ฤดูฝน
ฤดูที่มินกยูอ่อนแอที่สุด
ฤดูที่ซูนยองต้องเอาอกเอาใจ
ต้องกอด ต้องโอ๋น้องชายตัวโตมากที่สุด
แต่หลายปีที่ผ่านมานี้อาการกลัวก็ค่อยน้อยลงๆ
ทุกที ถึงอย่างนั้นทุกครั้งที่ฝนตก
และมินกยูอยู่นอกบ้านนอกบ้าน
น้องชายก็ยังต้องโทรมาหาอยู่เสมอ
เจ้าตัวบอกว่าพอได้คุยกันแล้วก็หายกลัวฝนลงหน่อย
เพราะงั้นเวลาฝนตกซูนยองก็จะหยิบโทรศัพท์มาถือติดตัวไว้ตลอด
เพราะถ้าโทรแล้วพี่ชายไม่รับคงจะยิ่งใจเสียไปกันใหญ่
ครั้งนี้จะเรียกว่าเหมือนกับทุกครั้งก็ใช่
แต่ก็ไม่ได้เหมือนซะทีเดียวเพราะเมื่อก่อนเวลาที่มินกยูจะต้องโทรหาเขาคือฝนตกตอนเลิกเรียน
นอกนั้นเขาก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลาไม่จำเป็นต้องโทรหา
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาบ่ายๆ
เหมือนทุกที
ฟ้ามืดแล้วเพราะช่วงนี้มินกยูอยู่ซ้อมว่ายน้ำจนดึกดื่นทุกคืน
แถมฝนครั้งนี้ยังตกแรงมากซะด้วย
ซูนยองเองยังสะดุ้งเมื่อฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยงใหญ่
จากนาฬิกาในโทรศัพท์
ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่มครึ่งแล้ว
ซูนยองเริ่มกระสับกระส่าย
แต่ก่อนที่จะตัดสินใจกดโทรออก
มินกยูก็โทรเข้ามาซะก่อน
พอได้ยินเสียงจากปลายสายเท่านั้นซูนยองก็ผุดลุกขึ้นยืนอย่างตกใจทันที
“ซะ
ซูน ซูน ซูนมารับหน่อย"
“มินกยู?
เกิดอะไรขึ้น
ทำไมเสียงสั่นแบบนั้น
เป็นอะไร?”
“ซูน
ฝนตกหนักมากเลย มารับผมที
ผม ผมกลัว"
“ใจเย็นๆ
นะ ไม่เป็นไร พี่ซึงชอลยังอยู่มั้ย?
พี่ขอคุยด้วยหน่อย"
“ม่ะ
ไม่มีใครเลย ซูน มีผมคนเดียว
มาหาหน่อย มารับผมทีผมอยากกลับบ้าน"
แย่ล่ะสิ
ติดอยู่ที่สระว่ายน้ำคนเดียว
ตอนกลางคืนที่พายุเข้าเนี่ยนะ
ซูนยองรีบรื้อตู้เก็บของ
ฉวยร่มสองคันใหญ่มาถือไว้แล้ววิ่งออกจากบ้านทันทีโดยที่ยังคอยคุยปลอบน้องชายไปเรื่อยๆ
เขารู้ว่ามินกยูกลัวฟ้าร้องฟ้าผ่ามากแค่ไหน
บางครั้งถึงจะนอนกอดกันอยู่
ถ้าฟ้าผ่าดังๆ มินกยูก็ยังตัวสั่นอยู่เลย
ถึงน้องชายเขาจะโตขึ้นมากแค่ไหน
แต่ซูนยองมั่นใจว่าอาการกลัวนี้ยังคงไม่หายไป
“ไม่เป็นไรนะ
ไม่เป็นไรแล้วนะ ฉันกำลังไปหาอยู่นะ"
“อือ
ซูน รีบมานะ"
“อืม
ไม่ต้องกลัวนะ-
โอ้ย!”
“ซูน!?
ซูนเป็นอะไรอะซูน??
เกิดอะไรขึ้น?”
“เปล่าๆ
ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรหรอก
ฉันกำลังไปหาอยู่นะ"
ซูนยองค่อยๆ
ยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยมือข้างเดียว
เสื้อยืดสีเขียวกับกางเกงขาสั้นสีดำเลอะน้ำโคลนบนถนนหมด
แต่ซูนยองก็ไม่ได้ใส่ใจ
อาการเจ็บแปลบๆ
ที่หัวเข่ากับหน้าแข้งก็ด้วย
ไม่สำคัญหรอก
ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่าเสียงในสายอีกแล้ว
เขาต้องพยายามปลอบมินกยูไว้ก่อน
ไม่ให้น้องตื่นกลัว
ในขณะเดียวกันก็ต้องรีบวิ่งไปให้ถึงเร็วที่สุดด้วย
ซูนยองไม่เคยนึกดีใจที่ระยะทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนมินกยูใกล้ขนาดนี้มาก่อน
ในเวลาไม่ถึงห้านาทีนักวิ่งเก่าเหรียญทองก็เข้ามาถึงในโรงเรียนจนได้
ถึงจะมืดมากแต่เขาก็พอจำทางได้ว่าสระว่ายน้ำอยู่ทางไหน
พอเปิดประตูเข้าไปก็พบน้องชายนั่งกอดเข่าอยู่ริมสระอยู่
“มินกยู!
ฉันมาแล้ว!”
น้องชายหันมาอย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งเข้ามาหาแล้วดึงซูนยองเข้าไปกอดแน่น
มินกยูตัวสั่นเสียจนคนเป็นพี่ต้องลูบหัวลูบหลังอยู่นาน
ถึงจะเป็นสระน้ำในร่มก็เถอะ
แต่เสียงฝนตกก็ดังมาก
แถมยังก้องสะท้อนไปมาจนน่ากลัว
ไม่แปลกใจหรอกว่าทำไมมินกยูถึงกลัวขนาดนี้
ซูนยองจูบแก้มน้องชายเบาๆ
แล้วกระชับกอดแน่นขึ้น
นอกจากจะตัวสั่นแล้วยังตัวเย็นอีกต่างหาก
“มินกยูไม่ต้องกลัวแล้วนะ
ฉันอยู่นี่แล้ว เรากลับบ้านกันดีกว่านะ"
“งือ
รอให้ฝนซากว่านี้ก่อนได้มั้ย?”
“ไม่อยากรีบกลับบ้านเหรอหื้ม?
ตัวเย็นขนาดนี้"
“กอดซูนก็อุ่นแล้วนี่
อีกอย่าง ถ้าได้อยู่กับซูนล่ะก็
ผมอยู่ได้ทุกที่แหละ
ตอนนี้ฝนยังตกหนักอยู่เลย
ผมกลัว ยังไม่อยากออกไปเลย"
“อ่า
งั้นเหรอ"
พูดมาขนาดนั้น
ซูนยองก็เถียงอะไรไม่ออก
เขาไม่อยากฝืนให้มินกยูออกไปเจอฝนห่าใหญ่แบบที่ตัวเองพึ่งวิ่งฝ่ามาด้วย
ถึงจะถือร่มอยู่แต่ตัวก็เปียกไปหมด
มินกยูเองก็เพิ่งเริ่มรู้สึกว่าพี่ชายตัวเปียกเลยผละออกไปหยิบผ้าขนหนูของตัวเองมาซับให้
ซับไปก็ทำหน้ายู่ไปเพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายต้องเปียกแบบนี้
ซับไปซับมาก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นคราบดำๆ
ที่เสื้อซูนยอง
พอไล่สายตาลงที่ก็พบว่ากางเกงก็เปื้อนเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ทำให้มินกยูเบิกตากว้างแล้วร้องออกมาอย่างตกใจอยู่ที่หัวเข่าที่มีแผลสดขนาดกลางและเลือดไหลซิบๆ
อยู่ต่างหาก
“ซูนนนนน!!!
เกิดอะไรขึ้นทำไมเป็นแผลแบบนั้นอะ??”
“ห๊ะ?
อ่ะ อ๋อ
คือเมื่อกี๊ฉันล้มน่ะ
แต่ไม่เป็นอะไรมาก-”
“เพราะวิ่งมาใช่มั้ย?”
“มะ
ไม่ใช่หรอก คือฉันซุ่มซ่ามเองนั่นแหละ"
“โกหก
ซูนเป็นนักวิ่ง ไอ้เรื่องเดินๆ
แล้วล้มนี่ไม่มีทาง
แต่นี่มันเพราะวิ่งทั้งๆ
ที่ฝนตกและถนนลื่นขนาดนั้น
เพราะผม เพราะผมเอาแต่เร่งให้มาหา-”
“มะ
ไม่ใช่อย่างนั้นนะมินกยู
ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ นะ
ไม่เจ็บเลย"
มินกยูเม้มปากนิ่งเงียบ
ซูนยองเองก็รู้ว่าน้องชายกำลังรู้สึกแย่และโทษตัวเองไปเรียบร้อยแล้วและเขาจะพูดยังไงอีกฝ่ายก็คงจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมาด้วย
ก็ทั้งหมดนั้นเป็นความจริง
ซูนยองเป็นห่วงมินกยูจนวิ่งบนถนนลื่นๆ
จริง แต่เขาก็ไม่อยากให้น้องชายโทษตัวเองสักหน่อย
ซูนยองยกมือขึ้นลูบแก้มน้องชายเบาๆ
แล้วส่งยิ้มให้
“ไม่เอาน่า
นายไม่ได้ทำฉันเจ็บหรอก"
“แต่ว่า-”
“แต่ถ้านายจะดึงดันคิดแบบนั้นฉันก็คงห้ามอะไรไม่ได้ล่ะนะ"
“...”
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้ฉันหายเจ็บสิ"
“หื้อ?”
“ยิ้มหน่อย
ยิ้มให้ฉันหน่อยแล้วเดี๋ยวฉันหายเจ็บเลย"
“ฮะ
ฮื้อ ซู๊นนนนนนนนนนนนนน
ละมุนไปแล้วววว ทำไมเป็นคนแบบนี้!!!!”
สรุปก็จบลงด้วยดี
แต่เพราะว่าฝนข้างนอกยังตกหนักอยู่สองพี่น้องเลยยังกลับบ้านไม่ได้
ต้องนั่งแกร่วอยู่ข้างสระน้ำต่อไป
มินกยูเห็นซูนยองตัวเปียกไปหมดเลยหาเสื้อยืดของคนอื่นในชมรมว่ายน้ำให้ใส่ไปก่อน
นั่งได้สักพักมินกยูก็ถอดเสื้อแล้วกระโจนลงสระไปด้วยเหตุผลว่าไม่อยากนั่งรอเฉยๆ
ทำเอาซูนยองกุมขมับด้วยความหนักใจ
“มินกยู
วันนี้นายซ้อมเยอะแล้วมั้งตั้งสามสี่ชั่วโมงแล้ว
ขึ้นมานั่งดีๆ เถอะ"
“ไม่เอาอ่าซูนน
ผมต้องซ้อม ซ้อมๆๆ หนักๆ
กว่านี้ แข่งระดับเขตใกล้เข้ามาแล้วนะ!”
“อ่า
งั้นเหรอ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ
ถ้านายซ้อมหนักมากเกินไปกล้ามเนื้อจะล้าหมดนะ!
ทำอะไรให้รู้จักพอดีบ้างสิ-
ว้ากกก
ไม่เล่นๆๆๆ!!”
มินกยูหัวเราะชอบใจแล้วเอาคางเกยบนเข่าซ้ายพี่ชายด้านที่ไม่มีแผลโดยที่สองแขนยังกอดขาอีกฝ่ายไว้แน่น
ซูนยองยังคงใจหายใจคว่ำกับความรู้สึกเหมือนถูกฉุดลงน้ำเมื่อครู่แต่พอเห็นน้องชายยิ้มแป้นหัวเราะคิกคักก็อดยิ้มตามไม่ได้
อย่างน้อยก็ไม่ได้กลัวฝนแล้วล่ะนะ
ตอนที่มินกยูโทรมาหาด้วยเสียงเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นทำเขาใจเสียไปหมดเลยเหมือนกัน
“นี่
ทำไมอยู่ๆ ถึงเข้าทีมว่ายน้ำล่ะ?”
“หื้ม?
ทำไมเหรอ?”
“ก็
เมื่อก่อนนายก็แค่ชอบว่ายน้ำเล่นๆ
เฉยๆ ฉันเลยสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ
ถึงจริงจังขึ้นมาขนาดนี้น่ะ"
มินกยูยู่หน้าใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งในขณะที่ซูนยองลูบผมเปียกๆ
ของน้องชายไปด้วย
พอถูกลูบหัวก็เลยจูบเข้าที่เข่าตอบแทนไปแรงๆ
สองทีจนซูนยองจักจี้จะดึงขาออก
แต่มินกยูก็ไม่ยอมเลยดึงขาสองข้างมาพาดไหล่ตัวเองแทน
ทีนี้ซูนยองยิ่งตกใจจะกระเถิบตัวหนีแต่เพราะถูกจับไว้แน่นเลยได้แต่ยื้อไปยื้อมา
“มินกยูปล่อย!
ไม่เอาแบบนี้!”
“เดี๋ยวสิๆ
ขอผมคิดก่อน อืมม ทำไมอยู่ๆ
ผมถึงจริงจังกับการว่ายน้ำน้า
อื้มม"
“คิดก็คิดไปสิ
ปล่อยขาฉัน!
ปล่อย!”
“อ้าๆ
นึกออกแล้วนึกออกแล้ว!”
“นี่!!
เห้ยยย!
มินกยู!!”
ซูนยองไม่หยุดดิ้นสักทีมินกยูก็เลยฉุดขาแรงขึ้นจนช่วงเข่ามาเกยอยู่บนไหล่แทน
ระยะห่างที่ลดลงอย่างรวดเร็วบวกกับใบหน้าของน้องชายที่มาซบลงที่ต้นขาซึ่งเป็นจุดเสี่ยงภัยอย่างมากทำให้ซูนยองตกใจจนพูดอะไรไม่ออก
มินกยูทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เอียงคอซบลงบนต้นขาซ้ายของพี่ชายแล้วพูดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“อืมม
ก็คงเพราะผมยังหาอะไรที่ตัวเองเก่งไม่เจอมั้ง
จะมีก็แต่ว่ายน้ำนี่แหละ
แล้ววันๆ จะให้เล่นไปตลอดผมก็เริ่มรู้สึกไร้สาระ
ผมก็เลยลองตั้งใจทำอะไรสุดๆ
สักครั้งในชีวิตดู
แล้วพอเข้าทีมว่ายน้ำได้
ผมก็ยิ่งอยากจะตั้งใจมากขึ้นไปอีก
อยากจะรู้ด้วยว่าถ้าตั้งใจสุดๆ
ในชีวิตเลยแบบเนี้ย
จะไปได้ไกลแค่ไหน"
“อืมม
ก็ดีนะ ฉันดีใจที่นายคิดแบบนี้"
“อื้อ
แต่ตอนนี้ผมเริ่มโลภซะแล้วล่ะ
จากได้เข้าทีม
ก็หวังเหรียญทองตอนแข่งกับโรงเรียนในเครือ
พอได้เหรียญทองนี้ก็อยากได้เหรียญทองเขตอีก
ถ้าได้อีกก็อยากได้เข้าทีมชาติแล้วเนี่ย
ฮ่าๆๆ"
“อ่า
นี่จริงจังถึงขนาดจะไปทีมชาติเลยเหรอ?”
“จริงๆ
ก็ไม่หรอก ก็ถ้าทีมชาติน่ะ
มันต้องซ้อมหนักกว่านี้หลายเท่า
ยิ่งถ้าต้องไปแข่งที่นู่นที่นี่นะ
ผมก็ไม่มีเวลาเจอซูนพอดีน่ะสิ"
“เห้ย
ไม่ได้นะ
นายจะเอาชีวิตนายมาผูกกับฉันแบบนี้ไม่ได้นะมินกยู"
“ไม่ได้หรอกซูน
ไม่ให้ผมไม่คิดถึงซูนได้ยังไง
ซูนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมนะ
ผมจะตัดสินใจอะไร
จะเลือกอะไรผมต้องคิดถึงซูนก่อนอยู่แล้ว"
“แต่-”
“ชีวิตคนเราจะประสบความสำเร็จแค่ไหนถ้าไม่มีความสุขก็จบใช่มั้ยล่ะ?”
“...”
“ซูนคือความสุขของผม
ถ้าผมต้องทิ้งซูนเพื่อไปหาโอกาสอย่างอื่นๆ
ล่ะก็ ผมอยู่กับซูนแบบมีความสุขไม่ดีกว่าเหรอ
หรือว่าซูนไม่อยากให้ผมมีความสุข?”
“ไม่ใช่
ฉันอยากให้นายมีความสุขอยู่แล้ว"
“อืมม
จริงนะ?”
“จริงสิ"
“ขอบคุณครับ
เข้าใจผมขึ้นมามั่งแล้วใช่ม้า
แปลกจังปกติถ้าผมพูดอะไรแบบนี้ซูนจะต้องรีบสั่งสอนแล้วอะ
ประมาณว่า
'ฉันไม่ใช่ความสุขอย่างเดียวของนายนะมินกยู!'
หรือว่า
'ในอนาคตนายอาจจะเจอใครที่นายรักจริงก็ได้'
อะไรแบบเนี้ย"
“..เอ่อ"
“งั้นผมขอตอบดักไว้ก่อนเลย
ผมรักซูนที่สุดเลย!
ถ้าจะให้ผมแยกจากซูน
เสียใจไปพักหนึ่งทั้งๆ
ที่ไม่รู้ว่านานแค่ไหน
เพื่อลองมองหาใครก็ไม่รู้ที่ไม่รู้ว่ามีอยู่รึเปล่าเนี่ย
ซูนว่ามันใช่เหรอ?”
ซูนยองนั่งเงียบ
อ้าปากพะงาบๆ ตอบอะไรไม่ถูก
ที่มินกยูพูดมันก็จริงทั้งหมดนั่นแหละ
วันนี้เขาแพ้จริงๆ เลยได้แต่ยิ้มฝืนๆ
แล้วลูบหัวน้องชายเบาๆ
มินกยูเห็นแบบนั้นก็รีบยิ้มแป้น
ปกติซูนยองจะพยายามหาทางสั่งสอนเขาให้ได้อยู่ตลอด
ครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยที่พี่ชายยอมรับความคิดของเขา
และซูนยองก็ต้องยอมรับจริงๆ
ว่ามินกยูโตขึ้นมาก
เขาชอบมองว่าน้องยังเด็ก
และต้องสอน แต่จริงๆ
มินกยูโตมากพอจะใช้เหตุใช้ผลโต้แย้งเขาได้แล้ว
“ซูนน"
“หื้ม?”
“รักนะครับ
รู้ใช่มั้ย รักที่สุดเลยนะ"
“อื้ม
รู้สิ ฉันก็รักนายเหมือนกัน
เด็กบ้า"
“ฮ่าๆๆ
อ่าซูนอะ ซูนอยากให้ผมมีความสุขมั้ย?”
“อื้ม
ฉันคิดถึงความสุขของนายก่อนตลอดนั่นแหละ"
“จริงนะ?”
“อื้อ"
“งั้น
อยู่เฉยๆ นะครับ"
“ห๊ะ?
อะไร-
มะมินกยู!
จะทำอะไร!”
เพราะมัวแต่คุยกันจนซูนยองลืมไปว่าตอนนี้อยู่ที่สภาพที่ล่อแหลมแค่ไหน
มินกยูกดริมฝีปากลงตรงกลางหว่างขาเขาเบาๆ
แต่นั่นก็มากพอจะทำให้อะไรๆ
ตื่นขึ้นมาทันที
ซูนยองรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว
ทั่วทั้งต้นขาไวต่อความรู้สึกไปหมดเมื่อฝ่ามือของน้องชายเลื่อนขึ้นมาลูบเบาๆ
ย้อนเข้าไปในขากางเกงและบีบเนื้อแถวสะโพก
ซูนยองอยากจะดันตัวน้องชายออกแต่ก็ไม่ทันเมื่อริมฝีปากอุ่นนาบลงมาซ้ำที่เดิมอีกครั้ง
และครั้งนี้หนักหน่วงกว่าเดิม
ซูนยองมองสระน้ำเบื้องหน้าด้วยสายตาพร่าเลือน
“ซูนน
อืม ซูนครับ ผมขอนะ"
กางเกงขาสั้นหลุดไปแล้ว
พื้นหินข้างสระน้ำเย็นเฉียบ
ซูนยองพยายามหุบขาลงแต่มินกยูก็ขยับเข้ามาแทรกกลางอย่างรวดเร็ว
สัมผัสผิวเนื้อที่ต้นขากับไหล่เปลือยเปล่าของน้องชายทำให้ซูนยองใจสั่นระรัว
ความอุ่นร้อนค่อยกลืนกินร่างกายเขา
ซูนยองยกมือหนึ่งขึ้นปิดปาก
อีกมือกำเส้นผมของน้องชายแน่น
หูอื้อไปหมด
แต่เสียงที่ไม่อยากได้ยินก็ยังดังสะท้อนผ่านเข้ามาจนได้
สองขาพันกันแน่นอย่างห้ามไม่ได้
กลายเป็นดันสัมผัสให้เข้ามาแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม
ซูนยองรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า
รู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง
จนในที่สุดทุกอย่างก็จบลง
ซูนยองกอดหัวน้องชายแน่น
หอบหายใจหนัก
หลับตาลงเพราะไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย
ไม่รู้ว่าจะทำหน้ายังไง
แต่เพราะได้ยินเสียงน้ำก็เลยรู้ว่ามินกยูขึ้นมาจากสระแล้ว
พอปรือตาขึ้นเท่านั้นสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่กางเกงว่ายน้ำของน้องชาย
ซูนยองยกมือกวักเรียกให้อีกฝ่ายมาหา
มินกยูเดินเข้ามาหาอย่างงงๆ
“ว่าไงครับ?”
“ของนาย
ของนายยังอึดอัดอยู่ใช่มั้ย?”
“อ่ะ
เอ่อ คือว่า"
“มา
ฉันช่วย"
เท่านั้นแหละ
ใบหน้าของมินกยูก็เห่อร้อนขึ้นมาพร้อมริ้วแดงๆ
เต็มแก้ม
ซูนยองรู้สึกเสียการควบคุมตั้งแต่น้องชายเริ่มก่อกวนจิตใจเขาเมื่อครู่แล้ว
ตอนนี้อะไรมาฉุดก็หยุดไม่อยู่แล้วล่ะ
ซูนยองดันให้มินกยูลงนั่งบนพื้นก่อนจะตะปบฝ่ามือลงบนพื้นที่อันตรายตรงกลางหว่างขา
มินกยูสะดุ้งเล็กน้อย
แต่ดูเหมือนซูนยองจะใจร้อนจนไม่มีเวลามาลูบๆ
คลำๆ ผิวผ้าลื่นๆ อีกแล้ว
มินกยูร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อกางเกงว่ายน้ำปลิวไปตกอยู่บนเก้าอี้ข้างสระก่อนพี่ชายจะโน้มตัวลงต่ำและทำในแบบเดียวกันกับที่เขาเพิ่งทำให้อีกฝ่ายเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
“อะ
ซะซูน ซูนผม-
ซูน"
ซูนยองไม่รู้อะไรทั้งนั้นแล้ว
ไม่รู้ว่าใครเป็นพี่เป็นน้อง
ไม่รู้ว่ากี่สิบปีที่ดูแลมินกยูมา
ไม่รู้ว่าแม่ของเขาหรือแม่ของมินกยูจะคิดยังไง
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองในอีกสิบนาที
หรืออีกหนึ่งชั่วโมง
หรือในวันข้างหน้าจะคิดยังไงกับสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ในตอนนี้
เขารั้งสะโพกน้องชายเข้ามาใกล้ขึ้นอีกและได้ยินเสียงร้องของอีกฝ่ายดังอยู่ที่ริมใบหู
อย่างน้อยในคืนนี้
เขาขอทำตามใจตัวเองอีกครั้งหนึ่งเถอะ
แค่คืนนี้เท่านั้น
เขาเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องทำเหมือนกับว่าตัวเองไม่ต้องการน้องชาย
ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วก็โหยหามากมายขนาดนี้
No comments:
Post a Comment