาลหมาน้อยกับมินกยูซะได้


“เอ่อ น้องชายฉันเอง"


“เห้ยยย น้องแท้ๆ เลยเหรอ?”


“เอ่อเปล่า น้องที่สนิทกันน่ะ พวกเธอมีอะไรรึเปล่า?”


“เปล่า แต่น่ารักอะ มีแฟนรึยัง?”


“หา??”


“มีแฟนรึยัง? ชอบใครอยู่มั้ย? คือฉันชอบอะ"


“เห้ยย! ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอเธอ"


ซูนยองอยากจะบ้าตาย เขาไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงเท่าไหร่ มาเจอแบบนี้เลยตกใจเหมือนกัน อีกอย่างผู้หญิงกลุ่มนี้ก็ไม่ได้สนิทอะไรกันนักหนา เคยคุยบ้างเท่านั้นเอง แต่พอโดนรุกถามแบบนี้ก็รู้สึกไม่ปลอดภัยยังไงแปลกๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนจะโดนจีบเองแท้ๆ


“ว่าไงล่ะซูนยอง? น้องมีแฟนรึยัง?”


“เอ่อ ยัง ก็น้องยังเด็กอยู่เลยนะ"


“เด็ก? อายุเท่าไหร่เหรอ?”


“เอ่อ ปีนี้สิบแปด"


“ซูนยอง!! เด็กบ้าอะไร!! สิบแปดแล้ว!! เข้าผับกินเหล้าได้แล้วนะ!”


เข้าผับ? กินเหล้า? ซูนยองนึกภาพมินกยูทำอะไรแบบนั้นไม่ออกเลย แต่พอมาคิดดีๆ เลย 18 นี่ก็เรียกได้ว่าโตแล้วเหมือนกันนะ ทำไมมินกยูยังดูเหมือนจะกินนมนอนได้ตลอดเวลาเลยก็ไม่รู้ อาจจะเป็นเพราะปกติก็เห็นแต่อ่านการ์ตูน เล่นเกมส์ วิ่งเล่นบ้าบอล่ะมั้ง ทำให้ซูนยองชินกับการที่น้องชายยังไม่โตซักที หยุดอายุไว้ที่ประถมต้นตลอด


ติ๊ง


ลิฟต์ถึงชั้นแล้ว แต่ไม่รอด พวกเธอก็ยังเดินตามลงมา ช่วยหยิบงานให้ซูนยอง แถมยังกดลิฟต์ให้แล้วตามลงมาด้วยกันอีกตังหาก พูดกันฉอดๆๆ จนซูนยองหัวหมุนไปหมด ทำไมผู้หญิงพวกนี้ถึงจริงจังกันขนาดนี้ซูนยองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


“นี่ ซูนยองขอไลน์น้องหน่อยสิ ได้มั้ย?”


“เห้ย ไม่ดีมั้ง ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ พึ่งเจอกันเองนะ?”


“โอ๊ย ซูนยอง! ฉันโสดมายี่สิบเอ็ดปีแล้ว! จุดนี้ฉันขอไม่มีจริตอะไรทั้งนั้น จะนกไม่นกไม่รู้แต่ขอให้ฉันได้ลองจีบน้องนายดูหน่อยเถอะ!! ฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว!!”


“..เอ่อ เธอ ใจเย็นๆ ก่อนนะ ขอโทษ"


อยู่ๆ ก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ขึ้นมาซะอย่างงั้นเล่นเอาซูนยองไปไม่เป็นเหมือนกัน กำลังจะเอื้อมมือไปหยิบทิชชู่ส่งให้ก็จำได้ว่าตัวเองไม่พกทิชชู่ ถ้ามากับมินกยูถึงจะมี ลิฟต์ลงมาถึงชั้นเรียนพอดี พอประตูเปิดซูนยองยื่นหน้าออกมาแล้วกวักมือให้มินกยูทันที โชคดีที่น้องชายนั่งจ้องมองประตูลิฟต์ตาวาวอยู่ก่อนแล้ว เลยรีบลุกแล้ววิ่งเข้าลิฟต์มาอย่างรวดเร็ว ซูนยองนึกขอบคุณมินกยูในใจที่ระหว่างอยู่ในลิฟต์ไม่พูดจาอนุบาลป.1 ออกมาให้ตัวเองได้อับอายซักคำ แต่บรรยากาศในลิฟต์ก็อึดอัดจนซูนยองเอนหัวไปพิงผนัง ภาวนาให้ประตูลิฟต์เปิดแล้วถึงบ้านได้เลย พอลงมาถึงข้างล่าง ออกจากลิฟต์มาปุ๊ป มินกยูก็หันมาหาซูนยองด้วยสีหน้ากังวล


“ซูน ซูนเป็นอะไรรึเปล่า?”


“หืม?”


“วันนี้ซูนดูเหนื่อยๆ น่ะ เมื่อกี๊เอาหัวพิงลิฟต์ด้วย ไหวมั้ยฮะ? โทรเรียกคุณแม่ขับรถมารับดีมั้ย?”


“อ่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องหรอก ..เอ่อ"


ซูนยองเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนเดิมกับเพื่อนของเธอยืนอยู่หลังมินกยู ทำมือทำไม้เหมือนจะบอกอะไรซักอย่าง แต่ซูนยองที่หัวตื้อไปหมดไม่เข้าใจซักอย่าง นั่นทำให้เธอเลิกแล้วค่อยๆ เดินเข้ามาสะกิดแขนมินกยูเอง ซูนยองถอนหายใจหนักๆ อย่างเหนื่อยใจ ถ้ารุกจีบได้เอง อยากจะทำอะไรก็ทำไปก็แล้วกัน


“สวัสดีจ้ะ น้องชายซูนยองใช่มั้ย?”


“เอ่อ ครับ"


“ชื่ออะไรเหรอ?”


“มินกยูฮะ พี่สาวมีอะไรรึเปล่าฮะ?”


“น้องมินกยู พี่ขอไลน์หน่อยได้มั้ย?”


“?? จะเอาไปทำไมเหรอครับ?”


“พี่อยากรู้จักน้องน่ะ"


"หะ หา?.. เอ่อ..”


"ไว้คุยเล่นก็ได้ นะะ"


“เอ่อ.. ซะ ซูนน"


เอาแล้วไง คิม มินกยูที่เรียนโรงเรียนชายล้วนมาโดยตลอด ไม่เคยไปเรียนพิเศษที่ไหน ไม่เคยมีปฎิสัมพันธ์กับผู้หญิงในเชิงชู้สาวหันมาหาพี่ชายด้วยใบหน้าตื่นกลัวสุดขีด ซูนยองอยากจะรีบกลับบ้านเต็มทน แต่ก็ไม่อยากรีบตัดบทเพื่อนผู้หญิงที่ยืนทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่ด้านหลัง


“ก็ นายอยากจะคุยกับเธอมั้ย ถ้าโอเค ไม่ได้อึดอัดอะไรก็..”


“เอ่อ มะ ไม่รู้อะ แต่..”


“แต่?”


“...”


“น้องมินกยู?”


“..อยะ อยากกลับบ้านแล้ว ซูน กลับบ้าน"


นั่นไง ผู้หญิงสามคนด้านหลังทำหน้าช็อคสุดขีด ซูนยองถอนหายใจเฮือกแล้วหันไปก้มหัวขอโทษก่อนจะดึงมือน้องชายเดินออกมา ท่าทางเขาจะไม่ได้คิดไปเองหรอกว่าน้องชายเด็ก คิมมินกยูมันเด็กจริงๆ นั่นแหละ หรือว่าเขาจะโอ๋น้องเกินไป มั่นใจว่าเวลาอยู่ที่โรงเรียนกับเพื่อนไม่ใช่แบบนี้แน่ๆ ซูนยองพาน้องชายเดินกลับบ้านอย่างเชื่องช้า อยากจะเดินเร็วๆ อยู่เหมือนกัน แต่ปวดหัวไปหมด


“นี่ มินกยู"


“หื้ม?”


อ่าว ปกติแล้วเหรอ?


“นายไม่เคยมีใครมาจีบบ้างเลยเหรอ?”


“หืม? ทำไมเหรอ?”


“ก็ ท่าทางนายเมื่อกี๊น่ะสิ ตลกเป็นบ้าเลย"


“..โถ่ มีสิ ผมออกจะหล่อซะขนาดนี้"


“...อ๋อเหรออ"


“จริงๆ นะ! มีคนมาจีบผมเยอะด้วย! เวลางานโรงเรียนเงี้ย พวกผู้หญิงจะมาเดินเที่ยวใช่มั้ยล่ะ? ปีที่ผ่านมาผมคุมเกมส์ เกมส์ช้อนปลาน่ะจำได้มั้ย"


“จำได้ นายยังนั่งดัดลวดกับติดทิชชู่เป็นที่ช้อนอยู่ตั้งหลายชั่วโมง"


“อื้อ แต่ซูนไม่ได้มาเพราะติดสอบ เชอะ นั่นแหละ แต่ว่าปรากฏว่าวันนั้นนะ ซุ้มช้อนปลานี่แทบแตกเลย!”


“เพราะปลาสวย?”


“เพราะผมหล่อ!! ผู้หญิงนะมาจีบผมเต็มเลย! เพื่อนผมอิจฉ๊าา อิจฉาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้อะ ฮ่าๆๆๆ"


“...เหรอ แล้วโดนจีบยังไงบ้างล่ะ?”


“อืมม ก็ประมาณว่า ขอที่ช้อนสามอันค่ะ หรือว่า ขออีกอันแถมได้มั้ยคะ-”


“นั่นเขาไม่ได้จีบมั้ง เขาจะโกงนาย"


“ไม่ใชชช่!! ฟังให้จบก่อนสิ!”


“เอ้า ขอโทษๆ แล้วไงต่อ"


“ก็ พอผมให้ไป เขาก็แอบจับมือผมด้วยอะ หลบตาผมบ้าง แล้วก็ เล่นกันหลายรอบมากๆ เลย จับไปได้คนละสามสี่ถุง แล้วมากันตั้งหลายกลุ่ม จนไม่กี่ชั่วโมงนะปลาหมดเลย ที่สำคัญคือตรงนี้ พอปลาหมดผมจะปิดซุ้มนะ พวกเธอก็เอาปลามาคืนหมดเลยแล้วบอกว่าขอเล่นต่อ!! เนี่ยแหละ ตรงเนี้ยที่จีบผมเห็นป่าว!!”


“..มันแปลกน่ะแปลก แต่มัน จีบยังไงอะ?”


“ก็ซุ้มวันนั้นเพื่อนผมมันผลัดกันเฝ้าไง คนละสองชั่วโมงใช่มะ พอผมจะผลัดนะ พวกผู้หญิงเขาไม่ยอมเลย!! จะเล่นกับผมคนเดียวเลย! จนวันนั้นนะผมต้องเฝ้าทั้งวันเลยเหนื่อยมาก"


“อ๋ออออ เพราะอย่างงี้เองเหรอนายถึงบ่นปวดหลังวันนั้น?”


“ก็ใช่น่ะสิ ก้มๆ เงยๆ สอนช้อนปลา เทปลาใส่ถุง ฉีดออกซิเจนอยู่ทั้งวันเลย"


“..เอ้อ เนอะ"


“วันนั้นอยากเล่าจะตายไป แต่ซูนก็อ่านหนังสือสอบอยู่ แถมผมก็เหนื่อยมากด้วย หลังจากนั้นจะเลยลืมเล่าละน่ะสิ- อ๊ะ ถึงบ้านแล้ววว"


ถึงแล้วจริงๆ ด้วย ซูนยองไขกุญแจประตูบ้านอย่างรวดเร็ว พอเข้ามาก็ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาทันที รู้สึกหัวแทบจะระเบิด แถมยังหนักไปหมดทั้งตัว ได้ยินเสียงมินกยูคุยกับแม่จ๋อยๆ เรื่องถุงมือทำขนม แล้วก็เรื่องขนมเป็นสิบถุงนี่ด้วย โม้ให้แม่ฟังว่ารู้ตารางเรียนซูนยองเพราะแอบถ่ายรูปที่ซูนยองจดไว้ในสมุด แถมยังซื้อขนมเจ้าดังแถบมหาวิทยาลัยซะหมด ฟังแล้วซูนยองก็ยิ้มบางๆ อย่างอ่อนใจ


“-ด้วยนะฮะ ใช่มั้ยซูน ใช่มั้ย?”


“..ใช่อะไร?”


“มีคนมาจีบผมมม"


“..อืมม"


ได้ยินเสียงคุยโม้โอ้อวดจากในครัวอีกพักหนึ่งแล้วอยู่ๆ ก็มีอะไรหนักๆ ที่ไม่น่าสงสัยลงมาทับทั้งตัวจนซูนยองแทบจมไปกับโซฟา แต่วันนี้ซูนยองเหนื่อยเกินจะสู้รบแล้ว มินกยูเลยได้นอนกอดพี่ชายอย่างมีความสุข สองแขนแซะเข้าใต้ท้องซูนยองที่นอนคว่ำอยู่แล้วกระชับกอดให้แน่นขึ้นไปอีก ได้ยินเสียงฮึมฮัมอย่างพึงพอใจจากน้องชายที่กำลังออเซาะพี่ชายเต็มที่


“ซูนน เหนื่อยใช่ป่าว? งั้นเรามานอนกันจนกว่าจะถึงเวลากินข้าวเลยเนอะ"



มินกยูเนี่ย เด็กไม่โตจริงๆ นั่นแหละ