Friday, 10 February 2017

[OS] Shy Boy #soonchan

ผมชอบพี่ซูนยอง


ไม่สิ เรียกว่าแอบชอบจะดีกว่า เพราะพี่เขาไม่รู้ จริงๆ แล้วก็ไม่มีใครรู้เลยนอกจากผม


กับคุณยายที่เหมือนจะแอบสงสัยอยู่


ทุกอย่างเริ่มต้นจากการที่ผมสอบเข้าโรงเรียนประถมปลายในเมืองได้ คุณพ่อคุณแม่เลยพาผมมาฝากกับคุณตาคุณยายที่เปิดร้านหนังสือการ์ตูนอยู่ในเขตไม่ไกลจากตัวเมืองนัก นั่นทำให้ทุกวันเสาร์อาทิตย์ผมต้องมานั่งอยู่หลังเคาท์เตอร์เฝ้าร้านทั้งวัน ขนการ์ตูนไปวางบนชั้นบ้าง จัดเรียงบ้าง นับหนังสือบ้าง จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือการ์ตูนด้วยซ้ำ ผมชอบไปวิ่งเล่นข้างนอกมากกว่า แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังจากวันนั้น


บ่ายวันอาทิตย์เดือนเมษายน ผมกำลังฟุบหน้าลงกับเคาท์เตอร์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดปนง่วงงุน วันนี้อากาศอบอ้าวมากๆ แล้วพัดลมสองสามตัวในร้านก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย นอกจากเป่าลมร้อนๆ ใส่หัวผมจนผมฟูไปหมด ลูกค้าก็ไม่มีสักคน ผมเบื่อจะตายชักอยู่แล้ว จนในที่สุดก็ตัดสินใจจะไปซื้อไอศรีมจากร้านขายของชำที่อยู่ไม่ไกลนักมานั่งกินแก้เบื่อ คิดได้ก็หยิบกระเป๋าสตางค์จากในลิ้นชัก ล็อคกุญแจเรียบร้อยแล้วก้าวเร็วๆ ไปที่ประตูไม้ แต่จังหวะที่กำลังจะผลักบานประตูออกไปมันกลับถูกดันกลับเข้ามาด้านในจนชนหน้าผากผมเต็มๆ และด้วยแรงที่ไม่เบานักทำให้ผมร้องลั่น


“โอ๊ยยยยย"


“เห้ย ขอโทษครับๆ เป็นอะไรรึเปล่า?”


ผมขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าไปมาช้าๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นไร แต่กำลังมึนอยู่ต่างหากเพราะขอบประตูชนเต็มหน้าผากเลย ผมยังไม่ทันได้มองหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ก็ถูกดึงไปนั่งบนเก้าอี้ไม้หลังเคาท์เตอร์อย่างงงๆ ก่อนจะรู้สึกถึงอะไรเย็นๆ โปะมาที่หน้าผากจนต้องถอยหน้าหนี แต่ก็ถูกมือรั้งท้ายทอยไว้


“เอาน้ำแข็งโปะไว้ก่อนนะ จะได้ไม่บวม"


“น้ำแข็ง?”


“อื้ม จากแก้วน้ำพี่เองแหละ แต่ไม่ต้องห่วงนะ ยังไม่ได้กินเลย ไม่มีน้ำลายหรอก ฮ่าๆๆ"


ผมชักหงุดหงิดที่คนที่ทำผมเจ็บตัวกลับมายืนหัวเราะระรื่นอยู่แบบนี้ แถมพอเป็นลูกค้าก็ทำให้ผมออกไปซื้อไอศกรีมไม่ได้แล้วด้วยเลยปัดมือเขาออกก่อนจะดันเขาออกไปจากหลังเคาท์เตอร์ ผมเอาหลังมือเช็ดหน้าผากเปียกๆ ตัวเองแรงๆ ด้วยความหงุดหงิดก่อนจะกระชากเสียงพูดกับเขา


“หลังเคาท์เตอร์เป็นเขตหวงห้าม! ห้ามเข้ามารู้เปล่า!”


“อ่ะ.. เขตหวงห้ามเหรอ?”


“ใช่!”


“อุก ฮ่าๆๆๆๆๆ"


“ขะ ขำอะไร!!”


ตอนนั้นเองที่ผมเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นหน้าเขาเป็นครั้งแรก เขาตัวสูงกว่าผมพอสมควร ดูท่าทางน่าจะอยู่ชั้นมัธยมแล้ว ผมสีดำสนิทตัดซอยสั้น แก้มออกจะอูมนิดๆ ยกขึ้นและเป็นสีแดงปลั่งเพราะเจ้าตัวกำลังหัวเราะอยู่ ดวงตาโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว ผมในตอนนั้นนิ่งไปเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่เวลาเขาหัวเราะมัน มีสเน่ห์มากจริงๆ หลังจากนั้นผมก็หายโกรธเขาซะอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะเขาอาสาจะออกไปซื้อไอศกรีมมาให้ผมกินด้วยล่ะมั้ง แล้วก็สอนผมว่าเขตหวงห้ามไม่ใช่คำที่ถูกต้องนักในการเรียกหลังเคาท์เตอร์ แต่ทุกครั้งที่เจอกันหลังจากนั้นเขาก็ยังล้อผมเรื่องนี้อยู่ตลอด


“นายไม่ชอบอ่านการ์ตูนจริงๆ เหรอชาน?”


“..มันน่าเบื่อ"


“แล้วชานชอบทำอะไรล่ะ?”


“..วิ่งเล่น"


“ฮ่าๆๆ น่ารักจัง ชอบวิ่งเล่นเหรอ"


"...”


"อ่า.. แต่แปลกจังเลย ทั้งๆ ที่นายเองเหมือนตัวการ์ตูนซะขนาดนี้"


“พะ พี่จะหมายความว่ายังไง!”


“ก็ ฮ่าๆๆ เขตหวงห้ามน่ะสิ เหมือนนายเป็นทหารหน้าประตูของปราสาทต้องห้ามอะไรทำนองนั้นเลย ฮ่าๆๆ"


“พี่ซูนยอง!!!”


ผมเป็นเด็กค่อนข้างขี้อาย แล้วด้วยความที่ผมไปเหวี่ยงแถมยังพูดจาแปลกๆ ใส่พี่เขาตั้งแต่ครั้งแรกผมก็เลยไม่กล้าสู้หน้าพี่เขาอีก ได้แต่หลบอยู่หลังเคาท์เตอร์ซะส่วนใหญ่ แต่พี่ซูนยองก็ไม่ยอมแพ้ ยังตามมาแกล้งใน 'เขตหวงห้าม' ของผมอยู่ตลอดเวลา ร้านก็เล็กนิดเดียวทำให้ผมหนีไปไหนไม่ได้ซะด้วย หลังจากคุยกันไปกันมา ทำให้ผมรู้ว่าพี่ซูนยองอยู่ในซอยเดียวกันนี่เอง เป็นคนชอบอ่านหนังสือการ์ตูนมาก แถมยังแวะมาร้านนี้เป็นประจำ แล้วก็ชอบยืนอ่านฟรีแต่คุณยายไม่ว่าอะไรคงเพราะพี่ซูนยองเป็นคนช่างพูดช่างจา ใครๆ ก็โกรธเขาไม่ลงหรอก แถมยังจะพลอยเอ็นดู หลงรักกันไปหมดน่ะสิ ที่ผมเพิ่งมาเจอหลังจากทำงานไปได้สองสามเดือนเพราะว่าปกติพี่ซูนยองจะมาวันธรรมดาหลังเลิกเรียนซึ่งผมไม่ได้ทำ แต่เพราะช่วงนี้พี่เขาซ้อมกีฬาหลังเลิกเรียนจนดึกดื่นทำให้ต้องเปลี่ยนมาร้านวันเสาร์อาทิตย์แทน


“ชานนน หลบอยู่ไหนเอ่ย"


“...”


“จ๊ะเอ๋!!! อยู่นี่เอง!!”


“จ๊ากกก"


“ฮ่าๆๆๆ ให้ตายสิ นี่ถึงขนาดมาหลบใต้โต๊ะเลยเหรอ กลัวอะไรพี่ขนาดนั้น"


“ไม่ได้กลัว!!”


“งั้นเหรออ"


ผมหลบตลอดขนาดนี้ พี่ซูนยองคงไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วผมน่ะอยากเจอพี่เขาแค่ไหน แต่เวลาเจอก็ไม่ต้องมาคุยกันก็ได้นี่นา ผมแค่แอบมองเขาจากหลังเคาท์เตอร์ก็พอแล้ว พี่เขาเดินเข้ามาคุยตลอดแบบนี้ผมก็เขินน่ะสิ ไม่รู้จะทำตัวยังไงเลยด้วย เพราะงั้นแทบทั้งร้านผมเคยหลบแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะหลังเคาท์เตอร์ที่ประจำ ใต้โต๊ะ ใต้เก้าอี้ หลังชั้นหนังสือ เดินหลบเดินแอบก็เคยทำแต่พี่ซูนยองเดินไล่มาเจอมันยิ่งน่าอายเข้าไปใหญ่ พฤติกรรมแปลกๆ ของผมทำให้คุณยายเกิดสงสัยแล้วก็ถามผมตรงๆ เข้าอยู่วันหนึ่ง


“ชาน หนูชอบพี่ซูนยองเขาเหรอ?”


“หะ ห๊ะ? ยายพูดอะไรอะ ผมเป็นเด็กผู้ชายนะ!”


“อื้ม ไม่เห็นแปลกนี่ ในการ์ตูนตั้งหลายเรื่องที่นางเอกตายไปกลางทางน่ะ บางเรื่องไม่มีนางเอกเลยด้วยซ้ำ"


“ยะ ยาย มันคนละเรื่องกัน แล้วทำไมยายคิดแบบนั้น"


“ก็หนูหลบพี่เขาตลอดเลยนี่นา ซูนยองเป็นเด็กอัธยาศัยดีจะตายไป ถ้าจะหลบหน้าพี่เขาคงมีเรื่องเดียวคือเพราะแอบชอบนั่นแหละ ใช่มั้ยล่ะ?”


“ปะ เปล่าสักหน่อยยายอะ ไม่พูดด้วยแล้ว ผมไปล้างจานก่อนนะ!”


ยังดีที่ผมมีห้องส่วนตัว ทำให้ผมมี 'เขตหวงห้าม' เพิ่มอีกที่นอกจากหลังเคาท์เตอร์ในร้าน และผมมักจะหลบอยู่ในนั้นหลังเลิกเรียนทุกวันเพื่ออ่านหนังสือการ์ตูน ใช่ อ่านการ์ตูน ไม่คิดมาก่อนว่าจะใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงทำอะไรแบบนี้ ผมแค่ลองอ่านตามเรื่องที่พี่ซูนยองชอบยืนอ่านเท่านั้น แล้วจริงๆ มันก็สนุกดีนะ ผมเลยกลายเป็นชอบอ่านการ์ตูนไปด้วยเลย แต่ผมไม่ได้บอกพี่เขาหรอก ไม่บอกใครเลยแหละ ยายเองก็ไม่รู้


พอผมขึ้นประถมหก พี่ซูนยองก็เข้ามัธยมปลาย และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนเพราะว่าพี่เขาสอบติดโรงเรียนดังซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากที่เดิม นั่นทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่หอใกล้โรงเรียน


"ชาน จะไม่ยอมออกมาคุยกับพี่จริงๆ เหรอ?"


"..."


"งั้น พี่ไปก่อนนะ ไว้เจอกันใหม่นะชาน"


ผมเจ็บใจตัวเองมากที่วันนั้นผมไม่ยอมโผล่หน้าออกมาจากหลังเคาท์เตอร์ ผมไม่ได้คิดว่าผมจะไม่ได้เจอพี่เขาไปอีกหลายปี หรือคิดบ้าอะไรอยู่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าผมเลือกที่จะหลบอยู่อย่างนั้นจนพี่เขาเดินออกไป โดยไม่ได้ชะโงกหน้าออกมามองพี่เขาเป็นครั้งสุดท้าย


โง่ โง่จริงๆ


หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลยสามปีเต็ม ระยะแรกผมซึมกะทือจนคุณยายรู้สึกได้ จากเดิมที่นั่งทื่อๆ อยู่หลังเคาท์เตอร์มันกลับแย่กว่าเดิม ผมเหม่อลอย จนลูกค้าหลายคนหงุดหงิด ทอนเงินผิดบ้าง คิดราคาผิดบ้าง ผมนึกเสียใจที่วันนั้นทำตัวไม่ดี ทั้งๆ ที่เป็นวันสุดท้าย ผมกลับยังหลบพี่เขาเหมือนเดิม นั่นทำให้ผมรู้สึกผิด อีกอย่างก็คือผมคิดถึง คิดถึงพี่เขาเอามากๆ เลย เสาร์อาทิตย์กลายเป็นวันที่ว่างเปล่า ไม่มีความตื่นเต้นที่จะเห็นพี่เขาผลักประตูเข้าร้านมา ไม่มีการหาที่ซ่อนใหม่ๆ หรือเดินวนหนีพี่เขาอีกแล้ว ทีนี้ผมก็ได้อยู่คนเดียวในร้านอย่างที่อยากได้แล้วไง พอใจมั้ยล่ะ


บ้าจริงๆ


พี่ซูนยองไม่กลับบ้านมาเลย คุณพ่อคุณแม่พี่ซูนยองจะเป็นคนไปหาที่หอพักเองซะมากกว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่สามปีนั้นเป็นสามปีที่ว่างเปล่าที่สุดในชีวิตผมเลย ถึงแม้ว่าผมจะโตขึ้นมาก สูงขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ มีเพื่อนเยอะแยะ แล้วก็เข้าเป็นนักเตะในทีมฟุตบอล แต่ทุกวันเสาร์อาทิตย์ที่ผมต้องมานั่งเฝ้าร้านผมก็ยังเหงา แล้วก็คิดถึงพี่เขาอยู่ดี


จนกระทั่งผมขึ้นมัธยมสี่ ความรู้สึกเหล่านั้นก็เบาบางลงเล็กน้อยตามกาลเวลา ผมสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายใกล้บ้านได้พร้อมกับเพื่อนสนิทอีกหลายคนทำให้ชีวิตของผมยังค่อนข้างเหมือนเดิม วันธรรมดาก็ไปโรงเรียน วันเสาร์อาทิตย์ก็มาเฝ้าร้าน วันนี้เองก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากวันอาทิตย์ที่ผ่านๆ มา ยกเว้นแต่อากาศที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว ผมใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นแล้วเสียบปลั๊กพัดลมตัวเล็กจ่อใส่หน้าตัวเอง แต่นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้เย็นขึ้นเท่าไหร่แล้วผมกลับกระเซอะกระเซิงจนต้องรีบปิด นึกแล้วก็หงุดหงิดเพราะอ้อนขอให้คุณยายติดแอร์ตั้งหลายครั้งแล้ว แต่คุณยายก็ไม่ยอม มองไปรอบร้านก็ไม่มีลูกค้าสักคน ผมเลยตัดสินใจจะออกไปซื้อไอศกรีมมากินดับร้อนเสียหน่อยเลยเดินไปที่ประตูหน้าร้าน แต่ก่อนจะผลักประตูออกไปมันกลับถูกใครบางคนดึงจากด้านนอกทำให้ผมเสียหลักล้มไปด้านหน้าด้วย จนหน้าทิ่มไปกับอกของคนที่ยืนอยู่ด้านนอก ผมรู้สึกถึงมือที่จับแขนผมไว้ทั้งสองข้างพร้อมเสียงหัวเราะสดใสที่คุ้นเคย หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นมา เหมือนจะรู้ว่าคนคนนั้นคือใคร


“เจอกันแบบนี้อีกแล้วนะชาน"


ผมเงยหน้าขึ้นสบสายตากับดวงตาที่โค้งขึ้นเพราะเจ้าตัวกำลังหัวเราะอยู่ วินาทีนั้นเหมือนหัวใจผมจะหยุดเต้น แต่ก็ดังโครมครามขึ้นมาจนน่ารำคาญไปพร้อมๆ กัน


“พี่ซูนยอง? ทำไม..”


“พี่สอบติดมหาวิทยาลัยแถวนี้น่ะ เลยย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน นี่เพิ่งขนของเสร็จเองพี่รีบมาหาชานคนแรกเลยนะ"


ผมรีบก้มหน้าหลบทันทีที่พี่เขายิ้มให้ พี่ซูนยองสูงกว่าเดิม ผอมลง แก้มก้อนๆ หายไปหมดแล้วเหลือแต่สันกรามคมๆ ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนานนั่นทำให้ผมประหม่าจนยิ่งทำอะไรไม่ถูกเข้าไปใหญ่ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันแบบนี้เลย พี่ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวผมเบาๆ อย่างที่เขาไม่เคยทำ นั่นทำให้ผมผละหนีอย่างรวดเร็วและได้รับเสียงหัวเราะนั่นอีกครั้ง


“ฮ่าๆๆ ชานยังขี้กลัวเหมือนเดิมเลยนะ"


“ผะ ผมไม่ได้กลัวสักหน่อย"


“อืม งั้นเหรอ งั้นที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ เขิน ใช่รึเปล่าล่ะ?”


นั่นทำให้ผมรีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว พี่ซูนยองยังยิ้มอยู่เหมือนเดิม แต่มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป ไอ้ที่ระยิบระยับอยู่ในดวงตาพี่เขามันคืออะไรกัน แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบปฏิเสธหรือถอยหนีไปไหนพี่ซูนยองก็คว้าข้อมือผมไว้แล้วดึงให้เดินตามเข้ามาในร้าน


“ดะ เดี๋ยวสิ ผมจะไป-"


“ถ้าเป็นไอศกรีมล่ะก็ พี่ซื้อมาให้แล้ว มา มานั่งคุยกันในร้านดีกว่า พี่คิดถึงเราจะแย่แล้วรู้มั้ย"


คิดถึงงั้นเหรอ ทำไมพี่ซูนยองทำกับผมแบบนี้ล่ะ


“แล้วคราวนี้ไม่ต้องคิดจะหนีไปหลบที่ไหนนะ พี่ไม่ปล่อยเราไปไหนอีกแล้ว เข้าใจมั้ย?”


ทำไมพี่ซูนยองต้องทำกับผมแบบนี้ด้วย! หัวใจผมเต้นแรงจนจะหลุดออกมาอยู่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพี่เขาจะต้องรู้แน่ๆ รู้ว่าผมรู้สึกอะไรอยู่ จะให้ผมลงไปหลบหลังเคาท์เตอร์เหมือนตอนเด็กๆ ก็คงไม่ได้แล้วด้วย ผมจ้องมือที่กำรอบข้อมือผมไว้แน่นแล้วก็รู้สึกสิ้นหวัง


ไม่ได้นะ ขืนเป็นแบบนี้ล่ะก็


พี่ซูนยองต้องรู้แน่ๆ ว่าผมแอบชอบพี่เขา



ผมจะทำยังไงดี!

No comments:

Post a Comment