แต่ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ
ไอ้การเป็นแฟนกันนี่เขาทำอะไรกันบ้างนะ?
หลังจากดี๊ด๊าจนหายบ้าแล้วมินกยูก็ลงมานอนกลิ้งบนเตียงพร้อมหมอนในอ้อมกอดใบหนึ่ง
เหลือบสายตามองซูนยองที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงาน
เกือบสิบเก้าปีที่ผ่านมาไม่เคยมีแฟนกับเขาสักที
พอมีขึ้นมาก็เลยไม่รู้ว่าจะทำยังไงเหมือนกัน
เห็นที่เพื่อนๆ
เขาทำกันกับแฟนเขาก็ทำกับซูนยองอยู่แล้วเป็นปกติ
กินข้าว ดูหนัง เดินเล่น
ชอปปิ้ง ทำมาหมดแล้ว
เพราะงั้นเลยไม่รู้จะทำอะไรเพิ่ม
เวลาก็ไหลไปเรื่อยๆ ด้วยสิ
ถ้าเป็นแบบนี้เมื่อไหร่ซูนยองจะรู้ใจตัวเอง
ว่าแล้วก็กลิ้งตัวนอนคว่ำแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชหา
“เป็น แฟน กัน
ทำ อะ ไร กัน บ้าง"
พูดไปพิมพ์ไปแต่ระวังไม่ให้ซูนยองได้ยิน
พอกดเข้าไปอ่านแต่ละเว็บแล้วก็ต้องเบ้ปากด้วยความรำคาญใจสลับกับเขินหน้าดำหน้าแดง
มีแต่สุภาษิตสอนชายให้ตามใจเมีย
หรือไม่ก็เรื่องสิบแปดบวกทั้งนั้น
ยอมรับว่าแอบอ่านเรื่องสิบแปดบวกไปนิดหน่อยพอเป็นความรู้แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรติดสมองเท่าไหร่
ก็เลยหลบออกจากห้องลงมานอนที่โซฟาในห้องรับแขกโทรศัพท์คุยกับเพื่อน
ไล่มองรายชื่ออยู่พักหนึ่งก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะโทรหาใครเลยกดมั่วๆ
เอา
“ฮัลโหล
จองกุกทำอะไรอยู่"
“เล่นเกมส์อยู่
มีอะไรรึเปล่า?”
“มีแฟนยังอะ?”
“อะไรของมึงเนี่ย
ขนลุก"
“เห้ย
ไม่ได้หมายความแบบนั้น
กูมีเรื่องจะปรึกษา"
มินกยูพยายามลดเสียงให้เบาที่สุดเพราะถ้าคุณแม่หรือซูนยองมาได้ยินเขาพูดคำหยาบล่ะก็โดนตีตายแน่
เขาเข้าใจว่าทำไมทั้งสองคนอยากให้เขาสุภาพเรียบร้อยน่ารักน่าหยิก
แต่เวลาเด็กผู้ชายอยู่ด้วยกันเยอะๆ
จะให้เขามาเรานายอยู่คนเดียวอาจจะโดนถีบออกนอกวงได้
เพราะงั้นมินกยูผู้ปรับตัวเป็นก็เลยมึงกูเวลาอยู่กับเพื่อน
ผมซูนเวลาอยู่กับซูนยองเพื่อความปลอดภัย
แต่พื้นฐานเขาก็เป็นคนนุ่มนิ่มน่ารักตามที่ซูนยองเลี้ยงนั่นแหละ
เพราะงั้นเขาจะพูดจาหน่อมแน้มคล่องปากกว่าคำหยาบ
“ตอนนี้ไม่มีว่ะ
เพิ่งเลิกไป"
“ทำไมเลิกวะ"
“มึงเสือกไรเนี่ย"
เอ้อ จริง
เริ่มผิดประเด็นจนเพื่อนโมโหสงสัยยังเจ็บอยู่
“เออ โทษ
คือกูจะถามเฉยๆ ว่า เอ่อ
เวลามึงคบกับแฟนมึงทำอะไรบ้างวะ?”
“ทำอะไรล่ะ?
กูไม่ค่อยเข้าใจคำถามมึงว่ะ
โอ้ย ตายซะ!!
ตายซะ!!
ฮ่าๆๆๆ
เสร็จกู!!”
“เอ่อ
มึงหมายถึงเกมส์ใช่มั้ย"
“เออ แต่ถ้ามึงไม่รีบๆ
พูดธุระมึงมากูอาจจะเปลี่ยนไปพูดถึงมึงแล้ว
ไอ้มิง"
“ใจเย็น
คือแบบว่า เอ่อ
คือกูแค่อยากรู้ว่าเวลาคบเป็นแฟนกับคบเป็นเพื่อนมันต่างกันตรงไหน
วันๆ มึงทำอะไรกันบ้างที่ทำให้มึงรู้สึกว่า
เออ นี่กูมีแฟนแล้วไม่ใช่เพื่อน"
“อืม..
เอาคำตอบจริงจังหรือคำตอบเล่นๆ"
“เอาจริงจังสิวะ"
“ก็
สำหรับกูแฟนคือคนที่กูเห็นอะไรแล้วก็นึกถึงว่ะ
สมมติมีหนังน่าดู กูก็จะชวนแฟนคนแรก
เวลามีร้านอะไรน่าอร่อยเปิดใหม่กูก็จะไปกับแฟน
อะไรแบบนี้ว่ะ"
แย่ล่ะสิ
เขาก็ทำแบบนั้นกับซูนยองอยู่แล้ว
แล้วแบบนี้มันจะต่างอะไร
“แล้วถ้าตอบเล่นๆ
ล่ะ?”
“ไม่รู้มีทำห่าไรเหมือนกัน
ยุ่งยากชิบอดเที่ยวกับเพื่อนหมด-”
“โอเค ขอบใจ
บาย"
มินกยูถอนหายใจเฮือกแล้วไล่ดูเบอร์โทรศัพท์ต่อไป
คำตอบของจองกุกไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่
แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะโทรหาใครต่อ
แน่นอนว่าคนหนึ่งไม่ใช่ซอกมินเพราะรายนั้นยังโสดมาตลอดเท่าที่รู้จักกันมา
หมิงฮ่าวตอนนี้ก็โสด
แต่บางทีอาจจะเคยมีแฟนตอนอยู่ที่จีนรึเปล่านะ
มินกยูไม่ค่อยอยากโทรหาหมิงฮ่าวเท่าไหร่เพราะชอบโดนเม้งแตกใส่แบบไม่มีเหตุผลอยู่เรื่อย
แต่คราวนี้จะลองดูหน่อยก็ได้
“มีอะไร"
เป็นมิตรมากจริงๆ
เพื่อนสนิทของเขา
“มึงว่างปะ?
มีอะไรจะปรึก-”
“สำหรับมึงก็ไม่ค่อยว่างนอกจากมึงจะยอมจ่ายค่าโทรศัพท์กูที่ตอนนั้นมึงยืมโทรหาพี่ซูนนนของมึงซักที"
“...เห้อ"
“เออๆ มีอะไรๆ"
“มึงเคยมีแฟนมั้ยวะ?”
“เคยสิ กูอย่างฮอต
อาเฮียผู้เกรี้ยวกราด
แถวบ้านกูนี่ไม่มีใครเท่กว่ากูแล้วสาวนี่ติดเต็ม-”
“เออๆ
คือกูอยากรู้ว่า
เวลาอยู่กับแฟนมึงทำอะไรบ้าง?”
“ทำไม?
ก็ทั่วไป
พาไปกินข้าว ดูหนัง-”
“แม่ง
ทำไมได้แต่คำตอบเดิมๆ"
“เอ้า อะไรของมึง
มึงอยากได้แบบไหน ชวนแฟนตีลังการึไง"
“เปล่า
ไม่รู้เหมือนกัน"
“อะไรของมึง..”
“...เห้อ"
“มึง
มึงหาแฟนได้แล้วเหรอ?”
“เอ่อ ก็ ก็ดูๆ
อยู่"
“หืมม
กูไม่เห็นมึงเอาใครเลยนี่
สาวๆ ที่เข้ามาจีบก็ตั้งเยอะแยะเห็นมึงตอบไลน์แต่
อืมๆๆ ฮ่าๆๆ อยู่นั่นล่ะชอบคนไหนอยู่ล่ะ?”
“ไม่ใช่พวกนั้นหรอก"
“เหหห ใครวะถ้างั้น-
เห้ย!!!
พี่ซูนของมึงแน่เลยใช่มั้ย
ใช่มั้ยๆๆ โหหกูว่าแล๊วววว
Y&*(%^&*FT&(“
“หยุดพูดจีนเดี๋ยวนี้!
กูฟังไม่รู้เรื่อง!”
“สรุปว่าใช่ใช่มั้ย?
พี่ซูนนนน
ของมึงใช่มั้ย?”
“มะ ไม่ใช่
กูถามเฉยๆ ไม่มีอะไรแล้ว
บาย-”
“เห้ยๆ
เดี๋ยวก่อนดิ ไอ้มิง-”
มินกยูรีบกดวางหูอย่างรวดเร็ว
ความจริงเขาก็อยากจะบอกกับเพื่อนตรงๆ
เหมือนกันแต่เพราะซูนยองขอไว้
ถึงเขาจะไม่แน่ใจว่าทำไมซูนยองถึงพูดแบบนั้นก็เถอะ
อาจจะปกป้องเขา หรือซูนยองอาจจะ-
มินกยูสั่นหัวเล็กน้อยแล้วไล่ดูรายชื่อในโทรศัพท์ต่อ
พอมาถึงชื่อหนึ่งก็ต้องเลิกคิ้วเล็กน้อย
แทบจะลืมไปแล้วว่ามีเบอร์นางเอกของเรื่องสโนว์ไวท์อยู่ด้วย
ถามเพื่อนตัวเองดูไม่ค่อยได้เรื่อง
ลองถามคนนี้ดูบ้างก็แล้วกัน
“ฮัลโหลมินกยู
โทรมามีอะไรเหรอ?”
“เอ่อ อึนฮา
หวัดดี ยุ่งอยู่รึเปล่า
เรามีเรื่องจะถามหน่อย"
“ไม่นะ
มีอะไรถามมาเลย"
“เอ่อ คือ
คือเธอมีแฟนรึยังอะ เคยมีแฟนมั้ย"
“ถามแปลกนะมินกยู
แต่ก็ มีสิ ตอนนี้ก็มีอยู่นะ"
“อ๋อเหรอ!
ดีเลย
คือเราอยากจะถามว่า เอ่อ
คือนี่เป็นเรื่องของเพื่อนเรานะเพื่อนเรามันไม่เคยมีแฟน
แล้วทีนี้มันก็กำลังจะมี
แต่ว่ามันกับแฟนมันคนนี้เป็นเอ่อ
เป็นเพื่อนกันมานานแล้วอะ
เพื่อนที่สนิทกันมากด้วยมันก็เลยอยากรู้ว่า
พอเป็นแฟนกันแล้วมันต่างกันยังไง
หรือว่าคนเป็นแฟนกันเขาทำอะไรกันบ้างเหรอ
อะไรแบบนี้น่ะ
คือมันกลัวว่าการเป็นแฟนมันจะไม่ชัดเจน
จะเหมือนเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมอะ"
“อืมมม
สำหรับฉันนะ
แฟนกับเพื่อนมันต่างกันตรงที่ความรู้สึกซะส่วนใหญ่
สมมติว่าตอนเป็นเพื่อนกันถ้ามีคนมาจีบแฟนฉันฉันก็ทำอะไรไม่ได้จริงมั้ย
แต่ถ้าเป็นแฟนกันแล้วฉันก็ต้องหวงบ้างอะไรบ้าง
เพราะงั้นเวลาแฟนฉันไปไหนฉันก็จะตามติดเลย
ฉันเป็นคนขี้หึงน่ะ ฮ่าๆๆๆ"
“อ่า เหรอ
แล้วตามติดที่ว่านี่
หมายความว่าเป็นแฟนกันแล้วก็ตัวติดกันมากขึ้นแบบนี้เหรอ?”
“อื้มใช่
แฟนเก่าฉันคนหนึ่งเป็นแดนเซอร์น่ะ
เวลาเขาซ้อมฉันก็ไปดู
ไปรอตลอดเลย เอาขนมเอาน้ำไปฝาก
คอยซับเหงื่ออะไรแบบนี้
ซึ่งฉันว่าเวลาเป็นเพื่อนกันถ้าทำแบบนี้มันก็จะดูเกินเลยไปนิดนึงน่ะ
เพราะงั้นเลยเป็นหน้าที่ของแฟน"
“อ๋ออ
แล้วมีอะไรอีกบ้างเหรอที่แฟนต่างจากเพื่อน?”
“อืมม ที่ต่างเหรอ
ฉันก็อาจจะอยากไปเที่ยวที่ไหนๆ
กับแฟนสองคนบ้างล่ะมั้ง
มีอารมณ์รักโรแมนติคบ้างนะ
พวกเรื่องเซอร์ไพรส์ในเทศกาลวันสำคัญที่พลาดไม่ได้เลยนะ
ฉันล่ะรอวันพวกนี้มากตลอดเลย"
“อ๋อออ
พวกเซอร์ไพรส์วันเกิดอะไรแบบนี้ใช่มั้ย?”
“ใช่ๆ เค้ก
ลูกโป่ง ดอกไม้ อย่าลืมล่ะ
สำคัญมาก!
แต่จริงๆ
แล้ววันปกติก็มีเซอร์ไพรส์เล็กๆ
น้อยๆ บ้างก็ดีนะ แบบนั้นฉันก็ชอบ
ผู้หญิงก็ชอบแบบนี้ทุกคนนั่นแหละมั้ง
เรียนมาเหนื่อยๆ ลงมาเจอแฟนพาไปดินเนอร์
หรือว่ากลับมาบ้านเจอแฟนซื้อขนมมาฝาก
หรือว่าตื่นมาตอนเช้าแฟนทำอาหารเช้าไว้ให้-”
“ทำไมมีแต่เรื่องกิน"
“อะ เอ้า!
ก็ฉันชอบกิน
ใครๆ ก็ชอบกินทั้งนั้นแหละหรือนายไม่ชอบกิน"
“เอ่อ โอเคๆ
ทุกคนชอบกิน แล้วมีอะไรอีกมั้ยอะ?”
“อืมม
ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกนะจริงๆ
แล้ว ฉันชอบอะไรเล็กๆ น้อยๆ
อย่างเช่นไลน์มาตอนเรียนอยู่ถามว่าเหนื่อยมั้ย
หรือว่าเวลาหนังใหม่ๆ
ออกก็มาชวนฉันไปดู
บอกว่าอยากดูด้วยกันอะไรแบบนี้
อ๊ายย ฉันชอบ
แล้วก็เวลาฉันเหนื่อยหรือไม่สบายใจก็รับฟังแล้วก็กอดฉัน
นี่แหละที่ฉันชอบที่สุดเลย"
“อ่าา!
โอเค
ขอบใจมากนะอึนฮา"
“มินกยูคนฮอตกำลังจะมีแฟนแล้วสิท่า"
“ปะ เปล่านะ
แค่คุยๆ อยู่"
“อ๊ะๆ
ไหนบอกเรื่องของเพื่อนไง
ฮันแนนนน่"
“เห้ย เออ
ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องของเรา
ไม่ใช่"
“ฮันแนนนนนนนนนน่-”
มินกยูรีบกดวางหูแล้วปาโทรศัพท์ทิ้งอย่างร้อนรน
ก่อนจะยกมือขึ้นเขกหัวตัวเองรัวๆ
ลงโทษที่ทำตัวโง่
หลังจากอึนฮามาเล่นละครที่โรงเรียนของเขาก็สนิทกับหลายคนซะด้วย
แบบนี้จะเอาไปพูดต่อรึเปล่าก็ไม่รู้
แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ข้อมูลอะไรมาเยอะเหมือนกัน
รู้แบบนี้โทรหาเพื่อนผู้หญิงแต่แรกดีกว่า
มินกยูหยิบกระดาษกับปากกาแล้วนอนคว่ำบนโซฟาเรียบเรียงข้อมูลที่ได้ทั้งหมดเมื่อครู่
มือขวาเขียนไป มือซ้ายก็หยิบขนมกินไปด้วย
คิ้วขมวดนั่งสร้างสถานการณ์ในหัวอย่างวุ่นวาย
“ส่งไลน์ไปให้กำลังใจระหว่างเรียน
พาไปเที่ยวที่ไกลๆ กันสองคน
เซอร์ไพรส์ในโอกาสพิเศษ
ทำขนมให้กิน อืมม ซูนชอบกินขนมอะไรน้า
เห็นชอบกินทุกอย่างเลย
แล้วไปเที่ยวที่ไหนดี
ถ้าตามธรรมเนียมนิยายทั่วไปก็ต้องทะเลสินะ
ปกติไปทะเลแล้วก็ชะชะช่ากันเลยนี่นา
เอ๊-”
“ทำอะไรอยู่น่ะมินกยู"
“จ๊ากกก!!!”
มินกยูสะดุ้งตัวลอยเมื่ออยู่ๆ
ซูนยองก็มายืนเกาะพนักโซฟายื่นหน้าลงมาแอบมองกระดาษของเขาด้วยสายตาสงสัย
มินกยูยัดกระดาษเข้าเสื้อตัวเองแล้วหยิบกระปุกขนมมาถือไว้แทนแต่นั่นยิ่งทำให้ซูนยองสงสัยเข้าไปอีก
ซูนยองนั่งอ่านหนังสืออยู่ดีๆ
หันมาน้องชายก็หายไป
พอลงมาก็มาเจอนั่งเขียนอะไรอยู่ก็ไม่รู้แถมยังบ่นพึมพำๆ
ไปด้วยอีก หน้าตาท่าทางมีพิรุธไปหมด
“นั่นกระดาษอะไรเหรอ?”
“ปะ เปล่า
ไม่มี กระดาษอะไรที่ไหนมีแต่ขนม
กะ กินป่าว?”
“ไม่มีกระดาษได้ไงเมื่อกี๊ฉันเห็นอยู่
แล้วนั่นปากกายังอยู่บนเบาะอยู่เลย"
“ปะ ปากกาแล้วไง
มีปากกาไม่เห็นต้องมีกระดาษ"
“นายเอาปากกามากินขนมรึไงล่ะ?”
“มะ ไม่ได้เหรอ?”
“...เห้อ
โอเค ตามใจ ฉันแค่ลงมาดูเฉยๆ
อยู่ๆ ก็หายไปเฉย"
“อะ อื้อ"
“งั้นฉันขึ้นไปอ่านหนังสือต่อละ"
“เอ่อ ซะ ซูน!”
“หืม?”
“เอ่อ
เสาร์อาทิตย์หน้าซูนว่างมั้ย?”
“ทำไมเหรอ?”
“ไปเที่ยวกัน
สองคน แบบแฟน"
“หะ หา?”
“ทะเลภูเขาเมืองเก่าเข้าป่า
อยากไปแบบไหนที่สุด?”
“อะไรนะ?”
“ทะเลภูเขาเมืองเก่าเข้าป่า
ไปไหนดี?”
“ฉัน-”
“ทะเลภูเขาเมืองเก่าเข้าป่า-”
“ภูเขาๆ
แล้วนี่ทำไมอยู่ดีๆ-”
“ภูเขานะะ
ไปเย็นวันศุกร์กลับเย็นวันอาทิตย์ละกันเนอะ"
“เดี๋ยว
มินกยูเดี๋ยว ตอบฉันมาก่อน
ทำไมอยู่ดีๆ ถึงจะไป
ฉันงงไปหมดแล้ว"
มินกยูที่กำลังคุ้ยหาเศษชอคโกแลตชิปเงยหน้ามองพี่ชายที่ตอนนี้เดินมายืนอยู่หน้าโซฟาพร้อมสีหน้างุนงง
น้องชายตัวโตยิ้มแป้นแล้วอ้าแขนดึงพี่ชายเข้ามากอดแน่น
ฝังใบหน้าลงกับหน้าท้องแล้วถูไปมา
ซูนยองก็ได้แต่ลูบหัวเบาๆ
อย่างเอ็นดูปนหมั่นไส้เมื่อน้องชายเริ่มตอบด้วยเสียงเล็กเสียงน้อยที่ไม่ได้ยินมาสักพัก
“ก็ผมอยากไปเที่ยวกับซูนสองต่อสองบ้างนี่นา
คนเป็นแฟนกันก็ต้องอยากมีทริปส่วนตัวไปจู๋จี๋กันบ้างใช่มั้ยล่าาา"
“จู๋จี๋อะไรกัน..”
“ก็ผมอยากไปนอนค้างคืนข้างนอกกับซูนบ้างนี่นา
นะ ไม่ได้เหรอ?
เราไปนอนดูดาวบนเขากันดีกว่าน้า
นะนะนะน้า"
“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปซักหน่อย"
มินกยูเงยหน้าเอาคางเกยไว้บนหน้าท้องพี่ชายแล้วยิ้มกว้าง
แถมยังส่ายไหล่ไปมาทำท่าออดอ้อน
น่ารักซะจนซูนยองโน้มตัวลงไปจูบหน้าผากแรงๆ
หนึ่งที
แต่นั่นทำให้มินกยูหน้ามุ่ยไปเล็กน้อยทั้งที่ปกติคงจะชอบและดี๊ด๊าไปแล้ว
ก็ตอนนี้มินกยูกำลังจะปฏิเสธทุกอย่างที่พี่น้องทำกันได้เพราะต้องการอัพเกรดเป็นแฟนเต็มตัว
ซูนยองพอเห็นน้องชายทำหน้ายุ่งทั้งที่ตัวเองพึ่งจูบหน้าผากไปก็เลิกคิ้วอย่างงุนงง
“ฮื้ออ ซูนอะ
ไม่เอาแบบนี้สิ
แบบนี้พี่น้องที่ไหนก็ทำได้"
“อ่าว
แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ"
“จูบสิ จูบผม
จูบที่ปากอะ นะนะน้าาา"
“อะ อะไรกันเล่า"
“น้าา
ผมเป็นแฟนซูนน้า จูบหน้าผากได้ไงอะ"
“เป็นแฟนกันก็จูบหน้าผากกันได้น่า
มินกยู ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนขนาดนั้นหรอก
อะไรที่มันดีอยู่แล้วก็คงมันไว้บ้างก็ได้นี่นา
ถ้านายอยาก เอ่อ เป็นแฟนกันล่ะก็
ไม่ใช่ว่าอะไรที่เมื่อก่อนทำได้ก็จะไม่ทำซะหมดนะ
แค่นายอยากทำอะไรเพิ่มบ้างก็ทำ
เท่านั้นเอง
เวลารักกันมันก็รักจากความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ก่อนแล้วทั้งนั้นแหละ
ถ้าทำแบบนั้นแล้วรักทำไมจะต้องเปลี่ยนแค่เพราะสถานะเปลี่ยนด้วยล่ะ
จริงมั้ย"
“ฮื้ออ ก็ได้ๆ
เข้าใจแล้วคร้าบบ
แต่ว่ายังไงก็อยากให้จูบนี่นา
นะนะนะ จูบนะ จูบน้าาา"
ซูนยองถอนหายใจยาวแล้วหันมองนอกห้องรับแขก
ถึงคุณแม่จะไม่อยู่บ้านก็เถอะ
แต่เขาเองรู้สึกไม่สะดวกใจเลยตั้งแต่ตกลงเป็นแฟนกับมินกยู
ในใจมันยังว้าวุ่นอยู่ตลอดเวลา
คิดตลอดว่าที่ตัดสินใจไปเป็นสิ่งที่ถูกแล้วรึเปล่า
หรือว่าเขากำลังทำผิดอยู่
คบกันชั่วคราวแบบนี้คงทำให้เขากับมินกยูได้ทบทวนความรู้สึกตัวเอง
บางทีมินกยูอาจจะหันกลับไปชอบผู้หญิงก็ได้ถ้าคบกันแล้วไปไม่รอด
บางทีความรู้สึกของมินกยูอาจจะไม่ได้เป็นความรักอย่างที่เขาคิด
บางทีคบกันแบบนี้อาจจะยืนยันได้ว่าจะไปไม่รอด
และนั่นจะทำให้มินกยูปลอดภัยขึ้น
แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ
ถ้ามันเกินเลยไปมากกว่านี้จะเกิดอะไรขึ้น-
“ซูนน
คิดมากอีกแล้ว"
“อ่ะ เปล่า
ไม่ได้คิดอะไร"
“ฮื่ออ..
คิ้วขมวดขนาดนั้น..
จริงๆ
เลย โกหกไม่ได้เรื่อง"
“อ่าว
ฉันไม่ได้โกหกนะ เห้ยย-”
มินกยูไม่รอให้พี่ชายพูดจบ
ผุดลุกขึ้นยืนประชิดจนซูนยองแทบหงายหลังแต่น้องชายตัวโตก็กอดไว้แน่น
อีกแล้ว สายตาเรียบนิ่งแบบนี้อีกแล้ว
ซูนยองยังไม่คุ้นกับสายตาแบบนี้ของมินกยูสักที
เพราะเมื่อก่อนจะดูขี้เล่นหรืองอแงอยู่ตลอดเวลา
ฝ่ามืออุ่นของน้องชายทาบลงมาบนแก้มขวาแล้วลูบไปมาอย่างอ่อนโยน
“ยังไม่ต้องคิดไปไกลถึงอนาคตหรอกครับ
แล้วก็ไม่ต้องคิดห่วงผมด้วย
ผมโตแล้ว ไม่เป็นอะไรหรอก"
“...”
“ผมรักซูน
ซูนก็รักผม และไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหนก็ตาม
มันก็ไม่ผิดนี่ฮะ จริงมั้ย?”
“...”
“การรักใครซักคน
ไม่ผิดซักหน่อยนะฮะ
เพราะงั้นทำใจให้สบายๆ
แล้วก็ เชื่อผมนะ"
พูดจบมินกยูก็ค่อยๆ
โน้มหน้าเข้ามาใกล้ ซูนยองค่อยๆ
หลับตาโดยอัตโนมัติเมื่อสัมผัสอุ่นประทับลงมาบนริมฝีปาก
สองมือกำแน่นอยู่ข้างลำตัวเมื่อน้องชายลากฝ่ามือไปมาบนแผ่นหลังของเขา
ถึงจะโดนจูบมาหลายครั้งแล้วซูนยองก็ยังไม่ชินอยู่ดี
อาการร้อนวูบที่ใบหน้า
กับสัมผัสวาบหวามที่ริมฝีปากนี่
ถูไป ถูมา อ้าปากออกบดจูบบ้าง
ขบเม้มบ้าง
ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้มันก็เป็นไปตามธรรมชาติเองอย่างน่าประหลาดใจ
แต่ซูนยองกำลังฝืนอยู่
เขาโอนอ่อนพอจะให้น้องชายจูบ
แต่ตัวเขาเองยังไม่สามารถจูบตอบได้จนกว่าจะกำจัดตะกอนในใจออกไป
และมันคงจะอีกนานพอดูเลยจนกว่าเขาจะมั่นใจว่าเส้นทางนี้ถูกต้องสำหรับมินกยู
No comments:
Post a Comment