Monday, 22 August 2016
Warmth #minsoon
“-แล้วครับ ครับ ผมอยู่กับน้องแล้ว"
เสียง ใครกัน ทำไมมาอยู่ในห้องได้ มินกยูพยายามลืมตาอย่างยากลำบาก แต่เปลือกตาหนักเหลือเกิน อาจจะเป็นเพราะความขี้เกียจส่วนตัวที่ปกติหลับลึกหลับยาวหลับนานหลับกินบ้านกินเมือง แต่อีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายด้วย รู้สึกเหมือนเครื่องยนต์ที่ถูกใช้งานหนักเกินไปเลย
“ตัวยังร้อนอยู่ครับ เดี๋ยวผมจะปลุกให้มาทานข้าวทานยา แล้วจะเช็ดตัวให้ครับ ครับ ไม่ต้องเป็นห่วงครับเดี๋ยวผมดูแลน้องเองครับ คุณน้า สวัสดีครับ"
หาข้าวหายาให้กิน แถมเช็ดตัวให้ด้วย มินกยูรู้แล้วว่าเสียงที่ไม่ค่อยปริศนานี้เป็นใคร เอาจริงๆ ก็รู้ตั้งแต่ได้ยินเสียงในห้องแล้ว ก็ห้องนอนเขา บ้านเขามีคนเข้าออกได้กี่คนกันล่ะ มินกยูกัดริมฝีปากแน่น ยังดีที่ผ้าห่มคลุมแทบมิดถึงหัว รู้สึกปลื้มปริ่มจนกลั้นเสียงไม่อยู่ในที่สุดก็ต้องค่อยๆ มุดหัวออกมานอกผ้าห่มแล้วหมุนคอ ปรือตาไปมอง
“ซูนนนนนนนนนนนนนน"
“เอ้า ตื่นแล้วเหรอ? เป็นยังไงบ้าง? เมื่อวานว่ายน้ำตั้งหกเจ็ดชั่วโมงจนไข้ขึ้นเหรอ?”
“อืมม ปวดหัวมากเลย ซูน ตัวร้อนจี๋เลยด้วย ลองจับดูสิ"
ซูนยองทำหน้าเหนื่อยใจแล้วลงมานั่งข้างเตียง วางฝ่ามือลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อแล้วก็ต้องถอนหายใจเบาๆ แน่นอนอยู่แล้วว่าร้อน ร้อนมากด้วย เล่นอบตัวอยู่ในผ้าห่มสามสี่ชั้นแบบนั้น แต่ข้างนอกเปิดแอร์ซะหนาว ตอนที่เขามาถึงคิดว่าอยู่ขั้วโลกเหนือซะอีก แต่ที่หนักใจที่สุดคือเด็กผู้ชายอายุ 16 ..ไม่สิ อายุขนาดนี้เรียกเด็กไม่ได้แล้วด้วย ผู้ชายอายุ 16 จะเกิดบ้าเห่อสระว่ายน้ำใหม่ที่มาเปิดใกล้บ้านจนไปว่ายอย่างบ้าคลั่งแล้วไข้ขึ้นแบบนี้มากกว่า มินกยูรีบไถหัวมาซุกขาพี่ชายตัวเล็กอย่างรวดเร็วแล้วส่งเสียงครวญครางในลำคอ
“ซูนนน ปวดหัวจังเลยยซูนน"
“รู้แล้วๆ ใครใช้ให้ว่ายน้ำมาราธอนแบบนั้นล่ะ"
“ก็สระเพิ่งเปิดใหม่นี่นา ซูนก็รู้ว่าผมชอบว่ายน้ำอะ"
“ทำอะไรต้องดูขีดจำกัดตัวเองด้วยสิ"
“ก็อยากว่ายนี่นา อยากว่ายน้ำ อยากว่ายน้ำา"
“โอเคๆ รู้แล้วว่าอยากว่าย เห้อ เด็กบ้านี่"
มินกยูอมยิ้มแก้มตุ่ยแล้วยกมือขึ้นจับมือพี่ชายให้ลูบหัวตัวเอง ซึ่งซูนยองก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ลูบไปลูบมาจนมินกยูเกือบเคลิ้มหลับซูนยองก็ค่อยๆ ดันหัวมินกยูกลับไปซุกหมอนแล้วลุกจากเตียง มินกยูรีบลืมตาขึ้นมาตั้งท่าจะงอแงต่อทันทีแต่ซูนยองรีบยกมือห้ามไว้
“หยุด ฉันจะไปอุ่นโจ๊กให้กิน จะได้กินยา รอแป๊ปนึง โอเคมั้ย?”
มินกยูเคลิ้มหลับไปอีกรอบ ไม่รู้นานเท่าไหร่ก็รู้สึกถึงแรงเขย่าๆ เบาๆ ที่ไหล่ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นสัมผัสอ่อนโยนที่แก้ม และหน้าผาก เล่นเอามินกยูแทบไม่อยากตื่น แต่เพราะกลิ่นหอมๆ ของโจ๊กที่ลอยมาเตะจมูกและทำให้กระเพาะลั่นทำให้มินกยูค่อยๆ ลืมตาอย่างยากลำบาก ใบหน้ากลมๆ ของซูนยองในระยะประชิดเป็นสิ่งแรกที่เห็น
“ตื่นได้ซักที มา ลุกขึ้นมากินโจ๊กเร็ว กำลังร้อนๆ เลย"
“ลุกไม่ขึ้นเลยอ่า ซูนน อุ้ม"
“...กี่ขวบ?”
“วันนี้หก"
“..ลุกเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นโจ๊กนี่ก็ไม่ต้องกิน"
“ซูนน ใจร้ายย"
ซูนยองถอนหายใจแล้วสอดแขนเข้าไปใต้ลำตัวเด็กโข่งตัวโตก่อนจะพยุงให้ลุกขึ้นมานั่งดีๆ แต่นั่งได้ไม่นานก็ทำท่าจะไหลกลับลงไปนอนอีกจนซูนยองรีบหยิบหมอนมากองๆ ไว้ที่หัวเตียงให้น้องชายเอนพิงทันที พอเห็นว่าไม่น่าจะงอแงกลับลงไปนอนแล้วซูนยองก็หันไปหยิบชามโจ๊กจากข้างเตียงมาถือไว้ ลังเลว่าจะส่งให้ดีมั้ย แต่ดูจากสายตาปรือปรอยแล้ว ป้อนเลยน่าจะง่ายกว่า ซูนยองเป่าโจ๊กอยู่ครู่หนึ่งให้มั่นใจว่าไม่ร้อนแล้วก็ค่อยๆ ยื่นให้
“เอ้า อ้าปากสิ"
“อ้าาามม"
ส่ายหัวให้กับเสียงง้องแง้งระหว่างงับช้อน แล้วก็ตักคำใหม่ในระหว่างที่คนป่วยโยกหัวโยกไหล่ไปมาอย่างมีความสุข ปกติมินกยูก็เป็นเด็กไม่โตอยู่แล้วสำหรับซูนยอง แต่เวลาป่วยนี่ยิ่งอาการหนักกว่าเก่าหลายเท่า ใช้เวลาไม่นานโจ๊กในชามก็หมดลงไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว ถึงจะป่วยแต่มินกยูก็ยังกินเยอะเหมือนเคย ค่อยโล่งใจหน่อย ถัดไปเป็นยา ระหว่างเอาทิชชู่ซับปากน้องซูนยองก็เตรียมใจไว้แล้ว ว่ามินกยูจะไม่มีทางให้เขาป้อนได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน ชัดเจนมากตอนที่พยายามจะไหลกลับลงไปนอนใหม่แต่รั้งไว้ได้ทัน
“มินกยู กินยาหน่อยนะ"
“...”
“น่านะ จะได้หายปวดหัวไง ปวดหัวไม่ใช่เหรอ"
“...”
“มินกยูววว ไม่ดื้อนะ อ้าปากเร็วมา อ้าปาก อ้าปาก"
มินกยูพยายามกลั้นยิ้ม จริงๆ เขาก็โตมากแล้ว เรื่องจำเป็นแบบกินยาถ้าเป็นคุณแม่ล่ะก็เขาก็กินไปเรียบร้อยตั้งนานแล้ว แต่นี่เป็นซูนยองไง ก็เลยจะอ้อนหน่อย ซูนยองดันหลงกลเข้าเต็มๆ แบบนี้ นี่มันมากกว่าที่มินกยูคิดไว้ด้วยซ้ำ ทีแรกคิดว่าจะโดนฟาดซะแล้วแต่ซูนยองกลับทำเสียงอ่อนใส่เขาแบบนี้ แล้วจะให้ยอมกินยาดีๆ ได้ยังไงล่ะจริงมั้ย?
“มินกยู เร็วเข้า ยานี่ต้องกินหลังอาหารนะ ไม่รีบกินเดี๋ยวปวดท้องนะ"
“...”
“อืมม ถ้ากินยาแล้วเดี๋ยวพี่เปิดการ์ตูนให้ดูดีมั้ย? หืม? นินจาฮาโตริหรืออิคคิวซังดีล่ะ?”
พี่ซูนยอง นั่นมันการ์ตูนสมัยไหน เรียนยุ่งจนไม่ได้อ่านการ์ตูนใหม่ๆ เลยก็เป็นแบบนี้แหละ!
“อ่าา ถ้ากินยาเดี๋ยวนี้เลย ฉันจะไปซื้อไอติมเป๊าะแป๊ะมาให้กิน ดีมั้ย? เอาสามแท่งเลยดีมั้ย?”
ไข้ขึ้น แล้วจะให้กินไอติมน่ะเหรอ? ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ซูนยองขี้โกหก
“..งั้นเอา เอาอะไรดีล่ะ มินกยูถ้ายอมกินยาล่ะก็ อยากให้ทำอะไรเดี๋ยวทำหมดเลย ดีมั้ย?”
ประโยคนี้แหละที่รอคอย มินกยูค่อยๆ หันไปมองหน้าพี่ชายพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม นั่นทำให้ซูนยองรู้ว่าตัวเองเสียท่าซะแล้ว แต่จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้เพราะถึงยังไงถ้าไม่ทำตามมินกยูก็คงไม่ยอมกินยาแน่ๆ ได้แต่ถอนหายใจแล้วรอฟังว่าน้องชายตัวแสบจะขออะไร มินกยูแสร้งทำเป็นกลอกตาไปมาเหมือนกำลังคิด ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่ต้องคิดเลยด้วยซ้ำ ผ่านไปซักพักให้ซูนยองได้ตื่นเต้นเล่นมินกยูก็หันกลับมามองหน้าพี่ชายอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มออดอ้อนออเซาะที่สุดในชีวิต
“หอมแก้มผมหน่อยสิ"
“...คิมมินกยู อายุเท่าไหร่แล้ว?”
“เท่าไหร่ก็ได้ที่ซูนจะยอมหอมแก้มผมอะ"
“...ทำไมต้องหอมแก้มด้วยล่ะ"
“แล้วทำไมจะไม่หอมล่ะ ซูนไม่หอมแก้มผมนานแล้วนะะ คิดถึง อยากให้หอมอีกอ่ะะ"
“ก็ตอนนั้นนายยังเด็กนี่นา แก้มกลมๆ น่ารักจะตาย มันเขี้ยวก็เลยอยากหอมน่ะสิ"
“มันเขี้ยวอีกหน่อยไม่ได้เหรอ? ตอนนี้ก็น่ารักนาา"
แถมยังพยายามพองลมเข้าแก้มให้เหมือนตอนเด็กๆ อีกตังหาก ซูนยองพยายามระงับอารมณ์ตัวเองไม่ให้หยิกน้องชายชอบย้อนเวลาเป็นเด็กจนแก้มเขียว พอซูนยองยังนิ่งมินกยูก็ขมวดคิ้วก่อนจะลองวิธีใหม่ วิธีที่ค่อนข้างถนัด
“รังเกียจที่ผมเป็นหวัดเหรอ?”
“..หา?”
“รังเกียจที่ผมไม่สบายใช่มั้ยล่ะ เหงื่อก็เต็มตัวแบบนี้ เหม็นใช่มั้ยเลยไม่ยอมหอม"
“อะไรนะ?-”
“ใช่สิ ผมโตแล้ว แก้มก็ไม่กลม ตัวก็ไม่นิ่ม แถมยังป่วยไข่ขึ้นเหงื่อออกตัวเหนียวอีกด้วย ซูนไม่อยากหอมไม่อยากกอดผมแล้วล่ะสิ-”
“มินกยูอย่าดราม่า รู้ทั้งรู้ว่าที่ตัวเองพูดน่ะมันไม่จริง ใช่มั้ย?”
แต่มีเหรอที่ซูนยองจะหลงกลซ้ำสอง รู้จักน้องชายคนนี้มาสิบกว่าปี มีเหรอจะเดาทางกันไม่ออก เรื่องกินยาน่ะพลาดไปจริงๆ เพราะมัวแต่คิดเอ็นดู แต่เรื่องชอบน้อยใจดราม่าน่ะ เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว มินกยูเม้มปากอย่างขัดใจ ซูนยองจะไม่ยอมหอมจริงๆ น่ะเหรอ? แต่ถ้าซูนยองไม่หอมเขาก็ไม่ยอมกินยาหรอกนะ! และเหมือนซูนยองเองก็จะรู้ เลยถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนจะท้าวเข่าลงกับเตียง ยันมือกับหัวเตียงแล้วโน้มตัวไปใกล้จนมินกยูเบิกตากว้าง
“เอ้า เอียงแก้มมาสิ"
ซูนนนนนนนนนนนนนนนนนน
มินกยูแทบร้องออกมาซะตรงนั้นติดอยู่ที่ปากไม่ขยับเลย ซูนยองยกมือข้างที่ว่างจับคางน้องชายแล้วหันไปด้านซ้ายเบาๆ ก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปกดปลายจมูกลงบนแก้มอุ่นๆ แรงๆ หนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้แล้วถดตัวกลับลงมานั่งที่เดิม มือขวาหยิบยากับน้ำมาส่งให้มินกยูที่นั่งอ้าปากค้างอยู่
“เอ้า ทีนี้กินยาได้แล้วสินะ?”
“...หะ หอมจริงด้วย"
“ก็หอมน่ะสิ ไม่หอมคงไม่ยอมกินหรอกยาน่ะ รู้หรอกน่า"
“...”
“เอ้า อ้าปาก กินยา"
ตอนยาเข้าปากไปนี่ไม่รู้สึกอะไรแล้วด้วยซ้ำ ดวงตาจับจ้องแต่พี่ชายที่นั่งหน้ายุ่งอ่านฉลากข้างขวดยาอยู่ มินกยูก็คิดแหละว่ายังไงซูนยองก็ต้องหอม เพื่อให้เขากินยา แต่ก็.. ไม่ได้คิดว่าจะยอมง่ายขนาดนี้ รู้ตัวอีกทีซูนยองก็ลุกหายไป แล้วกลับมาพร้อมกะละมังใส่น้ำพร้อมผ้า กับเสื้อยืดกางเกงขาสั้นของเขาแล้ว มินกยูกระพริบตาปริบๆ ตอนที่พี่ชายนั่งลงแล้วหันมามองเขานิ่ง
“เช็ดตัวนะ"
“อ่ะ อื้ม ครับ"
“ถอดเสื้อนะ?”
“อะ ดะได้ครับ"
อยู่ๆ ก็เขิน อาบน้ำด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำแล้วนี่ อยู่ๆ จะให้มาแก้ผ้าโชว์แบบนี้มินกยูก็เขินเป็นนะ แต่ซูนยองกลับดูไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลย พอมินกยูเอานิ้วเขี่ยๆ กระดุมซูนยองก็โน้มตัวมาแกะออกให้เองเสร็จสรรพ จนมินกยูยกมือขึ้นมาปิดอกตัวเองแทบไม่ทัน ท่าทางง่กๆ เงิ่นๆ ทำให้พี่ชายหลุดหัวเราะออกมาจนตาหยี
“อะไรน่ะ เขินฉันเหรอ? หืมมินกยู?”
“กะ ก็อยู่ๆ จะให้มาถอดเสื้อโชว์มันก็..”
“ทำอย่างกับฉันไม่เคยเห็นนายแก้ผ้าอย่างงั้นแหละ"
“มันไม่เหมือนกันนี่นา! นั่นมันตอนประถมอยู่เลยนะ!”
“เถอะน่า"
แล้วซูนยองก็จัดการลอกคราบน้องชายจนเสร็จ เว้นแต่กางเกงขาสั้นที่มินกยูขอร้องไว้ก่อนที่ซูนยองจะดึงออกสำเร็จ หลังจากนั้นมินกยูก็ยอมนอนนิ่งๆ ให้พี่ชายเช็ดตัวให้แต่โดยดี ดวงตาจดๆ จ้องๆ อยู่ที่ใบหน้ากลมๆ ของซูนยองที่มีรอยยิ้มบางอยู่ตลอดเวลา จนสงสัย
“ซูน ยิ้มอะไรเหรอ?”
“หืม? อ๋อ ก็แค่คิดว่า จริงๆ แล้วนายก็โตขึ้นเยอะเหมือนกันนะ ครั้งสุดท้ายที่ไม่สบายแล้วฉันต้องมาเช็ดตัวให้แบบนี้ก็ยังตัวกะเปี๊ยกอยู่เลย ดูตอนนี้สิ สูงกว่าฉันซะแล้ว แถมยังตัวใหญ่เชียว"
ใช้เวลาไม่นานก็เช็ดตัวเสร็จ เพราะท่อนล่างมินกยูอิดออดไม่ยอมให้เช็ด ซึ่งซูนยองเองก็ไม่ได้ตื๊ออะไร เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยซูนยองก็จัดแจงให้น้องชายเอนลงนอนตามเดิม แต่พอจะห่มผ้าให้มินกยูก็เริ่มงอแงอีกครั้ง
“ซูนน จะกลับแล้วเหรอ?”
“หืม? เปล่า เดี๋ยวฉันนั่งรออยู่ในห้องนั่งเล่นนี่แหละ เย็นนี้ก็จะทำข้าวต้มให้กินอีก"
ดีจังเลยน้า แต่มินกยูอยากได้มากกว่านั้น
“ซูนน นอนเป็นเพื่อนหน่อยสิ"
“...มินกยู ต้องให้ถามอีกรอบมั้ยว่ากี่ขวบ"
“3 ครับ กลัวผีด้วย"
“ตอนนี้ตอนกลางวัน"
“น้าา ซูนนน น้าา"
“...”
“น้าาาาาาาา ซูนนนนนนนนนน!!”
“โอเคๆๆ มาแล้วๆ"
“เย้!!”
“ถ้าฉันติดหวัดนายล่ะก็ ฉันเอานายตายแน่ เด็กบ้า"
ซูนยองบ่นพึมพำพอเป็นพิธีแล้วก็ปีนขึ้นเตียงไปนอนข้างกันจนได้ มินกยูยิ้มแก้มปริอย่างปลาบปลื้ม วันนี้อ้อนซูนยองได้ตั้งหลายอย่าง ไอ้ที่ไม่คิดว่าจะได้ก็ดันได้ซะทุกอย่างด้วย พอหันซูนยองถึงหมอนปุ๊ป หัวมินกยูก็ถึงไหล่ซูนยองปั๊ป สองแขนยกขึ้นกอดเอวพี่ชายอย่างรวดเร็ว แถมยังเอาแก้มถูๆ อีกตังหาก ซูนยองยอมนอนนิ่งๆ ให้กอดตามใจเพราะรู้ว่าทำอะไรไม่ได้อยู่ดี มือขวาเอื้อมไปปิดไฟแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างน้องชายดีๆ
“ซูนน"
เสียงงัวเงียเต็มที ใกล้หลับแล้ว
“หืม?”
“รักนะครับบ"
“อืมม รักเหมือนกัน นอนได้แล้ว เด็กดื้อ"
“ซูนน ไม่เล่นน้ำด้วยกันจริงๆ เหรออ?”
ซูนยองยกมือขึ้นก่ายหน้าผากแล้วพลิกตัวหนีภาพตรงหน้า หลังจากไข้ลงไม่ถึง 36 ชั่วโมงมินกยูก็ดึงดันจะออกมาเล่นน้ำให้ได้ ซูนยองห้ามจนไม่รู้จะห้ามยังไง แต่ในที่สุดก็ต้องแพ้ลูกตื๊อไปตามระเบียบ แต่มีข้อแม้ว่าเล่นได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ซูนยองเองก็เบาใจที่น้องชายไม่ได้ดื้ออะไรไปมากกว่านั้น เลยยอมมาเป็นเพื่อน ไม่ได้คิดอะไร.. จนกระทั่งเห็นมินกยูจะแต่งตัวแบบนี้! ตัวโตเป็นยักษ์แต่ดันใส่หมวกว่ายน้ำสีสันสดใสเหมือนตอนเด็ก แถมยังใส่แว่นกันน้ำอีกตังหาก ดูแล้วเหมือนเต่าไปปาร์ตี้จนซูนยองเริ่มอายสายตาคนรอบข้างที่มองมาแล้ว ..วันก่อนที่มาว่ายก็ใส่แบบนี้รึเปล่านะ??
“ซูนนนน มาเล่นน้ำด้วยกันนน"
แถมยังตะโกนเรียกหาเขาไม่หยุด ไม่พอ ยัง ยัง! โบกมือด้วย พอเห็นว่าซูนยองไม่สนใจ เต่าน้อยสีสันสดใสก็เลยว่ายท่าผีเสื้อกลับมาเกาะขอบสระแถมยังเอาคางเกยพื้นพร้อมรอยยิ้มสดใสด้วย ในความคิดเจ้าตัวคงน่ารักสุดๆ แต่ตอนนี้ซูนยองอายจนแทบอยากกระโดดลงน้ำแล้วดำหายลงไปซะเดี๋ยวนี้เลย
“ซูนนนน มาเล่นน้ำด้วยกันหน่อยสิ! ทำไมปล่อยให้ผมเล่นคนเดียวล่ะะะะะ ไหนเมื่อคืนยังบอกว่ารักกันอยู่เลยยย!!”
ตะโกนลั่นสระ สะท้อนก้องไปหมด จนคนแทบทั้งสระหันมามอง แล้วหมวกว่ายน้ำสีขนาดนี้ จะไม่เด่นได้ยังไง หันหน้ามาทางเขา แถมซูนยองยังเป็นคนเดียวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมสระ พอเห็นซูนยองค่อยๆ ลุกขึ้นเดินมาใกล้สระมินกยูก็ยิ้มแฉ่ง คิดว่าพี่ชายยอมลงมาเล่นน้ำด้วยกันแล้ว
“ดีใจจังเลยย มาเล่นกันๆ เดี๋ยวผมหาห่วงยางให้-”
ผัวะ!! ซ่าาาา!!
“จมน้ำไปซะคิมมินกยู!!!!!”
ทำไมซูนยองต้องตบหัวมินกยูจนสำลักน้ำด้วย มินกยูไม่เข้าใจ ซูนยองใจร้าย!!
Wednesday, 3 August 2016
Love #minsoon
"ซูนน"
"..."
"ซูนนน ซูน ซูน"
"..."
"ซูนน! ซูน! พี่!"
"..."
"พิซูน พี่! พี่! ซูนซูน! พิซูนซูน!"
"..."
"ซูนนยอง นยองซูน ซูนนี่ นยองงี่! ซูนนยองงี่-"
"มีอะไร!!!"
คิมมินกยูแทบกลั้นขำไม่อยู่เมื่อพี่ชายหน้ากลมหันกลับมาตวาดเสียงดังหลังจากถูกรบกวนอยู่นาน จะเรียกว่ากวนประสาทก็คงใช่ แต่ก็ช่วยไม่ได้นี่นา พี่ซูนยองอยากไม่สนใจเขาก่อนทำไมล่ะ? มัวแต่นั่งทำงานอยู่นั่นทั้งๆ ที่เขานั่งโด่อยู่ตรงนี้แท้ๆ
"ผมหิวข้าว"
"แล้วยังไง?"
"หาข้าวให้กินหน่อยสิ~"
"กี่ขวบแล้ว?"
"แปด"
"สิบห้าต่างหาก!!! โตป่านนี้แล้วยังจะให้ฉันชงนมบดกล้วยให้กินอยู่มั้ย!?"
"ไม่ชอบกินกล้วยแล้วล่ะ ขอเป็นพิซซ่าแทนได้มั้ย?"
"ไปหากินเอง ไป๊!!!!"
"ใจร้ายยยยย"
มินกยูเบะปากอย่างขัดใจเมื่อซูนยองหมุนเก้าอี้กลับเข้าหาโต๊ะอีกครั้ง แถมยังก้มหน้าจนแทบติดกับหนังสืออีกตังหาก นั่นๆ ใส่หูฟังด้วยงั้นเหรอ? จะเกินไปแล้วนะ! ถ้าไม่ทำอะไรซักอย่างซูนยองอาจจะมุดดินหนีไปเลยก็ได้ มินกยูรีบลุกขึ้นไปยืนข้างหลังเก้าอี้อย่างรวดเร็ว แต่ไม่แน่ใจว่าจะทำอะไร จริงๆ ก็มีคิดไว้ในหัวแล้วนั่นแหละ แต่กลัวจะโดนว้ากใส่อีก ..แต่เขาก็ไม่ได้กลัวโดนว้ากใส่ซักหน่อยนี่เนอะ.. คิดได้แล้วก็กางแขนโน้มตัวลงไปกอดหมับพี่ชายแก้มกลมทันที เอาปลายจมูกถูๆ เอาหูฟังออกจากใบหูซูนยองด้วย ไม่อยากฟังเสียงกันนักใช่มั้ย! นี่แน่ะเป็นไงล่ะ! ซูนยองสะดุ้งจนไหล่สั่น ก่อนจะแผดเสียงลั่น
"คิม มิน กยู!!!!!!! ทำบ้าอะไรห๊ะ!!!!!"
"พาไปกินข้าวหน่อยพาไปกินข้าวหน่อยยยยยยยยยยย!!!"
"ฉันทำรายงานอยู่ไม่เห็นรึไง!! ปล่อยเดี๋ยวนี้เลยนะ! ปล่อย!! โอ๊ยยยยยย! เป็นหมารึไง!!"
ถึงจะโดนตบหัวจนน่าคว่ำแต่มินกยูก็ไม่เสียดายที่กัดไหล่พี่ซูนยองจนจมเขี้ยว หมั่นไส้ เดี๋ยวนี้พอเข้ามหาวิทยาลัยได้หน่อยก็ต้องเมินกันขนาดนี้เลยรึไงกัน! แค่ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้พี่ซูนยองยังดีๆ อยู่เลย! มินกยูอยากจะกอดให้นานกว่านี้แต่เริ่มเจ็บทั้งหัวทั้งไหล่ที่โดนทุบโดนต่อยจนทนไม่ไหวต้องปล่อย ซูนยองผุดลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเร็วๆ ออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้มินกยูนั่งตรวจสอบแผลฟกช้ำตัวเองอยู่คนเดียว นึกแล้วก็น้อยใจ แค่กอดแค่นี้ต้องทำถึงขนาดนี้เลยรึไง..
ไม่รักไม่เอ็นดูน้องชายคนนี้แล้วใช่มั้ย!
"มินกยู!!!"
ไม่ตอบหรอก งอน
"คิมมินกยู!!"
จะง้อแบบไหนก็ไม่ยอม!
"จะเอาพิซซ่าหน้าอะไร!"
"เอาหน้าที่มีไก่เยอะๆ!!!"
สมใจได้ไม่นาน มินกยูก็ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวดอีกครั้ง ซูนยองใจดีที่สั่งพิซซ่าให้กิน แต่ตั้งแต่สั่งเสร็จ นั่งรอ จนตอนนี้พิซซ่ามาแล้วซูนยองก็ไม่ยอมลุกจากโต๊ะอีกเลย มินกยูมองพิซซ่าในถาด ..ทำไมไก่มันเยอะแบบนี้ จะเรียกว่าพี่ซูนยองใจดีหรือพี่ซูนยองประชดดี..
"ซูนน กินข้าวว"
"..."
"ซูนนนน กินข้าววววว"
"..."
"ซูนนน! พิซซ่าจะเย็นหมดแล้วนะะ!"
"นายก็กินไปสิ!"
"ซูนมากินด้วยกันก่อนสิ!"
"นายกินไปก่อนจะมีปัญหาอะไรมากมั้ยเนี่ย!?"
"ก็.. ไม่อยากกินคนเดียว"
เงียบ มินกยูก้มหน้ามองพิซซ่านิ่ง พยายามทำหน้าเศร้า ไม่นานก็ได้ยินเสียงถอนหายใจหนักๆ ก่อนซูนยองจะลุกจากเก้าอี้มานั่งบนพื้นตรงข้ามกัน สายตาเหลือบเห็นมือที่เปื้อนรอยปากกาหลายสีเอื้อมมาแซะพิซซ่าออกจากถาดแล้วยื่นมาหา
"เอ้า กินซะสิ ต้องให้ป้อนมั้ย?"
แล้วบ่ายนั้นทั้งบ่าย มินกยูก็ยอมเป็นเด็กดีนอนเอกเขนกบนเตียงพี่ชายคนสนิทเงียบๆ ไม่โวยวายไม่รบกวนอะไรอีก แต่เห็นว่าซูนยองนั่งนิ่งไม่ลุกไปไหนเลยก็เริ่มเป็นห่วง หันมองนาฬิกาก็เป็นเวลาบ่ายสามกว่าแล้ว พี่ซูนยองจะไม่ยืดเส้นยืดสาย ไม่ดื่มน้ำ หรือไม่เข้าห้องน้ำซักหน่อยเลยเหรอ? เรื่องเข้าห้องน้ำนี่คงทำอะไรไม่ได้ แต่เรื่องดื่มน้ำกับเรื่องยืดเส้นยืดสายน่ะพอได้อยู่ มินกยูลุกไปเทน้ำจากในครัวแล้วเดินกลับเข้ามาในห้องนอน ..แต่ว่า ถ้าวางไว้ให้คืนนี้ซูนยองก็คงไม่ได้ดื่มหรอก แล้วทำยังไงดี..
"ซูนน"
"..."
"ซูนนน"
"..."
"ซูนน นั่งอยู่อย่างงั้นมาสองชั่วโมงกว่าแล้วนะไม่เมื่อยเหรอ?"
นิ่งแบบนี้อย่าว่าแต่กินน้ำเลย จะยอมหันมารึเปล่าก็ไม่รู้ มินกยูถอนหายใจน้อยๆ วางน้ำไว้บนโต๊ะข้างเตียง แล้วรวบรวมความกล้าเดินไปยืนข้างหลังเก้าอี้ซูนยองอีกครั้ง ครั้งนี้อาจจะโดนมากกว่าครั้งที่แล้วด้วยซ้ำ แต่ยังไงก็ต้องทำ มินกยูมองไปรอบห้อง ..ถ้าให้ยืนละก็ แค่สองวิได้กลับไปนั่งใหม่แน่ๆ งั้นคงจะมีอยู่ที่เดียวแล้วล่ะมั้ง.. หลับตาสวดมนต์อยู่ครู่หนึ่งก็ยื่นสองแขนออกไปรัดลำตัวพี่ชายจากบนเก้าอี้ไว้แล้วยกลอยข้ามพนักเหวี่ยงไปนอนแผ่บนเตียงท่ามกลางเสียงโวยวายดังลั่น
"คิม มิน กยู!!!!!!!!!"
หูทวนลมทุกคำด่า มินกยูคุกเข่าอยู่ตรงกลางระหว่างขาซูนยองที่ยังตวาดแว้ดๆ แล้วยกท่อนขาข้างซ้ายอีกฝ่ายขึ้นไว้บนไหล่ตนเองทำเอาซูนยองเบิกตากว้างอย่างตกใจพลางพยายามกระเด้งขึ้นลุกขึ้นนั่ง สองมือรีบยกขึ้นดันอกมินกยูไว้อย่างร้อนรน
"อย่า อย่านะมินกยูไม่เอา"
"เพื่อตัวซูนเองนะ"
"มินกยู อย่า!!"
"เจ็บนิดนึงนะครับ"
"โอ๊ยยยยยยยย!!!!!"
มินกยูโน้มตัวไปข้างหน้าพร้อมดันท่อนขาที่ถีบไปมาของซูนยองไปด้วย จับบิดซ้ายทีขวาที ก่อนจะวางขาซ้ายแล้วดึงขาขวาขึ้นมาทำแบบเดียวกัน กว่าจะบริหารร่างกายให้พี่ชายเส้นยึดเสร็จ ซูนยองก็แน่นิ่งไปแล้ว ..หรือครั้งนี้จะทำแรงไป?..
"ซูน? ซูนน?"
"..."
"เจ็บมากเลยเหรอ? ผมขอโทษ แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ร่างกายซูนแก่ก่อนวัยแน่"
"..."
"นวดหน่อยนะ"
"โอ๊ยย หนักก หนัก หนักก!"
"ให้นวดหนักกว่านี้อีกเหรอ นี่หนักแล้วนะเดี๋ยวหลังจะช้ำเอา"
"ฉันหมายความว่านายหนัก!! ขึ้นมานั่งบนหลังทำไม ลงไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!! อ่อกก จะแบนแล้วว!!!"
"อ่าวเหรอ ทีตอนเด็กๆ ยังชอบให้ผมนั่งทับอยู่เลย"
“นั่นมันกี่ปีมาแล้วห๊ะ!!ไอ้เด็กบ้า!!!!”
ซูนยองกลับไปที่โต๊ะอีกแล้ว หลังจากระบมไปหมดทั้งตัว แล้วก็ยอมดื่มน้ำด้วย แค่นี้คงพอแล้วล่ะสำหรับมินกยู รู้ว่าซูนยองคงเหนื่อย คงเครียดกับเรื่องการเรียน ใครๆ ก็บอกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยกับในโรงเรียนมันต่างกันเยอะ มินกยูก็ไม่ได้อยากจะทำให้ซูนยองลำบากกาย ลำบากใจหรอก
..แต่ แค่บางทีก็ เหงานิดหน่อย..
ก็เลยออกไปซื้อข้าวเย็นที่ปากซอยมาให้ จัดใส่จานเสร็จเรียบร้อยก็เรียกพี่ซูนยองมากิน คราวนี้พี่ซูนยองมากินแต่โดยดี ตาปรือๆ หน้าตาเหนื่อยๆ แน่ล่ะอ่านมาทั้งวันแล้วนี่นา พอกินเสร็จมินกยูก็เป็นคนล้างจานให้เสร็จสรรพ แล้วก็ชวนซูนยองออกไปเดินเล่น ชวนอยู่สิบกว่านาทีแทบต้องเผาโต๊ะหนังสือทิ้ง ในที่สุดซูนยองก็ยอมเดินออกจากบ้านมาด้วย
"ซูน ไปดูร้านหนังสือการ์ตูนกัน!"
"อืมม"
ซูนยองทำหน้ามึนๆ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดๆ แต่มินกยูจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นก็แล้วกัน กลายเป็นว่ามินกยูเข้าไปยืนดูหนังสือการ์ตูนในร้านคนเดียวในขณะที่ซูนยองยืนกดโทรศัพท์อยู่หน้าร้าน ..แบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร.. คิดว่าจะพาออกมาเดินในซอย เข้าร้านเก่าๆ ที่เมื่อก่อนเคยวิ่งเล่นด้วยกันเป็นประจำซะหน่อย เผื่อพี่ชายคนนี้จะระลึกได้แล้วกลับมาสนใจกันบ้าง แต่ถ้าเป็นแบบนี้กลับบ้านซะดีกว่าล่ะมั้ง.. กำลังจะก้าวเท้าออกมานอกร้าน ก็มีผู้ชายสามสี่คนเดินเข้ามาทักพี่ซูนยอง แล้วก็คุยกันท่าทางสนุกสนานเชียว พี่ซูนยองเองก็.. ยิ้มซะกว้างเลย ทั้งๆ ที่วันนี้ทั้งวันเขายังไม่ได้เห็นพี่ซูนยองยิ้มซักนิด ไม่สิ นานมาแล้วด้วยซ้ำที่มินกยูไม่เห็นพี่ซูนยองยิ้มเลย ถึงจะรู้สึกอึดอัดในอกแปลกๆ มินกยูก็ยังฝืนใจเดินเข้าไปหา ยื่นมือไปดึงชายเสื้อซูนยองเบาๆ
“ซูน"
ไม่ตอบ มัวแต่คุยกับเพื่อนเพลิน
“ซูน"
ไม่หัน จนเพื่อนพี่ซูนยองเองที่เห็นแล้วถึงเรียกให้หันมา
“อะไรเล่า?”
“..อยากกลับบ้านแล้ว กลับบ้านกัน"
“นายกลับไปก่อนเลย เดี๋ยวตามไป"
แล้วก็หันกลับไปเลย มินกยูเม้มปากแน่น แล้วก้าวเร็วๆ จากมาทันที เขารู้ตัวดีว่าโตแล้ว อายุตั้งสิบห้า ไม่ควรทำตัวเป็นเด็กๆ แบบนี้ รู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีน้องมินกยูตัวเล็กของพี่ซูนยอง แล้วก็ไม่มีพี่ซูนยอง พี่ชายคนสนิทที่คอยเอ็นดูน้องมินกยูอีกแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลง ถ้ามันไม่มาถึงรวดเร็วแบบนี้ก็คงดี พอพี่ซูนยองเข้าไปในสังคมใหม่ๆ เจอคนใหม่ๆ คบเพื่อนใหม่ๆ ก็จะทิ้งกันแบบนี้เลยรึไงนะ?
...ทำไม
ถึงใจร้ายแบบนี้!!!! พี่ซูนยองบ้า!!!
ถึงจะทั้งเสียใจ ทั้งงอน ทั้งน้อยใจ ทั้งดราม่า แต่มินกยูก็ทำอะไรไม่ได้ จะให้หนีไปไหน บ้านก็มีอยู่แค่นี้ ห้องนอนซูนยองก็คือห้องนอนของเขาด้วยตั้งแต่ย้ายมาอยู่เมื่อสิบปีที่แล้ว ทางที่จะเรียกร้องความสนใจได้ที่สุดก็มีอยู่ไม่กี่ทางเท่านั้นแหละ มินกยูหอบหมอนผ้าห่มของตัวเองมานั่งหน้ามู่ทู่อยู่บนโซฟา พอได้ยินเสียงประตูหน้าบ้านก็รีบกระโดดลงนอนหันหน้าเข้าหาพนักโซฟาทันที เอาสิ ประท้วงนอนห้องนั่งเล่นขนาดนี้ถ้าไม่สนใจกันให้มันรู้ไป..
แต่ถ้าไม่สนใจจริงๆ มินกยูจะเสียใจมากนะ
“มินกยู"
“...”
“ทำไมมานอนตรงนี้ล่ะ?”
“...”
“ซื้อไอติมมาฝาก เรนโบว์มีเม็ดเป๊าะแป๊ะแบบที่ชอบไง"
ฮึ
“มินกยู"
“...”
“นี่! โตป่านนี้แล้วยังจะมางอนกันอีกเหรอ? ห๊ะ!?”
ป้าบ!!
“เจ็บนะ!! ตีผมทำไม!!”
“ก็งอนทำไมเล่า!! เมื่อกี๊ฉันเจอเพื่อน! ก็เลยคุยด้วยนิดหน่อยเอง!”
“ใช่สิ! เพื่อนที่มหาวิทยาลัยสำคัญมากนี่! น้องคนนี้มันไม่สำคัญแล้ว! ไม่ต้องมาสนใจใส่ใจหรอก!”
“มินกยู อย่าดราม่า"
“พอเข้ามหาวิทยาลัยหน่อย หมากรุกก็ไม่ยอมเล่นด้วย บอลก็ไม่ยอมไปเตะด้วย ไม่ยอมไปยืนอ่านการ์ตูนที่ร้านด้วยกัน ขนมก็ไม่ยอมซื้อมาฝาก ไม่ยอมคุยด้วย เอาแต่บอกว่ายุ่งอยู่ ไม่มีเวลา อ่านแต่หนังสือๆๆ ทั้งวันทั้งคืน หน้ายังแทบไม่มองเลย! ยิ้มก็ไม่ยิ้ม! แต่พอเจอเพื่อนที่มหาวิทยาลัยล่ะคุยเพลินเลยนะ!”
“...”
“ซูนน่ะใจร้าย ใจร้ายที่สุดเลย"
ไม่อยากดราม่าเลยแต่มันออกมาเอง ซูนยองมองหน้ามินกยูนิ่ง ตาไม่เบิกกว้างอาจจะเพราะเบิกไม่ขึ้น ปากเผยอน้อยๆ บ่งบอกว่าตกใจอยู่ สตั๊นไปหลายวินาทีก่อนจะวางถุงไอติมไว้บนโต๊ะแล้วเดินเข้ามาหา มินกยูทำท่าจะขยับหนีเล็กน้อยตามสเต็ปงอนต้องการคนง้อแต่ก็ถูกรวบเข้าไปกอด หน้าซุกจมอกพี่ชาย พอรู้สึกถึงฝ่ามือที่ลูบกลางหัวเบาๆ แบบที่ชอบทำตอนปลอบเขาสมัยเด็กๆ ก็รู้สึกร้อนผ่าวที่กระบอกตาแปลกๆ
“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง"
“ไม่ได้ร้องไห้ซักหน่อย"
“ก็.. ช่วงนี้ยุ่งๆ น่ะ-”
“คำนี้อีกแล้ว เกลียดที่สุดเลย"
“แต่มันก็จริงนี่นา ต้องปรับตัวเยอะน่ะ เรื่องเรียนที่มันยากขึ้น หนังสือต้องอ่านเยอะแยะ แล้วก็เรื่องเพื่อนด้วย ลำบากอยู่เหมือนกันนะ โดยเฉพาะคนที่ปกติไม่ค่อยมีเพื่อนของฉันน่ะ"
“...”
“ก็สิบปีที่ผ่านมานี่.. ฉันมีนายแค่คนเดียวนี่นา"
“...”
“ลืมไปหมดแล้ว ว่าเข้าสังคมยังไง ผูกขาดแต่กับเด็กบ้าแบบนายมาตั้งกี่ปี หืม?”
“...”
“แต่ฉันก็อาจจะสุดโต่งเกินไป ฉันก็.. ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นายเสียใจนะ เพราะงั้นก็ ขอโทษแล้วกัน ต่อจากนี้ไปฉันจะไม่ทำให้นายน้อยใจอีกแล้ว ดีมั้ย?”
“อือออ"
“ถ้าดีก็ขนหมอนขนผ้าห่มกลับเข้าไปในห้องได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะเอาไอติมไปเก็บ"
“อะ อ้าว เอาไปเก็บทำไมล่ะ ซื้อมาฝากผมไม่ใช่เหรอ?”
“อาบน้ำแปรงฟันแล้วนี่นา ไม่ให้กินแล้ว"
“อะไรอ่าาาา"
ขนหมอนขนผ้าห่มกลับเข้ามาในห้องเรียบร้อย นั่งจุ้มปุ๊กตาแป๋วอยู่บนเตียง เพราะซูนยองกลับไปที่โต๊ะหนังสืออีกแล้วน่ะสิ.. นั่งรอก็แล้ว เอนรอก็แล้ว นอนตะแคงรอก็แล้ว อ่านหนังสือไม่เสร็จซักที มินกยูจะโมโหแล้วนะ!
“ซูนนน"
“...”
“ซูนนนนนนนน"
“...หื้ม?”
“ซูน!!”
“อะไรๆ มีอะไร?”
“มานอนกัน"
“เดี๋ยวนะ ขอบทนี้จบก่อน"
“นี่มันห้าทุ่มแล้วนะ..”
“...”
“ไหนบอกจะไม่ทำให้เสียใจแล้วไง..”
“มินกยู ไม่งอแงสิ"
“มานอนนะะะ มานอนนะซูนนนมานอนนนนนน"
“โอเคๆๆ ไปก็ได้"
ไม่คิดว่าจะลุกมาจริงๆ มินกยูเตรียมจะไปอุ้มมาจากโต๊ะแล้วด้วยซ้ำ แต่ซูนยองก็ลุกขึ้นมาซะก่อน ปิดไฟเรียบร้อยทำท่าจะเดินเข้าห้องน้ำแล้วก็หันมามองมินกยูที่ไถตัวลงนอนเรียบร้อย
“ก่อนนอนต้องทำอะไร?”
“...”
“มาล้างมือ!”
แล้วก็พากันเข้าไปล้างมือเรียบร้อยทั้งๆ ที่มีซูนยองคนเดียวที่มือเลอะปากกา มินกยูตั้งแต่อาบน้ำเสร็จก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักอย่าง นอนเกะกะไปมาแต่ก็ยังต้องไปล้าง ก็ซูนยองสอนมาแบบนี้ ต้องทำตามเท่านั้นแหละ มินกยูปีนขึ้นเตียงไปก่อน นอนชิดด้านในแล้วซูนยองก้าวตามขึ้นมา เตียงห้าฟุตหลังเดิมที่ทั้งสองนอนด้วยกันตั้งแต่ตอนเด็กๆ ถึงตอนนี้จะโตแล้วก็ยังพอนอนได้แม้จะอึดอัดไปหน่อย ซูนยองเอื้อมมือไปปิดไฟที่หัวเตียง พอมืดปุ๊ป มินกยูก็อ้อนปั๊ป
“ซูนน กอดหน่อย"
“...นายอายุเท่าไหร่"
“สี่"
“ทำไมมันลดลงมาเรื่อยๆ เมื่อเช้ายังแปดอยู่เลย"
“นะ กอดหน่อยนะ"
“...ตัวโตขนาดนี้ใครจะไปกอดลงกัน"
“งั้นซูนไม่ต้องกอด ผมกอดเอง"
“ไม่ต้อง!”
ไม่ทัน มินกยูคว้าร่างพี่ชายเข้ามากอดแน่น เอาแก้มถูไหล่ซูนยองแรงๆ จนอีกฝ่ายโวยวายลั่น เท้ายันเข้ามาเต็มๆ ที่ชายโครงแต่มินกยูก็ไม่หวั่นไหวสะทกสะท้านแต่อย่างใด ดิ้นไปดิ้นมาถีบไปถีบมาซูนยองก็เหนื่อยไปเอง ตามแผน เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบหนักที่ค่อยๆ แผ่วลง มินกยูแอบยิ้มในความมืดเมื่อซูนยองล้มเลิกการจะสลัดตัวออกจากอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนเป็นขยับตัวหาท่าที่สบายแทน มินกยูรอให้ซูนยองนอนดีๆ ก่อนแล้วค่อยโน้มหน้าเข้าไปชิดใบหูพี่ชายแล้วกระซิบเสียงแผ่วเบา
“ผมรักซูนนะ รักที่สุดเลย"
“รักเหมือนกัน เด็กบ้าเอ๊ย"
เย้
Subscribe to:
Posts (Atom)