“เล่ามาซิ"
“กะ
ก็ ก็พวกทีมว่ายน้ำอะ บะแบบว่า
พวกมันรู้ใช่ม้าว่าผมกับซูนเป็นแฟนกันอะ"
“แล้วยังไง?”
“ก็
ก็มันก็เลย เอ่อ ถามว่า เคย
จะอึ๊งจะอึ๊งกันรึยัง ละแล้ว
แล้วผมบอกว่าไม่เคยไง
แล้วทีนี้พวกมันก็เลยถามว่ารู้วิธีจะอึ๊งจะอึ๊งมั้ย?
ผม
ผมก็บะบอกว่าไม่นะแน่ใจ
แล้วพวกมันก็เลยลากผมไปห้องคอมแล้วเปิดหนะ
หนังโป๊เกย์ให้ดูจะได้รู้ว่าต้องทำยังไง
เผื่อผมอยากจะจะอึ๊งจะอึ๊งซูน-”
“คิมมินกยู!!”
“ฮือ
ผมไม่ได้ตั้งใจจจ ก็
ก็รู้ว่ามันผิดอะที่ไปดูในห้องคอมที่โรงเรียนแบบนั้น
แถมยังโดดเรียนไปดู-”
“อะไรนะ!
โดดเรียนไปดูด้วยเหรอ!?”
“อุ่ย
อะ ขะขอโทษษษ โอ๊ยย อย่าตีผมฮือ
อย่าตี ยอมแล้วว ผิดไปแล้วว"
ซูนยองไม่ค่อยตีมินกยูหรอก
ปกติจะฟึดฟัดใส่แล้วก็บ่นเอาเท่านั้น
แต่ครั้งนี้อดไม่ไหวจริงๆ
ไม่ใช่แค่เรื่องดูหนังโป๊ที่โรงเรียน
แต่ยังโดดเรียนไปดูอีก
และที่หนักที่สุดคือจุดประสงค์การดู
มินกยูคู้ตัวลงแล้วซุกหัวเข้ากับหน้าท้องพี่ชายอย่างอ้อนๆ
แต่ซูนยองก็ไม่ใจอ่อน
ผลักน้องชายออกให้นั่งตัวตรงๆ
มินกยูช้อนตามองด้วยสายตาที่คิดว่าน่าสงสารที่สุดแต่ก็ต้องรีบก้มมองมือตัวเองบนหน้าตักเพราะถูกแยกเขี้ยวใส่
“เรื่องนี้นานรึยัง?”
“เอ่อ
ก็ อะอาทิตย์ก่อน"
“เป็นอาทิตย์แล้วเหรอ
ถ้านายไม่บังเอิญสารภาพเองฉันจะมีวันได้รู้มั้ยเรื่องนี้?”
“กะ
ก็อาจจะได้รู้นะเพราะคุณครูจับได้อะ
วะ วงแตกเลย แหะๆ"
“มีเรื่องอะไรที่ฉันยังไม่รู้อีกมั้ย?
เล่ามาให้หมดเลย
เผื่อแม่โดนเรียกพบผู้ปกครองอีกจะได้ไม่ตกใจ"
“หง่า
ซูน จะให้พูดหมดเลยเหรอ?
ไม่มีแล้วแหละ
ไม่มีแล้ว"
“ไม่มีได้ไง
ก็เรื่องที่ครูเรียกฉันไปคุยนี่ก็เรื่องหนึ่งแล้วนี่ไง"
“ละ
แล้วสรุปครูเรียกซูนไปคุยเรื่องไรอ่า"
“นายบอกฉันสิ"
“ซู๊นนนนน
อย่าเล่นแบบนี้สิ ไม่เอาแล้วนะไม่เอา
บอกผมเถอะนะ น้าาา"
มินกยูโถมตัวลงมาใส่จนซูนยองหงายหลังลงบนโซฟาเปิดโอกาสให้น้องชายกอดเข้าเต็มรักแถมเอาหน้ามาถูๆ
อกอีกด้วย
ถ้าเป็นปกติซูนยองคงใจอ่อนไม่เอาเรื่องต่อแล้วล่ะ
เจอท่าไม้ตายขนาดนี้
แต่วันนี้ซูนยองใจแข็งเป็นพิเศษเลยล้วงมือเข้าใต้เสื้อไปหยิกเอวน้องชายแรงๆ
จนร้องลั่นแล้วดิ้นหนีลงไปนอนที่พื้น
“ลุกมานั่งดีๆ
เลย เร็ว"
“ฮืออ
ใจร้ายๆๆ!
ใจร้ายที่สุดเลย
ไม่รักผมแล้วใช่มั้ย!”
“อย่างอแงนะมินกยู
จะขึ้นมานั่งดีๆ มั้ย?”
“ไม่!
ฮือ
ทำไมแค่นี้ต้องลงไม้ลงมือด้วย
ดูสิ เขียวแน่เลยอะ ฮือออ"
พอน้องชายถกเสื้อขึ้นมาซูนยองก็ใจอ่อนยวบทันที
ที่ข้างเอวมีรอยแดงๆ ขึ้นแล้ว
และก็มีโอกาสจะเป็นรอยเขียวเร็วๆ
นี้จริงๆ
พอถึงตรงนี้ซูนยองเลยรีบไปหยิบยาจากตู้เย็นแล้วลงมานั่งบนพื้นข้างน้อง
ทีแรกมินกยูสะบัดสะบิ้งจะไม่ยอมให้โดนตัวแต่พอซูนยองพูดขอโทษแค่คำเดียวก็ยอมเปิดพุงให้ทายาทันที
มินกยูมองหน้าพี่ชายที่คิ้วขมวดปมแล้วก็หลุดยิ้มออกมา
ถึงจะพลั้งมือรุนแรงกับเขาแต่ก็ยังเป็นห่วงซะขนาดนี้
แล้วจะให้งอนได้ยังไง
“ขอโทษนะ
ไม่ได้ตั้งใจทำแรงขนาดนี้
เจ็บมากมั้ย?”
“เชอะ"
“มินกยู"
“หอมผมก่อน
หอมทีหนึ่งละหายเลย"
ซูนยองยังอารมณ์ขุ่นๆ
อยู่นิดหน่อย
ทั้งกังวลเรื่องที่เพิ่งไปคุยกับคุณครูมา
โกรธที่มินกยูซ่อนความผิดไว้เพียบ
และรู้สึกผิดที่ทำรุนแรงกับน้อง
แต่พอเห็นแก้มป่องๆ กับปากเชิดๆ
ของมินกยูแล้วทุกอย่างก็ละลายกลายเป็นความเอ็นดูจนโน้มหน้าเข้าไปหอมเข้าฟอดใหญ่
มินกยูยิ้มแก้มตุ่ยแล้วหันมากอดเป็นสัญญาณว่าหายงอนแล้วทันที
ให้ตายสิ
ท่าทางซูนยองจะรักมินกยูมากไปหน่อยแล้วจริงๆ
“ทายาเสร็จแล้วขึ้นมานั่งบนโซฟาดีๆ
เรายังคุยกันไม่จบ"
“ง่าา
ซูนอ่า บอกผมมาเลยเถอะว่าวันนี้ไปคุยอะไรมา
น้าาา"
“แต่ว่า-”
“ความผิดผมมันก็เล็กๆ
น้อยๆ ทั้งนั้นแหละน่าไม่งั้นครูก็คงคุยกับซูนไปแล้วล่ะมั้ง
นี่ไม่ได้คุยเลยนี่นาใช่ปะ"
“...”
“นั่นไง!
เห็นปะๆ
ซูนรีบๆ บอกผมมาเถอะ
เรื่องที่เรียกไปคุยเนี่ยมีเรื่องเดียวแหละปัญหาอะ
เรื่องไรเหรอ?”
ซูนยองถอนหายใจแล้วฟุบหน้าลงกับพนักโซฟาอย่างเหนื่อยใจ
ทีแรกเขาคิดว่าจะเค้นเอาเรื่องอื่นๆ
ออกมาอีกสักหน่อย แต่ทำยังไงได้ล่ะ
แพ้ทางขนาดนี้ก็คงต้องเข้าเรื่องเลยล่ะมั้ง
มินกยูมองพี่ชายหยิบซองสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าแล้วกระพริบตาปริบๆ
เขาไม่รู้ว่าวันนี้คุณครูเรียกพี่ชายไปคุยเรื่องอะไร
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้
แต่ดูจากท่าทางและของในมือแล้วคงจะไม่ใช่เรื่องที่จะอ้อนๆ
แล้วรอดตัวไปได้แน่นอน
“มินกยู
ตอนนี้นายก็อยู่ม.6
แล้ว
อีกกี่เดือนจบนะ?”
“สองกว่าๆ"
“อืม
สองกว่าๆ สั้นเนอะ"
“อื้อ"
“ปกติแล้ว
เด็กที่อยู่ม.6
เขาก็ต้องเริ่มคิดได้แล้วว่าเขาอยากจะเรียนต่อคณะอะไร
จริงมั้ย?
คุณครูก็คอยช่วยให้คำแนะนำอยู่นี่นา
ใช่มั้ย?”
“..อืม"
“นาย
รู้แล้วใช่มั้ยว่าฉันกำลังจะพูดเรื่องอะไร?”
“อือ
รู้แล้วล่ะ"
“วันนี้ครูของนายให้ฉันดูแบบทดสอบเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยของนายน่ะ
แล้วก็..
คำตอบของนายคือ
ไม่อยากเรียนต่อ..
อย่างนั้นเหรอ?”
“ก็
เขียนไปแบบนั้น"
“ทำไมล่ะ?”
“...”
เงียบ
มินกยูจ้องหน้าซูนยองนิ่งแล้วหลบสายตาไปมองมือตัวเองบนตัก
ซูนยองรู้สึกเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก
ความเครียดสะสมโถมเข้ามาพร้อมกันทีเดียวจนหัวเริ่มตื้อๆ
ขึ้นมาอีกครั้ง ทำไมนะ
ทำไมมินกยูถึงไม่ตอบ
นอกจากจะไม่เล่าให้ฟัง
ไม่ปรึกษากันแล้ว
พอถามเข้าก็ไม่อยากจะบอกงั้นเหรอ?
ซูนยองซบหน้าลงกับฝ่ามือแล้วพูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบา
“เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ
บอกฉันหน่อยได้มั้ย?”
"...”
"นี่ฉัน
พึ่งจะรู้ครั้งแรกเลยนะว่านายไม่ได้อยากเรียนต่อ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะมินกยู?"
มินกยูตกใจเมื่อเสียงพี่ชายเริ่มสั่นช่วงท้ายประโยค
สองแขนรีบคว้าเอาอีกคนมากอดแน่นทันที
แต่นั่นยิ่งทำให้ซูนยองรู้สึกแย่เข้าไปอีก
แน่นอนว่าเรื่องที่มินกยูไม่อยากเรียนต่อทำให้เขาเครียด
เขาก็รู้ว่าสมัยนี้การเรียนต่อมหาวิทยาลัยบางครั้งก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น
อาชีพอีกมากมายก็ยังมีเพื่อรองรับเด็กที่ไม่ได้อยากเรียนต่อ
แต่ทำยังไงได้ล่ะ
ซูนยองใช้ชีวิตในกรอบนี้มาตลอด
เรียนประถม ต่อมัธยม
ต่อมหาวิทยาลัย จบมาก็ทำงาน
และมินกยูก็โตมากับเขา
พอรู้ว่าน้องไม่อยากเรียนต่อเขาก็เลยอดเป็นห่วงไม่ได้
และสงสัย ว่าทำไมน้องถึงรู้สึกแบบนี้
แต่ที่มากกว่านั้นก็คือ
ทำไมเขาถึงไม่เคยรู้เลยว่าน้องอยากจะทำอะไรต่อหลังเรียนจบมัธยม
“ซูน
ขอโทษนะครับที่ไม่ได้บอก
แต่ว่า ก็ผมกลัวซูนเป็นห่วงนี่นา
กลัวซูนเครียดน่ะ"
“จะรู้ตอนไหนก็เครียดได้เหมือนกัน
แต่มารู้ทีหลังแบบนี้ฉันยิ่งรู้สึกแย่
นี่นายจะต้องสอบเข้าอยู่แล้วนะมินกยู
แล้วฉันเพิ่งมารู้ว่านายจะไม่สอบเนี่ยนะ
แถมยังต้องรู้จากปากคนอื่น-”
“ขอโทษครับ
ขอโทษ ขอโทษผมไม่รู้ว่าซูนจะรู้สึกแบบนี้
มัวแต่กลัวว่าจะทำให้ซูนยิ่งเครียด
ก็เลยไม่ได้บอก"
“คราวหลังนายรู้สึกอะไรยังไง
หรือวางแผนจะทำอะไร บอกฉันเถอะนะ
ไม่ต้องกลัวฉันเครียดหรอก
เราอยู่ด้วยกันมาตั้งกี่ปี
ฉันรับทุกเรื่องของนายได้หมดนั่นแหละ"
“ครับ
ไม่มีแบบนี้อีกแล้ว รักนะครับ"
“อืม"
มินกยูลูบหลังพี่ชายเบาๆ
รู้สึกผิดที่ทำให้ซูนยองรู้สึกแย่แบบนี้
ความสัมพันธ์ของเขากับซูนยองเป็นแบบนี้มาตลอดแหละ
รักกันมาก แต่บางครั้งก็มากเกินไปจนทำให้คิดเยอะ
คิดไปไกลเกิน
จนกลายเป็นทำร้ายความรู้สึกกันทางอ้อมแบบนี้
มินกยูเหลือบมองพี่ชายในอ้อมกอดแล้วซบหน้าลงกับไหล่ที่ยังสั่นอยู่เล็กน้อย
เรื่องที่ทำให้พี่ชายเสียใจไปก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ
แต่ก็ยังดีที่อย่างน้อยเขาก็รู้วิธีทำให้ซูนยองอารมณ์ดีขึ้น
“อ่า
ดราม่าน่าดูเลยแฮะซูนอะ
ติดผมมาเหรอ เดี๋ยวนี้ผมเลิกดราม่าละนะ"
“อะ
อะไรเล่า ก็ฉันเสียใจนี่
นายมีอะไรไม่บอกฉัน"
“ก็ซูนเครียดง่ายอ่า
ดูดิ หน้าย่นหมดแล้วอ่า
ย่นๆๆๆ"
“ย่นที่ไหนกัน
ไอ้เด็กบ้า ไม่ใช่เพราะนายเหรอ!”
“เปล่าเลย
ช่วงนี้ซูนทำเปป้งเปเปอร์อะไรของซูนเนี่ยจนหน้าเหี่ยวต่างหากล่ะ"
“คะ
ใครหน้าเหี่ยว!
หล่อนักนี่นายอะ!”
“ใช่สิ
ผมอะดาวทีมว่ายน้ำรุ่นที่ยี่สิบสอง!
หล่อที่สุดเลย!
สาวนี่ติดตรึม!
ไม่เหมือนนักวิ่งเก่าแถวนี้หรอก”
“อ๋อเหรอๆ
ก็ไปเลย!
ไปให้สาวติดตรึมเลย!
หล่อนักนี่!
ไปเลย!”
“ไม่ๆๆๆ!!
ไม่เอา!
จะเอาซูนคนเดียว!!”
“อ้าวๆ
พี่น้องคู่นี้ทะเลาะอะไรกันเสียงดังออกไปหน้าบ้านเลยลูก"
ซูนยองได้แต่ชี้หน้าคาดโทษน้องชายก่อนจะเดินไปช่วยคุณแม่จัดโต๊ะกินข้าว
มินกยูเดินตามมาแลบลิ้นใส่แล้วอ้อมไปกอดเอวอ้อนคุณแม่
ซูนยองตัดสินใจยังไม่บอกคุณแม่ว่าไปคุยอะไรกับคุณครูมา
เขาอยากจะคุยกับมินกยูให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปเล่าให้ฟังทีเดียว
ช่วงเย็นเหลวไปรอบหนึ่งเพราะมัวแต่ดราม่า
หลังกินข้าวเย็นเสร็จซูนยองเลยรีบล้างจานแล้ววิ่งขึ้นห้องมาอาบน้ำให้เรียบร้อยระหว่างที่มินกยูเอาขยะไปทิ้ง
พอน้องชายขึ้นมาถึงซูนยองก็สั่งให้ไปอาบน้ำแล้วมานั่งคุยกันดีๆ
แต่พอมินกยูอาบน้ำเสร็จก็มาอ้อนให้เขาเป่าผมให้
เป่าไปเป่ามาก็เอนมาซบ มากอด
จนกลายเป็นมานอนทับท่าประจำไปซะได้
เรียกให้ลุกก็ไม่ลุก
ซูนยองถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
ถ้าไม่คุยอย่างนี้คืนนี้ก็คงไม่ได้คุยแล้ว
“พร้อมคุยรึยัง?”
“ก็ได้แต่ซูนอย่าหยุดลูบหัวผมนะ
ลูบไปเรื่อยๆ ก่อน"
“เห้อ
เออ ก็ได้ คุยแล้วนะ?”
“คุยเลย~”
“ห้ามหลับก่อนนะ"
“ไม่หลับบ"
“โอเค
ไหนเล่าให้ฉันฟังซิ
ทำไมถึงไม่อยากเรียนต่อ"
“ก็
ผมก็แค่ไม่อยากเรียนอะ
โอ๊ยๆๆ เจ็บ อย่าดึงผมม ซู๊นนน
ฟังให้จบก่อนนน!”
“โอ๊ย!
นี่!
เจ็บนะ!”
มินกยูกัดไหล่พี่ชายคืนจนโดนตีหัวไปเบาๆ
อีกที กว่าจะหยุดตีกันได้มินกยูก็หัวยุ่ง
ซูนยองก็ไหล่เป็นรอยฟันแถมเปียกน้ำลายอีก
พอบ่นเข้ามินกยูก็บอกเดี๋ยวเช็ดให้จนพี่ชายร้องลั่นเพราะไม่รู้ว่าจะเช็ดด้วยปาก
แล้วก็ไม่ใช่เบาๆ
มินกยูหัวเราะเอิ๊กอ๊ากแล้วจูบไล่จากไหล่ขึ้นไปที่คอ
ไปจนถึงช่วงกรามแล้วจูบตบท้ายที่ติ่งหูเบาๆ
ซูนยองเริ่มเครียดเพราะตอนนี้ก็สองทุ่มกว่าแล้วยังไม่มีแววจะได้เริ่มคุยเลย
รู้สึกตัวอีกทีมินกยูก็มุดเข้าใต้เสื้อนอนไปแล้ว
จูบตรงนู้นทีตรงนี้ทีจนซูนยองดิ้นพล่าน
มาสงบแบบไม่ค่อยปลอดภัยก็ตอนที่มินกยูโผล่หัวออกมาทางคอเสื้อเดียวกันพร้อมยิ้มแฉ่ง
ซูนยองไล่ให้มุดกลับออกไปก็ไม่ยอม
มองนาฬิกาอีกทีก็จะสามทุ่มแล้ว
“จะคุยได้รึยัง
ฉันเหนื่อยแล้วนะมินกยู"
“คุยสิๆ
แต่ขอคุยท่านี้นะ ตัวซูนอุ่นจังเลย
ช้อบชอบ"
“เห้อ
ท่านี้ก็ได้ เอ้า เล่ามาซิ
ทำไมอยู่ดีๆ ไม่อยากเรียน"
“งือ
โอเค ก็ ซูนก็รู้ใช่มั้ยว่าผมก็เรียนไม่ค่อยเก่งอะ"
“จริงๆ
นายก็เรียนใช้ได้นะมินกยู
สำหรับคนที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือสอบแต่ได้เกรดสามก็ถือว่าโอเคนะ"
“มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก
คือ ผมก็คะแนนกลางๆ
ทุกวิชาใช่มั้ยล่ะ?
ซูนก็เห็น
แล้วที่ผมไม่อ่านหนังสือก็เพราะผมไม่ชอบ
ไม่ชอบเลยสักวิชา
ปกติเวลาเราจะเลือกว่าอยากเข้าคณะอะไร
ก็เพราะว่าเราชอบเรียนวิชานู้น
วิชานี้ใช่มั้ยล่ะ?
อย่างซูนก็ชอบภาษาญี่ปุ่นก็เลยเข้าอักษร"
“อื้อ"
“หรือจริงๆ
ตอนนั้นกะเข้าไปเป็นหนุ่มฮอตท่ามกลางหมู่สาวๆ
ก็ไม่รู้แต่เหมือนจะไม่รอด"
“นี่!!”
“ฮ่าๆๆ
ล้อเล่น แต่ก็นั่นแหละ
ครูเขาก็เอารายละเอียดแต่ละคณะมาให้ผมลองอ่านดูนะ
แต่ผมก็อ่านแล้วไม่ได้ชอบคณะอะไรเลยอะ"
“เหมือนนายจะเรียนเลขใช้ได้นี่"
“เรียนพอได้ไม่ได้หมายความว่าชอบเรียนนะซูน
ผมเห็นเพื่อนๆ
หลายคนที่ได้คะแนนเลขน้อยกว่าผมด้วยซ้ำ
แต่เขาก็อยากเข้าวิศวะเพราะเขาชอบ
เขาก็มีกำลังใจตั้งใจเรียน
มีกำลังใจอ่านหนังสือ
แต่ผมไม่รู้สึกอะไรเลย
ผมแค่อยากเรียนให้มันจบๆ
ไป แล้วพอจบม.6
นี่แล้วก็ไม่รู้สึกอยากจะเรียนวิชาอะไรหรือสาขาไหนต่ออีกเลย
ซูนเข้าใจผมมั้ย?”
“อืม
ฉันเข้าใจ แต่ว่ามินกยู
เรื่องบางเรื่องเราก็ต้องทำทั้งๆ
ที่ไม่ชอบนะ นายลองคิดดูว่านายจบแค่ม.6
ต่อไปนายจะทำอะไรต่อ?
นายไม่มีคณะไหนอยากเรียน
แล้วนายจะมีงานไหนอยากทำมั้ย?”
“ก็
นั่นผมก็ยังไม่แน่ใจหรอก"
“งั้น
นายคิดจะทำยังไงต่อล่ะ?
ฉันเข้าใจเรื่องที่นายไม่ชอบเรียนวิชาไหนเลย
แล้วก็เลยไม่อยากไปทนต่อในมหาวิทยาลัยนะ-”
“ขอบคุณครับ
จุ๊บ"
“อื้อ
อย่าเพิ่ง
ฉันรู้ว่านายไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ
แล้วล่ะ
ฉันก็ไม่อยากจะบังคับให้นายเรียนอะไรที่นายไม่อยากเรียน
แต่ฉันก็เป็นห่วงนายนะมินกยู
ถ้านายไม่เรียนแล้วต่อไปจะเป็นยังไง?
นายได้วางแผนอะไรไว้บ้างรึยัง?”
“ก็
มีคร่าวๆ อะ แต่ผมก็ไม่แน่ใจอะไรเท่าไหร่หรอก"
“ไหน
เล่าให้ฉันฟังสิ จะได้มาช่วยกันคิดไง
ดีมั้ย?”
“รักจังเลย
ขอบคุณครับ จุ๊บ"
“นี่!
หยุดจูบก่อนสิ
อ่ะ เอามือออกไปจากตรงนั้นด้วย!
ต้องให้ดุให้ได้เลยใช่มั้ย?”
“เปล่าๆ
โอเค ก็ที่ผมคิดไว้ก็ประมาณว่า
อืมม ซูนรู้จัก Gap
Year ใช่มั้ย?
คือพวกเด็กที่เมืองนอกเนี่ยพอเรียนจบแล้วเขาจะยังไม่เรียนต่อ
แต่จะใช้เวลาหนึ่งปีในการออกตามหาตัวเอง
เพราะมันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ตัวว่าอยากเรียนอะไรหรือทำอะไรต่อเลยใช่มั้ยล่ะ?
นั่นแหละ
Gap Year
เนี่ยก็เป็นช่วงเวลาค้นหาตัวเองเพื่อที่เราจะได้แน่ใจมากขึ้นว่าต่อไปเราจะทำอะไรหรือเรียนอะไรต่อไง"
“อืม
ฉันรู้ หมายความว่านายจะพักสักปีก่อนเหรอ?”
“ก็
อาจจะประมาณนั้น
ที่เมืองนอกเนี่ยเป็นเรื่องปกติ
แต่ที่นี่ดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่เนอะ"
“ฉันไม่ว่าอะไรนะ
ถ้ามันทำให้นายรู้ตัวว่าทำอะไรแล้วมีความสุขก็ดี
ฉันจะได้สบายใจ"
“เนอะ!
นี่เวอร์นอนบอกผมมาแหละ"
“แล้วหนึ่งปีนี้นายจะทำอะไรล่ะ?”
“ก็
เอ่อ ผมอยากจะลอง
เป็นนายแบบอย่างจริงจังดูน่ะ..”
มินกยูเหลือบตาขึ้นมองสีหน้าพี่ชายเล็กน้อย
เขารู้ว่าซูนยองขี้กังวล
และก็รู้ดีว่าอาชีพนี้ไม่มั่นคง
เขาค่อนข้างแน่ใจว่าซูนยองไม่เห็นด้วยถ้าเขาจะยึดการเป็นนายแบบเป็นอาชีพหลัก
แต่ทำยังไงได้ล่ะ
มินกยูไม่มีอะไรที่ชอบเลย
เขานึกภาพตัวเองไปเรียนคณะไหนไม่ออกเลย
ให้เป็นหมอ เป็นวิศวกร
เป็นพนักงานออฟฟิศ เป็นอะไรๆ
ก็นึกไม่ออกทั้งนั้นและไม่อยากเป็นด้วย
แต่ตัวเองก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกันว่าอยากจะเป็นนายแบบมั้ย
ก็แค่เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เขารู้สึกว่าน่าจะสนุกก็เท่านั้น
ซูนยองขมวดคิ้วและเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะโน้มหน้าลงมาหอมหน้าผากน้องชายเบาๆ
“แล้วยังไงอีก
จะเป็นนายแบบอย่างเดียวเหรอ
มีคิดอะไรไว้อีกบ้างมั้ยหืม?”
“ก็
ผมลองไล่สิ่งที่ผมชอบออกมาดูแล้วอะ
ก็มีว่ายน้ำอันนี้ชอบแน่ๆ
มีนวด
เวลานวดให้คุณแม่หรือนวดให้ซูนผมชอบแต่ไม่รู้ไปนวดให้คนอื่นจะชอบมั้ย
มีเรื่องเป็น เอ่อ
เป็นนายแบบเนี่ยก็คิดว่าน่าสนุกดี
แล้วก็ผมว่าตอนทำช็อคโกแลตวาไลน์ไทน์ให้ซูนก็สนุกดีอะ"
“อืม
ก็มีเยอะเหมือนกันนะ
แต่ละอย่างไม่ต้องเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งนั้นเลยแฮะ"
“ใช่มั้ยล่ะ!”
“แต่นาย
แน่ใจว่าศึกษาจนครบหมดแล้วว่าไม่อยากเรียนคณะไหนแน่ๆ
นะ?”
“อือ
คิดว่าครบแล้วนะ"
ซูนยองรู้สึกว่าความคิดในหัวมันตีกันมั่วไปหมด
แน่นอนว่าเขาอยากให้มินกยูมีอนาคตที่ดีและมั่นคง
เขาอาจจะหัวโบราณไปหน่อยที่อยากจะให้มินกยูเรียนมหาลัยต่อเหมือนคนอื่นๆ
แต่ตัวเขาเองก็รู้ดีว่าถ้าทำอย่างนั้นน้องจะต้องไม่มีความสุข
และอีกอย่าง
เรียนมหาวิทยาลัยก็ใช้เวลาไม่ใช่น้อยๆ
ตั้งสี่ปี
ถ้ามินกยูจะต้องเรียนอะไรที่ตัวเองก็ไม่ได้ชอบและไม่ได้จะเอาไปใช้ต่อตั้งสี่ปีก็ไม่รู้ว่าจะเสียเวลามั้ย
แต่ถ้าไม่เรียนแล้วเริ่มทำงานในอย่างที่มินกยูอยากทำ
อนาคตจะเป็นยังไง?
มั่นคงมั้ย?
เงินเดือนพอมั้ย?
เลี้ยงตัวเองได้มั้ย?
มีความก้าวหน้ามั้ย?
ในช่วงสามสี่ปีแรกก็คงพอได้
แล้วในอีกสิบปี ยี่สิบปีล่ะ?
ถ้ามินกยูเลือกทำตามอย่างที่ชอบโดยไม่มีความรู้ที่จะนำไปใช้ทำงานอย่างอื่นได้
แล้ววันหนึ่งเกิดต้องใช้ขึ้นมาจะทำยังไง?
“ซูน
อย่าทำหน้าเครียดสิครับ
คิดอะไรอยู่ บอกผมหน่อยสิ"
“ฉันแค่
กังวลนิดหน่อย
ฉันไม่รู้ว่ามันจะมั่นคงมั้ยน่ะ
ไม่เรียนมหาวิทยาลัย
คือปกติเวลารับทำงานเขาก็รับที่วุฒิปริญญาตรีทั้งนั้น
ถึงนายจะบอกว่าไม่อยากทำงานบริษัทก็เถอะแต่ฉันก็ยังอดห่วงไม่ได้"
“เอาแค่ตอนนี้ก่อนแล้วกันครับ
เอาแค่ว่าตอนนี้ผมยังไม่พร้อม
และไม่อยากจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย
ขอให้ผมได้ลองอะไรๆ หน่อยแล้วกัน
นะครับซูน นะครับ"
ซูนยองหลับตาลง
ปล่อยให้น้องชายจูบซับเปลือกตา
ไล่ลงมาที่ปลายจมูกและลงมาจบที่ริมฝีปาก
ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
สองมือยกขึ้นประคองใบหน้าของน้องชายไว้แล้วจูบตอบเบาๆ
ซูนยองจะทำอะไรได้ล่ะ
เขาไม่มีทางบังคับมินกยูได้อยู่แล้ว
ไม่มีทางเลย ความสุขของมินกยูสำคัญสำหรับเขาเสมอ
อีกอย่าง สิ่งที่มินกยูพูดมามันก็ถูก
ไอเดียเรื่อง Gap
Year เองก็ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ
ถ้ามินกยูสามารถหาสิ่งที่ตัวเองชอบและอยากยึดเป็นอาชีพได้
นั่นก็ถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว
“อืม
ถ้านายคิดดีแล้วล่ะก็
งั้นก็ลองดูก็แล้วกัน"
“ขอบคุณนะครับ
ขอบคุณที่เชื่อใจผม
ขอบคุณที่ฟังผมนะครับ"
“อืม
แล้วคอยเล่าให้ฉันฟังด้วยล่ะ
โอเคมั้ย?”
“อื้อ
อยู่แล้ว"
“อืม"
“ซูนนน"
“หืม?”
“ขอบคุณนะครับที่เข้าใจผม"
"อืม
ก็ฉันรักนายนี่ ฉันอยากเห็นนายมีความสุข
แล้วเรื่องที่นายพูดก็ไม่ใช่จะไม่มีเหตุผลสักหน่อย
คงคิดมาดีแล้วใช่มั้ยล่ะ?"
"อืม
คิดนานเลยแหละครับ"
"นั่นก็ดีแล้ว
ฉันดีใจนะที่นายโตขึ้น
รู้จักคิดรู้จักวางแผนมากขึ้น"
"อื้อ~
ซูนนน"
"หืม?"
"บรรยากาศพาไปขนาดนี้แล้ว
ผมขอนะครับ"
“ขออะ-
เห้ย
มินกยู"
มินกยูมุดกลับลงไปใต้เสื้อ
ไม่กี่วินาทีต่อมาเสื้อนอนคอกว้างของซูนยองก็ถูกดึงหลุดจากตัวลงไปนอนบนพื้นห้อง
ตามด้วยเสื้อยืดสีขาวของมินกยู
ก่อนที่ซูนยองจะได้ค้านอะไร
น้องชายก็กลับลงมานอนทับอีกครั้ง
อกชนอก
สัมผัสที่ทำให้ซูนยองขนลุกซู่ไปทั้งตัวและเปิดโอกาสให้น้องชายรุกจูบจนตาลายไปหมด
สองมือของมินกยูสอดเข้าใต้ลำตัว
ลูบเข้าที่แผ่นหลังจนลอยเหนือเตียง
สองแขนของซูนยองยกขึ้นกอดไหล่น้องชายโดยอัตโนมัติ
สัมผัสของผิวกายร้อนผ่าวจนซูนยองต้องรีบเบือนหน้าหนี
“มะมินกยูพอแล้ว
มากกว่านี้-
อ่ะ
ไม่ได้แล้วนะ อย่า"
“ทำไมล่ะครับ"
“ถะถ้ามากกว่านี้
ฉันจะ มะไม่ไหว"
“ไม่ไหวก็ไม่ต้องทนนี่ครับ
เราก็เคยไปถึงขั้นนั้นกันตั้งหลายรอบแล้วนี่นา"
“อึก
มิ-มินกยูไม่เอา
อ๊ะ-"
ก๊อกๆๆ
ซูนยองสะดุ้งเฮือก
สองมือยันอกน้องชายออกแล้วพลิกตัวตะแคงข้างหนีทันที
หัวใจเต้นรัวเร็วจนเหมือนจะหลุดออกมาข้างนอก
มินกยูยกแขนขึ้นพาดเอวพี่ชายแล้วดึงกลับเข้าไปในอ้อมกอด
โน้มหน้าลงมาจูบซับตามลำคอของพี่ชายเบาๆ
จนโดนตีหัวไปทีหนึ่ง
“ซูนยองมินกยูลูก
ยังไม่นอนใช่มั้ย?"
“คะ
ครับ มีอะไรครับ?”
“แม่มีเรื่องจะคุยกับลูกน่ะซูนยอง
ออกมาหาแม่หน่อยครับ"
“ดะ
ได้ครับ แป๊ปหนึ่งนะฮะ"
“ได้ครับ"
ซูนยองผลักมินกยูออกแล้วกระโจนลงจากเตียงไปหยิบเสื้อมาใส่
ยืนลูบหน้าลูบตา ตบแก้มตัวเองเบาๆ
เพื่อสงบสติอารมณ์ในขณะที่มินกยูยังนอนเปลือยท่อนบนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าขัดใจ
พี่ชายดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมน้องชายตัวโตไว้แล้วรีบเดินออกจากห้องมาหาคุณแม่ที่ยืนพิงราวบันไดอยู่
“แม่มีอะไรเหรอฮะ?”
“แม่ยังไม่ได้ถามเลยว่าสรุปคุณครูเรียกไปคุยเรื่องอะไรเหรอลูก?”
“อะ
อ๋อ คือ เอ่อ เรื่องมันยาวนิดหนึ่งน่ะครับ
แต่ก็อย่างที่คุณครูบอกแหละครับไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง
คือ ตอนนี้ก็ดึกแล้ว
ไว้พรุ่งนี้เช้าผมเล่าให้แม่ฟังได้มั้ยฮะ?
วันเสาร์
แม่ต้องไปทำงานที่ไหนมั้ย?”
“พรุ่งนี้แม่ว่างลูก
งั้นเดี๋ยวค่อยคุยกันนะ?”
“คะ
ครับ งั้นผมไป-”
“ซูนยอง"
ซูนยองรู้สึกตัวชาวาบเมื่อคุณแม่วางมือลงบนไหล่แล้วลูบเบาๆ
ที่แถวๆ ต้นคอ
ดวงตามองไล่ที่ช่วงคอและไหล่ของเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมามองเขาพร้อมรอยยิ้มบาง
“อย่านอนดึกนะลูก
แล้วพรุ่งนี้คุยกัน"
No comments:
Post a Comment