“ขอโทษครับ ผมยุ่งๆ นิดหน่อยช่วงนี้ นี่ก็ให้มินกยูจัดการแทบหมดเลย ไปสองวันหนึ่งคืน ไม่สิ อาจจะแค่คืนหนึ่งกับอีกไม่กี่ชั่วโมงก็รถทัวร์มันวิ่งแค่ช่วงบ่าย"
“รถวิ่งแค่ช่วงบ่าย? ทำไมอย่างนั้น นี่ไปที่ไหนกันเนี่ย?”
“..ไม่รู้ครับ"
“ห๊ะ? ลูกไม่รู้แต่ลูกจะไปแล้วเนี่ยนะ?”
“ผมบอกแล้วมินกยูเป็นคนจัดการ ถามอะไรก็ไม่ยอมบอกสักอย่าง ผมเองก็กลุ้มอยู่เหมือนกันเนี่ย"
“..ซูนยอง ไม่ใช่แม่ไม่เชื่อใจน้อง แต่ลูกลองเช็คดูดีๆ อีกทีก่อนมั้ยลูก-”
“คุณแม่มมมมม!!! ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ!!!”
“เย้ย!!”
“อุ้ย!!”
แม่ลูกที่กำลังแอบยืนกระซิบกระซาบกันอยู่ในห้องครัวต้องสะดุ้งตัวโยนเมื่อบุคคลในหัวข้อสนธนามายืนท้าวเอวทำหน้าบูดอยู่ที่ประตู ดูท่าทางก็รู้ว่ากำลังเริ่มเข้าโหมดงอนแล้วแน่นอน คุณแม่ซูนยองเลยทำอะไรไม่ได้ต้องเดินไปกอดมินกยูที่เหมือนจะเป็นลูกชายบ้านนี้เข้าไปทุกที
“แม่ไม่ได้หมายความแบบนั้นนะครับลูกมินกยู~”
“คุณแม่ไม่เชื่อใจผมเลย! ใจร้ายย ซูนก็ด้วย!”
“เอ่อ เปล่านะคือแต่ ก็นายไม่บอกอะไรฉันเลยฉันก็ต้องกลุ้มสิ"
“ใช่ แม่เองก็อยากให้ซูนยองเช็คเพราะบางเขาก็อันตรายนะลูก ยิ่งเขาที่เราจะไปเที่ยวกันมีรถแค่ช่วงบ่าย แม่ว่ามันแปลกๆ นะ"
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับทั้งสองคน! เขาเนี้ยปลอดภัยแน่นอนนน ผมศึกษามาอย่างดีเลย!”
พอพูดมาแบบนั้นแล้วแม่ลูกก็พูดอะไรไม่ออกอีก ซูนยองเลยเดินตามน้องชายขึ้นห้องนอนไปเช็คของครั้งสุดท้ายโดยไม่ลืมหันไปยิ้มแหยๆ ให้คุณแม่ที่มองตามมาด้วยสายตาเป็นกังวล หวังแค่ว่าจะไม่ไปตกหล่มตกเขาที่ไหนก็พอ ซูนยองลงนั่งบนพื้นแล้วเริ่มหยิบของทุกอย่างใส่เป้ใบใหญ่ มินกยูก็ลงมานั่งข้างๆ แล้วเอนหัวมาถูไถที่แขนเขาไปมา
“นี่ๆ มินกยูหยุดก่อนฉันเก็บของไม่ถนัด"
“ฮื้อออ ตื่นเต้นนี่นาา เดี๋ยวเราจะได้ไปนอนดูดาวบนเขากันแล้วอะะ"
“อื้ม ก็น่าสนุกดี แล้วน้ำเปล่าล่ะ? ต้องเตรียมไปเยอะมั้ย? บนเขาของนายมีร้านขายของรึเปล่า? เตาถ่านหรือเตา-”
“บนเขาที่ผมจะพาไปค่อนข้างเงียบสงบน่ะครับ ร้านขายของไม่น่าจะมี ผมเตรียมมาม่าไปสองแพคแล้ว น้ำเปล่าอยู่ในครัวครับ ส่วนเตาผมจะเอาไฟแช็คไป ถังสังกะสีคิดว่าน่าจะมีเตรียมไว้นะ"
“ถังสังกะสีเลยเหรอ? โห นี่นายจะพาฉันไปเขาแบบไหนกันแน่เนี่ย"
“ฮื้มมม นั่นสิน้าา" ซูนยองได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“เต๊นท์เขามีให้ใช่มั้ย?”
“ไม่มีอะ ต้องแบกไปเอง"
“ห๊ะ? โอเค แล้วไหนล่ะเต๊นท์"
“อยู่ในห้องเก็บของ"
“ห๊ะ? บ้านเรามีเต๊นท์ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ไม่มีอะ ผมเพิ่งซื้อ"
“ห๊า????”
“ฮิฮิ"
“ละ แล้วถุงนอน"
“เรียบร้อยๆ ผมม้วนใส่เป้ผมแล้วฮะ"
“อ่า โอเค อากาศบนเขาน่าจะหนาวนะ เสื้อหนงเสื้อหนาวเรียบร้อยดีมั้ย?”
“อื้อ!”
“โอเค นี่เกือบบ่ายแล้วเราไปกันเลยมั้ย?”
“อื้อ~”
ซูนยองเดินมึนๆ ตามน้องชายออกจากบ้านมาโดยไม่ลืมกอดลาแม่ที่ดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด แต่มินกยูตบอกตัวเองป้าบๆ หลายรอบบอกว่าโตแล้วและจะดูแลซูนยองอย่างดีทำให้คุณแม่อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ซูนยองกับมินกยูแบกเป้คนละใบ น้ำลิตรคนละขวด มินกยูยัดถุงนอนใส่กระเป๋าพี่ชายแล้วอาสาเป็นคนถือเต๊นท์เองโดยให้เหตุผลว่าตัวเองไหล่หนากว่าทำให้ซูนยองเถียงอะไรไม่ออก ใช้เวลาไม่นานก็ถึงที่ท่ารถทัวร์เพื่อขึ้นรถสายที่จะไปภูเขา
“เรานั่งรถกันประมาณกี่ชั่วโมงเหรอ?”
“อืม น่าจะซักสามครับ"
“โห แบบนี้กว่าจะไปถึงก็เกือบมืดแล้วสิ"
“อื้อ แต่ไม่เป็นไรผมเอาไฟฉายมาด้วยกางเต๊นได้แน่นอนน~"
“อืม โอเค"
“ฮ้าา เดี๋ยวก็งานหนักพอดูเลยนะต้องแบกของพวกนี้ขึ้นเขาด้วยเนี่ย"
“ถ้าหนักก็บอก ฉันช่วยถือได้อีก นายเอาแต่ของเบาๆ ให้ฉันทั้งนั้นเลย"
“ไม่เป็นไรหรอก ผมถือไหว แต่ตอนนี้ซูนจะช่วยผมได้มากเลยถ้าทำตัวเป็นหมอนให้หน่อย"
“หืม?”
ซูนยองละสายตาจากหน้าต่างหันมามองใบหน้าออดอ้อนของน้องชายที่ส่ายหัวไปมาเล็กน้อยก่อนจะเอนลงมาซบไหล่ พร้อมทั้งดึงแขนเขาไปกอดไว้ซะแน่น ซูนยองรีบกวาดตามองรอบข้างอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนรถสายนี้จะไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่เพราะนอกจากสภาพจะโทรมๆ แปลกๆ แล้วยังไม่ค่อยมีคนเลย ซูนยองเบาใจไปได้เล็กน้อยแล้วยกมือขึ้นมาลูบหัวน้องชายเบาๆ อย่างที่อยากทำ
“ไม่ต้องหันไปมองระแวงใครเห็นทั้งนั้นแหละซูนอะ อยากทำอะไรก็ทำเลย"
“หืม?”
“ผมตั้งใจจะให้สองวันนี้เป็นวันที่ซูนทำอะไรได้ตามใจตัวเองมากที่สุด เพราะงั้นผ่อนคลายหน่อยเถอะนะครับ"
“แต่ฉัน-”
“ที่ผมเลือกภูเขาที่นี่ก็เหมือนกัน ผมอยากให้สองวันนี้มีแต่ผมกับซูนเท่านั้น ไปถึงแล้วจะเข้าใจเองครับ"
ผ่านไปสามชั่วโมงทั้งสองคนผลัดกันหลับกันตื่น หัวโขกกันไปกันมาจนเจ็บไปหมดในที่สุดก็มาถึงจนได้ เวลาประมาณเกือบห้าโมงแต่ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีแสด พระอาทิตย์จวนจะตกอยู่อีกไม่เกินชั่วโมงแน่นอน ทั้งสองเลยรีบวิ่งขึ้นเขาอย่างรวดเร็ว ซูนยองต้องยอมรับว่าตอนลงจากรถรู้สึกขนลุกเกรียวกราวไปหมดด้วยความกลัวและกังวล เพราะเขานี้ดูไม่เหมือนเขาที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเลย ไม่มีคนขายของ ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว เงียบซะยิ่งกว่าอะไร แต่มินกยูก็ยิ้มขำแล้วพูดซ้ำๆ ว่าไม่ต้องกังวล ชี้ให้ดูว่าทางขึ้นมีบันไดที่แม้จะดูเก่าแต่แข็งแรงและปลอดภัยก็ยังพอเบาใจได้บ้าง
“ก็แค่เป็นที่ที่ไม่ค่อยดังน่ะฮะ ไม่ได้หมายความว่าอันตรายซักหน่อย"
ถ้าพูดแบบนั้นล่ะก็จะพูดอะไรต่อได้ ใช้เวลาไม่นานก็ขึ้นมาถึงบริเวณกางเต๊นท์ซึ่งไม่มีเวลาให้เสียมากนักเพราะพระอาทิตย์กำลังจะตกแล้วจริงๆ มินกยูรีบกางเต๊นอย่างรวดเร็วประหนึ่งมืออาชีพโดยโม้เรื่องประสบการณ์จากค่ายไปด้วยตลอดเวลา ซูนยองที่เป็นลูกมือได้แต่ส่ายหัวทั้งหมั่นไส้ทั้งขำ ในที่สุดก็กางเสร็จเรียบร้อย มินกยูไปลากถังสังกะสีที่ตั้งเป็นตับอยู่แถวห้องน้ำในขณะที่ซูนยองไปเก็บกิ่งไม้ใบไม้มา เวลาทุ่มกว่าๆ ทั้งสองก็ต้มน้ำเสร็จและนั่งกินมาม่ากันอย่างหิวโหย พอหมดความรีบเร่งและได้นั่งเฉยๆ บ้างซูนยองก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“อะไรครับซูน? ถอนหายใจทำไม"
“พูดตามตรง ฉันคิดว่าจะแย่ซะแล้ว ทั้งภูเขาไม่มีชื่อ ทั้งรถทัวร์ที่วิ่งเฉพาะตอนบ่าย แถมยังอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ แต่ก็ใช้ได้นะ"
“ซูนอ่า ไม่เชื่อใจผมเลย"
“ขอโทษที แต่ข้อมูลน้อยขนาดนี้ฉันทำใจให้สบายไม่ไหวจริงๆ"
“ก็หัดสิครับ หัดทำใจให้สบายๆ แล้วก็เชื่อใจผมบ้าง นะ?”
“อื้อ แต่ว่า ที่นี้ไม่มีคนเลยนะเนี่ย"
“ก็บอกแล้วว่าไม่ดัง จงใจเลือกที่นี่ก็แบบนี้แหละครับ"
“อืม"
“ซูน"
“หืม?”
ซูนยองที่มีเส้นอยู่เต็มปากเลิกคิ้วเงยหน้าขึ้นมองน้องชาย แสงจากกองไฟในถังสังกะสีไม่ได้สว่างมากทำให้เห็นใบหน้ามินกยูไม่ชัดนัก แต่อีกฝ่ายกำลังค่อยๆ โน้มหน้าเข้ามาหา และก่อนที่ซูนยองจะห้ามทันมินกยูก็ยื่นปลายจมูกมาคลอเคลียแถวแก้มเขาเบาๆ
“ที่นี่ คืนนี้ มีแค่ผมกับซูนแค่สองคนนะ"
ซูนยองหน้าร้อนวูบแล้วผละถอยหลังเล็กน้อยก่อนจะโกยเส้นเข้าปากอีกระลอกใหญ่อย่างร้อนรนท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ กับเสียงแมลงในป่าที่ร้องระงม ซูนยองใจเต้นไม่เป็นส่ำเพราะประโยคเมื่อครู่ ทั้งน้ำเสียง ทั้งระยะห่าง ทุกๆ อย่างทำให้อยู่ๆ อากาศที่หนาวจนต้องใส่เสื้อสองชั้นกลายเป็นร้อนจนเหงื่อแตก มินกยูไม่ได้รุกอะไรไปมากกว่านั้น แต่ก็ไม่ได้ถอยห่างเช่นกัน น้องชายตัวโตค่อยๆ ขยับตัวเข้ามานั่งชิดกว่าเดิมโดยไม่สนศอกของพี่ชายที่ยกขึ้นยันไว้
“จะ จะเข้ามาใกล้ทำไมขนาดนี้เล่าเดี๋ยวมาม่าหกหมด"
“ไม่เห็นเป็นไรเลย อากาศหนาว อยู่ใกล้กันไว้ก็ดีกว่านี่ครับ อุ่นดี"
“อุ่นอะไรกัน แค่นั่งใกล้กันเนี่ยนะ"
“อยากให้ทำมากกว่านั่งใกล้กันเหรอครับ"
“อะ อะไรของนายมินกยู นี่ ออกไปนะ!”
ถ้วยมาม่าถูกวางลงกับพื้นเพื่อที่ซูนยองจะได้ผลักน้องชายออกได้ด้วยสองมือ แต่กลายเป็นถูกมินกยูจับข้อมือไว้ทั้งสองข้างแล้วยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีก แสงสีส้มจากกองไฟในถังทำให้ใบหน้าของมินกยูแปลกไป หรือเป็นเพราะสีหน้าที่ไม่เคยเห็น หรือเป็นเพราะอยู่บนเขา ไม่ว่าจะเพราะอะไรตอนนี้ซูนยองรู้สึกสั่นไปหมดโดยเฉพาะตอนที่ฝ่ามืออีกฝ่ายเลื่อนขึ้นมาจับมือไว้แล้วประสานนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเลื่อนเข้ามาปะทะใบหน้า ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
“ซูนรู้มั้ย ผมอยากอยู่กับซูนแค่สองคนแบบนี้มานานแล้ว"
“ตะ ตอนอยู่บ้านก็อยู่สองคนออกบ่อย"
“ไม่ใช่ มันไม่เหมือนกัน ซูนเองก็รู้นี่-"
“ปะ ปากมัน!! มันแผลบเลย! ถอยออกไปเลยนะ! ไปเช็ดปากเดี๋ยวนี้!”
“โธ่ ซูนอ้าาาาาาาา!!!! เสียบรรยากาศหมดเลยปากมันอะไรกันเล่า โว๊ะะะ!!!”
มินกยูโวยวายดังลั่นก่อนจะถอยออกไปแล้วดึงทิชชู่เปียกจากกระเป๋ามาถูปากตัวเองแรงๆ ประชดเล่นเอาซูนยองที่เช็ดปากตัวเองอยู่รีบคว้าแขนไว้แล้วเป็นคนเช็ดให้เอง แค่นั้นมินกยูก็อ่อนลง แต่ก็ยังสะบัดหน้าหนีงอนๆ อยู่ดีก่อนจะลุกหนีเข้าเต๊นท์ไปหยิบกระเป๋าใบหนึ่งออกมา ซูนยองเลิกคิ้วมองอย่างงงๆ ถ้าจำไม่ผิดนั่นมันกระเป๋าเก็บความเย็นของคุณแม่
“ผมจะหายงอนซูนถ้าซูนยอมดื่มกับผม"
“งอนอะไรกัน? แค่ฉันไล่ให้ไปเช็ดปาก- เห้ย! นี่ไปปล้นร้านของชำมารึไงเนี่ย!!!”
ซูนยองแทบเป็นลมเมื่อน้องชายหยิบเบียร์ออกมาจากกระเป๋าเก็บความเย็นสองกระป๋อง แต่ภายในยังมีอีกเกือบสิบ คงได้แต่โทษตัวเองที่ช่วงสองสามวันก่อนหน้านี้มัวแต่ยุ่งกับงานที่อาจารย์สั่ง ไม่ได้เช็คอะไรเกี่ยวกับการมาเที่ยวครั้งนี้ทั้งนั้นจนมีอะไรรอดหูรอดตาไปได้มากขนาดนี้ มินกยูส่งกระป๋องหนึ่งให้ซูนยองด้วยสีหน้าออดอ้อน
“ดื่มนะฮะ ดื่มกับผมหน่อยนะ"
“ทำไมถึงซื้อมามากแบบนี้ ไปเริ่มชอบดื่มตั้งแต่เมื่อไหร่? หา?”
“ก็ไม่ได้ชอบบ แต่ก็ ผมอยากลองดื่มกับซูนบ้างนี่นา แบบผู้ชายผู้ชายโตๆ กันแล้วอะ นะๆ"
"นี่ จะรีบโตไปไหนกัน? นายเพิ่งสิบแปดเอง ยังไม่ได้โตอะไรนักหนาสักหน่อย”
"..ก็ได้ๆ ถ้าซูนจะเห็นว่าผมเป็นเด็กไปตลอดแล้วชงนมให้ผมดื่มด้วยก็ได้นะ งั้นผมไปนอนล่ะ เลยเวลานอนของเด็กดีแล้วล่ะมั้ง ซูนมาเล่านิทาน มาตบก้นให้ผมนอนด้วยแล้วกัน ผมกลัวผี ไม่อยากฝันร้าย ห่มผ้าให้ด้วยนะ อย่าลืมบอกฝันดีด้วยล่ะ-”
“มินกยูไม่เอาน่า อย่าดราม่าสิ"
“...ฮึ"
“เห้ออ โอเคๆ ยอมแล้ว เอามานี่มา แล้วอย่าดื่มเยอะละ โอเคมั้ย?”
“อื้ออ!”
เป็นอันว่าซูนยองเลยต้องมานั่งดื่มเบียร์กับน้องชาย ตาก็มองดวงไฟสีส้มจากถังสังกะสีไป แอบเหลือบมองอีกฝ่ายเป็นพักๆ เขาไม่เคยเห็นมินกยูดื่มมาก่อน ตอนนั้นก็ฟังผ่านโทรศัพท์เอาแต่พอเห็นนั่งนิ่งๆ กระดกเบียร์แบบนี้แล้วก็รู้สึกขึ้นมาอีกครั้งว่า น้องชายของเขานี่โตแล้วจริงๆ นะ นั่งดื่มไปกันคนละสองสามกระป๋องมินกยูก็เริ่มเอนหัวมาซบเขา ออดอ้อนออเซาะน่าหมั่นไส้จนต้องยกแขนขึ้นโอบไหล่ไว้
“ซูนน"
“หืม?”
“ผมอยากให้วันนี้ วันนี้ซูนปลดปล่อยที่สุดเลย เพราะงั้นช่วงนี้ซูนมีอะไรอึดอัดใจบ้างเล่าให้ผม ฟังนะ"
“..จะดีเหรอ"
“อื้ม เล่ามาเลย เขาว่าเวลาเราไม่สบายใจถ้าได้ระบายมัน ออกมาบ้างจะทำ ให้ดีขึ้นนะ ระบายมาเลยย ระบาย"
“อืม.. ก็ อาจารย์สั่งงานเยอะเลยล่ะ คิดว่าเป็นปีสี่ก็เลยสั่งแต่ยากๆ ทั้งนั้นด้วย ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีเวลาทำอะไรเลยก็เลยเหนื่อย เครียด แล้วก็ปวดหัวนิดหน่อยน่ะ"
“อ่า จริงๆ ไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้แต่ก็.. สู้นะะ จะจบแล้ววซูนเก่งออก ถ้าต้องการกำลังใจก็ กอดผมได้เลย แขนว่างตลอดเล้ยย"
“อ่ะ ฮ่าๆๆ ไอ้เด็กบ้า โอ๊ย หนักก"
มินกยูเอาหัวโหม่งอกพี่ชายจนหงายท้องทั้งคู่ ซูนยองดึงกระเป๋ามาวางใกล้ตัวแล้วเอนหลังลงพิงก่อนจะกระดกเบียร์เข้าปากอีกอึกใหญ่ ตอนนี้เขาก็เริ่มกรึ่มๆ นิดหน่อยแล้ว เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ เขาไม่เคยปล่อยให้ตัวเองเมา แต่บางครั้งก็ต้องผ่อนคลายบ้าง ควบคุมตัวเองให้น้อยลง นี่เป็นอีกอย่างที่ทำให้เขาชอบดื่มเวลาเครียดๆ มินกยูยันตัวขึ้นมานอนตะแคงพิงกระเป๋าข้างกันแล้วซุกหน้าเข้ากับลำคอพี่ชาย สองมือโอบกอดอีกฝ่ายแน่น กระป๋องเบียร์หายไปไหนแล้วไม่รู้
“ซูนนนน กอดผมได้นะ จริงๆ นะ ซูนกอดผมได้ตลอดเวลาเลย การกอดกันช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้นนะ ทำให้คนมีความสุขขึ้นด้วยย"
“จริงเหรอ?”
“อื้อ!”
“งั้นเวลาเครียดฉันก็คว้าใครบนถนนมากอดก็ได้สิ"
“อย่านะๆๆ ไม่ใช่แบบนั้นนะ! คนที่กอดแล้วมีความสุขคือคนที่เรารักต่างหากล่ะ คนที่เรารักก อย่างผมแบบเนี้ย กอดคุณแม่ กอดซูนแล้วมีความสุขที่สุดเลยย นะรู้เปล่า"
“ฮะๆๆ โอเคๆ รู้แล้วเลิกเอาผมมาถูคอฉัน จักจี้"
แต่มินกยูไม่หยุด ซูนยองก็เลยเอื้อมมือไปจักจี้เอวน้องชายบ้างจนดิ้นไปมาทั้งสองคนไหลจากที่พิงกระเป๋าลงไปนอนกลิ้งบนพื้นหญ้า มินกยูพยายามบอกให้พี่ชายหยุดแต่ตัวเองก็ยังเอาผมไปถูหน้าอีกฝ่าย ซูนยองเลยพยายามจับมือน้องชายไว้ทั้งสองข้างแล้วจิ้มเอวไม่หยุด ฟัดกันไปกันมาจนเริ่มเหนื่อยทั้งคู่
“พะ ฮะ พะ พอแล้วซูน ฮ่าๆๆ โอ๊ย พ๊ออ ไม่ไหวละ แฮ่ก แล้ววว"
“นายจะหยุด แฮ่ก รึเปล่าล่ะ ถ้าฉันหยุด"
“งั้นหยุดพร้อมกัน หนึ่งแฮ่ก ฮะ สะสอง สาม!”
ทั้งสองคนผละออกพร้อมกันแล้วลงมานอนหงายบนพื้นหญ้า เสียงหอบหายใจปนเสียงหัวเราะยังคงได้ยินเป็นระยะ พักหลังมานี้มินกยูกับซูนยองไม่ได้เล่นอะไรกันแบนี้บ่อยนัก ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปตอนเด็กๆ อีกครั้ง ช่วงวัยที่ไม่มีเรื่องกังวล เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด ซูนยองหลับตาลงในขณะที่ริมฝีปากยังมีรอยยิ้มกว้างอยู่พร้อมเสียงหัวเราะดังออกมาเบาๆ เป็นช่วงๆ มินกยูหันหน้ามามองพี่ชายเล็กน้อยแล้วก็อมยิ้มตามก่อนจะเลื่อนมือไปกุมมืออีกฝ่ายไว้
“ซูน อยู่กับผมแล้วมีความสุขมั้ย?”
“มีสิ ฮ่ะๆ โอย เหนื่อย"
“ผมก็เหมือนกันนะ อยู่กับซูนแล้วมีความสุขที่สุดเลย ซูนล่ะ เหมือนกันมั้ย?"
“ฉันก็อยู่กับนายแล้วมีความสุขที่สุดเหมือนกัน"
“อื้ม เพราะงั้น การที่เราจะอยากอยู่กับคนที่ทำให้เรามีความสุขที่สุดไปตลอดเลย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเนอะ?”
ซูนยองค่อยๆ ปรือตาขึ้นอีกครั้งแล้วหันไปมองน้องชายที่มองอยู่ก่อนแล้ว มินกยูเป็นเด็กที่ขี้ตื๊อจริงๆ ถ้าเกิดอยากจะได้อะไรแล้วล่ะก็ เจ้าตัวมีวิธีหลายร้อยหลายพันอย่างในการหว่านล้อม ออดอ้อน หรือบีบบังคับให้ได้มาเสมอ แล้วซูนยองในตอนนี้ก็เริ่มเหนื่อยแล้วด้วย มินกยูเห็นพี่ชายไม่ตอบก็เลยขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อยจนปลายจมูกแตะกัน คราวนี้ซูนยองไม่ได้ถอยไปไหนแต่กลับจ้องตอบนิ่งๆ
“เพราะงั้น ถึงแม้ว่าการอยู่ด้วยกันอาจจะมีช่วงทุกข์บ้างนิดหน่อย แต่มันก็ยังมีความสุขมากกว่าการต้องแยกกันนะครับ แน่นอนเลยว่า ถ้าซูนไม่รับรักผมล่ะก็ ผมไม่มีความสุขแน่ๆ เลย"
“...”
“ซูนเองก็ด้วย ใช่มั้ยล่ะ?”
“...หึ มั่นใจจริงนะ"
“อื้ม ผมว่าผมมั่นใจนะครับ ซูนน่ะ เมื่อไหร่จะมั่นใจสักที"
ซูนยองหันหน้ากลับไปมองท้องฟ้าอีกครั้ง ดวงดาวกระจัดกระจายเต็มไปหมด ส่องแสงสว่างตัดกับผืนฟ้าสีดำสนิท อาจจะเป็นเพราะเบียร์สามกระป๋องกว่าๆ ที่ดื่มเข้าไป อาจจะเป็นเพราะนอนอยู่กลางป่ากลางเขา ในสภาพแวดล้อมพิเศษแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะซูนยองกดดันและเครียดสะสมมาหลายวัน หรืออาจจะเป็นเพราะน้องชายที่นอนตาแป๋วอยู่ข้างๆ กันนี้ ซูนยองหันกลับมามองมินกยูก่อนจะยกมือขึ้นลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ
“นายบอกว่าพาฉันมาที่นี่ เพื่อให้ฉันได้ปลดปล่อย อย่างน้อยก็แค่สองวันใช่มั้ย?”
“อื้อ"
“งั้นฉัน ขอทำตามใจชอบบ้างก็แล้วกันนะ"
เหมือนปลดพันธนาการทุกอย่าง ในหัวซูนยองไม่มีภาพอนาคต ภาพคนในสังคม ไม่มีความทุกข์ ไม่มีเรื่องเรียน ไม่มีอะไรทั้งนั้น มือขวายันตัวขึ้นเล็กน้อยแล้วตวัดขาขึ้นคร่อมน้องชายทันที มินกยูเบิกตากว้างอย่างตกใจแต่ไม่ทันที่จะได้พูดอะไร ฝ่ามืออุ่นก็ทาบลงมาที่ข้างแก้มก่อนใบหน้าพี่ชายจะเคลื่อนลงมาอย่างรวดเร็ว
“หะ อะ ซูน-”
ริมฝีปากเย็นเฉียบจากอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำของอากาศและเบียร์ นาบลงมาอย่างรวดเร็วมินกยูเกร็งไปทั้งตัวเมื่อเรียวลิ้นสอดแทรกเข้ามาในทันที สองมืออยากจะยกขึ้นดันไหล่พี่ชายด้วยความตกใจแต่กลับยกไม่ขึ้นซะอย่างนั้นจึงได้แต่ปล่อยให้ตนเองถูกรุกรานไปเรื่อยๆ ซูนยองถอนริมฝีปากออกเล็กน้อยเปลี่ยนไปจูบซับตามพวงแก้มของน้องชายอย่างรักใคร่ก่อนจะกลับมาที่เป้าหมายเดิม บดคลึงอย่างเชื่องช้าแล้วสอดลิ้นเข้าไปอีกครั้ง ในสมองของซูนยองตอนนี้ว่างเปล่า ไร้ความกังวล มีแต่มินกยู มินกยู และมินกยูเท่านั้น น้องชายที่เขารักที่สุดไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม หลังจากจูบซ้ำๆ อยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งซูนยองก็ถอนริมฝีปากออกแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นริมฝีปากที่เจ่อขึ้นมาเล็กน้อยกับดวงตาปรือปรอยของน้องชาย นิ้วโป้งขวาปาดที่ริมฝีปากอีกฝ่ายเบาๆ อย่างทะนุถนอมแล้วก้มลงไปจูบหน้าผากหนักๆ ตบท้าย
“แค่คืนนี้เท่านั้น
รักนะ มินกยูของฉัน"
No comments:
Post a Comment