Friday, 3 March 2017

[OS] Savagery #wonsoon

เคยรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่มีที่ยืน ไม่มีที่อยู่บ้างมั้ย? รู้สึกเหมือนแปลกแยก ไม่เข้าพวกกับใครทั้งนั้น จนไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไร และมันยิ่งแย่ หากความรู้สึกนั้นเกิดมาจากการกระทำของคนอื่น แต่เป็นตัวเราที่ต้องก้มหน้าอดทน ผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้นไปให้ได้

อย่าทำวอนูนะ!!! โอ๊ยย!”

ถอยไปไอ้หนูโง่!!!”

เจ็บ เจ็บเหลือเกิน กี่ครั้งที่โดนฟาด โดนตบ โดนเตะ ทุกความรุนแรงที่ได้รับกลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่ได้ชินชาไปกับมัน ไม่เคยเลย

ไอ้แมวเวร!! กูบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าข่วนผนัง!! ห๊ะ!!? ทำไมฝึกเท่าไหร่ก็ไม่พัฒนาสักทีวะพวกมึงสองตัวเนี่ย!!!”

ทำอะไรไม่ได้เลย อยากจะช่วย ช่วยเพื่อนรักที่สำคัญที่สุดหนึ่งเดียวในชีวิต แต่ร่างกายกลับต่อต้าน ได้แต่นอนมองเพื่อนรักถูกไม้เรียวฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเลือดสีแดงฉานอาบพื้นไม้ที่เคยเป็นสีอ่อน กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ซ้ำกับคราบครั้งก่อน เข้มชนิดที่ไม่ว่าจะขัดเท่าไหร่ ก็คงขัดไม่ออก ผ่านไปหลายสิบนาทีสิ่งที่เรียกตนเองว่า 'มนุษย์' ก็รามือก่อนจะเดินกลับออกจากห้องไปโดยไม่ลืมเหวี่ยงประตูปิดเสียงดัง

วอนู.. วอนู.. เป็นยังไงบ้าง วอนู"

ไม่มีเสียงตอบ น้ำตาขึ้นมาคลอเต็มเบ้าเมื่อเห็นแผ่นหลังที่สั่นเทา หางสีดำสนิทของแมวเพื่อนรักอยู่ที่ระหว่างขาอีกฝ่าย ไม่เคยเลย วอนูไม่เคยสิ้นฤทธิ์ขนาดนี้มาก่อน ถึงจะถูกทำร้ายมากแค่ไหนวอนูไม่เคยนิ่งไปแบบนี้ ไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับ นั่นทำให้อยู่เฉยไม่ได้ ต้องฝืนร่างกายค่อยๆ คลานเข้าไปหาก่อนจะยกแขนขึ้นดึงร่างผอมแห้งเข้ามากอดแน่น ฝังใบหน้าลงกับกลุ่มผมสีดำ น้ำตาไหลอาบข้างแก้มไม่ขาดสาย ลากลิ้นไล้ไปตามแผ่นหลัง เก็บซับคราบแห่งความอยุติธรรมด้วยหัวใจที่เจ็บปวด รสชาติเค็มปร่าที่คุ้นชินติดอยู่ที่ปลายลิ้นยามเยียวยาอีกฝ่าย

วอนู ไม่เป็นไรนะ ชิอยู่นี่แล้วนะ ชิอยู่นี่แล้ว"

..อืม"

'มนุษย์' คนนั้น เป็นอย่างนี้เสมอ แต่หลังๆ มานี้มันชักรุนแรงขึ้นทุกที ไม่แปลกหรอกในเมื่อเขาทั้งสองเป็นหลักฐานแห่งความผิดพลาด ความล้มเหลวของมนุษย์ การทดลองสร้างสัตว์ผสมเพื่อดัดแปลงและนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง จับสัตว์ป่ามาฝึกให้เชื่องเพื่อจะได้เป็นของเล่นของมนุษย์ งี่เง่าสิ้นดี แม้ความสำเร็จในตอนนี้จะมีถึง 90% แต่การทดลองนั้นหากมีความผิดพลาดแม้แต่น้อยก็จะถือว่ายังไม่สมบูรณ์ และความบกพร่องก็ต้องถูกนำมาทดลองอีกครั้งเพื่อหาข้อผิดพลาดและแก้ไข

ผ่านมานานเท่าไหร่แล้วนะ กี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปีที่ถูกขังอยู่ที่นี่ สภาพห้องที่พยายามจะแต่งให้เหมือนบ้านที่สุด บัดนี้ผนังกลับเต็มไปด้วยรอยตะกุยจนวอลเปเปอร์ขาดวิ่น หมอนถูกกัด ฉีกจนนุ่นสีขาวกระจายเต็มไปหมด และรอยคราบสีน้ำตาลเข้มย้อมไปทั้งห้อง ร่องรอยของความป่าเถื่อนที่ถูกบังคับให้นอบน้อม ด้วยบทลงโทษที่สุดแสนจะทรมาน

ทำไมต้องพยายามเปลี่ยน ทำไมต้องพยายามดัดแปลง ทำไมต้องพยายามฝืนบังคับ

ทำไมกันนะ ทำไม 'มนุษย์' ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีพัฒนาการมากที่สุด ถึงทำเรื่องที่โหดร้ายเช่นนี้ได้

แดกลงไป แล้วอย่าหกเด็ดขาด!! ถ้าเลอะพื้นห้องแม้แต่นิดเดียวล่ะก็ พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว!!!”

เป็นเรื่องยากเหลือเกิน ยากจริงๆ ที่จะทำตามคำสั่งที่ไม่มีวันเป็นไปได้ คำสั่งแล้ว คำสั่งเล่าที่ต้องฝืนทน แต่ทั้งสองก็ประคับประคองร่างกายที่บอบช้ำของกันและกัน ระวังอย่างถึงที่สุด ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางส่วนหกเลอะพื้นอยู่ดี เคยพยายามกันหลายครั้งแล้วไม่ใช่ไม่พยายาม แต่บางสิ่งที่ฝืนธรรมชาติเกินไปก็ไม่สามารถทำได้ ได้แต่ช่วยกันเลียจนพื้นสะอาดไร้คราบก็เท่านั้น

เราต้องหนี

นั่นเป็นความคิดเดียวที่อยู่ในหัวของทั้งสอง แต่จะทำยังไง นั่นล่ะคือปัญหา เพราะว่าไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาส ไม่เคยคิดว่าจะสามารถรอดไปได้ ไม่เคยคิดถึงโลกนอกกรอบที่ถูกขีดไว้มาก่อนก็เลยทนรับความโหดร้ายอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน จะเรียกว่าการทดลองผิดพลาดไปเสียหมดก็คงจะไม่ใช่ เพราะอย่างน้อยความกดดันก็ทำให้สัตว์ป่าทั้งสองตกอยู่ในความหวาดกลัวจนยอมอยู่ในที่แคบๆ ที่เรียกว่า 'บ้าน' นี่ได้เหมือนกัน

และมันก็คงจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ หากว่า 'มนุษย์' จะไม่ทำพลาดอย่างในวันนั้น

วันนั้นก็คล้ายกับทุกวันคือวอนูทำผิดกฏอะไรบางอย่าง แต่ในวันนั้นมนุษย์อารมณ์แปรปรวนผิดปกติซึ่งมีสาเหตุมาจากอะไรก็ไม่สามารถอธิบายได้ แต่การลงโทษไม่ได้หยุดที่รอยแผลพาดยาวตามแผ่นหลัง มนุษย์ที่คลั่งไคล้ในความรุนแรง ความโหดร้าย และความต่ำช้าสอดไม้เรียวเข้าไปในร่างของเพื่อนรัก ดวงตาคล้ายมืดบอดไปชั่วคราว ร่างกายขยับไปเองโดยไม่รู้ตัว เสียงกรีดร้องอันแสนเจ็บปวดทรมานของแมวเพื่อนรักถูกกลบด้วยเสียงโหยหวนอันสาสมของมนุษย์ รู้ตัวอีกที รสชาติเค็มปร่าก็ติดอยู่ที่ริมฝีปากอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเยียวยา ความเจ็บปวดได้ถูกชดใช้แล้ว

เราต้องเข้มแข็ง เราจะต้องรอด"

โลกภายนอกที่ไม่ได้เหยียบมานานเท่าไหร่ก็จำไม่ได้ เวลาไม่ใช่อย่างเดียวที่สูญเสีย แต่สัญชาติญาณของสัตว์แทบทั้งหมดหายไป การถูกเลี้ยงอยู่ในห้องทำให้ทั้งสองไม่สามารถหาอาหารด้วยตนเองได้ ไม่สามารถหาที่อยู่ที่ปลอดภัยและถาวรได้ จึงโซซัดโซเซกันไปตามถนนในร่างของแมวสีดำ และหนูสีน้ำตาลเพื่อความปลอดภัย ความบกพร่องก็ดีตรงนี้เองเพราะทั้งสองยังกลายร่างกลับเป็นสัตว์ได้ไม่เหมือนสัตว์ผสมตัวอื่นๆ ที่ติดอยู่ในร่างกายของมนุษย์มากกว่า

เศษอาหารเหลือทิ้งตามถังขยะ และลังเก่าๆ ตามตรอกซอยพอยืดชีวิตไปได้ไปวันๆ แต่ยิ่งอยู่ไป ทั้งสองก็ยิ่งหมดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไรกันนะ อิสรภาพนอกห้องขังที่เคยวาดหวังไว้มันเป็นแบบไหนกัน ในตอนนี้เอาชีวิตรอดให้ได้เพื่ออะไร เพื่อต่อสู้ต่อไปในแต่ละวันจนกว่าจะแพ้ต่อสภาพร่างกายและตายไปอย่างนั้นเหรอ? ในจุดที่หดหู่ถึงขีดสุดทั้งสองได้แต่กอดกันไว้ อย่างน้อยการมีกันและกันก็ทำให้อบอุ่นขึ้น และมีความหมาย ทั้งสองเลือกจะอยู่เพื่อกันและกัน ไม่ทิ้งกันไปไหน

จนกระทั่ง

โอ๊ะ แปลกจัง แมวอยู่กับหนูเหรอเนี่ย?”

มนุษย์ คำคำเดียวก็เพียงพอให้ทั้งสองตั้งท่าพร้อมจะสู้ แต่มนุษย์คนนี้แปลก แปลกกว่า 'มนุษย์' ที่รู้จัก หรือมนุษย์คนอื่นๆ ที่เดินตามถนนที่ไม่เคยชายตามามองสัตว์สกปรกสองตัว มนุษย์คนนี้ลงมานั่งยองยองท่ามกลางกองขยะโดยไม่กลัวว่าขากางเกงจะเปื้อน ดวงตาเบิกกว้างอย่างสนใจที่จ้องมา ไม่มีอันตราย

เหห ผอมจังเลยอะ หิวมั้ยเนี่ย"

มนุษย์คนนั้นเอื้อมมือไปหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายหลังของตน ทีแรกวอนูทำท่าจะกระโจนใส่แต่ก็ถูกห้ามไว้ สัญชาตญาณของทั้งคู่บอกว่ามนุษย์คนนี้ไม่มีพิษภัย วอนูแค่หวาดกลัวมากไปหน่อยเท่านั้น กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากถุงพลาสติกในมือมนุษย์คนนั้นชวนน้ำลายสอซะเหลือเกิน มนุษย์ตรงหน้าฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีแล้ววางถุงลงบนพื้นด้านหน้ากล่องลัง

ไส้กรอกเชียวนะ กินซะสิ"

ฉันอุตส่าห์ยกให้เลยนะ จริงๆ แล้วฉันจะเอาไปนั่งกินที่บ้านระหว่างอ่านการ์ตูนนะรู้เปล่า!”

อ่า กินแล้วๆ ดีจัง ฮ่าๆๆ อย่างน้อยไส้กรอกฉันก็ไม่ได้เสียเปล่านะ"

ถ้าฉันกินล่ะก็ คงได้พุงเพิ่มอีกหน่อย แต่ถ้าพวกนายกินล่ะก็คงจะมีแรงเพิ่มขึ้นอีกใช่มั้ยล่ะ?”

อยู่กันดีๆ ล่ะ ไว้วันหลังฉันจะแวะมาหาอีก รู้มั้ย?”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับมนุษย์ประเภทใหม่ ประหลาดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน มนุษย์คนนั้นทำตามที่พูดและแวะเวียนมาหาอยู่หลายครั้ง โดยทุกครั้งจะซื้อของเล็กๆ น้อยๆ มาฝากตลอด มนุษย์ที่เต็มไปด้วยความสงสัย นั่งจ้องอยู่อย่างนั้นพร้อมรอยยิ้ม บางทีก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปจนเกือบถูกวอนูข่วนไปหลายรอบ แต่ก็ยังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่ได้ โดยที่ไม่รู้ตัว ภาพความโหดร้ายและน่ากลัวของมนุษย์ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละนิด ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในคืนวันนั้น

เจ้าเหมียว!! เจ้าจี๊ด!!!”

นั่นเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาเองโดยไม่ถามความเห็นกันสักนิด มนุษย์ก็อย่างนี้แต่ก็โทษอะไรไม่ได้หรอก พวกเขาเองก็ไม่ได้แย้งอะไรเลยถูกเรียกแบบนี้มาเรื่อยๆ แต่เสียงเรียกครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ลนลาน ร้อนรน เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก จนทำให้วอนูพองขนขึ้นมาเล็กน้อยและกางกรงเล็บเตรียมต่อสู้ จะโทษวอนูก็ไม่ได้หรอก สิ่งที่พวกเราผ่านมามันหนักหนาจนฝังลึกอยู่ในสมองและยากจะลืม ทำได้ก็แค่เลียที่ใบหน้าอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อให้สงบลงเท่านั้น ก็พอดีกับที่มนุษย์ประหลาดวิ่งมายืนหอบอยู่ข้างหน้ากล่องลังพอดี

คืนนี้ แฮ่ก คืนนี้จะมีพายุล่ะ ลังพวกนาย แฮ่ก ลังพวกนายเอาไม่อยู่หรอกนะเพราะงั้น"

คืนนี้มาอยู่กับฉันที่บ้านนะ"

ง่ายๆ แบบนั้นแล้วมนุษย์ประหลาดก็อุ้มกล่องลังพาเดินกลับบ้านเพราะไม่กล้าจับตัวพวกเขาทั้งสอง ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกไม่แน่ใจว่าผ่านมานานเท่าไหร่ อาจจะประมาณสองสามอาทิตย์ มนุษย์นั่นก็ไม่เคยแตะตัวกันเลย คงเพราะทุกครั้งที่เอื้อมมือมาจะลูบวอนูจะกางเล็บตะปบทุกครั้งด้วย แต่ก็โทษใครไม่ได้ การระวังตัวไว้ก่อนก็ดีกว่าอยู่แล้ว แต่ในครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เพราะจริงอย่างที่มนุษย์พูด หากดื้อดึงหลบอยู่ที่เดิมฝนพายุจะทำลายลังซึ่งเป็นที่พักอาศัยของทั้งคู่เละแน่ๆ ดังนั้นทั้งสองจึงยินยอมโดยไม่ขัดขืน ถึงจะยังระแวงอยู่บ้าง แต่หากเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลขึ้นมา มนุษย์คนนี้คงไม่ครณามือพวกเขาสักเท่าไหร่

เอาล่ะ ถึงแล้ว! ทำตัวตามสบายเลยนะ เดี๋ยวจะไปเอาขนมมาให้กิน มีเยอะแยะเลยล่ะ!”

วอนูยังระแวงอยู่ แสงในห้องค่อนข้างจ้าถ้าเทียบกับซอยแคบๆ ที่คุ้นชิน ถึงจะกลัวอยู่หน่อยๆ แต่ความตื่นเต้นและสงสัยทำให้อดยื่นหน้าออกมามองไม่ได้ ห้องของมนุษย์คนนี้ต่างจากห้องที่เคยคุมขังค่อนข้างมาก ผนังเปล่าเป็นสีขาว ออกจะดำๆ สักหน่อย พื้นห้องก็เป็นกระเบื้องสีตุ่นๆ จากพื้นที่ที่คับแคบและดูค่อนข้างโทรมแล้ว ท่าทางมนุษย์คนนี้คงฐานะไม่ดีเท่าไหร่นัก

ว้าว! เจ้าจี๊ดยอมโผล่หน้าออกมาซะด้วย!”

แง้วววว!!!”

หวาาา"

เพราะมัวแต่แหงนหน้ามองสิ่งใหม่ๆ รอบตัวทำให้ไม่ทันสังเกตมนุษย์ที่มานั่งหมอบคลานอยู่ในระยะประชิด วอนูยกอุ้งเท้าขวาขึ้นตะปบใส่มนุษย์นั่นพร้อมโอบกอดกันไว้ ลิ้นอุ่นๆ ที่แก้มทำให้วอนูสงบลงได้บ้าง ในตอนนี้เราทั้งสองค่อนข้างสนิทใจกับมนุษย์คนนี้แล้ว แต่ก็ยังระแวดระวังอยู่ มนุษย์ประหลาดที่เกือบโดนข่วนแก้มยังยิ้มร่าแล้ววางจานที่เต็มไปด้วยอาหารตรงหน้ากล่องลัง

ฉันมีอยู่แค่นี้แหละ ถึงจะเป็นของเหลือๆ ก็เถอะ แต่ก็อร่อยทุกอย่างเลยนะ กินซะสิ"

ตั้งแต่หนีออกจากห้องขังมาก็ต้องกินอาหารที่ไม่ได้ถูกกับลักษณะร่างกายเท่าไหร่ตลอด แต่เพื่อความอยู่รอดก็ต้องทำ เศษไก่ เศษหมูในจานก็อร่อยอย่างที่มนุษย์นั่นคุยโวไว้จริงๆ ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่อีกฝ่ายมานั่งจ้องระหว่างกินอยู่แบบนี้แต่วอนูก็ยอมเดินออกจากลังมาคุ้ยเศษปลากิน

ว้าวว เจ้าเหมียวถึงขนาดยอมออกมากินเลยเหรอ แสดงว่าอร่อยสุดๆ เลยสิ"

...หึ"

แน่ะ ทำเสียงขึ้นจมูกอีก"

เสียงลมหวีดหวิว เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า เสียงสายฝน เสียงพายุโหมกระหน่ำ มนุษย์ประหลาดดึงผ้าม่านมาปิดหน้าต่างจนมิดแต่ผ้าบางๆ เก่าๆ ก็ไม่สามารถกันเสียงได้เลยแม้แต่น้อย วอนูกลับเข้ามาอยู่ในกล่องด้วยกันแล้ว ถึงด้านนอกจะมีที่มากมายแต่เราเลือกจะอยู่ในกล่องเหมือนเดิม คงเพราะให้ความอุ่นใจ สบายใจได้มากกว่า มนุษย์นั่นเดินมาด้อมๆ มองๆ แล้วก็ปูเสื่อลงตรงหน้ากล่องแล้วล้มตัวลงนอนพร้อมหมอนอีกใบ และผ้าห่มผืนบางอีกผืนพร้อมรอยยิ้ม

วันนี้ฉันนอนตรงนี้แล้วกัน พวกนายจะได้ไม่กลัว ดีมั้ย?”

คืนนั้นเราตื่นขึ้นเพราะเสียงอะไรบางอย่าง เสียงที่คุ้นชินสำหรับเรา แต่ไม่เคยได้ยินจากคนอื่น เสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความรู้สึก ก้องลึกแม้ว่าเสียงฝนภายนอกจะดังแค่ไหนก็ตาม เสียงที่เว้นช่วงเป็นจังหวะไม่แน่นอน เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ เจ็บปวดจนเหมือนจะแตกสลาย

เสียงร้องไห้

เมื่อเราทั้งสองค่อยๆ ย่องออกมาภายนอกก็พบว่ามนุษย์ที่นอนขดตัวอยู่บนเสื่อแข็งๆ กำลังสะอื้นจนตัวโยน ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ วอนูมองมนุษย์ประหลาดนั่นนิ่งๆ แต่บางอย่างในใจกลับปวดหนึบ คล้าย คล้ายกับพวกเขา ไม่ได้คล้ายอะไรมากไปกว่าอารมณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ เสียใจ เจ็บปวด ทรมานกับอะไรบางอย่าง และอารมณ์เหล่านั้นของมนุษย์นี่ก็สื่อมาถึงพวกเขาได้อย่างน่าประหลาด ก่อนที่วอนูจะได้แย้งอะไร ร่างกลมป้อมก็ค่อยขยายยืดออกจนกลายเป็นร่างกายมนุษย์อีกครั้ง ร่างที่เคยรังเกียจเพราะเหตุร้ายที่นำมา แต่ในความจริงก็เป็นประโยชน์สำหรับอะไรหลายๆ อย่าง

ชิ ทำอะไร?”

วอนูเดินเข้ามาใกล้ ก่อนลำแขนจะรัดรอบเอวแล้วดึงเข้าไปกอดแน่น ลมหายใจอุ่นรดอยู่ที่ใบหู หลับตาลงแต่ภาพใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงแจ่มชัด แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกอดตอบแล้วซุกใบหน้าลงที่ลำคออุ่น ไม่ได้กอดกันในร่างนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ ร่างมนุษย์ แม้จะเกลียดมากแค่ไหน กลับทำให้สามารถแสดงความรักได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น อาจเป็นเพราะติดจะประพฤติอย่างมนุษย์แล้วด้วยก็เป็นได้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าร่างของวอนูในอ้อมกอด รู้สึกดีกว่าการเลียที่แก้มที่ปกคลุมไปด้วยขนนัก

เขากำลังร้องไห้"

แล้วยังไง"

วอนู เขากำลังเสียใจ"

แต่เขาเป็นมนุษย์"

วอนู"

ฟ้าแลบสาดแสงจากภายนอกผ่านผ้าม่านเก่าๆ เข้ามา เผยให้เห็นร่างกายเปลือยเปล่าของเพื่อนรัก อาหารที่ได้กินในแต่ละวันมากขึ้นหลังเป็นอิสระจากห้องคุมขังทำให้ร่างของเราทั้งคู่ที่เคยผอมแห้งมีเนื้อมีหนังขึ้นมาก ความเครียดและความกดดันก็ลดลง จนแทบเรียกได้ว่าทุกวันนี้ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร มวลความร้อนบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก

ริมฝีปากประทับเข้าหากันครั้งแล้ว ครั้งเล่า แม้จะอยู่ด้วยกันทุกวันแต่กลับคิดถึง ห่วงหากันอยู่ตลอดเวลา นานเหลือเกินที่ไม่ได้อยู่ในร่างนี้ ร่างที่สามารถสัมผัสกันได้มากขึ้น รู้สึกอะไรได้มากขึ้น ความจริงร่างมนุษย์นี่ก็ไม่เลวเลย ทั้งสัมผัสจากริมฝีปาก จากฝ่ามือ และสัมผัสของผิวเนื้อที่นุ่ม หยุ่น แน่น ตึง ตอบสนองกับปลายลิ้นได้ดีกว่ากลุ่มขนนุ่มเป็นไหนๆ ความเผลอไผลชักนำให้ทั้งสองแทบลืมทุกสิ่งอย่างและปล่อยใจไปกับแรงอารมณ์ เสียงพายุคำรามดังลั่นจากภายนอกกลบเสียงหอบหายใจที่ค่อยแผ่วลงตามเวลา อารมณ์พุ่งสูงขึ้น และต่ำลงได้อย่างน่าแปลกใจ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดเสียจริง

วอนู มนุษย์นี่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ"

อืม"

และเขากำลังเสียใจ"

อืม เขากำลังร้องไห้"

ไม่อยากให้เขาเสียใจ คนคนนี้"

อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย แล้วพวกเขาทั้งสองก็ค่อยๆ นอนลงบนเสื่อข้างกายมนุษย์ที่ตัวสั่นเทา แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกอดร่างนั้นไว้ ใต้ผ้าห่มที่บางเบาในคืนที่พายุโหมกระหน่ำอย่างนี้ หวังว่าอ้อมกอดจากกายมนุษย์ด้วยกันจะทำให้อุ่นขึ้นได้บ้าง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่มนุษย์เสียทีเดียว แต่ครึ่งหนึ่งของพวกเขาก็ยังถูกดัดแปลงให้มีลักษณะคล้ายกัน ดวงตาค่อยๆ หลับลงเมื่อร่างในอ้อมกอดค่อยคลายความหนาวลงบ้าง มือขวากุมกับมือของเพื่อนรักไว้แน่น ไม่รู้ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะนำไปสู่อะไร แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาอยู่ด้วยกัน ทุกๆ อย่างก็จะไม่เป็นไร


การทดลองของมนุษย์อาจไม่ได้ล้มเหลวเสียทีเดียวหรอก แม้ว่าทั้งสองจะไม่สามารถเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดีได้ แต่เลือดสัตว์มนุษย์ก็ถูกผสมรวมกับเลือดสัตว์ป่าจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว 

No comments:

Post a Comment