Monday, 31 October 2016
Halloween #minsoon
“เห?”
ซูนยองยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งด้วยความงุนงงแล้วยกข้อมือซ้ายขึ้นมาดูนาฬิกา เข็มสั้นชี้อยู่ที่เลขแปด ถึงจะกลับสายกว่าทุกวัน แต่ก็ไม่ได้ดึก แน่นอนว่าไม่ดึกพอที่มินกยูจะหลับแน่นอน แล้วทำไมบ้านถึงมืดสนิททั้งหลังแบบนี้? จับต้นชนปลายไม่ถูกซูนยองก็เลยคลำหาสวิทช์ไฟ แต่ปรากฏว่าเปิดแล้วไม่ติด ทำให้หายสงสัยไปได้นิดหน่อย แต่คิ้วก็ต้องขมวดหนักเข้าไปอีก ถ้าไฟดับจริงมินกยูน่าจะออกมานั่งถือไฟฉายอยู่ห้องนั่งเล่นรอเขานี่แล้ว ไม่น่าจะอยู่ในห้องนอนหรอก
“มินกยู?”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ ซูนยองเริ่มกังวล เปิดหน้าจอมือถือส่องไฟดูก็ว่างเปล่า ไม่อยู่ในห้องนั่งเล่นจริงๆ ไม่รอช้า ซูนยองรีบก้าวเร็วๆ ไปทางห้องนอน กระชากประตูเปิดออกแล้วสาดแสงไฟเข้าไปภายใน
“มินกย-”
ใครบางคน หรืออะไรบางอย่างทำให้ซูนยองนิ่งไปด้วยความตกใจ เงาตะคุ่มคุดคู้อยู่กลางห้อง คลุมด้วยผ้าสีดำสนิท ชามที่มีของเหลวสีแดงฉานตั้งอยู่ใกล้กัน เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน และหันมาอย่างช้าๆ ผ้าคลุมสีดำถูกสะบัดอย่างแรงเผยให้เห็นโฉมหน้าของ-
“แฮฮฮฮฮฮฮฮ่!!!!!!!”
“...เล่นอะไรของนาย มินกยู"
ซูนยองถามหน้าตาย ถอนหายใจแถมด้วย หลังจากไล่น้องชายไปดึงคัทเอาท์ขึ้นแล้วซูนยองก็พิจารณาสภาพพยายามจะผีของมินกยูชัดๆ ผมยุ่งๆ ที่เหมือนจะแค่นอนกลิ้งไปกลิ้งมามากกว่า หน้าลอย น่าจะแอบไปเล่นแป้งของแม่ รอยขีดๆ สีดำที่แก้มคงพยายามจะเป็นรอยเย็บ ถ้าฉลาดหน่อยจะใช้ที่เขียนตาของแม่ แต่อย่างมินกยูแล้วน่าจะปากกาเมจิคมากกว่า
“ก็เล่นเป็นแดร๊คคิวล่าไงแดร๊คคิวล่า!! โห่ย ซูนอะไม่ได้เรื่องเลย ไม่สนุกเลย"
“..แล้วทำไมอยู่ๆ ลุกขึ้นมาแต่งตัว-”
“คืนนี้เป็นคืนฮัลโลวีนไง ฮัลโลวีน!! อะไรอะ ไม่รู้จักเหรอซูนอะะ ไม่ไหวเลย!”
ซูนยองส่ายหน้าน้อยๆ แต่มินกยูดูเหมือนจะโกรธจริงๆ พอมองไปรอบๆ ซูนยองก็เริ่มเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น ชามน้ำแดงๆ นั่นเหมือนจะเป็น.. น้ำหวาน หรือแยมซักอย่างเพราะดูข้นๆ นอกจากน้ำหวานแล้วก็ยังมีขนมอีกหลายอย่างวางระเกะระกะอยู่รอบๆ ไม่พอ ยังมีเศษกระดาษสีดำกับสีส้มและกรรไกรวางเกลื่อน ปากกาเมจิคก็อยู่นั่น ถึงซูนยองจะไม่แน่ใจว่ามินกยูจะทำอะไร แต่ก็ค่อนข้างชัดอยู่ว่าตั้งใจทำมาก พอเจอพี่ชายตีหน้ามึนใส่แบบนี้ก็คงน้อยใจอยู่ ซูนยองเลยเดินเข้าไปหาน้องชายที่นั่งหันหลังให้อยู่บนพื้นก่อนจะดึงหัวมากอดเบาๆ
“โอ๋ ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ ก็ฉันไม่รู้นี่นา"
“..ก็เป็นแบบนี้ตลอด เทศกาลอะไรก็ไม่เห็นจะเคยเล่นกับผมซักที"
“อ่า ปีนี้เล่นก็ได้ มาๆ ไหน เราจะทำอะไรกันต่อดีหืม?”
“เล่นจริงเหรอ?”
“อื้ม เอาสิ ว่าแต่เล่น-”
“ดีเลย งั้นก่อนอื่นเลยนะ ซูนไปอาบน้ำก่อนนี่ผมก็อาบแล้ว แล้วเดี๋ยวมีชุดให้ใส่แล้วมาเล่นเกมส์กัน"
“อ่า.. ได้ๆ ว่าแต่ฉันต้องใส่ชุดอะไรด้วยเหรอ?”
“อื้อ! เตรียมไว้แล้วล่ะเดี๋ยวอาบเสร็จผมให้"
ซูนยองอาบน้ำร้อนสบายตัวเรียบร้อยก็พันผ้าเช็ดตัวออกมาหาน้องชายที่นั่งยิ้มแป้นรออยู่แล้ว ทีแรกซูนยองก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเห็นสีหน้าแบบนี้ก็เริ่มไม่สบายใจยังไงแปลกๆ มินกยูยังนั่งยิ้มแป้นอยู่อย่างนั้นจนเริ่มหมั่นไส้ขึ้นมา
“แยกเขี้ยวทำไม ที่เป็นแดร๊คคิวล่าเพราะฟันเกล่ะสิ"
“ไม่ใช่ฟันเก!!! เขาเรียกว่ามีเขี้ยว!! ซูนบ้า!!”
“นั่นแหละ แล้วชุดล่ะอยู่ไหน"
“แต่นแต๊นนนนนน!”
ซูนยองรู้สึกผิดหวังกับทุกสิ่งบนโลกใบนี้ และโทษตัวเองก็ติดกับมินกยูอีกครั้ง พองอนทีไรซูนยองก็ต้องอ่อนให้ตลอด ยอมหมดจนต้องมาใส่ชุดอะไรบ้าๆ แบบนี้ ในมือมินกยูคือชุดนอน ชุดนอนแบบการ์ตูนที่มีฮู้ดพร้อม และการ์ตูนตัวนี้ก็ไม่ได้แปลกหน้าแปลกตาเท่าไหร่ เพราะเวลานั่งดูด้วยกันตอนเด็กๆ มินกยูก็ชอบบอกว่าเหมือนเขาอยู่ประจำ
“แฮมสเตอร์..”
“แฮมทาโร่แหละ น่ารักมั้ย จริงๆ จะหาริบบ้อนจังมาแกล้งซูนแต่มันไม่มี เลยได้แต่แฮมทาโร่"
“...”
“ใส่เลยย แล้วมาเล่นกัน"
“นายจะให้ฉันใส่นี่จริงๆ เหรอ?”
“อื้อ"
“...”
“ซูนนน ไปใส่เร็วๆ!”
“...”
ซูนยองชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง จากสีหน้าของมินกยูก็ชัดอยู่แล้วว่าจงใจแกล้ง รู้ทั้งรู้ว่าซูนยองชอบของน่ารัก แต่ไม่ชอบจะทำตัวมุ้งมิ้งน่ารักซะเอง เรียกได้ว่าเกลียดเลยแหละ จริงๆ เหมือนจะวางแผนมาตั้งแต่งอแงแล้วด้วย พองอแงซูนยองก็ต้องง้อ พอง้อก็จะหลุดปากว่าจะตามใจตลอด และนั่นก็เป็นวิธีเดียวที่ซูนยองจะถูกบังคับทำตามแบบนี้ มินกยูยื่นชุดนอนให้พี่ชายจนแขนเกร็งก็เหมือนซูนยองจะไม่มีทีท่าจะรับซักที เลยต้องงัดวิธีสุดท้าย ที่ไม่อยากจะทำเท่าไหร่เพราะกลัวซูนยองจะยิ่งต่อต้านหนักเข้าไปอีก แต่เป็นวิธีที่อาจจะได้ผลดีที่สุด และที่สำคัญคือมินกยูได้กำไร
“ซูนนนน สบู่กลิ่นนี้ห๊อมหอมเนอะ"
“หา? ก็กลิ่นเดิมนี่นา"
“ไม่นะ ผมว่ากลิ่นมันไม่เหมือนเดิม ไหนขอดมหน่อยสิ"
“เห้ยๆ อะไรของนาย เห้ย อย่าเข้ามานะเห้ยยยยย!!”
มินกยูวางชุดนอนแล้วกระโดดขึ้นกอดรัดฟัดเหวี่ยงพี่ชายทันที ฝังจมูกลงกับไหล่ซูนยองแล้วสูดลมหายใจดังฟืดๆ แถมยังเอาหน้าถูไปถูมาจนซูนยองขนลุกไปหมดทั้งตัว มือจะดันออกก็ไม่ถนัด ผ้าเช็ดตัวที่พันไว้ลวกๆ ก็ต้องคอยจับ เรียกได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างที่สุด ยิ่งรู้สึกถึงฝ่ามือน้องชายอยู่บนหลังบนไหล่ยิ่งขนลุกเกรียวกราวจนแทบอยากขุดหลุมหนีไปซะเดี๋ยวนั้น ทางออกจากเครื่องดูดฝุ่นมินกยูก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นในตอนนี้
“ฮื่ออ โอ๊ยๆ พออ! เอาชุดนอนมาๆ ฉันจะใส่แล้ว!”
“ว่าไงนะะ ไม่ได้ยินเลยย ชุดนอนอะไรนะ??”
“ชุดนอนแฮมทาโร่!! เอามา!! ฉันยอมใส่แล้ว!!”
เป็นอันว่ามินกยูทำสำเร็จไปอีกครั้ง ซูนยองนั่งหน้ามุ่ยอยู่ที่พื้นระหว่างที่น้องชายเอาปากกาเมจิคมาเติมหนวดที่ข้างแก้มให้ ซูนยองจะประท้วงไม่ยอมอีกก็ได้ แต่จริงๆ คือเหนื่อยแล้ว แล้วจริงๆ ชุดนอนนี่ก็ค่อนข้างสบาย ถ้าซูนยองไม่ได้คิดว่าจะดูปัญญาอ่อนหรืออะไร มินกยูแกะขนมหลายห่อมาเทรวมกันในชามใบใหญ่ใบหนึ่ง แล้วก็เลื่อนถาดที่มีชอคโกแลตมากมายมาไว้ข้างกันตรงกลางระหว่างซูนยองและตนเอง ซูนยองมองตามน้องชายอย่างสงสัย แต่พอเห็นทำท่าจะจุดเทียนเท่านั้นแหละ
“จะทำอะไรน่ะ?”
“จุดเทียนฮะ สร้างบรรยากาศ"
"อย่าๆ อันตราย มาเดี๋ยวฉันจุดให้"
“ไม่เป็นไรหรอกแฮมทาโร่ เดี๋ยวท่านเคาท์มินกยูทำเอง นายนั่งอยู่เฉยๆ เถอะ"
“นายงั้นเหรอ.. ฉันยอมให้แค่คืนนี้นะ เด็กบ้า"
จุดเทียนมาวางเรียงรายเสร็จเรียบร้อยมินกยูก็ปิดไฟแล้วกลับมานั่งตรงข้ามกัน ซูนยองมองใบหน้าน้องชายที่ดูมีความสุขจนเกินเหตุแล้วก็ส่ายหน้าน้อยๆ มินกยูเป็นเด็กร่าเริง สดใส แล้วก็มองโลกในแง่ดี แต่บางทีก็เด็กเกินไปจริงๆ มีเด็กม.6 คนไหนบ้างจะแกล้งเป็นผีหลอกพี่ชาย นั่งทำคอสตูม ตัดกระดาษเป็นรูปแจ๊คโอลันเทิร์นกับค้างคาวมาแปะผนัง แถมยังเตรียมขนมเตรียมเทียนเพื่อคืนฮัลโลวีนแบบนี้อีก
“เอาล่ะ พร้อมแล้วนะฮะ ผมจะเริ่มอธิบายเกมส์ ซูนรู้จัก Truth or Dare มั้ย?”
“อืมรู้จัก จะเล่นอันนั้นเหรอ?”
“เปล่า"
“...”
“ล้อเล่น ฮ่าๆๆ เล่น Truth or Dare นั่นแหละแต่เปลี่ยนกติกาหน่อย เอาเป็นว่าผมอธิบายใหม่เลยแล้วกัน เราจะผลัดกันถามคำถาม ถ้าตอบได้ก็ตอบ แล้วก็ได้กินขนมอร่อยๆ แต่ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่อยากตอบต้องกินชอคโกแลตอันนี้ หรือไม่ก็ทำตามคำสั่งของอีกคน ไม่งงนะฮะ?”
“เป็น Truth or Dare แบบได้กินขนมว่างั้น?”
“อื้ม ประมาณนั้น ฮ่าๆๆ ก็ฮัลโลวีนก็ต้องกินขนมสิจริงมั้ยแฮมทาโร่"
“อืม.. แล้วทำไมตอบไม่ได้ถึงได้กินชอคโกแลตล่ะ? ไม่น่าใช่บทลงโทษนี่นา"
“เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมลองเล่นให้ดูก่อนแล้วกันจะได้เข้าใจ"
“อืม ก็ได้"
“อืมมม คำถามข้อแรก ผมขอถามพี่ว่าาา อืมม ตอนนี้พี่รอบเอวเท่าไหร่ฮะ?”
“หา? ไม่รู้หรอกไม่เคยวัดนี่นา"
“อ้าาา นั่นไง กินชอคโกแลตเลย"
“หา? อ่าว อะไรเล่าก็ฉัน-”
“ไม่รู้คือตอบไม่ได้ ตอบไม่ได้ต้องกินชอคโกแลต กินเลยกินเลย"
ซูนยองขมวดคิ้วอย่างงงๆ แบบนี้ถ้าถามอะไรที่อีกฝ่ายไม่มีทางตอบได้ก็ได้ลงโทษไปเรื่อยๆ งั้นสิ? สงสัยไปเคี้ยวชอคโกแลตไป เห็นมินกยูยิ้มจนเขี้ยวโผล่แล้วก็กำลังจะอ้าปากถาม แต่อยู่ๆ รสเผ็ดก็แผ่กระจายเต็มปากไปหมดจนตาโต ซูนยองรู้สึกร้อนไปทั้งหน้าทั้งหู และมากที่สุดคือลิ้น
“มินกยู!!! นี่นาย- แค่กๆๆๆ โอ้ย แค่กๆๆ ใส่อะไรใน แค่กๆ ชอคโกแลต!!”
“ฮ่าๆๆๆ พริกครับ หลายชนิดเลยแหละ ผมตั้งใจทำพิเศษสุดเลยนะ โอ๊ยๆ ฮ่าๆๆ"
ซูนยองไอโขล่กๆ จนน้ำหูน้ำตาไหลแต่น้องชายเอาแต่หัวเราะกลิ้งไปมา ครู่หนึ่งถึงจะรู้จักสำนึกค่อยลุกขึ้นมาช่วยลูบหลังแล้วเอาทิชชู่เช็ดน้ำตาตามแก้มให้ แต่ซูนยองไม่ได้รู้สึกขอบคุณเลยแม้แต่นิดเดียว
“อ่า อย่ามองกันแบบนั้นสิฮะ.. จะไม่ขอโทษหรอกนะ มีอีกตัวเลือกนี่นา เปลี่ยนเป็นทำตามคำสั่งผมก็ได้น้า"
“ไม่ต้องมา แค่กๆ มาปลอบเลย! กลับไปนั่งตรงนั้น ถึงตาฉันแล้ว!!”
คราวนี้มินกยูเริ่มเป็นฝ่ายกลัวบ้างแล้ว แต่ก็ไม่มากหรอก เขาออกแบบเกมส์นี้มาค่อนข้างป้องกันตัวเองที่สุดแล้ว ชอคโกแลตก็ชิมแล้วว่าตัวเองกินไหว ที่น่าห่วงแค่อย่างเดียวคือไม่รู้ว่าซูนยองจะสั่งให้ทำอะไร แต่เรื่องนั้นมินกยูก็คิดไว้แล้ว ถ้าโดนสั่งอะไรน่ากลัวมากๆ เข้าก็งัดไม้ตายตลอดกาลออกมา อย่างซูนยองน่ะแค่โดนอ้อนก็จบแล้ว อีกอย่าง ซูนยองก็ไม่น่าจะโมโหอะไรขนาดนั้นด้วย.. ล่ะมั้ง
“นายว่านายรักฉันมากใช่มั้ย ไอ้เด็กอำมหิต ให้ฉันกินพริก!!”
“รักสิ รักซูนที่สุดเลยน้า ถึงได้รู้ว่าซูนกินเผ็ดไม่ได้ ฮ่าๆๆ"
“งั้นเหรอๆ!! รู้เรื่องฉันมากดีนัก งั้นตอบมาซิฉันกับนายเจอกันครั้งแรกวันที่เท่าไหร่!!”
“ยี่สิบสี่สิงหาคม"
“...อ่ะ..”
“ถามแต่ผม ซูนอะจำได้รึเปล่า? ผมตอบไปจะรู้เหรอว่าถูกมั้ย?”
“...เอ่อ"
“เชอะ"
มินกยูนอกจากจะอ้อนเก่งยังพลิกสถานการณ์เก่งมากอีกด้วย คราวนี้เลยกลายเป็นซูนยองที่รู้สึกผิดอยู่นิดๆ เจ้าตัวจำได้ว่าแถวๆ เดือนสิงหาหรือตุลานี่แหละ แต่ไม่แน่ใจวันที่ คิดว่าถ้ามินกยูอึกอักแม้แต่นิดเดียวก็จะสั่งให้วิดพื้นซะให้เข็ด แต่ดันกลายมาเป็นแบบนี้ซะได้ ระหว่างที่มินกยูหยิบชอคโกแลตแท่งขึ้นมาเคี้ยวแก้มตุ่ยซูนยองก็อึกๆ อักๆ เหมือนจะพูดอะไรจนมินกยูต้องยกมือขึ้นห้าม
“ไม่เป็นไรหรอก ผมพูดไปงั้นแหละ เรื่องพริกเมื่อกี๊ผมก็ขอโทษแล้วกัน เอาเป็นว่าเริ่มใหม่"
“นาย.. เอ่อ ไม่น้อยใจฉันแน่นะ? คือฉันจำได้นะว่ามันแถวๆ สิงหานี่แหละแต่วันที่แน่ๆ ฉัน-”
“ไม่น้อยใจฮะ อะ ผมตอบแล้ว งั้นต่อไปตาผมสองรอบเลยแล้วกัน"
“อะ อ่าวเห้ย"
“ไหนๆ เราก็คุยเรื่องนี้กันแล้ว งั้นซูน อืมม วันที่เจอกันวันแรก ทำไมซูนถึงเข้ามาคุยกับผมเหรอ?”
มินกยูพลิกสถานการณ์อีกครั้ง จากเกมส์ที่คิดว่าจะลงโทษกันสนุกๆ กลายเป็นรำลึกความหลังไป ซูนยองมองหน้าน้องชายนิ่ง ถึงจะจำวันที่ไม่ได้ แต่เขาจำภาพเหตุการณ์วันนั้นได้อย่างแม่นยำ วันที่เห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กนั่งหลบฝนอยู่ในอุโมงค์ในสนามเด็กเล่น สองมืออุดหู น้ำตาไหลอาบแก้ม ท่าทางจะกลัวฟ้าร้องฟ้าผ่ามากอยู่ นึกแล้วก็ยิ้มออกมาบางๆ นั่นทำให้มินกยูยิ้มตามเล็กน้อย
“ก็ นายนั่งกลัวฟ้าผ่าอยู่ตรงนั้นคนเดียว จะให้ฉันทิ้งนายได้ยังไงกัน ฉันไม่ใช่คนใจร้ายนะ"
“อ่า.. งั้นคำถามที่สอง ถ้าวันนั้นอากาศแจ่มใสแล้วผมนั่งอยู่ที่อุโมงค์นั้นคนเดียวซูนจะเข้ามาคุยมั้ย?”
“ทำไมถึงจะคุยล่ะ ก็ถ้านายนั่งปกติๆ ของนาย อยู่ๆ ฉันเข้าไปคุยคงแปลกออก"
“อา.. งั้นก็คงดีแล้วที่ฝนตก"
ซูนยองหยิบป๊อปคอร์นคาราเมลเข้าปากติดต่อกันสามสี่อันเพราะตอบไปสองคำถาม นั่นทำให้มินกยูทำท่าอยากจะหยิบกินด้วย แต่เพราะยังไม่โดนถามก็เลยนั่งสั่นขาอยู่แบบนั้น ซูนยองก็นั่งหยิบกินเพลินจนมินกยูต้องส่งสายตาออดอ้อนมากดดันให้ซูนยองรีบถามต่อ ซูนยองขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะนึกคำถามไม่ออก ไล่คิดไปเรื่อยจนมินกยูเบะปากเพราะอยากกินขนมทำให้ซูนยองนึกถึงเรื่องที่เขาสงสัยเร็วๆ นี้ออก
“นาย อืมมม จริงสิ นายสเป็คผู้หญิงเป็นแบบไหนเหรอ?”
“ง่ะ ทำไมถามคำถามนี้ล่ะ?”
“ก็เมื่ออาทิตย์ก่อนนะฉันเห็นนะ ผู้หญิงไลน์มาหานายเต็มเลย"
“หา? ตอนไหนอะ?”
“ตอนที่นายเล่นเกมส์จนหลับไปน่ะสิ โทรศัพท์นายสั่นตลอดเลยฉันเลยเห็น"
“หงื่อ"
“ฉันเลยสงสัย ว่านายชอบผู้หญิงแบบไหน นี่ไม่เคยเห็นนายจีบใครเลยด้วย"
“อืมม.. ชอบคนแบบไหนเหรอ.. ก็..”
ซูนยองจ้วงขนมกินต่ออย่างไม่สนใจว่าตัวเองจะถามหรือตอบจนมินกยูรีบลากชามขนมกลับไปไว้ตรงกลางก่อนจะนั่งเอียงคอเอียงหัวคิดต่อ จริงๆ แล้วซูนยองเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถามคำถามนี้ อาจจะเพราะถูกกดดันแล้วนึกคำถามไม่ออก แต่หลังๆ มานี้เห็นผู้หญิงมาเกาะแกะน้องชายเยอะ ก็เลยสงสัย เพราะตัวเขามองมินกยูเป็นเด็กมาตลอด นึกภาพไม่ออกว่าผู้หญิงแบบไหนจะมายืนคู่กับน้องชายตนเอง มินกยูกลอกสายตาไปมา ก่อนจะกลับมาจ้องหน้าซูนยองอีกครั้ง
“สำหรับผมมันไม่ใช่สเปคอะไรหรอก แต่ว่าถ้าผมจะรักใครซักคน ผมว่าคนที่ผมจะรัก ต้องเป็นคนที่รักและเข้าใจผม เป็นคนที่ผมอยู่ด้วยแล้วสบายใจ น่าจะประมาณนี้นะครับ ซึ่งในตอนนี้ผมยังนึกถึงผู้หญิงแบบนั้นไม่ออกเลยครับ"
ซูนยองนั่งมองน้องชายเลือกขนมในชามนิ่ง ถึงจะโตแค่ไหนมินกยูก็ยังมีความเป็นเด็กเสมอ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความผิดของเขาเองที่เลี้ยงน้องแบบนี้ แต่ตอนนี้มันก็เป็นความจริง ซึ่งซูนยองเองก็คิดเหมือนมินกยู นึกภาพไม่ออกว่าผู้หญิงคนไหนจะมาดูแลมินกยูได้ดีไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้
“อืมม คำถามของผม งั้นผมขอถามกลับบ้างว่าซูนชอบคนแบบไหนเหรอครับ?”
“หา? สเปคฉันเหรอ?”
“อื้อ"
“ฉันไม่มีเสปคหรอก"
“แบบนี้ต้องให้กินชอคโกแลตอีกมั้ยเนี่ย?”
“ไม่เอาๆ เอ่อ คือ"
“ไม่มีถูกใจใครบ้างเลยเหรอครับ? ตลอดยี่สิบกว่าปีมานี้?”
“โอ๊ยย อยู่แต่กับนายจะเอาเวลาที่ไหนไปหาสาวเล่า!”
“อาา เอาเป็นว่าสเป็คไม่มี ตอบไม่ได้ เอายังไงดี ชอคโกแลตมั้ยฮะ หรือจุ๊บแก้มผมดี จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บบ?”
“ไม่เอาๆๆ เอ่อ ถึงฉันไม่เคยปิ๊งใครจริงๆ จังๆ แต่ก็พอรู้ว่าฉันอยากจะอยู่กับคนแบบไหนน่า ก็.. ต้องน่ารัก เป็นผู้หญิงที่ แค่เจอหน้าก็ทำให้ฉันหายเหนื่อยได้น่ะ ประมาณนี้มั้ง"
มินกยูนั่งมองหน้าซูนยองซักพักแล้วก็ยิ้มจนเขี้ยวโผล่ ซูนยองเอื้อมมือไปดึงชามขนมมาหยิบกินต่อก่อนจะชี้ๆ มินกยูให้ถามต่อ ในใจแอบสงสัยว่าทำไมน้องชายถึงยิ้มแบบนั้น หรือคิดจะแซวเขาเรื่องสเปค? ไม่น่าหรอก ก็พอกันทั้งคู่นั่นแหละ สเปคหลวมๆ แบบคนไม่เคยมีแฟน
“ฮืมม ผมว่าถ้าถามอะไรแบบนี้ต่อไปมันจะเหมือนนั่งคุยกินขนมกันเฉยๆ แล้วล่ะ งั้นผมขอถามซูนยองว่าาาา จริงๆ แล้วซูนยองไก่อ่อนใช่ปะ! ไม่เห็นเคยมีแฟนเลย!”
“!! อะ ไอ้เด็กนี่ ใครไก่อ่อน! เขาเรียกว่ายังไม่เจอคนที่ถูกใจต่างหากล่ะ!! อยู่แต่กับนายทั้งวันจะเอาเวลาที่ไหนไปจีบใคร"
“โทษผมตลอดอะ! แหม ทั้งวันที่ไหน ไปเรียนวันละตั้งหลายชั่วโมง จีบไม่ติดมากกว่า!"
“จีบไม่ติดที่ไหน! ยังไม่เคยจีบใครต่างหาก! ยังไม่เจอคนที่ใช่!!”
“งั้นนเหรออ งั้นก็ไม่มีคนมาจีบด้วยล่ะสิ ใช่ปะ"
“อ่ะ.. ไอ้เด็กบ้า! งั้นนายล่ะ ผู้หญิงมาจีบตั้งเยอะตั้งแยะแต่ไม่เอาเนี่ย จริงๆ แล้วชอบผู้ชายใช่ปะล่ะ!!”
ทีแรกก็เถียงกันไปเถียงกันมาเหมือนปกติ แต่พอจบประโยคสุดท้ายมินกยูก็นิ่งไป มือที่ถือชอคโกแลตแท่งอยู่ชะงัก จนซูนยองเองชะงักไปด้วย ที่พูดไปก็เล่นๆ ไม่ได้คิดอะไรแต่พอน้องชายค้างไปแบบนี้ซูนยองเองก็เริ่มเครียดเหมือนกัน จริงๆ เขาเองก็นึกภาพน้องชายเดินกระหนุงกระหนิงกับผู้หญิงไม่ออกหรอก แต่ก็ไม่เคยคิดภาพมินกยูเดินกับผู้ชายเหมือนกัน ทำไมเงียบไปล่ะ? ทำไมกัน? หรือว่าจริงๆ แล้วมินกยู จะชอบผู้ชายจริงๆ ? มินกยูเงียบแล้วขมวดคิ้วจนซูนยองเริ่มใจไม่ดี เลยแกล้งดึงขนมจากมือมินกยูมาใส่ปากตัวเอง
“ฮ่าๆๆ อึ้งไปเลยเหรอ งั้นขนมนี่ก็ของฉันล่ะ! ตอบไม่ได้แบบนี้ฉันจะสั่งให้นายทำอะไรดีนะ?”
“...อืม จริงๆ แล้วผมก็.. ไม่แน่ใจแฮะ"
ซูนยองเบิกตากว้าง ปากที่เคี้ยวขนมอยู่เมื่อครู่ก็ชะงักไป มินกยูเล่นชายผ้าคลุมตัวเองยุกๆ ยิกๆ ท่าทางที่ซูนยองคุ้นเคยดี ท่าทางของมินกยูเวลาไม่มั่นใจ หรือกำลังกังวลอะไรอยู่ ซูนยองอยากจะแกล้งยัดชอคโกแลตเข้าปากน้องชายให้หายอึดอัดอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนตัวซูนยองเองก็ไม่อยากปล่อยผ่านไปแล้วเหมือนกัน เพราะถ้าทำแบบนั้นมินกยูอาจจะยิ่งไม่มั่นใจกว่าเดิมอีก จากคำถามที่ถามเล่นๆ ถ้าเกิดมันเป็นจริง ซูนยองอยากจะแน่ใจ ว่ามินกยูจะไม่รู้สึกแย่ และซูนยองอยากทำให้มินกยูมั่นใจว่าตัวเขาเองไม่ถือเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ให้ตายเถอะ ทำไมอยู่ดีๆ เรื่องใหญ่แบบนี้ถึงมาเกิดกลางวงขนมฮัลโลวีนปัญญาอ่อนแบบนี้ล่ะเนี่ย
ปากหนอปาก
“ผมเองก็ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย อาจจะเป็นเพราะผมยังไม่เคยมีแฟนรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่พอมานั่งนึกแบบนี้ผมก็รู้สึกว่า ถ้าผมจะรักใครซักคน มันคงไม่จำกัดอยู่ที่ว่าเป็นผู้หญิง หรือผู้ชายล่ะมั้ง แค่รักอะ คงแค่นั้น"
เงียบกริบจนได้ยินเสียงแอร์ดังสนั่น มินกยูจ้องตาพี่ชายอยู่ครู่หนึ่งก็ละสายตามาที่ชามขนมแทน สิ่งที่มินกยูพูดค่อยๆ ซึมเข้าหัวซูนยองช้าๆ ตัวซูนยองเองไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ เรื่องที่มินกยูจะมีแฟนมาก่อน แต่พอมาพูดกันตรงๆ แบบนี้แล้วก็รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย ถ้ามินกยูมีแฟนเป็นผู้ชายงั้นเหรอ
“แล้วซูนล่ะ จริงๆ แล้วก็ชอบผู้ชายรึเปล่า ถึงยังไม่เคยจีบสาวซักที"
คราวนี้ซูนยองตกใจกว่าเก่า นั่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาก็มองว่าผู้หญิงน่ารักนะ ผู้หญิงคนไหนสวยเขาก็มอง แต่คงเหตุผลเดียวกับมินกยูนั่นแหละ ไม่เคยมีแฟนก็เลยนึกภาพไม่ออก พอมาตอนนี้จะให้นึกภาพตัวเองเดินจับมือกับผู้หญิงก็นึกออก แต่ ถ้าเดินจับมือกับผู้ชายงั้นเหรอ? ซูนยองเริ่มกลัวตัวเองหน่อยๆ ซะแล้ว
“หมดเวลา"
“หา? เดี๋ยวๆ มีหมดเวลาด้วยเหรอ?”
“อื้ม กติกาลับน่ะ"
“กติกาลับ? ไอ้เด็ก-”
“ผมขอสั่งล่ะนะซูนน ผมขอสั่งให้ซูนนั่งนิ่งๆ ถ้าผมไม่อนุญาตให้ขยับ ก็ห้ามขยับเด็ดขาด เข้าใจมั้ยครับ?”
“นายจะทำอะไรแผลงๆ รึเปล่า?”
“ห้ามขยับ! ปากก็ห้ามขยับด้วยเข้าใจมั้ยเพราะงั้นห้ามพูด ถ้าฝ่าฝืนคำสั่งท่านเคาท์มินกยูผู้นี้ ผมจะเอาพริกในครัวที่เหลือละเลงตาจนพรุ่งนี้ลืมตาไม่ขึ้นเลยเจ้าแฮมทาโร่"
เจ้าแฮมทาโร่งั้นรึ ซูนยองคันปากอยากจะด่าน้องชายต่อแต่เพราะรู้จักกันมานานถึงได้รู้ว่ามินกยูคนนี้คาดเดาได้ยาก ถ้าเปิดปากพูดอีกซักคำพริกอาจจะลอยมาจริงๆ ก็ได้ ซูนยองเลยตัดสินใจนั่งเงียบอยู่แบบนั้น มินกยูยิ้มมุมปากโชว์เขี้ยวอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน
“เอ้อ แล้วก็หลับตาด้วยแฮมทาโร่ ถ้าแอบปรือตามองแม้แต่นิดเดียว รู้ใช่มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตาขีดของนาย!”
“รอให้พ้นคืนนี้ไปก่อนเถอะนายตายแน่ไอ้เด็กบ้า"
“ได้ยินนะ!! อนุโลมให้เพราะพูดแบบไม่ขยับปากแต่ท่านเคาท์ไม่พอใจนะบอกไว้ก่อน!”
ซูนยองรู้สึกหมั่นไส้น้องชายมากจนอยากปาขนมใส่ แต่พอต้องหลับตาจนมืดไปหมดแบบนี้ทำให้เริ่มเกร็งขึ้นมาหน่อยๆ ถึงอีกฝ่ายจะเป็นมินกยู แต่หลังจากที่คุยอะไรๆ กันวันนี้แล้วซูนยองก็รู้สึกแปลกๆ อย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงผ้าคลุมลากไปตามพื้น วนไปวนมา จับทิศทางไม่ถูก แถมยังมีลมตีหน้าเป็นพักๆ อีกต่างหาก แล้วอยู่ๆ ก็รู้สึกถึงลมอุ่นๆ ที่ข้างแก้มจนขนลุกทั้งตัวเป็นครั้งที่สองของคืน เสียงหัวเราะที่พยายามจะฟังดูชั่วร้ายที่ริมใบหูทำให้ซูนยองรีบโวยวายขึ้นมาก่อนอย่างอดไม่อยู่
“นี่ๆ นายเล่นอะไรถ้านายยัง-”
“ชู่วว บอกว่าห้ามพูดไง ผิดกฏครั้งที่สองแล้วนะ"
“แต่นาย- ฮื่อออ!! ฮื่อออออออออ!!!”
ซูนยองเริ่มเหงื่อแตกเมื่อมินกยูเอามือมาปิดปากเขาไว้จนต้องลืมตาขึ้นมาอย่างตกใจแต่ก็มองอะไรไม่เห็นเลย มินกยูคงปิดไฟตอนที่เขาหลับตาอยู่ แถมยังขยับไปไหนไม่ได้เพราะอีกมินกยูใช้แขนอีกข้างรัดแขนทั้งสองข้างของเขาไว้แนบลำตัว ซูนยองพยายามหันหน้ามองหามินกยูในความมืดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกล็อคไว้หมด ยิ่งลมหายใจอุ่นๆ ใกล้เข้ามามากเท่าไหร่ยิ่งกลัวมากเท่านั้น วันอื่นๆ คงไม่เป็นแบบนี้เลย ถ้าเขาไม่ปากพล่อยถามเรื่องอะไรแบบนั้นจนต้องมาไม่สบายใจเองแบบนี้
“อย่าขัดขืนเลย มันไม่มีประโยชน์หรอก"
“ฮื่ออออออ!!”
ซูนยองแทบลมจับเมื่อรู้สึกถึงผิวสัมผัสบางอย่างที่ลำคอ จมูก? แก้ม? หรือจะเป็น.. ปาก? จากที่พยายามดิ้นขัดขืนตอนนี้ซูนยองตัวแข็งเป็นหิน แต่ในสมองกลับปั่นป่วนไปหมด ความคิดหลายอย่างผุดขึ้นมาตีกันจนน่าปวดหัว หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ควรก็โผล่ขึ้นมา มินกยูจับหัวซูนยองให้เอนไปทางซ้าย ออกห่างจากตนเองเล็กน้อยในขณะที่สัมผัสแถวลำคอยังไม่หายไป
“ซูน"
"..."
"จงกลายเป็นแวมไพร์แล้วมาเป็นลูกสมุนของท่านเคาท์ผู้นี้ซะ!! แฮมทาโร่กลายร่างงง!!!”
งั่มมมม!!
“อ๊ากกกกกกกก ไอ้เด็กผี!! ไอ้เด็กบ้า!!! กัดลงมาได้ ปล่อยนะ!! ปล่อยเดี๋ยวนี้!! ค้างคาวหรือหมาเนี่ย ปล่อยยยยยยยยยย!!!!!”
หลังจากนั้น มินกยูก็ถูกเนรเทศให้ไปนอนบนโซฟาห้องรับแขก ถึงจะงอแงเบะปากร้องไห้หูตกหางตกแค่ไหนซูนยองก็ไม่ใจอ่อน ไม่ยอมให้นอนบนเตียงด้วยเด็ดขาด โดยเฉพาะการนอนกอดที่ทำเป็นประจำทุกคืนน่ะเหรอ? อย่าหวังเลย แล้วซูนยองยังทำโทษด้วยการไม่ยอมให้กอด ให้หอม ให้นอนตัก ให้จับมือ ให้อะไรทั้งนั้นไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่ารอยเขี้ยวที่คอซูนยองจะหายนั่นแหละ
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment