ผมชอบพี่ซูนยอง
ไม่สิ
เรียกว่าแอบชอบจะดีกว่า
เพราะพี่เขาไม่รู้ จริงๆ
แล้วก็ไม่มีใครรู้เลยนอกจากผม
กับคุณยายที่เหมือนจะแอบสงสัยอยู่
ทุกอย่างเริ่มต้นจากการที่ผมสอบเข้าโรงเรียนประถมปลายในเมืองได้
คุณพ่อคุณแม่เลยพาผมมาฝากกับคุณตาคุณยายที่เปิดร้านหนังสือการ์ตูนอยู่ในเขตไม่ไกลจากตัวเมืองนัก
นั่นทำให้ทุกวันเสาร์อาทิตย์ผมต้องมานั่งอยู่หลังเคาท์เตอร์เฝ้าร้านทั้งวัน
ขนการ์ตูนไปวางบนชั้นบ้าง
จัดเรียงบ้าง นับหนังสือบ้าง
จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือการ์ตูนด้วยซ้ำ
ผมชอบไปวิ่งเล่นข้างนอกมากกว่า
แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหลังจากวันนั้น
บ่ายวันอาทิตย์เดือนเมษายน
ผมกำลังฟุบหน้าลงกับเคาท์เตอร์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดปนง่วงงุน
วันนี้อากาศอบอ้าวมากๆ
แล้วพัดลมสองสามตัวในร้านก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย
นอกจากเป่าลมร้อนๆ
ใส่หัวผมจนผมฟูไปหมด
ลูกค้าก็ไม่มีสักคน
ผมเบื่อจะตายชักอยู่แล้ว
จนในที่สุดก็ตัดสินใจจะไปซื้อไอศรีมจากร้านขายของชำที่อยู่ไม่ไกลนักมานั่งกินแก้เบื่อ
คิดได้ก็หยิบกระเป๋าสตางค์จากในลิ้นชัก
ล็อคกุญแจเรียบร้อยแล้วก้าวเร็วๆ
ไปที่ประตูไม้
แต่จังหวะที่กำลังจะผลักบานประตูออกไปมันกลับถูกดันกลับเข้ามาด้านในจนชนหน้าผากผมเต็มๆ
และด้วยแรงที่ไม่เบานักทำให้ผมร้องลั่น
“โอ๊ยยยยย"
“เห้ย ขอโทษครับๆ
เป็นอะไรรึเปล่า?”
ผมขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าไปมาช้าๆ
ไม่ได้หมายความว่าไม่เป็นไร
แต่กำลังมึนอยู่ต่างหากเพราะขอบประตูชนเต็มหน้าผากเลย
ผมยังไม่ทันได้มองหน้าอีกฝ่ายชัดๆ
ก็ถูกดึงไปนั่งบนเก้าอี้ไม้หลังเคาท์เตอร์อย่างงงๆ
ก่อนจะรู้สึกถึงอะไรเย็นๆ
โปะมาที่หน้าผากจนต้องถอยหน้าหนี
แต่ก็ถูกมือรั้งท้ายทอยไว้
“เอาน้ำแข็งโปะไว้ก่อนนะ
จะได้ไม่บวม"
“น้ำแข็ง?”
“อื้ม
จากแก้วน้ำพี่เองแหละ
แต่ไม่ต้องห่วงนะ ยังไม่ได้กินเลย
ไม่มีน้ำลายหรอก ฮ่าๆๆ"
ผมชักหงุดหงิดที่คนที่ทำผมเจ็บตัวกลับมายืนหัวเราะระรื่นอยู่แบบนี้
แถมพอเป็นลูกค้าก็ทำให้ผมออกไปซื้อไอศกรีมไม่ได้แล้วด้วยเลยปัดมือเขาออกก่อนจะดันเขาออกไปจากหลังเคาท์เตอร์
ผมเอาหลังมือเช็ดหน้าผากเปียกๆ
ตัวเองแรงๆ
ด้วยความหงุดหงิดก่อนจะกระชากเสียงพูดกับเขา
“หลังเคาท์เตอร์เป็นเขตหวงห้าม!
ห้ามเข้ามารู้เปล่า!”
“อ่ะ..
เขตหวงห้ามเหรอ?”
“ใช่!”
“อุก ฮ่าๆๆๆๆๆ"
“ขะ ขำอะไร!!”
ตอนนั้นเองที่ผมเงยหน้าขึ้นมอง
และเห็นหน้าเขาเป็นครั้งแรก
เขาตัวสูงกว่าผมพอสมควร
ดูท่าทางน่าจะอยู่ชั้นมัธยมแล้ว
ผมสีดำสนิทตัดซอยสั้น
แก้มออกจะอูมนิดๆ
ยกขึ้นและเป็นสีแดงปลั่งเพราะเจ้าตัวกำลังหัวเราะอยู่
ดวงตาโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว
ผมในตอนนั้นนิ่งไปเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน
แต่เวลาเขาหัวเราะมัน
มีสเน่ห์มากจริงๆ
หลังจากนั้นผมก็หายโกรธเขาซะอย่างนั้น
อาจจะเป็นเพราะเขาอาสาจะออกไปซื้อไอศกรีมมาให้ผมกินด้วยล่ะมั้ง
แล้วก็สอนผมว่าเขตหวงห้ามไม่ใช่คำที่ถูกต้องนักในการเรียกหลังเคาท์เตอร์
แต่ทุกครั้งที่เจอกันหลังจากนั้นเขาก็ยังล้อผมเรื่องนี้อยู่ตลอด
“นายไม่ชอบอ่านการ์ตูนจริงๆ
เหรอชาน?”
“..มันน่าเบื่อ"
“แล้วชานชอบทำอะไรล่ะ?”
“..วิ่งเล่น"
“ฮ่าๆๆ น่ารักจัง
ชอบวิ่งเล่นเหรอ"
"...”
"อ่า..
แต่แปลกจังเลย
ทั้งๆ ที่นายเองเหมือนตัวการ์ตูนซะขนาดนี้"
“พะ
พี่จะหมายความว่ายังไง!”
“ก็ ฮ่าๆๆ
เขตหวงห้ามน่ะสิ
เหมือนนายเป็นทหารหน้าประตูของปราสาทต้องห้ามอะไรทำนองนั้นเลย
ฮ่าๆๆ"
“พี่ซูนยอง!!!”
ผมเป็นเด็กค่อนข้างขี้อาย
แล้วด้วยความที่ผมไปเหวี่ยงแถมยังพูดจาแปลกๆ
ใส่พี่เขาตั้งแต่ครั้งแรกผมก็เลยไม่กล้าสู้หน้าพี่เขาอีก
ได้แต่หลบอยู่หลังเคาท์เตอร์ซะส่วนใหญ่
แต่พี่ซูนยองก็ไม่ยอมแพ้
ยังตามมาแกล้งใน 'เขตหวงห้าม'
ของผมอยู่ตลอดเวลา
ร้านก็เล็กนิดเดียวทำให้ผมหนีไปไหนไม่ได้ซะด้วย
หลังจากคุยกันไปกันมา
ทำให้ผมรู้ว่าพี่ซูนยองอยู่ในซอยเดียวกันนี่เอง
เป็นคนชอบอ่านหนังสือการ์ตูนมาก
แถมยังแวะมาร้านนี้เป็นประจำ
แล้วก็ชอบยืนอ่านฟรีแต่คุณยายไม่ว่าอะไรคงเพราะพี่ซูนยองเป็นคนช่างพูดช่างจา
ใครๆ ก็โกรธเขาไม่ลงหรอก
แถมยังจะพลอยเอ็นดู
หลงรักกันไปหมดน่ะสิ
ที่ผมเพิ่งมาเจอหลังจากทำงานไปได้สองสามเดือนเพราะว่าปกติพี่ซูนยองจะมาวันธรรมดาหลังเลิกเรียนซึ่งผมไม่ได้ทำ
แต่เพราะช่วงนี้พี่เขาซ้อมกีฬาหลังเลิกเรียนจนดึกดื่นทำให้ต้องเปลี่ยนมาร้านวันเสาร์อาทิตย์แทน
“ชานนน
หลบอยู่ไหนเอ่ย"
“...”
“จ๊ะเอ๋!!!
อยู่นี่เอง!!”
“จ๊ากกก"
“ฮ่าๆๆๆ
ให้ตายสิ นี่ถึงขนาดมาหลบใต้โต๊ะเลยเหรอ
กลัวอะไรพี่ขนาดนั้น"
“ไม่ได้กลัว!!”
“งั้นเหรออ"
ผมหลบตลอดขนาดนี้
พี่ซูนยองคงไม่รู้หรอกว่าจริงๆ
แล้วผมน่ะอยากเจอพี่เขาแค่ไหน
แต่เวลาเจอก็ไม่ต้องมาคุยกันก็ได้นี่นา
ผมแค่แอบมองเขาจากหลังเคาท์เตอร์ก็พอแล้ว
พี่เขาเดินเข้ามาคุยตลอดแบบนี้ผมก็เขินน่ะสิ
ไม่รู้จะทำตัวยังไงเลยด้วย
เพราะงั้นแทบทั้งร้านผมเคยหลบแล้วทั้งนั้น
ไม่ว่าจะหลังเคาท์เตอร์ที่ประจำ
ใต้โต๊ะ ใต้เก้าอี้ หลังชั้นหนังสือ
เดินหลบเดินแอบก็เคยทำแต่พี่ซูนยองเดินไล่มาเจอมันยิ่งน่าอายเข้าไปใหญ่
พฤติกรรมแปลกๆ
ของผมทำให้คุณยายเกิดสงสัยแล้วก็ถามผมตรงๆ
เข้าอยู่วันหนึ่ง
“ชาน
หนูชอบพี่ซูนยองเขาเหรอ?”
“หะ ห๊ะ?
ยายพูดอะไรอะ
ผมเป็นเด็กผู้ชายนะ!”
“อื้ม
ไม่เห็นแปลกนี่
ในการ์ตูนตั้งหลายเรื่องที่นางเอกตายไปกลางทางน่ะ
บางเรื่องไม่มีนางเอกเลยด้วยซ้ำ"
“ยะ ยาย
มันคนละเรื่องกัน
แล้วทำไมยายคิดแบบนั้น"
“ก็หนูหลบพี่เขาตลอดเลยนี่นา
ซูนยองเป็นเด็กอัธยาศัยดีจะตายไป
ถ้าจะหลบหน้าพี่เขาคงมีเรื่องเดียวคือเพราะแอบชอบนั่นแหละ
ใช่มั้ยล่ะ?”
“ปะ เปล่าสักหน่อยยายอะ
ไม่พูดด้วยแล้ว ผมไปล้างจานก่อนนะ!”
ยังดีที่ผมมีห้องส่วนตัว
ทำให้ผมมี 'เขตหวงห้าม'
เพิ่มอีกที่นอกจากหลังเคาท์เตอร์ในร้าน
และผมมักจะหลบอยู่ในนั้นหลังเลิกเรียนทุกวันเพื่ออ่านหนังสือการ์ตูน
ใช่ อ่านการ์ตูน
ไม่คิดมาก่อนว่าจะใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงทำอะไรแบบนี้
ผมแค่ลองอ่านตามเรื่องที่พี่ซูนยองชอบยืนอ่านเท่านั้น
แล้วจริงๆ มันก็สนุกดีนะ
ผมเลยกลายเป็นชอบอ่านการ์ตูนไปด้วยเลย
แต่ผมไม่ได้บอกพี่เขาหรอก
ไม่บอกใครเลยแหละ ยายเองก็ไม่รู้
พอผมขึ้นประถมหก
พี่ซูนยองก็เข้ามัธยมปลาย
และนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนเพราะว่าพี่เขาสอบติดโรงเรียนดังซึ่งอยู่ค่อนข้างไกลจากที่เดิม
นั่นทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่หอใกล้โรงเรียน
"ชาน
จะไม่ยอมออกมาคุยกับพี่จริงๆ
เหรอ?"
"..."
"งั้น
พี่ไปก่อนนะ ไว้เจอกันใหม่นะชาน"
ผมเจ็บใจตัวเองมากที่วันนั้นผมไม่ยอมโผล่หน้าออกมาจากหลังเคาท์เตอร์
ผมไม่ได้คิดว่าผมจะไม่ได้เจอพี่เขาไปอีกหลายปี
หรือคิดบ้าอะไรอยู่ก็ไม่รู้
รู้แต่ว่าผมเลือกที่จะหลบอยู่อย่างนั้นจนพี่เขาเดินออกไป
โดยไม่ได้ชะโงกหน้าออกมามองพี่เขาเป็นครั้งสุดท้าย
โง่ โง่จริงๆ
หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้เจอพี่เขาอีกเลยสามปีเต็ม
ระยะแรกผมซึมกะทือจนคุณยายรู้สึกได้
จากเดิมที่นั่งทื่อๆ
อยู่หลังเคาท์เตอร์มันกลับแย่กว่าเดิม
ผมเหม่อลอย จนลูกค้าหลายคนหงุดหงิด
ทอนเงินผิดบ้าง คิดราคาผิดบ้าง
ผมนึกเสียใจที่วันนั้นทำตัวไม่ดี
ทั้งๆ ที่เป็นวันสุดท้าย
ผมกลับยังหลบพี่เขาเหมือนเดิม
นั่นทำให้ผมรู้สึกผิด
อีกอย่างก็คือผมคิดถึง
คิดถึงพี่เขาเอามากๆ เลย
เสาร์อาทิตย์กลายเป็นวันที่ว่างเปล่า
ไม่มีความตื่นเต้นที่จะเห็นพี่เขาผลักประตูเข้าร้านมา
ไม่มีการหาที่ซ่อนใหม่ๆ
หรือเดินวนหนีพี่เขาอีกแล้ว
ทีนี้ผมก็ได้อยู่คนเดียวในร้านอย่างที่อยากได้แล้วไง
พอใจมั้ยล่ะ
บ้าจริงๆ
พี่ซูนยองไม่กลับบ้านมาเลย
คุณพ่อคุณแม่พี่ซูนยองจะเป็นคนไปหาที่หอพักเองซะมากกว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้
รู้แต่สามปีนั้นเป็นสามปีที่ว่างเปล่าที่สุดในชีวิตผมเลย
ถึงแม้ว่าผมจะโตขึ้นมาก
สูงขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ
มีเพื่อนเยอะแยะ
แล้วก็เข้าเป็นนักเตะในทีมฟุตบอล
แต่ทุกวันเสาร์อาทิตย์ที่ผมต้องมานั่งเฝ้าร้านผมก็ยังเหงา
แล้วก็คิดถึงพี่เขาอยู่ดี
จนกระทั่งผมขึ้นมัธยมสี่
ความรู้สึกเหล่านั้นก็เบาบางลงเล็กน้อยตามกาลเวลา
ผมสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายใกล้บ้านได้พร้อมกับเพื่อนสนิทอีกหลายคนทำให้ชีวิตของผมยังค่อนข้างเหมือนเดิม
วันธรรมดาก็ไปโรงเรียน
วันเสาร์อาทิตย์ก็มาเฝ้าร้าน
วันนี้เองก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากวันอาทิตย์ที่ผ่านๆ
มา ยกเว้นแต่อากาศที่ค่อนข้างร้อนอบอ้าว
ผมใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นแล้วเสียบปลั๊กพัดลมตัวเล็กจ่อใส่หน้าตัวเอง
แต่นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้เย็นขึ้นเท่าไหร่แล้วผมกลับกระเซอะกระเซิงจนต้องรีบปิด
นึกแล้วก็หงุดหงิดเพราะอ้อนขอให้คุณยายติดแอร์ตั้งหลายครั้งแล้ว
แต่คุณยายก็ไม่ยอม
มองไปรอบร้านก็ไม่มีลูกค้าสักคน
ผมเลยตัดสินใจจะออกไปซื้อไอศกรีมมากินดับร้อนเสียหน่อยเลยเดินไปที่ประตูหน้าร้าน
แต่ก่อนจะผลักประตูออกไปมันกลับถูกใครบางคนดึงจากด้านนอกทำให้ผมเสียหลักล้มไปด้านหน้าด้วย
จนหน้าทิ่มไปกับอกของคนที่ยืนอยู่ด้านนอก
ผมรู้สึกถึงมือที่จับแขนผมไว้ทั้งสองข้างพร้อมเสียงหัวเราะสดใสที่คุ้นเคย
หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นมา
เหมือนจะรู้ว่าคนคนนั้นคือใคร
“เจอกันแบบนี้อีกแล้วนะชาน"
ผมเงยหน้าขึ้นสบสายตากับดวงตาที่โค้งขึ้นเพราะเจ้าตัวกำลังหัวเราะอยู่
วินาทีนั้นเหมือนหัวใจผมจะหยุดเต้น
แต่ก็ดังโครมครามขึ้นมาจนน่ารำคาญไปพร้อมๆ
กัน
“พี่ซูนยอง?
ทำไม..”
“พี่สอบติดมหาวิทยาลัยแถวนี้น่ะ
เลยย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน
นี่เพิ่งขนของเสร็จเองพี่รีบมาหาชานคนแรกเลยนะ"
ผมรีบก้มหน้าหลบทันทีที่พี่เขายิ้มให้
พี่ซูนยองสูงกว่าเดิม ผอมลง
แก้มก้อนๆ หายไปหมดแล้วเหลือแต่สันกรามคมๆ
ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
และด้วยความที่ไม่ได้เจอกันนานนั่นทำให้ผมประหม่าจนยิ่งทำอะไรไม่ถูกเข้าไปใหญ่
ไม่คิดว่าจะได้เจอกันแบบนี้เลย
พี่ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวผมเบาๆ
อย่างที่เขาไม่เคยทำ
นั่นทำให้ผมผละหนีอย่างรวดเร็วและได้รับเสียงหัวเราะนั่นอีกครั้ง
“ฮ่าๆๆ
ชานยังขี้กลัวเหมือนเดิมเลยนะ"
“ผะ
ผมไม่ได้กลัวสักหน่อย"
“อืม งั้นเหรอ
งั้นที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ
เขิน ใช่รึเปล่าล่ะ?”
นั่นทำให้ผมรีบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
พี่ซูนยองยังยิ้มอยู่เหมือนเดิม
แต่มีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไป
ไอ้ที่ระยิบระยับอยู่ในดวงตาพี่เขามันคืออะไรกัน
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบปฏิเสธหรือถอยหนีไปไหนพี่ซูนยองก็คว้าข้อมือผมไว้แล้วดึงให้เดินตามเข้ามาในร้าน
“ดะ เดี๋ยวสิ
ผมจะไป-"
“ถ้าเป็นไอศกรีมล่ะก็
พี่ซื้อมาให้แล้ว มา
มานั่งคุยกันในร้านดีกว่า
พี่คิดถึงเราจะแย่แล้วรู้มั้ย"
คิดถึงงั้นเหรอ
ทำไมพี่ซูนยองทำกับผมแบบนี้ล่ะ
“แล้วคราวนี้ไม่ต้องคิดจะหนีไปหลบที่ไหนนะ
พี่ไม่ปล่อยเราไปไหนอีกแล้ว
เข้าใจมั้ย?”
ทำไมพี่ซูนยองต้องทำกับผมแบบนี้ด้วย!
หัวใจผมเต้นแรงจนจะหลุดออกมาอยู่แล้ว
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปพี่เขาจะต้องรู้แน่ๆ
รู้ว่าผมรู้สึกอะไรอยู่
จะให้ผมลงไปหลบหลังเคาท์เตอร์เหมือนตอนเด็กๆ
ก็คงไม่ได้แล้วด้วย
ผมจ้องมือที่กำรอบข้อมือผมไว้แน่นแล้วก็รู้สึกสิ้นหวัง
ไม่ได้นะ
ขืนเป็นแบบนี้ล่ะก็
พี่ซูนยองต้องรู้แน่ๆ
ว่าผมแอบชอบพี่เขา
ผมจะทำยังไงดี!
No comments:
Post a Comment