Monday, 31 December 2018

[OS] Eclipse #jicheol

“อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนอนรอบนเตียง เดี๋ยวนายจะเข้ามาหาคุณ”


และแล้ววันนี้ก็มาถึงสินะ

จีฮุนกับกาอินมีกันอยู่แค่สองพี่น้อง กาอินเป็นโลกทั้งใบของเขา และจีฮุนทำได้ทุกอย่างเพื่อพี่สาว ทุกอย่างจริงๆ


ทั้งสองเริ่มจากการเป็นเด็กเสิร์ฟที่สถานบันเทิงกลางคืนแห่งหนึ่ง ชินชากับพฤติกรรมต่ำทรามของลูกค้าที่นั่น แต่ประสบการณ์ก็ทำให้ทั้งคู่แข็งแกร่งขึ้น และรู้จักเอาตัวรอดมากขึ้น แน่ล่ะ มันไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่ควรอยู่นักหรอก แต่ตั้งแต่จำความได้ กาอินก็ทำงานอยู่ที่นั่นมาตลอด เพื่อส่งให้จีฮุนได้เรียนหนังสือ หลังจากจีฮุนเรียนจบมัธยมต้น เขาก็ตัดสินใจจะเลิกเรียนและหันมาช่วยกาอินทำงานเก็บเงินแทน กาอินค้านเสียงแข็ง แต่จีฮุนเองก็ไม่ยอม ดื้อกันทั้งคู่ จนในที่สุดกาอินก็ยอมให้มาช่วยกันทำงานได้ แต่ห้ามเลิกเรียน จีฮุนเรียนจนถึงมัธยมปลายโดยที่มาเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านไปด้วย


จนกระทั่งกาอินเปลี่ยนจากเด็กเสิร์ฟ ไปแสดงบนเวทีแทน


เงินได้มากขึ้นอีกเป็นกอบเป็นกำ ทั้งเงินเดือนที่สูงขึ้น เงินที่แขกโยนขึ้นมาบนเวที เงินที่ส่งให้กับมือ หรือเหน็บตามเสื้อผ้าที่วาบหวิว แต่ที่ได้เงินดีมากที่สุดคงเป็นห้องวีไอพีที่จะมีลูกเค้าเรียกให้ไปทำการแสดงส่วนตัว


หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย แต่สำหรับจีฮุน เขาภูมิใจในตัวพี่สาวมาก พี่สาวของเขาเป็นคนสวย มีสเน่ห์ แต่ละการแสดงไม่ใช่แค่เพื่อยั่วยวนแขกเท่านั้น มันเป็นศิลปะ และมันก็สวยงาม น่าทึ่งมากในสายตาของเขา ดังนั้นเมื่ออายุครบ 18 ปี จีฮุนก็เลือกจะเดินไปในทางเดียวกับพี่สาว


Moon siblings


ชื่อที่ใครๆ ต่างเรียกจีฮุนและกาอิน ผิวขาวนวลผ่อง ดวงตารูปพระจันทร์เสี้ยวที่มักถูกแต่งแต้มด้วยสีเทาดำ ดูลึกลับน่าค้นหา เครื่องแต่งกายระยิบระยับ และการปรากฎตัวยามค่ำคืน สีเทา สีขาว และสีดำ สามสีของดวงจันทร์ สามสีที่เป็นเอกลักษณ์ของสองพี่น้อง สถานบันเทิงแห่งนั้นเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอน ใครหลายๆ คนต่างให้ความสนใจกับพี่น้องจันทร์เสี้ยว พวกเขาได้รับการติดต่อหลายครั้งเพื่อซื้อตัวไปประจำที่อื่น แต่จีฮุนและกาอินไม่ได้ตอบรับที่ไหน ไม่ใช่เพราะรักที่นี่อะไรนักหนา แต่เป็นเพราะที่นี่พวกเขาเป็นดาวเด่น เงินไหลมาอยู่ที่พวกเขาแค่สองคน และพวกเขาก็อยู่รับเงินที่นี่ให้มากที่สุด เพื่อที่จะไปเปิดร้านเป็นของตนเอง


และแล้ววันนั้นก็มาถึง


กาอินจัดการหาทำเลที่ดี และซื้อต่อร้านอาหารแห่งหนึ่งที่พอจะปรับเปลี่ยนมาเป็นสถานบันเทิงได้ สองพี่น้องมีความสุขกันมากในการช่วยกันตกแต่งร้าน วันที่แขวนป้ายขึ้นไปทั้งสองกอดกันและยิ้มออกมา ‘Moon Siblings’ ชื่อที่โด่งดังและทำให้พวกเขาก่อร่างสร้างตัวได้ขนาดนี้ ชื่อที่ให้ชีวิตใหม่ ในที่สุดมันก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว


แต่ทุกสถานที่มืด ก็จะมีเงาดำแฝงตัวอยู่


‘นายคุ้มหัว’ สำคัญมากสำหรับธุรกิจประเภทนี้ เพราะสถานบันเทิงเป็นที่อโคจรยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเครื่องดื่มมึนเมาและอบายมุข จึงมักจะเกิดเรื่องได้เสมอ และเมื่อเกิดเรื่องแล้ว ก็ต้องมีใครบางคนคอยช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โต นั่นคือความสำคัญของ ‘นายคุ้มหัว’ กาอินรู้เรื่องนี้ดี เธอถึงได้เลือกทำเลที่รู้จักกับเจ้าของถิ่นดี ชเวซึงฮยอนเป็นลูกค้าระดับวีไอพีที่เคยแวะมาที่สถานบันเทิงที่สองพี่น้องทำงานอยู่ สำหรับผู้ที่มีอำนาจมืด เขาเป็นคนที่ค่อนข้างใช้ได้ เขาต้องการแค่สถานที่ที่พอเป็นฉากบังหน้าในการค้าขาย หรือเจรจากับคู่ค้า สถานที่ที่จะให้สิทธิ์และปฎิบัติต่อเขาเป็นพิเศษ รวมถึงเครือข่าย ลูกน้องที่มีความจงรักภักดี ซึ่งสองพี่น้องก็พอจะรับได้ ถึงแม้ว่าจะไม่อยากให้ร้านต้องเกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ผิดกฎหมายของเขาก็ตาม


เพราะอย่างนั้น หลังจากที่ร้านเปิดไปได้สักพัก ข่าวการเสียชีวิตของชเวซึงฮยอนจึงทำให้สองพี่น้องตื่นตระหนก และหวาดหวั่นเป็นอย่างมาก เมื่อไร้บารมีของชเวซึงฮยอนแล้ว ร้านจะเป็นยังไงต่อไป? จะมีตำรวจชั่วที่ไหนมาเก็บเงินเพื่อแลกกับความปลอดภัยหรือไม่? แล้วใครจะเป็นคนคุมถิ่นนี้ต่อ? การได้พบกับชเวซึงฮยอนเป็นโชคดีอย่างมาก เพราะในวงการนี้ การจะหาคนที่ไม่คิดเอาเปรียบพวกเขาหาได้ยากมาก สองพี่น้องที่โด่งดังเรื่องรูปร่างหน้าตา และลีลาความยั่วยวน


“ชเวซึงชอล ยินดีที่ได้รู้จัก”


ผู้ชายคนนั้นมีดวงตาคมโต ขนตายาวเป็นแพ ริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดอยู่ตลอดเวลา แต่ไหล่กว้างๆ กล้ามเนื้อที่แน่นตึงภายใต้เสื้อเชิร์ต และรอยยิ้มที่มุมปากนั่น ประกอบกับลูกน้องอีกหลายสิบคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ทำให้สองพี่น้องรู้สึกไม่ปลอดภัย และกลัวขึ้นมาจับใจ ผู้ชายคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องของชเวซึงฮยอน และผู้ชายคนนี้ จะมาเป็น ‘นายคุ้มหัว’ คนต่อไป


ในช่วงแรก ทุกอย่างก็เป็นไปเหมือนเดิม


ซึงชอลไม่ได้เรียกร้องขออะไรต่างจากซึงฮยอน แทบจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ค่อยเปิดห้องวีไอพีเพื่อเจรจากับคู่ค้า แต่เขามาบ่อยกว่าซึงฮยอน และเขาจะนั่งที่โต๊ะหน้าเวทีเพื่อชมการแสดงของกาอินและจีฮุนเป็นประจำทุกครั้ง


จีฮุนขึ้นแสดงมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่อายุ 18 จนตอนนี้เขาอายุ 22 แล้ว เขารู้ว่าคนส่วนมากจะมองเขายังไง แต่เขาไม่ได้แสดงเพราะคนเหล่านั้น เขาแสดงเพื่อตัวเอง เพื่อความพึงพอใจของตัวเอง เพราะงั้นเขามักจะไม่สบตาใคร ต่างจากพี่สาว แต่ชเวซึงชอลเป็นข้อยกเว้น คงเป็นเพราะเขารู้ดีว่าคนคนนี้เป็น ‘นายคุ้มหัว’ คนที่เขาต้องเกรงใจ คนที่มีอำนาจ และการที่เขานั่งอยู่ตรงหน้าเวทีทำให้จีฮุนรู้สึกเกร็งและประหม่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกได้ ถึงสายตาที่จับจ้องมา รอยยิ้มที่มุมปากนั่น มือใหญ่ที่มีรอยแผลอยู่ที่หลังมือซ้าย นิ้วหนา เล็บตัดสั้นเรียบร้อย


“คุณซึงชอลต้องการให้คุณกาอินไปพบครับ”


พี่กาอิน พี่สาว และครอบครัวคนเดียวของจีฮุน เขารู้ดีว่ากาอินสวยและมีสเน่ห์มากแค่ไหน ถึงเขาสองคนจะคล้ายกันมากก็จริง แต่กาอินยิ้มสวย ต่างจากเขาที่ไม่ค่อยยิ้ม การเต้นของกาอินสามารถเปลี่ยนจากเซ็กซี่ยั่วยวน เป็นนุ่มนวลอ่อนหวานได้ไม่ยาก ในขณะที่จีฮุนพลิ้วไหว ร้อนรุ่ม แต่ก็เย็นชา มีผู้คนมากมายที่คลั่งไคล้ในตัวเขา แต่ก็ไม่มากเท่ากับจำนวนคนที่หลงใหลในตัวกาอิน


ซึงชอลเอง ก็คงเป็นอีกคนที่หมายปองในตัวกาอิน


“เขาอยากได้อะไร ที่มากกว่าคุณซึงฮยอน”


“พี่หมายถึงเขาอยากได้ตัวพี่ใช่มั้ย?”


กาอินไม่ต้องตอบจีฮุนก็รู้ดี และนั่นทำให้เขารู้สึกเจ็บ ดูจากสีหน้าเขาก็รู้แล้วว่าพี่สาวไม่อยากทำและลำบากใจมาก ถึงเขากับพี่จะทำงานในสถานบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่เคยมีอะไรเกินเลยกับใครมาก่อน เขาทั้งสองตั้งใจทำงานอย่างหนัก คิดถึงแค่ครอบครัว เงิน และอนาคตเท่านั้น แน่นอนว่าเคยถูกแขกล่วงเกินอยู่บ้าง แต่มันเป็นกฎของสถานบันเทิงที่สามารถเอาผิดคนเหล่านั้นได้


เพราะที่นี่ไม่ใช่ซ่อง และพวกเขาไม่ได้ขายตัว


แต่สถานการณ์ในครั้งนี้แตกต่างออกไป คนคนนี้ไม่ใช่ลูกค้า ไม่ใช่แค่คนมีเงิน แต่เป็นคนที่เป็นทั้งลูกค้า และนายคุ้มหัว มีทั้งเงินและอำนาจ พวกเขาต้องเกรงใจ และต้องยอมโอนอ่อนอยู่แล้ว กาอินถึงได้ระวังตัวมาก และค้นหานายคุ้มหัวที่เหมาะสมอยู่นานจนเจอซึงฮยอนเพื่อจะได้ไม่ถูกบีบและเอาเปรียบแบบนี้


แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วสินะ แล้วจะเอายังไงดี


“จีฮุนไม่ต้องห่วงพี่หรอก พี่หาทางจัดการได้”


“แล้วพี่จะจัดการยังไง?”


กาอินฝืนยิ้ม และจีฮุนก็ทนไม่ไหว


“ให้ผมไปแทนเถอะ”


“ว่าไงนะ?”


“ให้ผมไปแทน พวกเราก็”


จีฮุนหัวเราะออกมาสั้นๆ


“พวกเราก็พอจะคล้ายกันอยู่ทีเดียว ลองต่อรองดูหน่อยก็คงไม่เสียหาย ถ้ายังไงมันก็หนีไม่พ้นแล้วล่ะก็”


“จีฮุน พี่ไม่ยอมให้เราต้องมาลำบากแทนพี่หรอกนะ”


“ไม่ต้องห่วง ผมเป็นผู้ชาย ร่างกายไม่ได้สร้างมาให้มีเยื่อพรหมจรรย์ เพราะงั้นจะครั้งแรกตอนไหน กับใคร ก็คงไม่สำคัญอะไรนักหรอกครับ”


“แต่พี่-”


“ผมจะไปเอง และพี่ก็ขวางผมไม่ได้หรอก”


จีฮุนดื้อหัวแข็งเป็นที่สุด ยืนกรานหนักแน่นจนกาอินอ่อนใจ เธอดึงน้องชายมากอดแน่น สองพี่น้องรักกันมาก ถึงแม้จะไม่ค่อยแสดงออกอย่างนี้ก็เถอะ จีฮุนกอดตอบพี่สาวแล้วหลับตาลง


“ดูแลตัวเองด้วยนะจีฮุน”


“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง พี่ก็รู้จักผมดี”


ชเวซึงชอลตกลง และนั่นทำให้จีฮุนแปลกใจเล็กน้อย เขาต้องการจะไปแทนพี่สาวน่ะใช่ แต่เขาไม่คิดว่านายคุ้มหัวจะตกลงง่ายขนาดนี้ นั่นสินะ ก็เขากับพี่สาวคล้ายกันมาก จะเป็นใครก็คงเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเขายิ่งต้องตั้งใจ ต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อให้พี่สาวพ้นภัย


เขาจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด


คืนวันนั้นหลังจากที่จีฮุนขึ้นแสดงที่ร้านเสร็จ กาอินก็กอดเขาแน่นที่หลังเวที คนของซึงชอลมารออยู่แล้ว เขาจะต้องไปในทันที ไม่มีเวลาล้างเครื่องสำอางค์ ไม่มีเวลาเปลี่ยนชุดด้วยซ้ำ และนั่นทำให้กาอินน้ำตารื้น ทั้งๆ ที่ปกติเป็นคนเข้มแข็ง และไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็นง่ายๆ แท้ๆ จีฮุนปลอบพี่สาวอีกครั้ง


“ผมไม่เป็นไรหรอก แล้วจะรีบกลับมานะครับ”


จีฮุนรู้สึกหนาว แอร์ในห้องโรงแรมที่ซึงชอลเปิดไว้ค่อนข้างเย็น และชุดของเขาก็น้อยชิ้นเสียจนไม่สามารถปกป้องความอบอุ่นของร่างกายได้เลย จีฮุนยกสองมือขึ้นกอดต้นแขนตัวเองหลวมๆ เขาไม่กล้ามุดลงไปใต้ผ้าห่ม มันอาจเสียมารยาท


“อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนอนรอบนเตียง เดี๋ยวนายจะเข้ามาหาคุณ”


ใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ จีฮุนอาบน้ำร้อนจนเนื้อตัวแดงไปหมด แต่นั่นอาจทำให้เขาดู ‘น่าขย้ำ’ มากขึ้นก็ได้ ในห้องน้ำไม่มีน้ำยาลบเครื่องสำอางค์ ดังนั้นอายไลน์เนอร์และอายแชโดว์สีเงินเหลือบเทาเข้มยังคงติดอยู่บนใบหน้าของเขา แม้จะเลือนไปบ้างก็ตาม จีฮุนสวมชุดคลุมอาบน้ำแล้วลงซุกเข้าไปใต้ผ้าห่ม เขาได้รับอนุญาตให้นอนบนเตียงแล้วนี่นะ ก็ยังดีหน่อย เพราะทำให้รู้สึกอุ่นขึ้นบ้าง


แต่ไม่นาน ประตูห้องก็เปิดออก และเขาก็เดินเข้ามา


จีฮุนเคยเห็นซึงชอลใกล้ๆ ก็แค่ครั้งเดียว ครั้งแรกที่เจอกัน ครั้งแรกที่รู้ว่าอีกคนจะเป็นนายคุ้มหัวคนใหม่ หลังจากนั้นเขาก็แค่รับรู้ว่าซึงชอลกำลังจ้องมองมาในขณะที่เขากำลังแสดงอยู่เท่านั้น ในวันนี้ ซึงชอลดูสูงใหญ่ และมีอำนาจกว่าที่เขาจำได้


“มานี่ซิ มาใกล้ๆ ฉัน”


จีฮุนขยับตัวไปนั่งบนขอบเตียงและแหงนหน้าขึ้นตามอย่างว่าง่ายเมื่อซึงชอลเชยคางเขาขึ้น ดวงตาของซึงชอล ถึงจะมีขนตาเรียงสวยก็เถอะ แต่กลับดูน่ากลัว และน่าเกรงขามซะจนจีฮุนรู้สึกว่าตัวเองหดเล็กลง ไร้อำนาจจะต่อกรได้ นิ้วโป้งที่ไล้ลงมาแถวมุมปากทำให้จีฮุนตัวสั่น


“สวยนี่ สวยไม่แพ้พี่เลยจริงๆ”


จีฮุนร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อถูกผลักลงนอนราบบนเตียง ซึงชอลยกนิ้วขึ้นมาแนบริมฝีปากเขา และจีฮุนก็เงียบลง แต่หัวใจยังสั่นระรัวดังลั่นเต็มอกเมื่อซึงชอลค่อยๆ ดึงเชือกผูกชุดคลุมอาบน้ำของเขาออกช้าๆ ฝ่ามือร้อนผ่าวแหวกชายผ้าออกจากกายเขา และนาบลงมาที่ช่วงอกจนจีฮุนแอ่นตัวขึ้นหา ซึงชอลยิ้มและโน้มหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจคลอเคลียที่ริมใบหู


“ไวสัมผัสเชียวนะ เด็กน้อย”


จีฮุนหอบหายใจหนัก เพียงแค่ปลายนิ้วมือที่ไล้ไปมาบนร่างกายเขา ยังไม่ได้ลงต่ำไปถึงบริเวณที่ไวสัมผัสจริงๆ ด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ทำให้เขาร้อนผ่าวไปทั้งตัว และในขณะเดียวกันก็เย็นเยือก จนร่างกายสั่นเทิ้ม แววตาของซึงชอลที่มองมาที่เขามีความพึงพอใจ ชอบใจ และนึกสนุก


“ครั้งแรกสินะ”


จีฮุนไม่จำเป็นต้องตอบซึงชอลก็รู้ดีอยู่แล้ว


“ฉันจะทำให้เธอลืมคืนนี้ไม่ลง เด็กน้อย”


ร้อนเร่าไปทั้งร่าง ทรมานเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกัน สัมผัสที่ไม่คุ้นเคยนี้ กลับทำให้เขารู้จักกับความรู้สึกแปลกใหม่ ที่โหยหายังไงก็ไม่รู้ ฝ่ามือของซึงชอลเริ่มลงน้ำหนักมากขึ้น ริมฝีปากของเขาเริ่มประทับตามร่างกายของจีฮุน จูบตรงนั้น กัดตรงนี้ จีฮุนไม่สามารถกลั้นเสียงไว้ได้เลยแม้แต่น้อย ไม่อย่างนั้นเขาคงจะแตกระเบิดแน่นอน


“ร้องออกมา ฉันขอสั่งให้เธอร้องออกมาดังๆ”


จีฮุนรู้สึกหมดแรง แม้ว่าซึงชอลจะยังไม่ได้แตะต้องส่วนกลางหว่างขาของเขาด้วยซ้ำ แต่มันกลับชื้นแฉะอย่างน่าอายแบบนี้ จีฮุนได้แต่นอนนิ่งบนผืนเตียง เปิดอ้าร่างกายของตัวเองให้อีกฝ่ายได้เชยชมตามใจอยาก และซึงชอลก็ไม่ได้อ่อนโยนกับเขาเลย ทุกสัมผัสค่อยทวีความรุนแรงขึ้น แต่จีฮุนกลับยิ่งรู้สึกตื่นเต้น และต้องการมากจนตัวเองยังรู้สึกอับอาย


จีฮุนหยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นที่สุด เขาจะทำตามความต้องการของตนเอง ในแบบที่เขาคิดว่าถูกต้องที่สุดเท่านั้น แต่ในตอนนี้ เขากลับคุกเข่าอยู่หว่างขาของชายคนนี้ และทำสิ่งที่ทำให้หน้าของเขาร้อนผ่าว และอกของเขาลุกเป็นไฟ ฝ่ามือของซึงชอลอยู่บนหัวของเขา นิ้วทั้งห้าขยำเส้นผมของเขาแน่น ดึงเขาเข้าไปรับแรงกระแทกอย่างไร้ความปรานี จีฮุนรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก แต่หัวใจยังคงเต้นดังโครมครามจนเหมือนจะระเบิด


สำหรับคนที่ไม่เคยก้มหัวให้ใคร การได้คุกเข่าต่อหน้าซึงชอลกลับทำให้จีฮุนรู้สึกสั่นรัวเหมือนมีดอกไม้ไฟแตกระเบิดในอก


แล้วมันก็มาถึง วินาทีที่เขากลัว ซึงชอลแยกขาทั้งสองของเขาออกจากกัน จีฮุนหลับตาเมื่อรู้สึกถึงแรงถูไถที่ทำให้อยากหุบขาลง แต่ซึงชอลก็กดขาของเขาลงกับเตียง และฝ่ามือร้อนก็จับเข้าที่คางของเขา


“ลืมตา”


จีฮุนทำตาม และจ้องลุกเข้าไปในดวงตาที่เหมือนลุกเป็นไฟตรงหน้า


“ฉันขอสั่ง ให้เธอมองฉันตลอดเวลา ห้ามหลับตาเด็ดขาด และจำความรู้สึกนี้ไว้ให้ดี”


จีฮุนอ้าปากร้องสุดเสียง อกแอ่นขึ้นและมือทั้งสองข้างกำผ้าปูเตียงแน่น


“ความรู้สึก ของการตกเป็นของฉัน”


หลังจากนั้น จีฮุนก็รู้สึกเหมือนมีหมอกบังตา ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็วทำให้เขาจับอะไรไม่ได้เลย แต่ในขณะเดียวกันก็เชื่องช้าจนความรู้สึกเหล่านั้นประทับอยู่ในใจของเขา ฝ่ามือของซึงชอลที่จับสะโพกของเขา แรงจนขึ้นเป็นรอยช้ำ แรงกระแทกที่ซ้ำเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนคลื่นทะเล ริมฝีปากของซึงชอลที่ลำคอ และช่วงไหล่ รวมถึงรอยฟันประปรายทั่วทั้งอกและต้นขา


ของเขา ของซึงชอล เป็นของนายคุ้มหัวแล้ว เป็นคนของนายคุ้มหัว


“จำไว้ให้ดี จีฮุน เธอเป็นของฉันแล้ว”


เป็นของคุณแล้ว

จีฮุนตื่นขึ้นในห้องที่ว่างเปล่า กลิ่นระอุจากเมื่อคืนยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ จีฮุนยกแขนขึ้นกอดตัวเอง ปลายนิ้วลูบไปตามร่องรอยบนร่างกาย มีหลายส่วนที่ปวด แต่ไม่ใช่ในอก เขาค่อยๆ เขยิบตัวไปหยิบโทรศัพท์ที่ข้างเตียง เขารู้ว่ากาอินคงต้องเป็นห่วงอยู่แน่ๆ เพราะงั้นสิ่งแรกที่เขาทำก็คือโทรหาพี่สาว


“จีฮุน เป็นยังไงบ้าง?”


“ผมสบายดีครับ”


เสียงแหบ มากๆ ภาพตัวเองคุกเข่าตรงหน้าซึงชอลอย่างยินยอมพร้อมใจทำให้เขารู้สึกร้อนขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็รีบสะบัดมันออกจากหัวไป


“แน่ใจนะ? ไม่ได้ เอ่อ บาดเจ็บตรงไหนใช่มั้ย? แล้วเขาต้องการอะไรอีกมั้ย?”


“ผมบอกแล้วไงว่าสบายดี พี่อย่าห่วงเลย แล้วก็ เขาไม่ได้บอกอะไรเพิ่มนะครับ”


แล้วสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่โต๊ะข้างเตียง จีฮุนเอื้อมแขนไปหยิบมันมาถือไว้


“พี่กาอิน เดี๋ยวกลับบ้านแล้วคุยกันนะครับ”


จีฮุนขยี้ตาเล็กน้อยก่อนจะหยีตาอ่านตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ


‘เธอยอดเยี่ยมไม่แพ้เวลาอยู่บนเวทีเลยจริงๆ แล้วเจอกันใหม่นะ เด็กน้อย’

[OS] I must be STRONG #minsoon

ผมเจอเขาครั้งแรก ไม่สิ คงจะเคยเจอ เคยเห็นหน้ากันหลายครั้งแล้วล่ะ ห้องเรียนก็อยู่ตึกเดียวกันหมด โรงอาหารก็มีแค่สองโรง หอนักเรียนต่างชาติก็มีแค่สองหอ ยังไงก็ต้องเคยเห็นหน้ากันบ้างล่ะนะ แต่ว่า คนเราถ้าไม่ได้สนใจ มันก็จำกันไม่ได้หรอก มันต้องมีความทรงจำอะไรบางอย่างพิเศษ เราถึงจะจำกันได้

และความทรงจำแรกของผมที่มีต่อเขา คือเขากำลังนั่งร้องไห้

วันนั้นดึกแล้วล่ะ เกือบเที่ยงคืน อยู่ๆ ผมก็เกิดหิวขึ้นมา อยากต้มบะหมี่กินน่ะ แต่อากาศหนาวมากผมก็ไม่อยากเปิดหน้าต่าง และถ้าไม่เปิด กลิ่นก็ฟุ้งเต็มห้องแน่ๆ เลย ผมก็เลยหยิบถ้วยบะหมี่ไปกดน้ำร้อนที่หน้าห้องซักผ้าแล้ววิ่งลงบันไดไปห้องกาแฟ เรียกแบบนั้นก็จริงแต่ทุกคนก็กินข้าวกันที่นั่นทั้งนั้น อ่านหนังสือบ้าง คุยกันบ้าง เป็นที่รวมตัวเล็กๆ ที่ไม่เสียเงินน่ะ ผมผลักประตูเข้าไปโดยไม่คิดอะไร เพราะมันดึกมากแล้ว ไม่น่าจะมีคนอยู่ แต่ผมก็ต้องแปลกใจเพราะในนั้นมีคนอยู่หนึ่งคน เขานั่งหันหลังให้ประตูผมเลยไม่เห็นหน้า แต่เขาสะดุ้งนิดหน่อย แล้วก็นั่งไหล่เกร็งเชียว ผมวางถ้วยบะหมี่ลงบนโต๊ะแล้วรีบขอโทษขึ้นมาก่อน

“ขอโทษนะครับ คิดว่าไม่มีคนอยู่”

ผมพูดเป็นภาษาเกาหลีอย่างลืมตัว แล้วก็ค่อยพูดเป็นภาษาอังกฤษซ้ำไปอีกที เพราะนี่เป็นหอต่างชาติ เขาจะเป็นคนชาติอะไรก็ไม่รู้ เขานั่งนิ่ง ไม่ได้ตอบอะไร แต่ยกมือขึ้นเช็ดหน้าเช็ดตา ผมชะโงกมองเล็กน้อย แล้วก็เห็นว่าเขาไม่ได้กำลังขยันอ่านหนังสืออยู่เหมือนบางคนที่อยู่ในห้องเรียนหนังสือข้างๆ กันนี่จนถึงดึกดื่น เขามีแค่โทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้เปิดอะไรอยู่ด้วย แถมยังนั่งอยู่คนเดียว เวลานี้เนี่ยนะ? แปลก บะหมี่ผมยังไม่สุก และปกติผมเป็นคนร่าเริง และเป็นมิตรอยู่แล้ว ผมก็เลยชวนเขาคุยต่อ

“ดึกแล้วนะฮะ ไม่ขึ้นห้องเหรอ?”

เขานิ่งไปนิดหน่อย แล้วก็ส่ายหน้าช้าๆ

“ผมหิวล่ะ ก็เลยลงมากินบะหมี่ที่นี่ ช่วงนี้อากาศหนาวมากเลย เปิดหน้าต่างไม่ได้หรอก เนอะ”

เขาพยักหน้าน้อยๆ และนั่นทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ นี่ก็ดึกแล้วด้วยสิ ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวเขาจะหันมาแล้วไม่มีหน้า หรือมีเขี้ยว หรือ โอย ไม่เอา ขนลุกแล้ว ผมเลยตัดสินใจเดินอ้อมไปยืนประจันหน้ากับเขา และผมก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นว่าตาของเขาบวมแดงไปหมด จมูกด้วย ถึงจะไม่มีน้ำตาก็เถอะ แต่เขาเพิ่งร้องไห้อย่างหนักแน่นอน ที่ตอนนั้นเช็ดหน้าก็เพราะแบบนี้เหรอ? ทีนี้ผมไปไม่เป็นเลย เกิดอะไรขึ้นกับเขากันนะ? ไม่รู้หรอก แต่พอรู้ว่าเขาต้องมานั่งร้องไห้ในห้องกาแฟกลางดึกแบบนี้คนเดียวแล้ว รู้สึกไม่ดีเลย

“เอ่อ คิดถึงบ้านเหรอ? ไม่เป็นไรนะ ทุกคนก็คิดถึงเหมือนกันหมดแหละ”

เขาก้มหน้าลงแล้วใช้แขนเสื้อเช็ดที่ตาตัวเองอีกแรงๆ จนผมกลัวตาเขาจะยิ่งแดงกว่าเดิม เขาเริ่มสะอื้นออกมา และนั่นทำให้ผมลนลานทำอะไรไม่ถูก แย่จริง ปกติเพื่อนๆ ผมมันก็บ้าบอเฮฮาไปเรื่อย ผมไม่เคยต้องปลอบใครมาก่อนเลยนะ ผมหันไปมองบะหมี่แล้วรีบวิ่งออกไปหยิบถ้วยกระดาษที่ข้างตู้กดน้ำแล้วหยิบบะหมี่มาวางบนโต๊ะเดียวกับเขา ผมเปิดฝาออกแล้วก็ถอนหายใจออกมา เส้นอืดไปหน่อยแล้วแฮะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมตักเส้นอืดๆ แบ่งใส่ถ้วยแล้วดันไปตรงหน้าเขา

“อะ กินนี่สิ บะหมี่อันนี้อร่อยนะ เป็นของเกาหลีล่ะ ลองชิมดูสิ”

เขามองอยู่นิดหนึ่งก่อนจะเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง คราวนี้ตัวสั่นไปหมด อ๊าา แย่แล้ว ผมทำอะไรผิดอีกล่ะเนี่ย! แย่แล้วแย่แล้วววว! ผมไม่รู้จะทำยังไงแล้วจริงๆ คนเราจะกอดคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกได้มั้ย? แต่พอเห็นเขาร้องไห้ไม่หยุดแบบนี้ผมก็ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วกระโจนเข้ากอดเขาทันที เขาสะดุ้งแล้วก็ตัวเกร็งแต่ไม่ได้ขยับหนีไปไหน ผมดึงหัวเขามาซุกที่อกผมแล้วลูบเบาๆ

“ไม่เป็นไรนะ ผมไม่รู้คุณร้องไห้ทำไม แต่หวังว่าเรื่องที่ทำให้คุณเศร้ามันจะค่อยๆ ดีขึ้นนะครับ”

แล้วผมก็ลูบหัวเขาอยู่แบบนั้นในขณะที่เขาร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปกี่นาทีไม่รู้ แต่บะหมี่ผมซับน้ำเข้าไปหมดจนหน้าตาน่าเกลียดน่าดู เขาก็หยุดร้อง ผมค่อยๆ ปล่อยเขาแล้วลงไปนั่งที่ตรงข้ามแล้วจ้วงบะหมี่เข้าปาก หิวจะตายแล้ว! กินไปได้ครึ่งหนึ่งเขาก็หยิบถ้วยบะหมี่ที่ผมแบ่งให้แล้วยกขึ้นเหมือนจะดื่ม จริงสิ ไม่มีส้อมให้เขานี่นะ พอเรากินกันเสร็จก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปเรียนอีก ถึงจะไม่ง่วงแต่ก็ต้องกลับห้องแล้วล่ะ ผมยังสงสัยอยู่นิดหน่อยว่าทำไมเขาถึงไม่อยู่ในห้องของตัวเอง ถึงจะคิดถึงครอบครัว หรืออะไรก็แล้วแต่ การมาอยู่ในห้องกาแฟคนเดียวแบบนี้มันก็แปลกไปหน่อยนะ

“เอ่อ ผมจะกลับห้องแล้วนะ คุณเองก็น่าจะกลับไปนอนได้แล้วล่ะ ที่นี่เรียนเช้ามากเลยเนอะ นอนไม่เต็มอิ่มเลย”

เขาพยักหน้าช้าๆ และเราก็ออกจากห้องกาแฟมาพร้อมกัน ปกติผมจะเดินขึ้นด้วยเพราะรู้สึกอยากออกกำลังกาย แต่ผมไม่อยาปล่อยเขาขึ้นไปคนเดียว ก็เลยขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน เขาอยู่ชั้น 8 ผมอยู่ชั้น 10 ก่อนที่เขาจะออกจากลิฟต์ ผมก็ได้ยินเสียงเขาเป็นครั้งแรก

“ขอบคุณนายมากนะ ราตรีสวัสดิ์”

โอ๊ะ คนเกาหลีนี่!!

เช้าวันต่อมาผมก็เจอเขาอีก คราวนี้เจอตอนวิ่งไปเข้าเรียน ผมตื่นสายน่ะ เกือบแย่แล้วล่ะ เพราะถ้าไปสายคุณครูจะให้ร้องเพลงหน้าชั้นเรียน น่าเบื่อชะมัด โตๆ กันแล้วแท้ๆ ยังมีบทลงโทษปัญญาอ่อนแบบนี้อีก ผมวิ่งเข้าตึก และเจอเขายืนสูบบุหรี่อยู่หน้าตึก โห ดูไม่เหมือนคนที่นั่งร้องไห้จมอกผมเมื่อคืนเลยแฮะ เขาดูตกใจนิดหน่อยที่เจอผมแต่ผมไม่มีเวลาคุยหรอก นอกจากตะโกนใส่หน้าเขาว่า

“ทำอะไรอยู่น่ะ จะสายแล้วนะ! รู้นะว่าฟังออก คนเกาหลีนี่นา!”

กลายเป็นว่าเขาเข้าตึกได้ก่อนผมซะอย่างนั้น เพราะผมทำบัตรหล่น เอื้อมหยิบไม่ถึงด้วย เกือบจะกระโดดข้ามประตูกั้นแล้วแต่เขาก็หยิบมาส่งให้ผมพร้อมรอยยิ้มบาง โอ้ ยิ้มด้วยล่ะ! ผมรีบแปะการ์ดให้ประตูเปิดแล้ววิ่งขึ้นบันไดโดยไม่ลืมขอบคุณเขา เขาไม่ได้ขึ้นบันไดตามมา อยู่ชั้นหนึ่ง ไม่ A4 ก็ A5 สินะ เก่งน่าดูเลย มิน่าล่ะเขาถึงได้ไม่รีบ ไม่ต้องขึ้นบันไดหลายชั้นเหมือนผมนี่!

ผมเรียนภาคปกติเลยเรียนแค่ครึ่งเช้า ตอนเที่ยงนี่ล่ะมีความสุขที่สุด กอดคอกับเพื่อนไปกินข้าวที่โรงอาหาร บางทีก็นัดกันออกไปกินข้างนอก เมืองก็ออกใหญ่ ไปหาร้านใหม่ๆ กินได้เยอะแยะเลย หรือถ้าคิดถึงอาหารบ้านเกิดก็นั่งบัสยาวๆ ไปกินที่ Korea Town ก็มี แต่วันนี้ผมเลือกจะกินที่โรงอาหารล่ะ เงินจะหมดแล้ว แหะๆ เสียใจนิดหน่อยเพราะว่าเพื่อนๆ ผมมันเบื่อข้าวโรงอาหารแล้วก็เลยพากันออกไปกินข้าวข้างนอกกันหมด เหลือผมไปสั่งข้าวผัดเจ้าประจำคนเดียว

แล้วผม ก็เจอเขาอีกครั้ง! เริ่มบ่อยมากไปแล้วล่ะ!

“อ่าว คุณ! เจอกันอีกแล้ว!”

เขายืนอยู่หน้าร้านข้าวผัดเหมือนกัน และดูตกใจเล็กน้อยที่เจอผมอีกแล้ว

“มากินข้าวคนเดียวเหรอครับ?”

“เอ่อ เปล่า เพื่อนฉันกินร้านอื่นน่ะ”

“โห่ คิดว่ามาคนเดียวจะได้ชวนกินข้าว เพื่อนผมออกไปกินข้างนอกกันหมดเลยอะ กินอะไรเหรอครับ?”

“อุด้งผัด”

“มีอุด้งด้วยเหรอครับ? ผมยังไม่เคยกินเลย อร่อยมั้ย?”

“รสชาติเหมือนข้าวผัดเลย อร่อยดี”

“ไว้คราวหน้าผมจะสั่งบ้าง! เออ จริงด้วย! ชื่ออะไรเหรอ? ผมชื่อมินกยูนะ”

“ซูนยอง”

“อายุเท่าไหร่เหรอ? ผม 21!”

“ฉัน 24 แล้ว”

“อ่า เป็นพี่เหรอ คิดว่าอายุเท่ากันซะอีก ขอโทษครับ”

“ไม่ต้องขอโทษหรอกแล้วก็ ไม่ต้องเรียกพี่ก็ได้”

ไม่ต้องเรียกพี่เนี่ยนะ? ประหลาดจริง โตกว่าตั้งสามปีเลยนะ เขาดูอึดอัดนิดหน่อยแล้วก็เหลือบตามามองผมก่อนจะหลุบลงมองพื้น

“ก็ได้ งั้นเรียกซูนยองนะ”

“อื้ม”

“อู! ด้ง! ผัดดดดดดดด!”

ผมกับเขาหลุดหัวเราะออกมาทั้งคู่ ร้านนี้ตลกแบบนี้ล่ะ เพราะว่าในโรงอาหารเสียงดัง คนสั่งก็เยอะ บางคนรอหน้าร้าน บางคนรอที่โต๊ะใกล้ๆ ถ้าไม่ตะโกนเสียงดังก็จะไม่ได้ยิน ถึงขนาดมีไมค์เลยด้วยนะ ซูนยองเดินไปหยิบถาดของเขามาถือไว้ และรีรออยู่นิดหน่อยก่อนจะเงยหน้ามองผม

“นาย มากินด้วยกันสิ”

“ได้เล้ย!”

หลังจากนั้นผมก็เจอซูนยองบ่อยขึ้น บ่อยมากกกกก บ่อยแบบที่เจอกันวันละหลายรอบเลยแหละ ที่แรกเลยคือหน้าตึกเรียน ซูนยองมักจะยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างถังขยะช่วงเวลาไม่กี่นาทีก่อนกริ่งดังเสมอ และเป็นเวลาที่ผมวิ่งกระหืดกระหอบมาทุกครั้ง หลายวันเข้าซูนยองก็เริ่มหัวเราะแล้วถามผมว่า นี่นายจะสายทุกวันเลยรึไง หลังจากนั้นตอนกลางวันผมก็จะเจอเขาที่โรงอาหารเพราะร้านข้าวผัดก็เป็นร้านโปรดเขาเหมือนกัน นานวันเข้าเพื่อนเขาก็เริ่มออกไปกินข้าวข้างนอก ทำให้คนขี้ประหยัดอย่างเขา และคนไม่มีเงินอย่างผมเริ่มห่อข้าวโรงอาหารมากินด้วยกันที่ห้องกาแฟ ห้องกาแฟที่ผมเจอเขาครั้งแรกนั่นแหละ ผมรู้ว่าเวลาเราร้องไห้ เราคงไม่อยากให้ใครพูดถึงบ่อยๆ หรอก ผมเลยไม่เคยพูดเรื่องคืนนั้นกับเขาอีกเลย แต่แปลกจริงๆ นะ เขาดู ไม่เหมือนจะเป็นคนเดียวกับคนในคืนนั้นได้เลย เขาดูเคร่งขรึม เงียบๆ แล้วก็ดูเท่ๆ ต่างจากคนคนนั้นที่สะอื้นในอ้อมกอดผมเป็นคนละคนเลยล่ะ

“ซูนยองอยู่ห้องอะไรเหรอ?”

“A4 ห้อง 2 น่ะ”

“หูยยย เจ๋งอะะะ นั่นมันระดับทำงานได้แล้วมั้ยอะะ”

เขายิ้มนิดๆ ทำหน้าเท่ๆ เหมือนปกติแล้วกินข้าวต่อไม่ได้ตอบอะไร ซูนยองดูเป็นคนเท่มากๆ เลยแหละ ส่วนใหญ่จะเห็นเขาใส่เสื้อสีทึมๆ ดำ ขาว เทา ไม่ก็สีเข้มๆ แล้วก็ชอบใส่หมวกด้วย ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนเดียวกับในคืนนั้นเลย จนผมเริ่มสงสัยว่าวันนั้นตัวเองจะละเมอหรือเจอผีเข้าแล้วรึเปล่า

“ซูนยองไม่ออกไปเที่ยวไหนบ้างเหรอ? อุตส่าห์มาเรียนต่างประเทศทั้งที ภาษาก็น่าจะใช้คล่องด้วยนี่นา”

“ไม่ล่ะ นายเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนใช่มั้ย? ฉันเรียนจบสักพักแล้ว เลยรู้สึก เครียดๆ กว่าล่ะมั้ง อยากเรียนให้ได้มากที่สุดน่ะ”

“แต่ก็ต้องพักบ้างนะ~”

หลังจากนั้นหลายวัน ผมก็เกิดหิวขึ้นมาอีกตอนเที่ยงคืนกว่า ดึกกว่ารอบที่แล้วอีกนะ แต่ลองนอนไปแล้วเกือบชั่วโมงมันแสบท้องจนนอนไม่หลับเลยต้องลุกขึ้นมา หยิบบะหมี่ กดน้ำร้อน แล้ววิ่งลงบันได เหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือ ผมรู้จักซูนยองแล้ว อยู่ด้วยกันแทบทั้งวันมาหลายอาทิตย์ และครั้งนี้พอผมเปิดประตูเข้าไปเจอเหตุการณ์เดิมเหมือนคืนวันนั้น มันทำให้ผมตกใจมากกว่าเดิม ผมรีบกระแทกวางถ้วยบะหมี่ลงบนโต๊ะแล้ววิ่งอ้อมไปหาเขาทันที อย่างที่ผมคิดไม่ผิด เขากำลังร้องไห้อยู่จริงๆ ผมคุกเข่าลงแล้วจับไหล่เขาสองข้างไว้ไม่ให้เขาหันหน้าหนี

“ซูนยอง เป็นอะไร ร้องไห้ทำไมเหรอ?”

เขาส่ายหน้าไปมาแล้วพยายามดันตัวผมออก แต่ผมก็จับเขาไว้แน่น เขาสู้ พยายามดันตัวผมไม่หยุดแล้วทำท่าจะวิ่งหนีออกจากห้องไป แต่ผมไม่ยอมหรอก ผมดึงเขามากอดแน่น ลูบแผ่นหลังเขาเบาๆ จนเขาหยุดขัดขืนแล้วร้องไห้ลงบนไหล่ของผม มันเรื่องอะไรกัน? ผมอยู่กับผมมาหลายอาทิตย์ เขาไม่ใช่คนที่ดูมีเรื่องทุกข์ใจอะไรเลยนะ จริงอยู่ว่าเขาไม่ใช่คนยิ้มเก่งอะไรขนาดนั้น แต่เขาก็ดู สบายๆ ดูเรื่อยๆ แล้วมันเรื่องอะไรกัน? แล้วผมก็เริ่มนึกย้อนไป และพบว่า แทบตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาไม่เคยขอตัวกลับห้องเลย มีบางครั้งที่ผมเมื่อยขาอยากนอนเหยียด ขอกลับห้องไปนอนบ้าง หรือบางทีผมก็ไม่อยากอ่านหนังสือ อยากนอนเล่นโทรศัพท์ ผมก็จะกลับห้อง แต่เขา ซูนยองจะกลับห้องไปเข้าห้องน้ำเท่านั้น แค่แป๊ปเดียวด้วย และบางคืนที่ผมอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องนี้ จะดึกแค่ไหนเขาก็จะอยู่ต่อเสมอ ผมจะเป็นคนกลับก่อนตลอด

บ้าน่า นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือว่า ไม่จริงน่า

“ซูนยอง ห้องซูนยองมี มี มีนั่น เหรอครับ?”

ซูนยองหยุดสะอื้น เช็ดหน้าเช็ดตาแล้วก้มลงมองหน้าผมงงๆ ผมกลัวนะ กลัวมากเลยด้วย แต่ผมหาคำอธิบายอย่างอื่นไมไ่ด้แล้วจริงๆ เพราะนักเรียนก็มาก จะขอเปลี่ยนห้องก็คงทำได้ยาก เพราะงั้นถ้าในห้องอยู่ไม่ได้ล่ะก็ นั่นมันก็เศร้ามากทีเดียว แถม แถมยัง ถ้าต้องกลับไปเป็นช่วงๆ แต่ต้องเสียวสันหลังตลอดเวลา เป็นเขาเขาก็ร้อง

“ห้องซูนยองมี เอ่อ มี อะไรสิงสถิตอยู่ รึเปล่าครับ?”

ผมเลี่ยงคำว่าผี เพราะถ้าพูดขึ้นมาแล้วเกิดห้องนี้มีด้วยจะทำยังไง ซูนยองนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะฟุบลงกับโต๊ะแล้วตัวสั่นยิ่งกว่าเก่า แย่แล้ว จริงด้วย ผมกลัวจนหัวลุกทันที แต่ก่อนจะได้จินตนาการอะไรไปมากกว่านั้น ผมก็เพิ่งรู้ว่าเขากำลังหัวเราะเสียงดังไม่ใช่ร้องไห้ ผมนั่งงงอยู่กับพื้นรอให้เขาค่อยๆ หยุดหัวเราะเอง เขาหันมาหาผม หน้ายังเปื้อนน้ำตาอยู่ แต่ยิ้มแล้ว รอยยิ้มที่ผมเห็นไม่บ่อย

“ไม่มีอะไรสิงสถิตอยู่ทั้งนั้นแหละมินกยู โอย ฉันจะบ้าตาย ฮ่าๆๆๆ โอยยย”

ปัดโถ่ ก็ใครจะไปรู้เล่า แล้วมันเรื่องอะไรกัน แต่ผมก็ไม่ได้ถามต่อ เพราะผมไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ ถ้าเขาอยากจะเล่าเขาคงจะเล่าออกมาเองแล้ว คืนนั้นผมเลยแบ่งบะหมี่อืดๆ ให้เขาช่วยกินอีกเหมือนเดิม เพราะเขาคนเดียวเลย! ผมต้องกินบะหมี่อืดๆ ตอนที่หิวจัดอีกแล้ว เสียอารมณ์!

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันพานายไปเลี้ยงบะหมี่แล้วกัน ดีมั้ย?”

“ซูนยองเลี้ยงนะ!”

“ก็บอกอยู่ว่าจะเลี้ยงไงเล่า”

“งั้นโอเคเลย!”

ซูนยองปกติมากนะ หลังจากคืนนั้นผมก็สังเกตเขาตลอดเลย เรื่องครอบครัวเขาไม่ได้พูดถึงมากก็จริง แต่ตอนที่ผมถามว่าเขามีพี่น้องมั้ย บ้านอยู่แถวไหน เขาก็ตอบสบายๆ ไม่ได้มีท่าทางเศร้าหรือคิดถึง เขาบอกว่าคุยกันบ้างแต่ก็ไม่ใช่คนชอบคุยอะไรอยู่แล้ว ตอบเรียบๆ เลยล่ะ แล้วก็จ้วงกินข้าวห่อไข่ต่อ เพื่อนฝูงเขาก็มีนะ ถึงเขาจะชอบหมกตัวอยู่ในห้องกาแฟก็เถอะ แต่ผมก็เห็นเขากินข้าวเที่ยงกับเพื่อนบ้าง บางทีก็เจอเดินเล่นรอบมหาลัยด้วยกัน แล้วมันเรื่องอะไรกันนะ ผีก็ไม่ใช่

“จ้องหน้าฉันแบบนั้น อยากมีเรื่องรึไง?”

“ปะ เปล่าา อะไรเล่าซูนยองอะะ”

เขาหัวเราะแล้วเขกหน้าผากผมเบาๆ บ่นว่าให้ตั้งใจคัดตัวอักษรต่อไป ผมก็เลยต้องก้มหน้าลงคัดต่อ แต่ก็ยังเหลือบมองเขาเป็นพักๆ แปลกจริงๆ นั่นแหละ ผมบังเอิญลงมาที่ห้องกาแฟกลางดึกอยู่สองครั้ง และก็เจอเขาทั้งสองครั้ง หมายความว่าเขาลงมาร้องไห้ที่นี่ทุกคืนเลยรึเปล่านะ? พอคิดแบบนี้แล้วผมก็รู้สึกแย่ขึ้นมาจริงๆ ผมอยากช่วยเขานะ อยากช่วยซูนยองไม่ให้เสียใจ ไม่ให้ต้องมาร้องไห้อีกแล้ว แต่มันติดอยู่ที่ปาก ไม่รู้จะพูดออกมายังไง คนเท่ๆ เก่งๆ แบบเขา คงไม่อยากพูดถึงด้านที่อ่อนแอของตัวเองหรอก

ผมก็เลยปล่อยเลยตามเลย พยายามใช้เวลากับเขาให้มากที่สุดช่วงกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนได้แต่หวังว่าเขาจะกลับสบาย ไม่ลงมานั่งร้องไห้อีก รู้สึกผิดนะ มากๆ เลยล่ะ ที่ผมไม่ช่วยเขามากกว่านี้ แต่ผมก็อยากนอนพักที่ห้องสบายๆ เหมือนกัน และอีกอย่าง ถ้าผมอยู่ด้วยตลอดเวลา จะกลายเป็นการทำให้เขากดดันและพยายามไม่ร้องไห้รึเปล่านะ? ห้องกาแฟตอนดึกเป็นที่เดียวที่เขาจะร้องไห้ได้ ถ้าผมอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก เขาจะพยายาททำตัวเข้มแข็งมั้ยนะ? และเขาจะไปแอบร้องไห้ที่อื่นรึเปล่า นั่นทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเลยจริงๆ

ผมใช้เวลากับเขาค่อนข้างเยอะ เกือบจะเยอะกว่าเพื่อนตัวเองแล้วด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วผมก็เป็นเด็กตั้งใจเรียนประมาณหนึ่งแหละ ที่มาเรียนที่นี่เพราะทางมหาวิทยาลัยส่งมาแลกเปลี่ยนหนึ่งปี พอกลับไปก็เรียนต่ออีกปีเดียวก็จบแล้ว แต่ก่อนจบจะต้องสอบวัดระดับภาษาให้ผ่านซะก่อน ถ้าไม่รีบตั้งใจเรียนตั้งแต่ตอนนี้จะสอบไม่ผ่านและไม่จบเอาน่ะสิ ผมใช่คนเรียนเก่งที่ไหนล่ะ

“คืนสิ้นปีซูนยองจะไปเคาท์ดาวน์ที่ไหนมั้ยอะ? หรือจะเคาท์ดาวน์ในห้องกาแฟอีกละ”

ผมถามเล่นๆ แต่พอเขานิ่งไป มือกำดินสอแน่นขึ้น ผมก็เริ่มรู้สึกไม่ดี ทำไมกันนะ หรือว่าเขาลงมาร้องไห้ที่ห้องกาแฟทุกคืนเลย? ผมก็เลยพูดขึ้นมาต่อ

“ผมก็ไม่ไปไหนนะ ถ้าพี่เบื่อๆ ก็มานั่งกินเบียร์ด้วยกันที่ห้องผมก็ได้”

เขาเงยหน้าขึ้นมองผมและยิ้มนิดๆ แต่ไม่ได้ว่าอะไร และผมก็ปล่อยมันไปเหมือนเคย โดยไม่ได้คิดอะไร การเรียนหนักขึ้นเมื่อใกล้สอบ ผมนั่งทำแบบฝึกหัด นั่งท่องศัพท์อยู่ในห้องกาแฟกับซูนยองทั้งวันไม่ได้ออกไปไหน พักหลังมานี้เขาดูไม่ค่อยมีสมาธิ ผมไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เหมือนว่าซูนยองตอนกลางดึกในห้องกาแฟ เริ่มจะปรากฎตัวในตอนกลางวันบางแล้ว และนั่นทำให้ผมไม่สบายใจเลย

ในที่สุด คืนสิ้นปีก็มาถึง ผมไม่ได้ลงไปอ่านหนังสือในห้องกาแฟ คาทกบอกซูนยองเรียบร้อยแล้วเพราะผมเหนื่อย และอยากออกไปเที่ยวเล่น แล้วขึ้นมานอนเล่นโทรศัพท์บนเตียงมากกว่า วันนั้นทั้งวันผมออกไปเที่ยวกับเพื่อน กว่าจะกลับมาก็สามทุ่มกว่าแล้ว ทั้งเหนื่อย ทั้งเพลีย ผมตรงดิ่งกลับห้องอาบน้ำแล้วกระโดดขึ้นเตียงทันทีในขณะที่เพื่อนๆ ผมออกไปผับต่อ อยากไปนะ แต่แพง เหนื่อยด้วย

และระหว่างที่ผมนอนเล่นโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ ซูนยองก็โทรมา

แปลก เขาไม่เคยโทรหาผมเลย และพอผมรับสาย ผมก็ยิ่งตกใจมากกว่าเก่า เขาร้องไห้ หนักมากๆ ด้วย เสียงสั่นไปหมด และเริ่มพูดจาติดๆ ขัดๆ ผมพยายามบอกให้เขาใจเย็นๆ สงสัยนิดหน่อยว่าทำไมเสียงรอบข้างเขาถึงดังนัก เขาไม่น่าจะออกไปไหนนี่นา? เขาเริ่มคุมสติไม่อยู่ขึ้นเรื่อยๆ จนผมต้องถามหมายเลขห้องของเขาและวิ่งลงไปหา

ชั้น 8 ที่เขาอยู่ เสียงดังลั่นเลยล่ะ คงจะมีสักห้องที่ปาร์ตี้กันอยู่ที่หอไม่ออกไปไหน พอผมเดินไปจนถึงหน้าห้องซูนยอง ก็พบว่าห้องที่มีเสียงกรี๊ด เสียงโห่ดังลั่นก็คือห้องตรงข้ามห้องซูนยองนั่นเอง และที่มากไปกว่านั้น มีคนสามสี่คนยืนตะโกนอยู่หน้าห้องเขาโดยตรง ผมขอทางเขาและเคาะประตูห้องซูนยอง ตะโกนบอกว่าผมมาถึงแล้ว

“เรียกเพือนมาเลยว่ะ”

ผมได้ยินเขาพูดกันเป็นภาษาอังกฤษ แล้วก็หัวเราะ ยืนมุงอยู่ข้างหลังผม อะไรกัน คนพวกนี้ แต่ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ซูนยองแง้มประตูเปิด และภาพตรงหน้าทำให้ผมแทบใจสลาย ผมรู้อยู่แล้วว่าซูนยองร้องไห้ เคยเห็นเขาตอนร้องไห้หนักๆ แล้วด้วย แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน เพราะสีหน้าของเขาแย่มาก เหมือนตื่นกลัวสุดขีด สองแขนโอบกอดตัวเองไว้แน่น ผมรีบดึงเขาออกมาจากห้อง โอบไหล่เขาไว้แล้วพาเดินออกมาจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดท่ามกลางเสียงโห่ไล่ตามหลังของคนกลุ่มนั้น

ผมเริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ

ผมพาซูนยองมาที่ห้องของผม โชคดีที่ชั้นของผมมีแต่เพื่อนนักเรียนจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน และพวกเขาก็ออกไปเที่ยวข้างนอกกัน ทำให้ค่อนข้างเงียบ ผมให้ซูนยองนั่งบนเตียงแล้วกอดเขาไว้แน่น ลูบหลัง ลูบหัว พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาสงบลง ครั้งนี้ใช้เวลานาน นานกว่าครั้งอื่นมากๆ เลยล่ะ และในหัวของผมก็ว้าวุ่นไปหมด

สรุปแล้ว ซูนยองถูกรังแกสินะ? ผมได้ข้อสรุปแค่อย่างเดียว กลุ่มคนเมื่อกี๊ นอกจากจะทำเสียงดังโวยวายในห้องแล้ว ยังมายืนตะโกนใส่หน้าประตูห้องซูนยองโดยตรง ท่าทางคุกคามแบบนั้นไม่น่าเป็นอย่างอื่นไปได้ เพราะแบบนี้รึเปล่าซูนยองถึงไม่กลับห้อง? เพราะโดนแกล้งใช่มั้ยถึงต้องมานั่งร้องไห้ในห้องกาแฟ เป็นแบบนี้ทุกคืนรึเปล่านะ? ยิ่งคิดผมก็ยิ่งกอดเขาแน่นขึ้น ทำไมต้องใจร้ายกันขนาดนี้ด้วยนะ ทั้งๆ ที่เห็นว่าซูนยองร้องไห้หนักแค่ไหน ทำกันลงได้ยังไง

“กินบะหมี่อีกมั้ยครับ? ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว”

ผมยิ้มฝืนๆ แล้วชี้ไปที่กองบะหมี่ข้างโต๊ะหนังสือ ซูนยองกอดเข่านิ่ง เขาหยุดร้องไห้แล้ว แต่สภาพตอนนี้ดูแย่กว่าเดิมอีก เขาดูเหม่อลอย และสีหน้านิ่งสนิท ผมลงนั่งข้างๆ เขาแล้วโอบไหล่เขาให้เอนตัวมาซบ ซูนยองไม่ได้ขัดขืนและซบหน้าบนไหล่ผม เงียบไปสักพัก เขาก็เป็นคนเริ่มพูดขึ้นมาก่อน

“น่าสมเพชใช่มั้ย?”

“ครับ?”

“ผู้ชายที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างฉัน ถูกพวกเด็กวัยรุ่นนั้นรุมแกล้งจนเป็นประสาท อยู่ในห้องไม่ได้ น่าทุเรศจริงๆ”

คิดแบบนี้เองสินะ ผมอ้าปากจะค้าน แต่รู้ว่าจะต้องนานแน่ๆ และผมเมื่อย ก็เลยเอนตัวลงนอนหนุนหมอนโดยที่ดึงเขาตามลงมาด้วย กลายเป็นซูนยองนอนหนุนอกผม และก็แปลกมากที่เขาไม่ได้ดิ้นหนีเลย ทั้งๆ ที่กำลังนอนเกยอยู่บนตัวผู้ชายอีกคน แต่ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ก็เลยกระชับกอดแน่นขึ้นอีก

“น่าทุเรศตรงไหนกัน พวกทุเรศคือพวกนั้นต่างหาก เป็นบ้าอะไรเที่ยวก่อความน่ารำคาญให้คนอื่นเขาอะ ผมเป็นพี่นะ ผมคงหนีกลับบ้านไปละ”

ไม่หรอก ผมไม่ทำแบบนั้นหรอก แต่ตอนนี้ผมต้องปลอบซูนยองก่อน ดูเหมือนเขาจะไม่เชื่อและหัวเราะออกมาเบาๆ

“ไม่ต้องโกหกเพือปลอบฉันหรอก มีแต่ฉันนี่ล่ะที่จะนั่งร้องไห้อยู่ได้”

“ไม่นะ ซูนยอง โอเค คงไม่ใช่ทุกคนจะร้องไห้ แตก็ไม่ใช่ทุกคนจะรับเรื่องแบบนี้ไหวมั้ยอะ คนเราก็ต่างกันนะ แต่ละคนก็เข้มแข็ง แล้วก็อ่อนแอในเรื่องต่างๆ ที่ไม่เหมือนกันทั้งนั้นแหละ ไม่เห็นต้องว่าตัวเองเลยนี่นา ถึงซูนยองจะอ่อนแอในเรื่องนี้ แต่ซูนยองก็เก่งจะตายไปในหลายๆ เรื่องเลย”

ซูนยองเงียบไปนิดหน่อย ผมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเราไว้ อากาศหนาวออก ดูเหมือนเขาจะไม่มีอะไรจะพูดแล้ว แต่ผมคงทนสงสัยต่อไปไม่ไหว ก็เลยถามต่อ

“เรื่องมันเป็นยังไงเหรอครับ? เล่าได้มั้ย?”

เขาเงียบไป ก่อนจะตอบตกลงในที่สุด

ซูนยองเป็นผู้ชายเท่ๆ เป็นลูกชายคนเดียว เป็นคนที่เงียบขรึม เป็นผู้ชายที่ ไม่ค่อยจะกลัวอะไรสักเท่าไหร่ ผีก็ไม่กลัวถึงได้หัวเราะผมแบบวันนั้น มาอยู่ที่นี่เขาเหงามาก เริ่มรู้สึกห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆ พร้อมกับความรู้สึกผิดที่ตัวเองเป็นแบบนี้ ผิดที่คิดถึงบ้าน ผิดที่ไม่ใช่ ‘ลูกผู้ชาย’ และมีอารมณ์อ่อนไหวมากเกินไป ผมอยากจะค้านแต่ซูนยองก็บอกให้ฟังให้จบห้ามพูดผมเลยต้องเงียบ เขาเริ่มถูกรบกวนตั้งแต่อาทิตย์แรกที่มาถึง เสียงดังโวยวายกลางดึก คืนแรกๆ เขาพยายามทน เขาไม่เคยอยู่หอและคิดว่านี่อาจเป็นเรื่องธรรมดา เขาทน ทนจนนอนไม่ได้ไปหลายคืน เพราะห้องตรงข้ามเริ่มเสียงดังหนักขึ้น และบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เขาตัดสินใจเดินออกไปเคาะประตูห้องเพื่อเตือน คนพวกนั้นยิ้ม แล้วก็ปิดประตูใส่หน้าเขา แน่นอนเสียงยังคงดังต่อไป ซูนยองพยายามทน ทนต่อไป แต่มันเริ่มแย่ลง เขาเริ่มนอนหลับไม่สนิท และเริ่มกลัวการนอน เขาพยายามนอนดึกขึ้นเรื่อยๆ รอให้เสียงเงียบลงก่อนจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปลุกให้ตื่นกลางดึก แต่มันก็ลากยาวไปถึงตึหนึ่ง ตีสอง จนมันเริ่มกระทบการเรียน

เขาตัดสินใจไปเคาะห้องตรงข้ามอีกครั้ง และเคาะทุกครั้งที่ต้องการนอนเพื่อขอให้อีกฝ่ายเงียบ แล้วมันก็เริ่มแย่ลงจากตรงนั้น

ซูนยองถูก ‘แกล้ง’ ครั้งแรกสองสามคืนหลังจากนั้น เสียงตะโกนหยาบคายหน้าประตูตอนตีหนึ่ง เขาตื่นขึ้นมาด้วยหัวใจที่เต้นรัว เสียงหัวเราะดังอยู่ที่หน้าประตู เสียงเคาะประตู เสียงเลียนแบบคำพูดของเขาที่ไปขอให้เงียบ

คืนนั้นซูนยองนอนไม่หลับอีกเลย

หลังจากนั้น นอกจากจะถูกแกล้งแทบทุกคืนแล้ว ซูนยองยังเจอคนพวกนั้นนอกหอด้วย ทั้งที่ตึกเรียน ที่โรงอาหาร แบบนี้สินะ ซูนยองถึงชอบมาอยู่ในห้องกาแฟบ่อยๆ ผมกอดเขาแน่นขึ้นนิดหน่อย อยากจะปลอบเขาแต่ไม่รู้จะทำยังไง มิน่าล่ะเขาถึงไม่ค่อยออกไปไหน มิน่าล่ะเขาถึงอยู่แต่ในห้องกาแฟ ไม่ค่อยกลับขึ้นห้อง ทุกครั้งที่ต้องลงมานั่งร้องไห้ในห้องกาแฟดึกดื่นคนเดียว เขาคงทนไม่ไหวแล้วใช่มั้ย ทั้งกลัว ทั้งเสียใจ ทั้งรู้สึกสมเพชตัวเอง

ดีใจจังที่ได้เจอ ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอกัน อย่างน้อยผมก็คงพอจะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้บ้าง แค่นั้นก็ดีแล้ว

“ซูนยอง หลังจากนี้ถ้าโดนแกล้งอีกบอกผมนะ ผมเพื่อนเยอะ ตัวโตๆ ทั้งนั้น เดี๋ยวผมไปถล่มให้เอง วันนี้ไม่มีพวกหรอกเลยไม่ได้ต่อยมันสักหมัด”

ซูนยองหัวเราะ

“จะบ้าเรอะ ไม่ต้อง ฉันไม่ทำเพราะไม่อยากมีเรื่อง พวกมันจะทำอะไรได้บ้างก็ไม่รู้ ฉันมาเรียน ไม่ได้มามีเรื่องกับใคร เรื่องยุ่งยากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง”

“แต่มันไม่แฟร์เลย”

“ไม่มีอะไรแฟร์ทั้งนั้นแหละ โลกก็เป็นแบบนี้ เราต้องอยู่ให้ได้ โดยที่เจอปัญหาให้น้อยที่สุด”

ผมคิดอยู่หน่อยหนึ่ง ก็เข้าใจแหละ และก็เคารพการตัดสินใจของเขา แต่ก็อยากจะช่วยอะไรบ้าง

“งั้น ถ้าอยากจะร้องไห้อีก มาหาผมที่ห้องนะ อย่าไปนั่งคนเดียวในห้องกาแฟเลย ห้องผมมีเตียง แบ่งให้ครึ่งหนึ่งก็ได้”

ซูนยองหัวเราะออกมาแล้วเงยหน้ามามองผม ผมยิ้มให้แล้วเขาก็หัวเราะออกมาอีกระลอก

“อือ ขอบใจนะ”

เขาดูสบายใจขึ้นมากแล้วล่ะ แล้วก็ดูสบายตัวขึ้นด้วย ไม่สั่น ไม่เกร็งแล้ว แต่ยังนอนเกยบนตัวผมอยู่ เขาไม่ยอมรับออกมาหรอก แต่ผมคิดว่าเวลากอดกับใครสักคนมันทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้จริงๆ นะ เขารีบร้อนออกมาก็เลยไม่ได้เอาโทรศัพท์ออกมาด้วย ผมเลยหยิบคอมออกมา แล้วเราก็นอนดูหนังด้วยกัน รู้สึกตัวอีกทีก็ตีหนึ่งแล้ว ผมเหลือบตามองเขานิดหน่อย ยังตื่นดีอยู่แฮะ

“ซูนยอง”

“หือ?”

“สวัสดีปีใหม่ครับ”

“ห๊ะ?”

เขาหัวเราะออกมาแล้วหันมามองผม ผมจ้องเขานิ่งแล้วพูดช้าๆ

“สวัสดีปีใหม่ครับ”

“เออ สวัสดีปีใหม่”

“ขอให้ปีนี้พี่มีความสุขมากๆ นะครับ”

“นายด้วย”

“แล้วก็ หวังว่าปีนี้เราจะสนิทกันมากขึ้นอีกนะครับ”

เขายิ้ม

“เอางั้นเหรอ?”

“อื้อ”

“ก็ได้ ปีนี้มาสนิทกันขึ้นอีก”

ซูนยองหันกลับไปสนใจหนังแล้วล่ะ แต่ผมยังมองเขาอยู่ แล้วก็ยิ้ม ปีนี้ผมจะดูแลซูนยองให้มากขึ้น จะพยายามปกป้องเขาเท่าที่ทำได้ ซูนยองเป็นผู้ชายเท่ๆ แมนๆ ผมรู้ แต่ผู้ชายเท่ๆ ก็ไม่จำเป็นจะต้องเท่ ต้องเข้มแข็งตลอดเวลานี่ ผมที่เป็นผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้แหละ จะลองทำให้เขามีความสุขขึ้นเอง

“ง่วงรึยังครับ? ดึกแล้วนะ”

“อือ ก็ง่วงนะ พวกนั้นคงเงียบได้แล้วมั้ง”

“ไม่ คือ นอนด้วยกันที่นี่มั้ยล่ะ”

เขาหันกลับมามองผมนิ่งๆ

“นอนกับนายเนี่ยนะ?”

“ผมตัวเล็กได้นะ”

“ตัวเล็กบ้าอะไร นายคนเดียวก็ล้นเตียงแล้ว”

“โห”

“ไม่ต้องเลย วันนี้ฉันกลับไปนอนที่ห้องนั่นแหละ”

เขาลุกจากเตียง ยืดเส้นยืดสายนิดหน่อย แล้วก็เดินไปที่ประตู ผมมองตามเขา เขาก็ไม่ได้ตัวเล็กอะไร ไหล่ก็กว้างนะ แล้วก็ นอกจากเรื่องนี้แล้ว เขาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เขาดูแลตัวเองได้นั่นแหละ แต่ก็ หลังจากได้เห็นเขานั่งตัวลีบๆ ร้องไห้ในห้องกาแฟวันนั้นแล้ว ผมก็รู้สึกอยากจะคอยดูแลเขายังไงก็ไม่รู้

“วันนี้ขอบใจมากนะ แล้ววันหลังถ้าฉันมีปัญหาอีก ฉันจะมานอนกับนายก็แล้วกัน”

ผมยิ้มกว้าง

“ได้เล้ย!”

ปีนี้ น่าจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นนะ

คอยดูเถอะ ผู้ชายธรรมดาๆ แบบผมนี่แหละ จะเป็นผู้ชายที่เท่ เพื่อผู้ชายที่เท่อย่างซูนยองเอง!