เคยรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่มีที่ยืน
ไม่มีที่อยู่บ้างมั้ย?
รู้สึกเหมือนแปลกแยก
ไม่เข้าพวกกับใครทั้งนั้น
จนไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไร
และมันยิ่งแย่
หากความรู้สึกนั้นเกิดมาจากการกระทำของคนอื่น
แต่เป็นตัวเราที่ต้องก้มหน้าอดทน
ผ่านความเจ็บปวดเหล่านั้นไปให้ได้
“อย่าทำวอนูนะ!!!
โอ๊ยย!”
“ถอยไปไอ้หนูโง่!!!”
เจ็บ
เจ็บเหลือเกิน กี่ครั้งที่โดนฟาด
โดนตบ โดนเตะ
ทุกความรุนแรงที่ได้รับกลายเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ไม่ได้ชินชาไปกับมัน
ไม่เคยเลย
“ไอ้แมวเวร!!
กูบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าข่วนผนัง!!
ห๊ะ!!?
ทำไมฝึกเท่าไหร่ก็ไม่พัฒนาสักทีวะพวกมึงสองตัวเนี่ย!!!”
ทำอะไรไม่ได้เลย
อยากจะช่วย
ช่วยเพื่อนรักที่สำคัญที่สุดหนึ่งเดียวในชีวิต
แต่ร่างกายกลับต่อต้าน
ได้แต่นอนมองเพื่อนรักถูกไม้เรียวฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนเลือดสีแดงฉานอาบพื้นไม้ที่เคยเป็นสีอ่อน
กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม
ซ้ำกับคราบครั้งก่อน
เข้มชนิดที่ไม่ว่าจะขัดเท่าไหร่
ก็คงขัดไม่ออก
ผ่านไปหลายสิบนาทีสิ่งที่เรียกตนเองว่า
'มนุษย์'
ก็รามือก่อนจะเดินกลับออกจากห้องไปโดยไม่ลืมเหวี่ยงประตูปิดเสียงดัง
“วอนู..
วอนู..
เป็นยังไงบ้าง
วอนู"
ไม่มีเสียงตอบ
น้ำตาขึ้นมาคลอเต็มเบ้าเมื่อเห็นแผ่นหลังที่สั่นเทา
หางสีดำสนิทของแมวเพื่อนรักอยู่ที่ระหว่างขาอีกฝ่าย
ไม่เคยเลย วอนูไม่เคยสิ้นฤทธิ์ขนาดนี้มาก่อน
ถึงจะถูกทำร้ายมากแค่ไหนวอนูไม่เคยนิ่งไปแบบนี้
ไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับ
นั่นทำให้อยู่เฉยไม่ได้
ต้องฝืนร่างกายค่อยๆ
คลานเข้าไปหาก่อนจะยกแขนขึ้นดึงร่างผอมแห้งเข้ามากอดแน่น
ฝังใบหน้าลงกับกลุ่มผมสีดำ
น้ำตาไหลอาบข้างแก้มไม่ขาดสาย
ลากลิ้นไล้ไปตามแผ่นหลัง
เก็บซับคราบแห่งความอยุติธรรมด้วยหัวใจที่เจ็บปวด
รสชาติเค็มปร่าที่คุ้นชินติดอยู่ที่ปลายลิ้นยามเยียวยาอีกฝ่าย
“วอนู
ไม่เป็นไรนะ ชิอยู่นี่แล้วนะ
ชิอยู่นี่แล้ว"
“..อืม"
'มนุษย์'
คนนั้น
เป็นอย่างนี้เสมอ แต่หลังๆ
มานี้มันชักรุนแรงขึ้นทุกที
ไม่แปลกหรอกในเมื่อเขาทั้งสองเป็นหลักฐานแห่งความผิดพลาด
ความล้มเหลวของมนุษย์
การทดลองสร้างสัตว์ผสมเพื่อดัดแปลงและนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง
จับสัตว์ป่ามาฝึกให้เชื่องเพื่อจะได้เป็นของเล่นของมนุษย์
งี่เง่าสิ้นดี แม้ความสำเร็จในตอนนี้จะมีถึง
90%
แต่การทดลองนั้นหากมีความผิดพลาดแม้แต่น้อยก็จะถือว่ายังไม่สมบูรณ์
และความบกพร่องก็ต้องถูกนำมาทดลองอีกครั้งเพื่อหาข้อผิดพลาดและแก้ไข
ผ่านมานานเท่าไหร่แล้วนะ
กี่วัน กี่เดือน
หรือกี่ปีที่ถูกขังอยู่ที่นี่
สภาพห้องที่พยายามจะแต่งให้เหมือนบ้านที่สุด
บัดนี้ผนังกลับเต็มไปด้วยรอยตะกุยจนวอลเปเปอร์ขาดวิ่น
หมอนถูกกัด ฉีกจนนุ่นสีขาวกระจายเต็มไปหมด
และรอยคราบสีน้ำตาลเข้มย้อมไปทั้งห้อง
ร่องรอยของความป่าเถื่อนที่ถูกบังคับให้นอบน้อม
ด้วยบทลงโทษที่สุดแสนจะทรมาน
ทำไมต้องพยายามเปลี่ยน
ทำไมต้องพยายามดัดแปลง
ทำไมต้องพยายามฝืนบังคับ
ทำไมกันนะ
ทำไม 'มนุษย์'
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีพัฒนาการมากที่สุด
ถึงทำเรื่องที่โหดร้ายเช่นนี้ได้
“แดกลงไป
แล้วอย่าหกเด็ดขาด!!
ถ้าเลอะพื้นห้องแม้แต่นิดเดียวล่ะก็
พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องกินข้าว!!!”
เป็นเรื่องยากเหลือเกิน
ยากจริงๆ ที่จะทำตามคำสั่งที่ไม่มีวันเป็นไปได้
คำสั่งแล้ว คำสั่งเล่าที่ต้องฝืนทน
แต่ทั้งสองก็ประคับประคองร่างกายที่บอบช้ำของกันและกัน
ระวังอย่างถึงที่สุด
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางส่วนหกเลอะพื้นอยู่ดี
เคยพยายามกันหลายครั้งแล้วไม่ใช่ไม่พยายาม
แต่บางสิ่งที่ฝืนธรรมชาติเกินไปก็ไม่สามารถทำได้
ได้แต่ช่วยกันเลียจนพื้นสะอาดไร้คราบก็เท่านั้น
เราต้องหนี
นั่นเป็นความคิดเดียวที่อยู่ในหัวของทั้งสอง
แต่จะทำยังไง นั่นล่ะคือปัญหา
เพราะว่าไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาส
ไม่เคยคิดว่าจะสามารถรอดไปได้
ไม่เคยคิดถึงโลกนอกกรอบที่ถูกขีดไว้มาก่อนก็เลยทนรับความโหดร้ายอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน
จะเรียกว่าการทดลองผิดพลาดไปเสียหมดก็คงจะไม่ใช่
เพราะอย่างน้อยความกดดันก็ทำให้สัตว์ป่าทั้งสองตกอยู่ในความหวาดกลัวจนยอมอยู่ในที่แคบๆ
ที่เรียกว่า 'บ้าน'
นี่ได้เหมือนกัน
และมันก็คงจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ
หากว่า 'มนุษย์'
จะไม่ทำพลาดอย่างในวันนั้น
วันนั้นก็คล้ายกับทุกวันคือวอนูทำผิดกฏอะไรบางอย่าง
แต่ในวันนั้นมนุษย์อารมณ์แปรปรวนผิดปกติซึ่งมีสาเหตุมาจากอะไรก็ไม่สามารถอธิบายได้
แต่การลงโทษไม่ได้หยุดที่รอยแผลพาดยาวตามแผ่นหลัง
มนุษย์ที่คลั่งไคล้ในความรุนแรง
ความโหดร้าย
และความต่ำช้าสอดไม้เรียวเข้าไปในร่างของเพื่อนรัก
ดวงตาคล้ายมืดบอดไปชั่วคราว
ร่างกายขยับไปเองโดยไม่รู้ตัว
เสียงกรีดร้องอันแสนเจ็บปวดทรมานของแมวเพื่อนรักถูกกลบด้วยเสียงโหยหวนอันสาสมของมนุษย์
รู้ตัวอีกที
รสชาติเค็มปร่าก็ติดอยู่ที่ริมฝีปากอีกครั้ง
เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเยียวยา
ความเจ็บปวดได้ถูกชดใช้แล้ว
“เราต้องเข้มแข็ง
เราจะต้องรอด"
โลกภายนอกที่ไม่ได้เหยียบมานานเท่าไหร่ก็จำไม่ได้
เวลาไม่ใช่อย่างเดียวที่สูญเสีย
แต่สัญชาติญาณของสัตว์แทบทั้งหมดหายไป
การถูกเลี้ยงอยู่ในห้องทำให้ทั้งสองไม่สามารถหาอาหารด้วยตนเองได้
ไม่สามารถหาที่อยู่ที่ปลอดภัยและถาวรได้
จึงโซซัดโซเซกันไปตามถนนในร่างของแมวสีดำ
และหนูสีน้ำตาลเพื่อความปลอดภัย
ความบกพร่องก็ดีตรงนี้เองเพราะทั้งสองยังกลายร่างกลับเป็นสัตว์ได้ไม่เหมือนสัตว์ผสมตัวอื่นๆ
ที่ติดอยู่ในร่างกายของมนุษย์มากกว่า
เศษอาหารเหลือทิ้งตามถังขยะ
และลังเก่าๆ ตามตรอกซอยพอยืดชีวิตไปได้ไปวันๆ
แต่ยิ่งอยู่ไป
ทั้งสองก็ยิ่งหมดหวังมากขึ้นเรื่อยๆ
ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไรกันนะ
อิสรภาพนอกห้องขังที่เคยวาดหวังไว้มันเป็นแบบไหนกัน
ในตอนนี้เอาชีวิตรอดให้ได้เพื่ออะไร
เพื่อต่อสู้ต่อไปในแต่ละวันจนกว่าจะแพ้ต่อสภาพร่างกายและตายไปอย่างนั้นเหรอ?
ในจุดที่หดหู่ถึงขีดสุดทั้งสองได้แต่กอดกันไว้
อย่างน้อยการมีกันและกันก็ทำให้อบอุ่นขึ้น
และมีความหมาย
ทั้งสองเลือกจะอยู่เพื่อกันและกัน
ไม่ทิ้งกันไปไหน
จนกระทั่ง
“โอ๊ะ
แปลกจัง แมวอยู่กับหนูเหรอเนี่ย?”
มนุษย์
คำคำเดียวก็เพียงพอให้ทั้งสองตั้งท่าพร้อมจะสู้
แต่มนุษย์คนนี้แปลก แปลกกว่า
'มนุษย์'
ที่รู้จัก
หรือมนุษย์คนอื่นๆ
ที่เดินตามถนนที่ไม่เคยชายตามามองสัตว์สกปรกสองตัว
มนุษย์คนนี้ลงมานั่งยองยองท่ามกลางกองขยะโดยไม่กลัวว่าขากางเกงจะเปื้อน
ดวงตาเบิกกว้างอย่างสนใจที่จ้องมา
ไม่มีอันตราย
“เหห
ผอมจังเลยอะ หิวมั้ยเนี่ย"
มนุษย์คนนั้นเอื้อมมือไปหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าสะพายหลังของตน
ทีแรกวอนูทำท่าจะกระโจนใส่แต่ก็ถูกห้ามไว้
สัญชาตญาณของทั้งคู่บอกว่ามนุษย์คนนี้ไม่มีพิษภัย
วอนูแค่หวาดกลัวมากไปหน่อยเท่านั้น
กลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากถุงพลาสติกในมือมนุษย์คนนั้นชวนน้ำลายสอซะเหลือเกิน
มนุษย์ตรงหน้าฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีแล้ววางถุงลงบนพื้นด้านหน้ากล่องลัง
“ไส้กรอกเชียวนะ
กินซะสิ"
“ฉันอุตส่าห์ยกให้เลยนะ
จริงๆ
แล้วฉันจะเอาไปนั่งกินที่บ้านระหว่างอ่านการ์ตูนนะรู้เปล่า!”
“อ่า
กินแล้วๆ ดีจัง ฮ่าๆๆ
อย่างน้อยไส้กรอกฉันก็ไม่ได้เสียเปล่านะ"
“ถ้าฉันกินล่ะก็
คงได้พุงเพิ่มอีกหน่อย
แต่ถ้าพวกนายกินล่ะก็คงจะมีแรงเพิ่มขึ้นอีกใช่มั้ยล่ะ?”
“อยู่กันดีๆ
ล่ะ ไว้วันหลังฉันจะแวะมาหาอีก
รู้มั้ย?”
นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับมนุษย์ประเภทใหม่
ประหลาดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน
มนุษย์คนนั้นทำตามที่พูดและแวะเวียนมาหาอยู่หลายครั้ง
โดยทุกครั้งจะซื้อของเล็กๆ
น้อยๆ มาฝากตลอด
มนุษย์ที่เต็มไปด้วยความสงสัย
นั่งจ้องอยู่อย่างนั้นพร้อมรอยยิ้ม
บางทีก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปจนเกือบถูกวอนูข่วนไปหลายรอบ
แต่ก็ยังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่ได้
โดยที่ไม่รู้ตัว
ภาพความโหดร้ายและน่ากลัวของมนุษย์ก็ค่อยๆ
เปลี่ยนไปทีละนิด
ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในคืนวันนั้น
“เจ้าเหมียว!!
เจ้าจี๊ด!!!”
นั่นเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาเองโดยไม่ถามความเห็นกันสักนิด
มนุษย์ก็อย่างนี้แต่ก็โทษอะไรไม่ได้หรอก
พวกเขาเองก็ไม่ได้แย้งอะไรเลยถูกเรียกแบบนี้มาเรื่อยๆ
แต่เสียงเรียกครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม
ลนลาน ร้อนรน เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
จนทำให้วอนูพองขนขึ้นมาเล็กน้อยและกางกรงเล็บเตรียมต่อสู้
จะโทษวอนูก็ไม่ได้หรอก
สิ่งที่พวกเราผ่านมามันหนักหนาจนฝังลึกอยู่ในสมองและยากจะลืม
ทำได้ก็แค่เลียที่ใบหน้าอีกฝ่ายเบาๆ
เพื่อให้สงบลงเท่านั้น
ก็พอดีกับที่มนุษย์ประหลาดวิ่งมายืนหอบอยู่ข้างหน้ากล่องลังพอดี
“คืนนี้
แฮ่ก คืนนี้จะมีพายุล่ะ
ลังพวกนาย แฮ่ก
ลังพวกนายเอาไม่อยู่หรอกนะเพราะงั้น"
“คืนนี้มาอยู่กับฉันที่บ้านนะ"
ง่ายๆ
แบบนั้นแล้วมนุษย์ประหลาดก็อุ้มกล่องลังพาเดินกลับบ้านเพราะไม่กล้าจับตัวพวกเขาทั้งสอง
ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกไม่แน่ใจว่าผ่านมานานเท่าไหร่
อาจจะประมาณสองสามอาทิตย์
มนุษย์นั่นก็ไม่เคยแตะตัวกันเลย
คงเพราะทุกครั้งที่เอื้อมมือมาจะลูบวอนูจะกางเล็บตะปบทุกครั้งด้วย
แต่ก็โทษใครไม่ได้
การระวังตัวไว้ก่อนก็ดีกว่าอยู่แล้ว
แต่ในครั้งนี้ไม่เหมือนกัน
เพราะจริงอย่างที่มนุษย์พูด
หากดื้อดึงหลบอยู่ที่เดิมฝนพายุจะทำลายลังซึ่งเป็นที่พักอาศัยของทั้งคู่เละแน่ๆ
ดังนั้นทั้งสองจึงยินยอมโดยไม่ขัดขืน
ถึงจะยังระแวงอยู่บ้าง
แต่หากเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลขึ้นมา
มนุษย์คนนี้คงไม่ครณามือพวกเขาสักเท่าไหร่
“เอาล่ะ
ถึงแล้ว!
ทำตัวตามสบายเลยนะ
เดี๋ยวจะไปเอาขนมมาให้กิน
มีเยอะแยะเลยล่ะ!”
วอนูยังระแวงอยู่
แสงในห้องค่อนข้างจ้าถ้าเทียบกับซอยแคบๆ
ที่คุ้นชิน ถึงจะกลัวอยู่หน่อยๆ
แต่ความตื่นเต้นและสงสัยทำให้อดยื่นหน้าออกมามองไม่ได้
ห้องของมนุษย์คนนี้ต่างจากห้องที่เคยคุมขังค่อนข้างมาก
ผนังเปล่าเป็นสีขาว ออกจะดำๆ
สักหน่อย พื้นห้องก็เป็นกระเบื้องสีตุ่นๆ
จากพื้นที่ที่คับแคบและดูค่อนข้างโทรมแล้ว
ท่าทางมนุษย์คนนี้คงฐานะไม่ดีเท่าไหร่นัก
“ว้าว!
เจ้าจี๊ดยอมโผล่หน้าออกมาซะด้วย!”
“แง้วววว!!!”
“หวาาา"
เพราะมัวแต่แหงนหน้ามองสิ่งใหม่ๆ
รอบตัวทำให้ไม่ทันสังเกตมนุษย์ที่มานั่งหมอบคลานอยู่ในระยะประชิด
วอนูยกอุ้งเท้าขวาขึ้นตะปบใส่มนุษย์นั่นพร้อมโอบกอดกันไว้
ลิ้นอุ่นๆ ที่แก้มทำให้วอนูสงบลงได้บ้าง
ในตอนนี้เราทั้งสองค่อนข้างสนิทใจกับมนุษย์คนนี้แล้ว
แต่ก็ยังระแวดระวังอยู่
มนุษย์ประหลาดที่เกือบโดนข่วนแก้มยังยิ้มร่าแล้ววางจานที่เต็มไปด้วยอาหารตรงหน้ากล่องลัง
“ฉันมีอยู่แค่นี้แหละ
ถึงจะเป็นของเหลือๆ ก็เถอะ
แต่ก็อร่อยทุกอย่างเลยนะ
กินซะสิ"
ตั้งแต่หนีออกจากห้องขังมาก็ต้องกินอาหารที่ไม่ได้ถูกกับลักษณะร่างกายเท่าไหร่ตลอด
แต่เพื่อความอยู่รอดก็ต้องทำ
เศษไก่ เศษหมูในจานก็อร่อยอย่างที่มนุษย์นั่นคุยโวไว้จริงๆ
ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่อีกฝ่ายมานั่งจ้องระหว่างกินอยู่แบบนี้แต่วอนูก็ยอมเดินออกจากลังมาคุ้ยเศษปลากิน
“ว้าวว
เจ้าเหมียวถึงขนาดยอมออกมากินเลยเหรอ
แสดงว่าอร่อยสุดๆ เลยสิ"
“...หึ"
“แน่ะ
ทำเสียงขึ้นจมูกอีก"
เสียงลมหวีดหวิว
เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า เสียงสายฝน
เสียงพายุโหมกระหน่ำ
มนุษย์ประหลาดดึงผ้าม่านมาปิดหน้าต่างจนมิดแต่ผ้าบางๆ
เก่าๆ ก็ไม่สามารถกันเสียงได้เลยแม้แต่น้อย
วอนูกลับเข้ามาอยู่ในกล่องด้วยกันแล้ว
ถึงด้านนอกจะมีที่มากมายแต่เราเลือกจะอยู่ในกล่องเหมือนเดิม
คงเพราะให้ความอุ่นใจ
สบายใจได้มากกว่า
มนุษย์นั่นเดินมาด้อมๆ มองๆ
แล้วก็ปูเสื่อลงตรงหน้ากล่องแล้วล้มตัวลงนอนพร้อมหมอนอีกใบ
และผ้าห่มผืนบางอีกผืนพร้อมรอยยิ้ม
“วันนี้ฉันนอนตรงนี้แล้วกัน
พวกนายจะได้ไม่กลัว ดีมั้ย?”
คืนนั้นเราตื่นขึ้นเพราะเสียงอะไรบางอย่าง
เสียงที่คุ้นชินสำหรับเรา
แต่ไม่เคยได้ยินจากคนอื่น
เสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
ก้องลึกแม้ว่าเสียงฝนภายนอกจะดังแค่ไหนก็ตาม
เสียงที่เว้นช่วงเป็นจังหวะไม่แน่นอน
เปี่ยมไปด้วยอารมณ์
เจ็บปวดจนเหมือนจะแตกสลาย
เสียงร้องไห้
เมื่อเราทั้งสองค่อยๆ
ย่องออกมาภายนอกก็พบว่ามนุษย์ที่นอนขดตัวอยู่บนเสื่อแข็งๆ
กำลังสะอื้นจนตัวโยน
ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ
วอนูมองมนุษย์ประหลาดนั่นนิ่งๆ
แต่บางอย่างในใจกลับปวดหนึบ
คล้าย คล้ายกับพวกเขา
ไม่ได้คล้ายอะไรมากไปกว่าอารมณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้
เสียใจ เจ็บปวด ทรมานกับอะไรบางอย่าง
และอารมณ์เหล่านั้นของมนุษย์นี่ก็สื่อมาถึงพวกเขาได้อย่างน่าประหลาด
ก่อนที่วอนูจะได้แย้งอะไร
ร่างกลมป้อมก็ค่อยขยายยืดออกจนกลายเป็นร่างกายมนุษย์อีกครั้ง
ร่างที่เคยรังเกียจเพราะเหตุร้ายที่นำมา
แต่ในความจริงก็เป็นประโยชน์สำหรับอะไรหลายๆ
อย่าง
“ชิ
ทำอะไร?”
วอนูเดินเข้ามาใกล้
ก่อนลำแขนจะรัดรอบเอวแล้วดึงเข้าไปกอดแน่น
ลมหายใจอุ่นรดอยู่ที่ใบหู
หลับตาลงแต่ภาพใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงแจ่มชัด
แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกอดตอบแล้วซุกใบหน้าลงที่ลำคออุ่น
ไม่ได้กอดกันในร่างนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
ร่างมนุษย์ แม้จะเกลียดมากแค่ไหน
กลับทำให้สามารถแสดงความรักได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น
อาจเป็นเพราะติดจะประพฤติอย่างมนุษย์แล้วด้วยก็เป็นได้
แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่าร่างของวอนูในอ้อมกอด
รู้สึกดีกว่าการเลียที่แก้มที่ปกคลุมไปด้วยขนนัก
“เขากำลังร้องไห้"
“แล้วยังไง"
“วอนู
เขากำลังเสียใจ"
“แต่เขาเป็นมนุษย์"
“วอนู"
ฟ้าแลบสาดแสงจากภายนอกผ่านผ้าม่านเก่าๆ
เข้ามา เผยให้เห็นร่างกายเปลือยเปล่าของเพื่อนรัก
อาหารที่ได้กินในแต่ละวันมากขึ้นหลังเป็นอิสระจากห้องคุมขังทำให้ร่างของเราทั้งคู่ที่เคยผอมแห้งมีเนื้อมีหนังขึ้นมาก
ความเครียดและความกดดันก็ลดลง
จนแทบเรียกได้ว่าทุกวันนี้ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร
มวลความร้อนบางอย่างก่อตัวขึ้นในอก
ริมฝีปากประทับเข้าหากันครั้งแล้ว
ครั้งเล่า แม้จะอยู่ด้วยกันทุกวันแต่กลับคิดถึง
ห่วงหากันอยู่ตลอดเวลา
นานเหลือเกินที่ไม่ได้อยู่ในร่างนี้
ร่างที่สามารถสัมผัสกันได้มากขึ้น
รู้สึกอะไรได้มากขึ้น
ความจริงร่างมนุษย์นี่ก็ไม่เลวเลย
ทั้งสัมผัสจากริมฝีปาก
จากฝ่ามือ และสัมผัสของผิวเนื้อที่นุ่ม
หยุ่น แน่น ตึง
ตอบสนองกับปลายลิ้นได้ดีกว่ากลุ่มขนนุ่มเป็นไหนๆ
ความเผลอไผลชักนำให้ทั้งสองแทบลืมทุกสิ่งอย่างและปล่อยใจไปกับแรงอารมณ์
เสียงพายุคำรามดังลั่นจากภายนอกกลบเสียงหอบหายใจที่ค่อยแผ่วลงตามเวลา
อารมณ์พุ่งสูงขึ้น
และต่ำลงได้อย่างน่าแปลกใจ
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดเสียจริง
“วอนู
มนุษย์นี่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ"
“อืม"
“และเขากำลังเสียใจ"
“อืม
เขากำลังร้องไห้"
“ไม่อยากให้เขาเสียใจ
คนคนนี้"
อีกฝ่ายพยักหน้าเล็กน้อย
แล้วพวกเขาทั้งสองก็ค่อยๆ
นอนลงบนเสื่อข้างกายมนุษย์ที่ตัวสั่นเทา
แขนทั้งสองข้างยกขึ้นกอดร่างนั้นไว้
ใต้ผ้าห่มที่บางเบาในคืนที่พายุโหมกระหน่ำอย่างนี้
หวังว่าอ้อมกอดจากกายมนุษย์ด้วยกันจะทำให้อุ่นขึ้นได้บ้าง
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่มนุษย์เสียทีเดียว
แต่ครึ่งหนึ่งของพวกเขาก็ยังถูกดัดแปลงให้มีลักษณะคล้ายกัน
ดวงตาค่อยๆ
หลับลงเมื่อร่างในอ้อมกอดค่อยคลายความหนาวลงบ้าง
มือขวากุมกับมือของเพื่อนรักไว้แน่น
ไม่รู้ว่าการตัดสินใจในครั้งนี้จะนำไปสู่อะไร
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาอยู่ด้วยกัน
ทุกๆ อย่างก็จะไม่เป็นไร
การทดลองของมนุษย์อาจไม่ได้ล้มเหลวเสียทีเดียวหรอก แม้ว่าทั้งสองจะไม่สามารถเป็นสัตว์เลี้ยงที่ดีได้ แต่เลือดสัตว์มนุษย์ก็ถูกผสมรวมกับเลือดสัตว์ป่าจนเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว
No comments:
Post a Comment