ตั้งแต่เด็กมินกยูก็ย้ายมาอยู่บ้านซูนยอง คุณแม่ก็เหมือนมีลูกเพิ่มมาอีกคน ดูแลตั้งแต่เรื่องชีวิตประจำวัน ตั้งนาฬิกาปลุก ทำอาหารให้ทาน รวมไปถึงติดต่อเรื่องเรียน ไปเป็นผู้ปกครองเวลามีประชุม ซูนยองเองก็เหมือนกัน ในชีวิตสิบเก้าปีเขาเป็นลูกคนเดียวแค่เก้าปีแรก หลังจากนั้นสิบปีเขาก็เป็นพี่คนโตของบ้านมาตลอด เขารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องคอยดูแลน้องเล็กของบ้านอยู่ตลอดเวลา
“ซูนยอง
มินกยูยังไม่กลับเหรอลูก?”
“ยังไม่เห็นเลยฮะ"
“เอ ฝนจะตกแล้วนะเนี่ย
ลูกออกไปรับหน่อยมั้ย?
เมื่อเช้าแม่ไม่เห็นน้องหยิบร่มไปนะ"
“หา?
เหรอครับ?”
ซูนยองรีบหันไปมองนาฬิกาบนผนัง
เกือบห้าโมงแล้ว
ทำไมยังไม่กลับบ้านกันนะเด็กคนนี้!
ทั้งๆ
ที่โรงเรียนก็ออกจะใกล้บ้านเขา
ใกล้ยิ่งกว่ามหาวิทยาลัยซูนยองเสียอีก
ซูนยองรีบกระโดดลุกขึ้นจากโซฟา
คว้าร่มสองคันแล้ววิ่งออกจากบ้านไปทันที
ก็วันนี้พยากรณ์อากาศบอกว่าพายุจะเข้านี่นา
วิ่งออกมาได้ไม่นานฝนก็เทลงมาซะก่อน
ซูนยองรีบกางร่มแล้วเร่งฝีเท้าขึ้นอีก
ในหัวกังวลไปหมด
ก็เด็กอย่างมินกยูน่ะดื้อซะยิ่งกว่าดื้อ
ไม่รู้ตอนนี้จะเป็นยังไงบ้าง
ทางเดินกลับบ้านก็มีไม่กี่ทางหรอก
หวังว่าจะเดินกลับมาทางปกติแค่นั้นเอง
“โว้ย
อยู่ไหนเนี่ย!?”
ฟ้าร้องครืนใหญ่
ฝนเทลงมาอย่างหนักจนมองทางแทบไม่เห็น
ลมพัดแรงจนซูนยองต้องยกมือขึ้นป้องหน้า
พยายามเพ่งตามองหา แต่ก็เห็นไม่ชัด
แต่เท่าที่ดู ไม่มีใครเดินอยู่บนถนนด้วยซ้ำ
จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาก็กลายเป็นว่าลืมไว้ที่บ้านอีก
ซูนยองเป็นห่วงน้องชายจนจะบ้าตาย
ร่มก็ไม่มี ตอนนี้อยู่ไหนกัน?
ไม่น่าจะอยู่ที่โรงเรีย-
นั่นไง!
ซูนยองขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดเมื่อเห็นเด็กผู้ชายตัวสูงคุ้นตาเอากระเป๋านักเรียนบังหัววิ่งฝ่าฝนมาอยู่
ทั้งถนนมีอยู่คนเดียวที่บ้าพอจะวิ่งบนถนนลื่นๆ
แบบนี้
ซูนยองรีบวิ่งไปดักหน้าแล้วกระชากแขนเข้ามาหลบในร่มหน้าร้านข้างทางร้านหนึ่ง
มินกยูที่อยู่ๆ
ถูกดึงก็ตกใจรีบสะบัดแขนพัลวันโดยไม่เงยหน้าออกมาจากใต้เป้
จนโดนฟาดหัวแรงๆ ไปหลายที
“โอ๊ยยย
อะไรเนี่ย-
อ้าว
ซูนนน!
โอ๊ยๆ
โอ๊ย ตีผมทำไมเจ็บนะ!”
“เด็กบ้า!!
ฝนตกเป็นพายุแบบนี้
ใครให้วิ่งฝ่ามา!!
ห๊ะ!!?”
“..อะ..เอ่อ..”
“ดูซิ!
เปียกไปทั้งตัวเลย
ยิ่งเป็นหวัดง่ายๆ อยู่นายน่ะ
แล้วถ้าลื่นลมขึ้นมาจะว่ายังไง!
ตาก็ไม่มองทาง
ถ้าเดินชนหรือโดนรถเฉี่ยวล่ะ!
คิดบ้างมั้ย!?”
“...ขอโทษครับ"
พอซูนยองเห็นน้องชายก้มหน้านิ่ง
ตอบเสียงอ่อยๆ
ก็พึ่งรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่ใส่อารมณ์มากเกินไป
ยิ่งเห็นสภาพตัวเปียกมะล่อกมะแล่ก
น้ำหยดติ๋งๆ แล้วก็กลายเป็นสงสารแทน
ซูนยองถอนหายใจน้อยๆ
ก่อนจะถอดเสื้อกันหนาวที่รีบร้อนใส่ออกมาด้วยแล้วยกขึ้นเช็ดผมให้มินกยูเบาๆ
เท่านั้นมินกยูก็ช้อนตามองพี่ชายทำหน้าเป็นลูกหมาน้อยน่าสงสารทันที
“ฝนตกทำไมไม่รออยู่ที่โรงเรียน
ร่มก็ไม่มี วิ่งออกมาทำไม?”
“..ก็ผมรู้ว่าซูนจะวิ่งมาหาแบบนี้ไง
ผมเลยอยากวิ่งกลับให้ถึงบ้านก่อน
..ก็ไม่อยากให้ซูนต้องออกมาเปียกฝนเหมือนกัน.."
“เด็กบ้าเอ๊ย
ฉันไม่เปียกซักหน่อย
ถ้ารอให้ฉันไปรับที่โรงเรียนดีๆ
ก็ไม่มีใครต้องเปียกทั้งนั้นแหละ"
“อืออ..
ก็ผมรู้สึกผิดนี่นา
ผมเป็นคนลืมร่มอะ..”
“เห้อ เอาเป็นว่า
ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ
เข้าใจมั้ย?”
“เข้าใจครับ"
“กลับบ้านกันดีกว่า
เย็นนี้พายุเข้ากว่าจะหยุดคงอีกนาน
แถมนายตัวเปียกซะขนาดนี้
อ่ะ เอาร่มมาเผื่อด้วย"
“ซูนน
เช็ดต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอกำลังสบายเลย-
โอ๊ย"
พอหายสลดก็เริ่มทะเล้นเหมือนเดิม
แต่ซูนยองก็มีวิธีจัดการ
ซัดเข้าไปอีกป้าบก็เงียบแล้วยอมรับร่มไปถืออย่างว่าง่ายโดยที่ยังมีเสื้อหนาวโปะอยู่บนหัวอย่างนั้น
ซูนยองว่าจะหยิบออกแต่คิดอีกทีเป็นการลงโทษที่ทำตัวดื้อดีกว่า
กำลังจะเดินนำกลับบ้านก็ต้องหันกลับมามองน้องชายที่ยังทำหน้ายุ่งอยู่กับร่ม
“ชักช้าอยู่ทำไม
กลับบ้านกัน จะได้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ"
“ซูนอาบให้รึเปล่า?-
ล้อเล่นครับ
คือร่มมันเปิดไม่ออกอะ
ซูนเปิดให้หน่อยสิ"
ซูนยองถอนหายใจ
ส่งร่มตัวเองให้มินกยูแล้วรับร่มเจ้าปัญหามาถือไว้เอง
คิดว่าจะเปิดให้เสร็จๆ
ไปแล้วดุน้องชายเรื่องความเหยาะแหยะอีกซักหน่อย
แต่กลายเป็นว่าตัวเองก็เปิดไม่ได้
มินกยูมองพี่ชายที่จากหน้าหงุดหงิดเป็นหน้าตกใจแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
จนได้ตาเขียวปั้ดจากซูนยองกลับมา
แต่พอเห็นพี่ชายตัวเล็กต่อสู้กับร่มจนตัวสั่นแล้วก็ทนไม่ไหวหัวเราะออกมาดังลั่น
โดนร่มฟาดเข้าที่ไหล่เต็มๆ
“ไม่ใช่เรื่องน่าขำนะไอ้เด็กบ้า!!”
“ก็-
ฮ่าๆๆๆ
ก็มัน-
ฮ่าๆๆๆ"
วางท่าซะใหญ่โตแต่ตัวเองก็เปิดไม่ได้
อยากจะพูดคำนี้แต่ก็ไม่อยากโดนหวดด้วยร่มอีกรอบ
ปรากฏว่าลองเปิดกันไปเปิดกันมาแล้วได้ข้อสรุปว่า
..ร่มเสีย..
เลยเหลือร่มที่ใช้ได้อยู่คันเดียว
แล้วก็ไม่ได้ใหญ่เท่าไหร่ซะด้วยสิ
ซูนยองลองกางแล้วเข้ามายืนด้วยกันสองคนดู
ยังไม่ต้องออกจากร่มก็รู้แล้วว่าเปียกเละทั้งคู่แน่
มินกยูไม่อยากให้ซูนยองเปียก
ก็เลยจะขอวิ่งตากฝนกลับเพราะยังไงก็เปียกอยู่แล้ว
แต่ซูนยองยืนกรานว่าเปียกมากไปกว่านี้ต้องปอดบวมตายก่อนถึงบ้านแน่ๆ
ก็เลยนั่งลงบนบันไดหน้าร้านขายของที่ปิดแล้วร้านหนึ่ง
รอจนฝนหยุดตกค่อยกลับ
“แล้วเมื่อไหร่จะหยุดล่ะเนี่ย..”
“พยากรณ์บอกว่าพายุเข้า
น่าจะตกทั้งคืนนะ"
“ซูนน
กลับบ้านกันเถอะ ผมวิ่งตากฝนได้จริงๆ
นะ แล้วถึงบ้านปุ๊บก็อาบน้ำเลยไง
ไม่เป็นไรหรอก น้าา"
“ไม่ได้
แค่นี้ก็เปียกมากพอแล้ว
ฉันไม่ให้นายตากฝนอีกเด็ดขาด"
“..ซูนอ่า..”
“ไม่ต้องเลย
มานี่ซิ"
แล้วซูนยองก็เริ่มเช็ดหัวเช็ดตัวให้มินกยูอีกครั้ง
ดีที่เสื้อหนาวตัวค่อนข้างหนาวแถมยังดูดซับได้ดี
เช็ดไปเช็ดมามินกยูก็ตัวแห้งซะอย่างนั้น
แต่เสื้อก็ยังเปียกอยู่ดี
ซูนยองเลยให้ช่วยกันบิดน้ำออก
สุดท้ายจากลูกหมาตกน้ำก็กลายเป็นลูกหมาหัวฟูๆ
ตัวหมาดๆ แทน
น่าหมั่นไส้ซะจนซูนยองขยี้หัวเล่นอย่างมันเขี้ยว
“โอ๊ยๆ
ซูนอย่าขยี้แรง เจ็บบ"
“ไม่ต้องมาร้องเลย
ฉันยังหงุดหงิดไม่หาย
ร่มก็ลืมหยิบ แถมยังวิ่งตากฝนแบบนี้อีก
มันน่านัก"
“..เหตุผลก็บอกไปแล้วนี่นา"
“ใช่
แล้วยังเหตุผลที่ทำให้ฉันด่าไม่ได้อีก
เด็กบ้านี่"
มินกยูฟังแล้วก็ยิ้มแก้มตุ่ยก่อนจะค่อยๆ
ขยับมานั่งชิดพี่ชายแล้วเอาหัวเอนไปจะซบไหล่แต่ซูนยองก็ผลักออก
หน้าทิ่มเข่าแทน
เจ็บจนร้องออกมาเสียงดังแต่ซูนยองก็ไม่หลงกล
มินกยูงอแงเอนตัวลงมาเอาหัวกระแทกตักแทน
คราวนี้ซูนยองก็ไม่กล้าใส่แรงเต็มเพราะถ้าผลักออกจริงๆ
หัวจะกระแทกคอนกรีตเลือดตกยางออกเอาได้
เลยต้องยอมให้นอนอยู่แบบนั้น
มินกยูพอได้ที่พอใจก็ยิ้มแก้มปริ
ยกสองมือขึ้นมากอดขาพี่ชายแน่น
ฟังเสียงฝนตกกันไปเงียบๆ
ครู่หนึ่งมินกยูก็เป็นคนพูดขึ้นมาก่อน
“ไม่ได้นั่งเฉยๆ
ฟังเสียงฝนกันแบบนี้นานแล้วเนอะซูน"
“อืม
ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะ?”
“อืมม
ไม่รู้ครั้งล่าสุดรึเปล่า
แต่ผมจำตอนเด็กๆ
ที่พี่พาผมไปจับลูกอ๊อดที่บึงได้
แต่ฝนดันตกซะก่อน
เราเตรียมแต่ถุงพลาสติกไปใส่ลูกอ๊อดเลยไม่ได้เอาร่มไป
ต้องไปหลบใต้ต้นไม้กันน่ะ
จำได้มั้ยฮะ?
ฮ่าๆๆ"
“จำได้สิ
ยืนจนขาแข็งไปหมด พอนั่งปุ๊ปก็-”
“กางเกงเปียก
ฮ่าๆๆๆ เปียกไปถึงกางเกงในเลยอะะ"
“ตอนนั้นนายร้องไห้เลย
ไอ้เด็กขี้แง กางเกงในเปียกก็ร้องไห้"
“ก็มันไม่สบายตัวนี่นา
แถมฟ้าก็ร้องเสียงดังด้วย
น่ากลัวออก..”
ซูนยองนั่งมองฝนที่โปรยปรายลงมาเงียบๆ
แต่บนริมฝีปากมีรอยยิ้มบางๆ
อยู่ ถึงจะงอแงไปบ้าง
และโตมาก็งี่เง่าไปหน่อย
แต่มินกยูน่ะเป็นเด็กน่ารัก
แล้วซูนยองก็รักมินกยูมากมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ
แล้ว มือซ้ายเผลอลูบผมฟูๆ
ของน้องชายบนตักไปโดยไม่รู้ตัว
แต่คนถูกลูบเหลือบมองสีหน้าซูนยองแล้วก็ยิ้มหน้าบาน
“ซูนก็รู้นี่นา
ว่าผมกลัวฟ้าร้อง
ตอนนั้นฟ้าผ่าเสียงดังเลยด้วย
ผมกลัวมากเลย"
“จำได้สิ
นายเป็นเด็กขี้กลัวจะตายไป
ขี้แงด้วย"
“แล้ว
จำได้มั้ยว่าตอนนั้นผมร้องไห้หนักมาก
แล้วซูนทำยังไง?”
ซูนยองขมวดคิ้วเล็กน้อย
รายละเอียดปลีกย่อยแบบนี้เขาจำไม่ได้
แต่พอมองหน้ามินกยูที่กำลังยิ้มกว้างอยู่แล้วก็พอจะเดาออกเลยรีบกระเถิบตัวหนีเด็กยักษ์ที่ยันตัวลุกขึ้นนั่ง
ยกมือขวาขึ้นดันหน้าผากน้องชายหน้าทะเล้นแรงๆ
สองสามทีแต่มินกยูก็ยังไม่หยุดยิ้ม
“รู้เปล่า
ทำยังไง?”
“ไม่อยากรู้-”
“กอดดดดไงงงง!!”
ซูนยองหลบไม่พ้นหรอก
มินกยูยืดตัวขึ้น
อ้าแขนกว้างแล้วโถมลงมากอดอย่างรวดเร็วชนิดที่ว่าต้องบินหนีถึงจะรอด
ซูนยองได้แต่ยกมือขึ้นเขกหัวหมาดๆ
ของน้องชายแรงๆ หลายทีหวังจะให้เจ็บจนปล่อย
เพราะตอนนี้ตัวเริ่มเปียกไปด้วยแล้วแต่ดูเหมือนจะไม่มีโชคเท่าไหร่
มินกยูเหนียวยิ่งกว่าชีสร้านปิ้งย่าง
ยืดได้แต่ไม่ขาด ดันเท่าไหร่ก็ไม่หลุด
ติดทนติดนานเหมือนสีทาบ้าน
จนในที่สุดซูนยองก็เหนื่อยไปเองตามแผน
ได้อย่างที่ชอบแล้วมินกยูก็เอาคางเกยไหล่พี่ชายอย่างมีความสุข
ยิ้มแป้นแล้นจนโดนดึงแก้มไปแรงๆ
หนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้
“โอยย โอยย
ซูนเจ็บน้าา"
“สมควร
ฉันเปียกไปด้วยแล้วเนี่ย
ไหนเมื่อกี๊ใครบอกไม่อยากให้ฉันเปียกฝน?”
“ก็..
ไม่อยากให้เปียกฝนแต่นี่ไม่ใช่ฝนแล้วนี่นา
น้ำจากเสื้อผมต่างหาก”
“เดี๋ยวนี้กวนเหรอ?-”
“เอ้อ ว่าแต่
อยากถามนานแล้ว ตอนเด็กๆ
ซูนก็ชอบให้ผมกอดออกนี่นา
แถมยังชอบกอดผมซะเองด้วย
ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ยอมให้กอดเลยอ่ะ
น้อยใจนะ"
“นายก็น้อยใจมันได้ทุกเรื่องอะเด็กขี้งอน"
“อ่าา
ไม่ได้ขี้งอนซักหน่อย!
ตอบคำถามผมด้วยสิ!
ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ยอมให้กอดเลยยย!”
“โว้ยยย
ตอบแล้วๆ!
หยุดตะโกนอัดหูซักที!”
แบบนี้ตลอด
มินกยูเวลาไม่ได้อะไรดั่งใจจะตะโกน
โวยวาย หนักสุดก็แบบนี้
คือตะโกนอัดหูซะเลยเพราะกลัวจะไม่สนใจ
อาจจะเป็นเพราะตั้งแต่เล็กๆ
คุณพ่อคุณแม่มินกยูไม่ค่อยอยู่บ้านด้วยล่ะมั้ง
นี่ถ้าไม่ได้เจอซูนยองจะเป็นยังไงเหมือนกัน
ซูนยองยังจำครั้งแรกที่เจอกันได้อยู่เลย
คิดแล้วก็หันกลับไปจุ๊บหน้าผากน้องชายเบาๆ
แต่เล่นเอาอีกฝ่ายตาโต
อ้าปากค้างด้วยความตกใจ
แถมซูนยองยังพูดตอบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นด้วย
“ก็นายน่ะโตแล้วนี่นา
ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ
จะให้ฉันโอ๋ตลอดไปได้ยังไง
ปีนี้ 18
แล้วนะถ้าไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ซักที
นายจะอยู่ลำบากนะ-”
“ดะ เดี๋ยวสิ
เรื่องกอดกับเรื่องเป็นผู้ใหญ่ไม่เห็นเกี่ยวกันเลยนี่นา"
“เกี่ยวสิ
ขืนฉันทำเหมือนนายเป็นเด็กไปเรื่อยๆ
แบบนี้นายจะโตได้ไง?”
“ไม่นะ
ผมโตแล้วนะ!
ที่โรงเรียนมีรุ่นน้องยกผมเป็นไอดอลแล้วด้วย!”
“ไอดอล?
..แล้วอ้อนให้กอด
อ้อนให้หอมแบบนี้เหรอโตแล้ว?”
“เฉพาะกับซูนคนเดียวนี่แหละ..
ก็อยากอ้อนนี่นาา
เป็นผู้ใหญ่ก็เป็นได้
แต่ขอซูนไว้คนนึง
ที่ผมจะยังเป็นเด็กด้วย
น้าา น้าา ไม่ได้เหรออ นะนะนะนะ
น้าา"
พูดจบก็เอนหัวกลับลงมาซบที่ไหล่ต่อ
แถมยังถูไปถูมาจนเสื้อยับไปหมด
ซูนยองได้แต่ถอนหายใจแล้วหันหน้าหนี
พอมาท่านี้จะพูดอะไรได้อีกล่ะ
ซูนยองแพ้ให้มินกยูตลอดนั่นแหละ
ลูกอ้อนมาเมื่อไหร่
ก็ต้องยอมเมื่อนั้น
ปล่อยให้ทั้งกอดทั้งซบให้สบายใจ
ผ่านไปครู่หนึ่งฝนก็ซาลงบ้าง
แต่น้องชายดูตาปรือๆ
เหมือนจะเคลิ้มหลับไปแล้ว
“มินกยู
มินกยูฝนซาแล้ว ถ้าตอนนี้ล่ะก็พอฝ่าไหว
รีบกลับบ้านกัน!"
“อืออ
นั่งตรงนี้อีกแป๊ปนึงไม่ได้เหรออ"
“ไม่งอแงแล้วเร็ว
ลุก ถ้าไม่ไปตอนนี้ได้อยู่นี่ทั้งคืนแน่!
รีบกลับบ้านไปอาบน้ำอุ่นๆ
เลย ถ้าเป็นหวัดอีกฉันไม่ดูแลแล้วนะ"
“โหย ใจร้ายย!
ซูนไม่ดูแลผมแล้วใครจะดูแล!”
“หยุดเลย
ไม่ต้องเถียงแล้ว ลุก!
กลับบ้าน!
เร็วๆ
เดี๋ยวนี้!!”
ซูนยองใช้ส้นมือยันแก้มของน้องชายขี้อ้อนออกอย่างรุนแรงแต่เจ้าตัวก็ยังไม่ยอม
ดันไปดันมาจนซูนยองกลัวมินกยูจะคอเคล็ดเพราะเริ่มเห็นเส้นเลือดปูดๆ
ตามลำคอเลยยกเข่าขึ้นกระทุ้งที่สีข้างพร้อมด้วยมืออีกข้างหยิกแขนไปหลายทีจนกระเด็นออกไปได้ในที่สุด
มินกยูเบะปากอย่างขัดใจแต่ซูนยองก็รีบยืนขึ้นทำท่าจะเดินนำออกไปก่อนแล้ว
“ซูนน เจ็บนะ!
ทำไมใจร้ายขึ้นเรื่อยๆ
เลยเนี่ย!
เมื่อก่อนผมหกล้มแต่ละทียังโอ๋อยู่ตั้งนาน!”
ซูนยองหยุดเดินแล้วหันกลับมาหามินกยูที่ทำหน้าเป็นลูกหมาน้อยอีกครั้ง
ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ
แล้วเดินกลับมาหา
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงจะยื่นมือออกไปลูบหัวเบาๆ
แต่แค่นั้นก็ทำให้มินกยูกลับมายิ้มแป้นได้เหมือนเดิม
รอยเขียวๆ ที่แขนกับสีข้างกับอาการปวดแปล๊บๆ
ที่ลำคอถือว่าหายกันทันที
“โตซักทีนะมินกยู
ให้ฉันโอ๋นายตลอดไปไม่ได้หรอกนะ"
“อืออ
ก็บอกว่าโตแล้วไง แต่ขอซูนไว้คนเดียว
แค่กับซูน ขอเป็นเด็กต่อไปอีกหน่อยน้าา"
“เออๆ ก็ได้
เข้าร่มมานี่เร็ว!
จะได้รีบกลับกัน"
“เอ๊ะ?
ฝนยังไม่หยุดนี่นา"
“ก็ใช่ แต่ซาแล้ว
ขืนรอให้หยุดล่ะก็คืนนี้ก็ไม่ได้กลับหรอก
พายุเข้าน่ะ"
“..อ๋อเหรอ..”
ซูนยองขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อน้องชายยังยืนนิ่งอยู่
ตัวเองร้อนใจกลัวว่าฝนจะกลับมาตกหนักจะแย่
แต่มินกยูกลับยืนทื่ออยู่อย่างนั้น
ซูนยองเดินกลับไปหาแล้วดึงเข้ามาใต้ร่มด้วยกัน
แต่พอเห็นมินกยูมองฝนสลับกับร่มแล้วก็ต้องถอนหายใจ
นี่คงจะห่วงว่าซูนยองจะโดนฝนอีกล่ะสิ
ซูนยองดึงข้อมือมินกยูให้เดินตาม
แต่อยู่ๆ มินกยูก็สะบัดมือออก
แล้วจับสายกระเป๋าเป้ตัวเองแน่น
“ซูน"
“อะไร?”
“รักน้า"
“..เล่นอะไรของนายอีก?
เดี๋ยว
แล้วนั่นจะทำท่าเหมือนวัวกระทิงเตรียมวิ่งทำไม?
เห้ย-”
“เจอกันที่บ้าน!
บาย!”
“คิมมินกยู!!!!
กลับมานี่เดี๋ยวนี้นะ!!!
แล้วฉันจะเอาร่มมาทำไมเนี่ย
โว้ยยย!!!
ฉันถึงบ้านเมื่อไหร่นายตายแน่!!
ไอ้เด็กบ้า!!!!!”
No comments:
Post a Comment