Friday, 20 January 2017

Shattered #minsoon

วันนี้เป็นวันเสาร์ปกติๆ วันหนึ่งที่มินกยูและซูนยองออกมาเดินเล่นนอกบ้าน เพราะว่ามีร้านพิซซ่าเปิดใหม่ก็เลยมาชิมกัน แล้วก็เลยเดินดูนู่นดูนี่ต่อ จนมาจบที่ร้านไอศกรีมตามสไตล์สองพี่น้องจอมตะกละ มินกยูและซูนยองอยากกินไอศกรีมหลายรสทั้งคู่เลยสั่งเป็นแบบเมนูพิเศษไอศกรีมหกลูกราดซอสชอคโกแลตและวิปครีมมาแบ่งกัน ระหว่างนั่งรอก็คุยอะไรกันไปเรื่อย พอไอศกรีมมาก็จ้วงกินกันอย่างมีความสุข


“โห้ยย ซู๊นนน รสเชอร์รี่ชีสเค้กนี่อร่อยมากเลยอ้าา ชอบอ้าาาาา!”


“รู้แล้วๆ ไม่ต้องโวยวาย"


“ก็ชอบอ่ะะ เนี่ย ซูนลองกินดูสิ ตักราดชอคโกแลตเยอะๆ ด้วยนะ เนี่ยๆ"


“เอ้าๆ ปากเลอะหมดแล้ว เช็ดซะ อ่ะ ทิชชู่"


“ไม่ว่างอะ เช็ดให้หน่อยสิ น้าา"


“...มินกยู อายุเท่าไหร่"


“สี่! นะๆ เช็ดให้หน่อยย แล้วเดี๋ยวมินกยูสี่ขวบจะป้อนพี่ซูนยองเองน้า"


“เห้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ"


ซูนยองถอนหายใจแล้วเปลี่ยนจากยัดทิชชู่ใส่มืออีกฝ่ายเลื่อนขึ้นไปเช็ดรอบปากที่เลอะเทอะไปหมดแทน มินกยูเป็นคนกินมูมมามแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่สงสัยไอศกรีมที่นี่จะอร่อยไปหน่อยเลยมากเป็นพิเศษ เห็นสภาพปากมอมๆ ของน้องชายแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เช็ดเสร็จก็เอื้อมมือขึ้นไปลูบหัวเบาๆ ได้รอยยิ้มสดใสตาปิ๊งปั๊งกลับคืนมาพร้อมช้อนที่มีไอศกรีมก้อนใหญ่ยื่นมาจ่อที่ริมฝีปาก ซูนยองอ้าปากกว้างที่สุดแล้วและกำลังจะงับเข้าปากไปได้ด้วยดีถ้ามินกยูไม่กระตุกช้อนไปทางขวาจนเลอะริมฝีปากพี่ชายซะก่อน แกล้งเสร็จแล้วก็นั่งหัวเราะตบมือจนเจอสายตาพิฆาตถึงรีบหยิบทิชชู่มาเช็ดให้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหัวเราะอยู่ดี


วันนี้ก็เหมือนจะเป็นวันดีๆ อีกหนึ่งวัน


ถ้าความกังวลของซูนยองจะไม่บังเอิญโชคร้ายมาถึงเร็วแบบนี้ซะก่อน


“อ่าววว ซูนยองนี่นา เห้ย หวัดดี"


ซูนยองเงยหน้ามองตามเสียงแล้วก็สะดุ้งก่อนจะรีบถอยหลังไปพิงพนักเก้าอี้ หรือจะเรียกว่าขยับหนีจากมือมินกยูที่กำลังเช็ดปากเขาอยู่ก็ได้ น้องชายเงยหน้ามองตามแล้วก็เห็นผู้ชายสามคนยืนยิ้มอยู่ ดูจากหน้าตาท่าทางแล้วไม่น่าใช่คณะเดียวกับซูนยองเพราะตาไม่ตี่ แล้วดูจากสีหน้าซูนยองก็คงจะไม่ได้สนิทอะไรกันขนาดนั้นด้วย


“อ่ะ อ่อ หวัดดี"


“มากินไอศกรีมเหรอ?”


“อื้ม"


ถ้าไม่ได้มากินไอศกรีมแล้วจะมาทำอะไร มินกยูอยากจะถามแต่ต้องเงียบไว้ ได้แต่ตักไอศกรีมเข้าปากต่อ


“หลังจากเอนไวเดลก็ไม่ได้เจอกันเลย ตอนนั้นขอบใจมากถ้าไม่ได้นายคงไม่ได้เอ"


“อื้ม ไม่เป็นไร"


“แล้วนี่ ใครเหรอ?”


มาถึงตรงนี้มินกยูรู้สึกคิ้วกระตุกเล็กน้อย เท่าที่ฟังน่าจะแค่เรียนวิชาเลือกด้วยกัน แถมดูซูนยองยังไม่ค่อยจะชอบด้วย ตอนที่พูดถึงว่าได้เอมินกยูแอบเห็นพี่ชายตากระตุกเล็กน้อย ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมยังจะยืนคุยอยู่ได้ไม่รีบไป แล้วนี่ยังมาถามถึงเขาอีก มีปัญหาอะไรรึไงกัน


“น้องชายน่ะ"


“น้องชายแท้เหรอ? หน้าตาไม่เห็นเหมือนกันเลย”


“เปล่า น้องชายที่รู้จักกันตั้งแต่ประถมน่ะ"


“อ๋ออ สนิทกันมากเลยสิ มิน่าล่ะ เมื่อกี๊เห็นป้อนไอศกรีม เห็นเช็ดปากให้กันด้วย กระหนุงกระหนิงน่าดู"


มินกยูรีบเงยหน้ามองซูนยองทันทีที่จบประโยค แล้วก็เป็นอย่างที่เขาคิด พี่ชายหน้าเสีย แต่ก็ยังตอบแกนๆ ไปว่าสนิทกันมาก เขาหันไปมองคนไม่มีมารยาทที่ยังยืนอยู่ไม่ไปไหนแล้วก็ต้องรู้สึกเหมือนมีหม้อต้มน้ำเดือดปุดๆ อยู่ในอก สีหน้าแบบนั้น รอยยิ้มแบบนั้น ดูหน้าก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่ ไม่ได้จริงใจเลยสักนิด ไม่ได้พึ่งเข้ามาในร้าน คงจะอยู่ในนี้นานแล้ว หรือว่าจะมองอยู่สักพัก แล้วจงใจเข้ามาทักแบบนี้กัน


“สนิทกันมากนี่เอง มิน่า ฉันกับเพื่อนดูแล้วเมื่อกี๊อย่างกับแฟนกันแน่ะ"


“หะ ห๊ะ?”


“ก็ไม่ได้คิดว่าจะชอบกินถั่วดำ"


“ใช่ คิดว่าซูนยองจะสายเหลืองซะแล้ว ฮ่าๆๆๆ"


ขี้คล่องเลยแม่ง"


ตึง!!!


คราวนี้มินกยูควบคุมตัวเองไม่ได้ เข่ามันเด้งขึ้นอัตโนมัติชนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง ผู้ชายหยาบคายทั้งสามเงียบลงทันทีแล้วหันมาจ้องหน้าเขา ซูนยองรีบเอื้อมมือมาจับมือเขาไว้จากใต้โต๊ะแล้วบีบเบาๆ แต่มันยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง เพราะมินกยูรู้สึกได้ว่ามือของซูนยองเย็นมาก มินกยูอยากตอกอะไรบางอย่างกลับไป อยากพูดอะไรบางอย่างให้ไอ้สามคนนี้หน้าหงาย แต่ตอนนี้ถ้าอ้าปากออกมาคงจะมีแต่คำก่นด่า มินกยูร่างกายแข็งแรง แต่ไม่เคยใช้มันกับเรื่องชกต่อย เวลานี้เป็นครั้งแรกที่เขาอยากจะซัดใครบางคนให้เลือดกบปากจริงๆ


“ขอตัวนะ"


ซูนยองผลุดลุกขึ้นยืนแล้วดึงมือมินกยูให้ตามออกมาอย่างเร่งด่วน ถ้าช้ากว่านั้นไม่ใครก็ใครสักคนได้ลงไปนอนกับพื้นแน่นอน ระหว่างทางกลับบ้านมีแต่ความเงียบ ซูนยองจูงมือมินกยูแล้วเดินอย่างรีบเร่งไปตลอด มินกยูที่กำลังอารมณ์เดือดพล่านก็ปิดปากเงียบ ได้แต่ก้าวฉับๆ ตาม จนพอถึงบ้าน ซูนยองก็ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างเหนื่อยอ่อนในขณะที่มินกยูยังยืนอยู่ แต่อารมณ์เย็นลงบ้างแล้วเพราะเห็นสีหน้าอึดอัดของพี่ชาย


“ซูน ไอ้พวกบ้าเมื่อกี๊มันเป็นใคร?”


“เคยทำงานกลุ่มด้วยกันในวิชาเลือก อ่า พวกนี้แหละที่พี่ซึงชอลซัดซะหมอบไปน่ะ"


“ผมน่าจะซัดมันบ้าง ไอ้พวกปากไม่มีหูรูด! ทุเรศ!”


“มินกยูอา อย่าพูดแบบนั้นเลย"


“ผมทนไม่ไหว!! มันพูดจาเหี้ยๆ แบบนั้นได้ยังไง! สนิทก็ไม่สนิท!!”


“มินกยู อย่าพูดหยาบเลยนะ ฉันขอล่ะ"


“ก็มัน-!!!”


มินกยูเงยหน้าขึ้นแล้วหลับตา สองมือกำแน่นพยายามข่มอารมณ์ตัวเอง แค่นี้ซูนยองก็ลำบากใจมากพอแล้ว เขาไม่อยากเป็นสาเหตุให้พี่ชายต้องเครียดไปมากกว่านี้ สุดท้ายก็เดินไปนั่งข้างกันแล้วดึงตัวซูนยองเข้ามากอดแน่น ซุกหน้าลงที่ไหล่อีกฝ่ายเพื่อให้ใจเย็นลง หลังจากผ่านไปสักพักมินกยูก็เริ่มพูดขึ้นมาก่อนด้วยเสียงแผ่วเบา


“ไม่ยุติธรรมเลย"


“หืม?”


“ทำไม ก็แค่รัก ทำไมถึงต้อง..”


“..สังคมก็เป็นแบบนี้แหละ มินกยู ฉันถึงได้..”


“มันไม่ยุติธรรมเลยนะฮะ ไม่ใช่แค่เรื่องความรัก ง่ายๆ เลย ผู้หญิงสองคนไปกินไอศกรีมด้วยกัน เดินจับมือกัน บางทีเช็ดปากให้กันก็มี ทำไมไม่เห็นมีใครว่าเลย แล้วทำไมผู้ชายแค่ออกมาเที่ยวด้วยกันสองคนจะต้องถูกพูดแบบนี้ใส่ด้วย"


มินกยูขยุ้มเสื้อพี่ชายจนยับยู่ยี่ไปหมด ทั้งอึดอัด ทั้งไม่เข้าใจ ทั้งเสียใจ เขาไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อน เขาเป็นเด็กอารมณ์ดี เข้ากับคนค่อนข้างง่าย ไม่เคยทะเลาะกันใคร ไม่เคยมีใครพูดจาไม่ดีใส่ขนาดนี้มาก่อน ซูนยองรู้สึกหนักอึ้งไปหมด สิ่งนี้เป็นหนึ่งในความกังวลของเขา มินกยูที่สดใส ร่าเริง น่ารักของเขาไม่ควรต้องมาเจออะไรแบบนี้ ถึงจะบอกว่าชีวิตคนเราก็ต้องเจอความเจ็บปวด แต่ในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เขาก็อยากจะปกป้องน้องให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้


“ทำไมต้องพูดจาดูถูกกันแบบนี้ ไอ้คำ- ไอ้คำแบบนั้น มันมีขึ้นมาได้ยังไง ทำไมต้องเหยียด ทำไมต้องด่ากันด้วย ผมก็แค่รักใครสักคน มันผิดมากหรือไง"


“ไม่เอาๆ มินกยู ชู่ว"


ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวน้องชายข้างหนึ่ง อีกข้างโอบแผ่นหลังอีกฝ่ายไว้ เสียงสั่นๆ แบบนี้ทำให้เขารู้ว่ามินกยูกำลังจะร้องไห้ มินกยูไม่ใช่เด็กขี้แยเท่าไหร่ อย่างน้อยตั้งแต่เข้ามัธยมก็ไม่ค่อยร้องไห้แล้ว แต่น้องชายของเขาเป็นเด็กที่อ่อนไหวมาก เรื่องนี้เขารู้ดี และยังฝืนใจปล่อยให้ไปเจออะไรร้ายๆ เพื่อให้เข้มแข็งขึ้นมาไม่ได้สักที ซูนยองจูบผมน้องชายเบาๆ ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนเป็นพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องเลย


“ฉันขอโทษ ขอโทษที่ทำให้นายต้องเจอเรื่องแบบนี้นะมินกยู แต่นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะเตือนนาย ถ้านาย.. ถ้านายอยากจะให้เรื่องสมมติเป็นแฟนนี่เป็นเรื่องจริง นี่คือสิ่งที่นายจะต้องเจอ รู้มั้ย?”


“ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย"


“ฉันเองก็ไม่อยาก.. บางที มันอาจจะยังไม่สายไป"


“อะไร? อะไรไม่สายไป?”


มินกยูเงยหน้าขึ้นมาทันที ดวงตาแดงก่ำมีหยาดน้ำอยู่เล็กน้อย บางส่วนไหลลงมาที่แก้มแล้ว ซูนยองยกมือขึ้นเช็ดออกอย่างแผ่วเบา เขาไม่อยากทำร้ายน้องเลย แต่บางทีการจะปกป้องน้อง คือการต้องเลือกที่จะทำร้ายน้องซะเอง ถ้าเขาตัดตั้งแต่ตอนนี้ มินกยูอาจจะเจ็บน้อยลงก็ได้ แต่ซูนยองก็ทำไม่ลง เพราะเขาเองก็รัก รักมินกยูเหลือเกิน


“มันอาจจะยังไม่สายไป ที่นายจะลองคิดทบทวนดูอีกที"


“ทำไม? ซูนจะบอกให้ผมเลิกรักซูนเหรอ?”


“วันนี้นายก็ ได้เห็นแล้วว่าคนภายนอกเขารู้สึกยังไง อาจจะไม่ใช่ทุกคน แต่มีเยอะเลย ที่ยังไม่ยอมรับความรักแบบนี้นะมินกยู"


“หมายความว่าผมต้องเลิกรักซูน เพราะสังคมรับไม่ได้ แบบนี้เหรอ!?”


“ไม่ใช่ แต่ถ้านายยัง.. นายจะเจ็บปวดนะ"


“ผมไม่สน! ผมไม่ยอมแพ้หรอก! ผมรักซูนไปแล้ว รักมาก ผมจะไม่ยอมเสียซูนเด็ดขาด!!”


“มินกยูฉัน ฉันไม่อยากให้นายเสียใจ จริงๆ นะ ฉันไม่อยากให้ใครทำร้ายนายเลย มินกยูฉันไม่อยากทำร้ายนาย ความรักของนายที่มีให้ฉัน มันกำลังจะทำให้ฉันทำร้ายนาย"


มินกยูมองหน้าพี่ชายนิ่ง สีหน้าของซูนยองทำให้เขารู้สึกเหมือนมีมือมาบีบหัวใจจนปวดหน่วงไปหมด สีหน้าเหนื่อยล้า เจ็บปวด และรู้สึกผิด นานแค่ไหนแล้วที่คำบอกรักของเขาทำให้พี่ชายต้องแบกรับความรู้สึกพวกนี้ไว้ นิ้วโป้งของพี่ชายไล้ไปบนแก้มน้องชายเบาๆ อย่างทะนุถนอม


เพราะรักกันมากเกินไปรึเปล่านะ


“ซูน ไม่ต้องเป็นห่วงผมนะ"


มินกยูดึงมือพี่ชายมาจับแนบแก้มตัวเองแล้วฝืนยิ้มบาง แต่คนเป็นพี่ชายที่รู้จักกันมาสิบกว่าปี มีเหรอจะมองไม่ออก มินกยูเองก็รู้ว่าตัวเองคงแสร้งทำไม่เก่งเท่าไหร่เลยกดจูบลงที่ฝ่ามือพี่ชายเบาๆ แล้วเลิกยิ้มก่อนจะสบตาซูนยองนิ่งแล้วพูดด้วยเสียงเรียบนิ่ง ได้แต่หวังว่าความจริงใจของเขาจะหนักแน่นมากพอจะทำให้ซูนยองค่อยเบาใจลงได้บ้าง


“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมขอให้ซูนมั่นใจในตัวผม ว่าผมจะไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด ชีวิตคนเราก็แบบนี้เองล่ะมั้ง ไม่เจ็บตรงนั้น ก็เจ็บตรงนี้ อยู่ที่ว่าทางเลือกทางไหนจะเป็นความเจ็บปวดให้ใครเท่านั้นเอง ถ้าผมจะต้องเจ็บ แค่เพราะผมรักซูน ก็ให้มันเจ็บไปเถอะครับ เพราะการได้รักซูนคือความสุขที่สุดของผมแล้ว"


“มินกยู.. แต่คนอื่นเขา-”


“ผมไม่สน เชื่อผมสิว่าผมไม่สน ถ้าใครที่มันโลกแคบขนาดนั้นที่จะมาตัดสินคนอื่นเพราะเรื่องความรัก ผมก็ไม่เห็นจำเป็นต้องสนใจมันเลย จริงมั้ย? ผมไม่ยุ่งกับคนพวกนี้เด็ดขาด"


“แต่- อื้อ"


มินกยูโน้มหน้าเข้าไปจูบปากซูนยองหนักๆ หนึ่งทีก่อนจะผละออก แต่ดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำของพี่ชายทำให้มินกยูค่อยๆ เลื่อนฝ่ามือขึ้นไปประคองท้ายทอยพี่ชายแล้วบดจูบลงไปอีกครั้ง ปลอบประโลมพี่ชายที่กำลังจะแตกร้าวด้วยความอบอุ่นที่ปลายลิ้น จนซูนยองค่อยๆ ยกมือขึ้นวางที่เอวน้องชายด้วยความเผลอไผล กว่าจะผละออกจากกันก็ผ่านไปหลายนาทีอยู่ ซูนยองมองหน้าน้องชายที่ยิ้มบางๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลายก่อนจะยกมือขึ้นลูบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ


“ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมเคยบอกแล้วไงว่าผมโตแล้ว เมื่อก่อนซูนก็ดูแลผมมามากพอแล้วนะครับ"

"มินกยู.."

"ผมรักซูนมาก และถ้าซูนรักผม คราวนี้ผมจะเป็นคนปกป้องเราเอง"



กฏของความสัมพันธ์นั้น ไม่จำเป็นต้องมีใครเข้มแข็งไปกว่าใคร แต่ถ้าคนหนึ่งอ่อนแอลง อีกคนก็ต้องลุกขึ้นมาปกป้อง แค่นั้นเอง

No comments:

Post a Comment