เช้านี้นาฬิกาปลุกสารพัดนึกอย่างมินกยูกำลังละเลยหน้าที่ตัวเอง
วันนี้เป็นวันหยุดก็จริงแต่คุณแม่ซูนยองไม่ชอบให้ลูกชายนอนแบะแฉะอยู่บนเตียงจนสายก็เลยให้มินกยูที่ขี้เซาน้อยกว่าเป็นคนปลุกลูกชายตัวเอง
ไม่ว่าจะวันไหนก็ตามถ้าสิบโมงเมื่อไหร่ต้องไม่มีซูนยองนอนอุตุอยู่บนเตียง
มินกยูต้องเริ่มปลุกซูนยองตั้งแต่เก้าโมงถึงจะทันเวลา
แต่ตอนนี้เก้าโมงกว่าแล้วเขาก็ยังเฉย
ได้แต่นอนมองใบหน้ายามหลับของพี่ชายในอ้อมแขนพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อคืนกว่าเขาจะกลับบ้านก็ตีหนึ่งกว่า
ไปฉลองกับทีมว่ายน้ำจนเลยเถิดก็ส่วนหนึ่งแต่ความจริงแล้วเขาจงใจกลับสาย
เพราะถ้ากลับมานอนกอดซูนยองเหมือนปกติพี่ชายเขาคงเกร็งจนนอนไม่หลับแน่
เลยปล่อยให้หลับไปก่อนแล้วย่องขึ้นเตียงทีหลัง
ตอนนี้ก็เหมือนกัน
ถ้าปลุกขึ้นมาล่ะก็ซูนยองก็จะต้องอึดอัดอีก
มินกยูเลยขอใช้เวลาอีกสักสิบนาทีแล้วค่อยเริ่มปลุก
ถึงจะอยากหยุดเวลาไว้อย่างนี้ก็ตามแต่เขาก็รู้ดีว่าไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว
ยังไงก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอยู่ดี
หลังจากนอนกอดพี่ชายเพิ่มพลังอยู่พักหนึ่งเขาก็เริ่มปลุกอีกฝ่าย
“ซูนน ตื่นเถอะครับ"
“...”
เงียบสนิท
ซูนยองเป็นคนหลับลึกมาก
บางวันมินกยูโมโหจนถีบตกเตียงก็มีแต่วันนี้ใบหน้ายามหลับใหลของซูนยองทำให้กลับเขาหุบยิ้มไม่ได้
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่ความรักที่มีให้ซูนยองเปลี่ยนไป
และเพิ่มพูนขึ้นมาจนมากมายขนาดนี้
“ซูน ตื่นเถอะนะฮะ
สายแล้วนะ"
มินกยูค่อยๆ
ไล้ข้อนิ้วลงบนแก้มของพี่ชายอย่างแผ่วเบา
ยิ่งสัมผัสยิ่งหลงรัก
มินกยูยิ้มกว้างรู้สึกตัวเองเหมือนคนบ้าเข้าไปทุกทีก่อนจะโน้มหน้าลงไปหอมแก้มพี่ชายให้ชื่นใจ
แขนซ้ายรัดรอบเอวอีกฝ่ายแล้วดึงเข้าหาตัว
กอดแน่นเข้าไปอีก
ปลายจมูกที่ซุกอยู่ที่แก้มไล่ขึ้นไปที่ขมับ
สูดกลิ่นแชมพูที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง
ประทับจูบลงไปเบาๆ แถวขมับและหางคิ้ว
แล้วลงไล่มาบริเวณใบหู
ถูไปมาอย่างมันเขี้ยวจนซูนยองส่งเสียงในลำคออย่างรำคาญใจ
“ตื่นเถอะฮะ
ผมมีอะไรจะคุยด้วยน่ะ ซูนน"
เมื่อคืนระหว่างที่นั่งย่างเนื้อเขาก็คิดเตรียมแผนล่วงหน้าเพื่อช่วยให้ความสัมพันธ์ของเขาและซูนยองพัฒนาไปเรื่อยๆ
โดยไม่อึดอัดกันไปกันมา
และเขาก็วางแผนเรียบร้อยตอนเนื้อถาดที่สี่มาลง
ดังนั้นตอนนี้เขาต้องพยายามปลุกซูนยองขึ้นมาคุยกันก่อน
ก่อนจะเลยเวลาสิบโมงแล้วคุณแม่จะเอ็ดเอา
ทุกอย่างต้องดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
จะปล่อยให้ซูนยองมีเวลาคิดมากไม่ได้เด็ดขาดไม่อย่างนั้นโอกาสจะยิ่งน้อยลง
ซูนยองน่ะยิ่งคิดยิ่งวุ่นวาย
ถ้าเขาไม่กระตุ้น
ไม่กดดันล่ะก็ในที่สุดพี่ชายจะต้องได้ข้อสรุปอะไรบางอย่างที่มาจากความกังวลแน่นอน
เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด
ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่ยอมปล่อยซูนยองแน่
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เขาค่อนข้างจะมีหวังอยู่แบบนี้
จากการที่เมื่อวานได้จูบตั้งหลายครั้งก็น่าจะหมายความว่าเขามีโอกาสอยู่บ้างนั่นแหละ
มินกยูผละออกมาจากแก้มของพี่ชายแล้วใช้นิ้วโป้งไล้ไปที่ริมฝีปากอีกฝ่ายเบาๆ
ถึงเขาจะพยายามบังคับตัวเองไม่ให้เกินเลยนักจนกว่าซูนยองจะยอมชัดเจน
แต่พอมาอยู่ใกล้กันแบบนี้ทีไรมินกยูไม่เคยห้ามใจตัวเองได้สักครั้ง
“ตื่นเถอะนะครับ
ซูน"
กระซิบเสียงเบาแล้วก็โน้มหน้าลงไปประทับจูบพี่ชายเบาๆ
เมื่อวานก็จูบไปสามสี่ครั้งแล้ว
แต่ก็ยังไม่ชินสักที อาการหวิวๆ
ในอกแบบนี้กี่ทีๆ ก็ยังเป็น
แถมความรู้สึกนุ่มหยุ่นที่สัมผัสก็ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัวไม่หาย
จักจี้แปลกๆ จนต้องถอนริมฝีปากออกอย่างรวดเร็ว
ริมฝีปากของซูนยองดึงดูดเขาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
จูบแล้วก็อยากจูบอีก
อยากจูบเรื่อยๆ
สัมผัสที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากตัวเองทำให้เขาสั่นไปทั้งตัว
ไม่ได้แล้ว ขืนปล่อยไปแบบนี้ต้องสายแน่ๆ
เขาใช้นิ้วจิ้มแก้มพี่ชายรัวๆ
เพื่อเร่งให้ตื่น
“ตื่นได้แล้วน่าซูนอ่าา
ตื๊นนนน"
“อืมมมม"
ซูนยองเริ่มพลิกตัวหนี
หมายความว่าเริ่มรู้สึกตัวบ้างแล้ว
นั่นเป็นสัญญาณที่ดีแต่ยังไม่ดีพอ
มินกยูรั้งร่างพี่ชายเข้ามากอดแน่นแล้วฝังใบหน้าลงกับซอกคอสูดเอากลิ่นที่คุ้นเคยเข้าไปเต็มปอด
กอดซูนยองทีไรเขาชื่นใจทุกทีโดยเฉพาะเวลาอีกฝ่ายสิ้นฤทธิ์เพราะไม่รู้สึกตัวแบบนี้ด้วย
อยากจะใช้เวลาแบบนี้ไปนานๆ
แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเวลาใกล้หมดลงแล้วมินกยูเลยกลั้นใจกัดลำคอพี่ชายเข้าเต็มเขี้ยวเพื่อปลุกให้ตื่น
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกก
หมาบ้าที่ไหนวะ โอ๊ยยยยย"
สำเร็จ
ผัวะ!!!!
แบบเจ็บตัว
มินกยูเบะปากทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
และคราวนี้ไม่ได้โอเวอร์อะไรนัก
ตาขวาปวดตุบๆ และมองไม่ชัดไปชั่วขณะ
ซูนยองที่ตื่นเต็มตาลนลานจนทำอะไรไม่ถูกได้แต่ลูบหัวน้องชายไปเรื่อยๆ
ทำยังไงได้ก็เขาทำไปโดยไม่รู้ตัว
หลับๆ อยู่ดีๆ ก็ถูกกัดคอไม่ให้ตกใจได้ยังไงกัน
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ
ที่เขาทำก็รุนแรงไป
เขาหมัดเบาซะที่ไหนล่ะ
“ฮือออ
ซูนต่อยผมทำไม ตาจะเขียวมั้ยเนี่ยย
ฮื้อออ"
“ขะ ขอโทษ
แต่ใครใช้ให้นายมากัดฉันเล่า!
ปกติก็ไม่เห็นเคยปลุกแบบนี้เลย"
“ก็ซูนขี้เซาอะ
ผมก็ต้องปลุกแบบนี้สิ ฮึก
เจ็บอะ เจ๊บบบ หมดหล่อเลยยย"
“อะ เอาน่า
ขอโทษแล้วไง เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำแข็งมาให้แล้วกัน"
ไม่ได้
ถ้าลุกลงไปเอาน้ำแข็งในตู้เย็นข้างล่างล่ะเรื่องยาวแน่
คงไม่ได้คุยเรื่องที่ต้องคุย
เรื่องนี้ต้องคุยบนเตียงเท่านั้นเพราะถ้าเป็นที่อื่นซูนยองอาจจะลุกหนีหรือหลบตาได้
จากประสบการณ์มินกยูมั่นใจว่าต้องคุยกับซูนยองบนเตียงเท่านั้นเพราะเป็นที่เดียวที่เขาควบคุมอีกฝ่ายได้ดังนั้นก่อนที่พี่ชายจะกลิ้งลงจากเตียงไปมินกยูเลยรวบเอวอีกฝ่ายไว้แล้วดึงกลับลงมานอนในอ้อมแขนตัวเองเหมือนเดิมโดยที่หันหน้าเข้าหากัน
แบบนี้ซูนยองก็หลบหน้าเขาไม่ได้แล้ว
ซูนยองตาโตด้วยความตกใจก่อนที่ความทรงจำของเมื่อคืนจะค่อยๆ
กลับมาหลังจากมัวแต่คิดเรื่องที่เผลอต่อยน้องชายไป
สองมือยกขึ้นยันอกอีกฝ่ายทันที
“เอ่อ
มินกยูปล่อยก่อนสิ
ฉันจะไปเอาน้ำแข็งมาประคบตาให้
เดี๋ยวเขียวหมด"
“เดี๋ยวก่อนก็ได้ฮะ
ตอนนี้ผมมีเรื่องจะคุยกับซูนน่ะ"
“แต่ว่า
ถ้าไม่ประคบตอนนี้มันจะช้ำมากเลยนะ
เดี๋ยวไม่หล่อนะ"
“ซูนอ่า
ผมไม่หล่อเหรอ?
ไม่หล่อแล้วจะรักมั้ย?”
“หะ หา?
อะ
อะไรของนายเนี่ย"
“ฮึ!
ช่างมันก่อน
ตอนนี้ซูนฟังผมก่อนนะ"
“ว่าไง"
“คือ อืมม
ต่อจากเมื่อคืนนะฮะ
ซูนได้คำตอบรึยัง?
ว่าจูบกับผมแล้วรู้สึกยังไงบ้าง?”
“เอ่อ"
ซูนยองเริ่มรู้สึกอึดอัดอีกครั้ง
ในใจกระวนกระวายไปหมด
ได้แต่สงสัยว่าทำไมน้องชายเขาความอดทนต่ำแบบนี้
ดื้อดึงกดดันจะเอาคำตอบจากเขาให้ได้ทั้งที่ตัวเองเพิ่งบอกชอบเขาเมื่อวานนี้เอง
มินกยูมองพี่ชายที่ก้มหน้าต่ำแล้วก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
ตัวเขาเองก็รู้ว่าคงไม่ได้คำตอบง่ายๆ
หรอกถึงได้เตรียมแผนต่อไปไว้แล้ว
แต่ก็แอบหวังไม่ได้ว่าบางทีซูนยองอาจจะเกิดคิดได้ขึ้นมา
ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายแบบนั้น
“งั้นก็..
ไม่เป็นไรครับ
คืออ ผมไปคิดๆ มาแล้วนะฮะ
คือผมน่ะรักซูน
แล้วก็รู้แล้วว่ารักแบบไหนแต่ซูนยังไม่รู้ใช่มะ
ทีนี้..
ทำไมเราไม่ลองมา
เอ่อ ไม่ลองทำตัวเหมือนเป็นแฟนกันดูล่ะฮะ?”
“หา??
ว่าไงนะ-”
“ก็ ก็ผมจะได้ลองดูว่า
ถ้าเราคบกันเป็นแฟนจริงๆ
มันจะเป็นยังไงจริงมั้ย?
ผมว่าซูนต้องเครียดแน่ๆ
เลยว่าเกิดเรารักกันขึ้นมาจริงๆ
จะมีปัญหาอะไรบ้างจริงมั้ยฮะ?
งั้นเราก็
ก็มาลองคบกันเล่นๆ จะได้ลองดูๆ
ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง
แล้วเผื่อซูนจะได้รู้ความรู้สึกตัวเองมากขึ้นไงฮะ"
“...แต่ว่า
แบบนั้นมัน..
มันต่างอะไรจากเป็นแฟนกันจริงๆ
ล่ะ"
“ก็
ก็ตรงที่เราจะกลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมเมื่อไหร่ก็ได้ไงฮะ
ไม่ซีเรียสเหมือนเป็นแฟนกันจริงๆ
แบบว่า ผมเคยเห็นเพื่อนผมหลายคู่เวลาคบกันแบบซีเรียสๆ
แล้วก็มีปัญหาเยอะ ง้องอนบ่อย
ผมคิดว่าถ้าเราลองๆ
กันดูก่อนเราจะได้ยังเหมือนเป็นพี่น้องกันไปด้วย
ไม่ชอบอะไร ไม่พอใจตรงไหนจะได้พูดกันตรงๆ
แล้วก็
ถ้ามันไม่รอดเมื่อไหร่เราก็กลับไปเป็นพี่น้องกันได้เหมือนเดิมไงฮะ
ซูนจะได้ไม่ต้องเครียดด้วย
ดีมั้ยฮะ?
เราลองคบกันแบบนี้จะได้รู้ว่าถ้าเรารักกันมันจะไปรอดมั้ย
โดยที่ไม่ต้องเสี่ยงรอให้คบกันจริงจังจริงๆ
ไงฮะ”
มินกยูรีบอธิบายรัวเร็วจนลิ้นพันกัน
ถึงจะพูดวกๆ วนๆ
ไม่ค่อยเข้าใจแต่ซูนยองก็พอรู้เรื่องว่าน้องชายต้องการจะทำอะไร
มันก็คือการคบกันจริงๆ
ทำทุกอย่างเหมือนเป็นแฟนกันจริงๆ
แต่เอาคำว่าเล่นๆ
มาบังหน้าเผื่อว่าถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาจะได้ถอยกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้
แต่ถ้าให้เดา มินกยูเองคงไม่ได้อยากทำเล่นๆ
หรอก คำว่าเล่นๆ
เอามาใช้ให้ซูนยองยอมรับมันได้ง่ายขึ้นมากกว่า
เพราะความรู้สึกซูนยองเองก็ยังไม่ชัดเจน
ความจริงการทำแบบนี้อาจจะช่วยให้ซูนยองตัดสินใจง่ายขึ้นด้วยก็ได้
“เอ่อ..
แล้วมัน
มันมากแค่ไหนล่ะ?”
“หืม?”
“เราจะลองกัน
มากแค่ไหน"
“หมายถึงอะไรฮะ?”
“หมายความว่า
เราจะแสดงออกมากแค่ไหน
แม่จะรู้มั้ย?
เพื่อนๆ
นายล่ะ?
เพื่อนๆ
ฉัน?
ฉันไม่อยากจะพูดแบบนี้เพราะตัวฉันเองไม่ถือ
แต่มินกยูถ้าเราจะลองคบกัน
หรือในที่สุดแล้วคบกันจริงๆ
สังคมจะมองว่านาย ว่านายเป็นเกย์นะ
แล้วมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะรับได้
นายเข้าใจฉันใช่มั้ย?”
นี่เอง
อีกเรื่องที่ซูนยองกลัว
ไม่ว่าจะคบเล่นๆ หรือคบจริงๆ
ถ้าคนข้างนอกรู้มันคือการตราหน้าว่าน้องชายเขาเป็นเกย์
และถึงเขาจะไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องผิด
แต่หลายๆ คนคิด และหลายๆ
คนที่ว่าคือคนในสังคม
คนที่จะมีอิทธิพลต่อน้องชายเขาและอนาคตข้างหน้า
จะให้ไม่สนเลยก็คงทำไม่ได้
มินกยูมองหน้าพี่ชายนิ่งก่อนจะโน้มหน้าลงไปจูบหน้าผากเบาๆ
“ผมเข้าใจครับ
แต่ผมไม่สน ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเกย์
หรือรักร่วมเพศ หรืออะไรทั้งนั้น
ผมก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่รักซูน
แล้วซูนก็บังเอิญเป็นผู้ชาย
เป็นเพศเดียวกับผม แค่นั้น
ถ้าใครมันจะมองแบบไหนก็ปล่อยมันไป
พวกหัวคิดคับแคบผมไม่สนหรอก"
“มินกยู..”
ซูนยองดึงหัวน้องชายลงมาซบอกตัวเองแล้วกอดอีกฝ่ายแน่น
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ามินกยูเป็นยังไง
มินกยูพยายามทุกอย่างเพื่อให้เขาสบายใจมากที่สุด
แต่ถึงน้องชายจะพูดแบบนั้นตัวเขาก็ยังอดห่วงไม่ได้
มินกยูไม่สน แต่เขาสน
เขากลัวว่าการที่มินกยูรักเขา
หรือการที่รักกันแล้วจะกระทบชีวิตน้องชายในอนาคต
ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
ในมหาวิทยาลัย ที่ทำงาน
เพื่อน หรือถ้าต่อไปน้องชายเขาจะแต่งงานมีครอบครัว
ความจริงนี้ก็ยังไม่เลือนหายไป
ความจริงที่ช่วงหนึ่งของชีวิตมินกยูเคยคบกับเขา
แล้วเขากลัวเหลือเกินว่าสิ่งนี้จะทำร้ายมินกยูไม่ว่าจะทางใดก็ตาม
มินกยูยกมือขึ้นลูบหลังพี่ชายเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะครับ
ถ้าซูนไม่คิดมาก ผมก็จะไม่คิดมาก
เรารักกันแล้วมันผิดอะไร
ผมรักซูนมันผิดตรงไหน?
ทำใจให้สบายๆ
เถอะนะครับ"
“ฉัน..
มินกยู
ถ้าฉันตกลง ฉันขออะไรอย่างนึงได้มั้ย?”
“ได้สิครับ
อะไรเหรอ?”
“ฉันขอให้เรื่องนี้เป็นความลับไปก่อน
ได้มั้ย?
อย่าเพิ่งให้ใครรู้"
“..ได้สิครับ"
“อะ อืม
ฉันขอโทษนะที่ต้องทำให้เป็นแบบนี้
แต่ว่าฉันกลัว-”
“ผมเข้าใจ
ไม่เป็นไรครับ"
“อื้ม"
“งั้น
ซูนตกลงจะลองคบกับผมนะครับ?”
“..อื้ม"
“ฮ้าาาา
ดีใจจังเล้ยยยย"
“แอ่กกก บะ
เบามินกยูเบา อ่อก หะหายใจไม่อ๊อก
อ๊อยย"
ปังๆๆๆ!!
“คิมมินกยู!!
ควอนซูนยอง!!!
นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว!!
ถ้าไม่ลงมากินข้าวภายในสิบวินาทีนี้แม่จะเททิ้งให้หมด!!!
สิบ!!
เก้า!!
แปด!!-”
“อ๊ากกกกก
ไปแล้วครับๆๆ แม่อย่าเพิ่งเททิ้งน้าาาา!!”
“คุณแม่!
ผมจะไปเดี๋ยวนี้แล้ว
อย่าเพิ่งน้าาา!!”
ไม่มีเวลาให้ซาบซึ้งนานถึงมินกยูจะดีใจจนตัวลอย
สองคนรีบผละออกจากกัน
กระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งลงไปกินข้าวเช้าทันที
ปกติคุณแม่ซูนยองเป็นคนใจดีแต่ถ้าลูกชายผิดระเบียบ
ไม่ทำตามกฏเมื่อไหร่จะกลายเป็นนางยักษ์ทันที
มินกยูเองที่อยู่บ้านซูนยองมากกว่าอยู่บ้านตัวเองรู้เรื่องนี้ดี
แต่ระหว่างที่กินขนมปังปิ้งไปมองหน้าซูนยองเคี้ยวตุ้ยๆ
ไปเขาก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างอดไม่ได้
ซูนยองสังเกตเห็นแล้วก็รีบเบือนหน้าหนี
แต่แก้มที่ขึ้นสีหน่อยๆ
ทำให้มินกยูยิ้มไม่หุบ
ทำยังไงได้
ก็ซูนยองเป็นแฟนเขาแล้วนี่นา
รู้แบบนี้แล้วจะให้หุบยิ้มได้ยังไง
No comments:
Post a Comment