Friday, 18 August 2017

Understanding #minsoon

“ซูนนนน ตื่นเถอะ เก้าโมงกว่าแล้วนะะ"

“งืมม วันนี้วันเสาร์ไม่ใช่เหรอ จะตื่นเช้าไปทำไมล่ะ"

“มีเรื่องต้องคุยกับคุณแม่เช้านี้ไม่ใช่เหรอ? ซูนน ตื่นเร็ววว"

พอพูดถึงคุณแม่ซูนยองก็ลืมตาขึ้นทันที ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้งเหลือแต่ความกังวล วันนี้เขาต้องอธิบายเรื่องเรียนต่อ หรือจริงๆ คือเรื่องไม่เรียนต่อของมินกยูให้คุณแม่ฟัง เขาไม่รู้ว่าจะโดนคัดค้านมั้ย หรือจะว่ายังไงบ้าง อีกอย่าง ยังมีเรื่องเมื่อคืนอีก มินกยูเห็นพี่ชายนอนขมวดคิ้วก็เขยิบตัวเอาคางไปเกยไหล่อ้อนทันที

“ซูนน ตื่นมาก็หน้ายุ่งเลย มีอะไรเหรอ?”

“..เปล่า เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำก่อนนะแล้วลงไปกินข้าวเช้ากัน"

“โหหห ซูนจะกินข้าวเช้าด้วย!! ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เลยนะเนี่ย! ปกติอย่างมากก็ลงไปกินขนมแล้วก็กระโดดกลับขึ้นมานอนต่อ แบบนี้ต้องถ่ายคลิปไว้เป็นประวัติศา- โอ๊ยย เจ็บน้าา"

“โอเวอร์จริง"

“ใจร้ายย!”

ซูนยองจะบอกมินกยูได้ยังไงล่ะ ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจเลยว่ากังวลเรื่องอะไร แล้วปกติเขาเป็นคนคิดมากอยู่แล้วด้วย ถ้าบอกทุกอย่างในหัวให้น้องชายฟังหมดมีหวังคงประสาทเสียกันทั้งพี่ทั้งน้อง ซูนยองอาบน้ำสิบนาทีเสร็จมินกยูก็หายไปจากห้องแล้ว พอเดินลงมาถึงเห็นว่าน้องชายยืนกอดเอวคุณแม่ชิมข้าวต้มอยู่

“ฮื้ออ อร่อยแล้วๆ"

“ไม่เค็มไปนะลูก? ต้องเติมน้ำหน่อยมั้ย?”

“ไม่ๆๆ อร่อยแล้วครับ อ๊ะ ซูนมาพอดีเลยย มาชิมข้าวต้มสิ"

“ว้าย ซูนยองลูก แม่ไม่เคยเห็นเราก่อนเที่ยงเลยนะเนี่ย"

“แม่อะะะ ผมก็ไม่ได้ตื่นสายขนาดนั้นสักหน่อยย"

ข้าวเช้าวันนั้นค่อนข้างคึกครื้น ปกติแล้วซูนยองไม่ได้ลงมากินด้วยเลยไม่รู้เป็นยังไงแต่มินกยูเล่านู่นเล่านี่ให้คุณแม่ฟังตลอด พอเห็นคุณแม่ยิ้มหัวเราะก็เลยเบาใจลงหน่อย อย่างน้อยก็แปลว่าคงไม่ได้โกรธอะไร แต่พอกินข้าวเสร็จ เก็บล้างเรียบร้อย คุณแม่ก็เรียกให้ซูนยองไปนั่งคุยกันที่โซฟา ทีแรกไม่ได้จะให้มินกยูมานั่งด้วยแต่จะไล่ให้กลับขึ้นห้องไปก็ยังไงอยู่ก็เลยมานั่งด้วยกัน ซูนยองรีบเล่าให้ฟังเรื่องที่ไปคุยกับคุณครูทันที ฟังจนจบแล้วสีหน้าคุณแม่ยังปกติซูนยองเลยโล่งใจขึ้นนิดหน่อย

“แปลว่า เราไม่อยากเรียนต่อเหรอ ลูกมินกยู?”

“อ่า ครับ ก็เอ่อ อย่างที่บอกไป ผมไม่ชอบเรียนหนังสือแล้วก็ ผมไม่เห็นอนาคตตัวเองในคณะไหนๆ เลย ผมก็เลย อยากจะ เอ่อ สักปีหนึ่งที่ลองหาทางเลือกอื่นดูก่อนน่ะครับ"

“อย่างเช่น?”

“เอ่อ คือ เอ่อผม คือ แบบว่า-”

“คือมินกยูเขาอยากจะลอง-”

“ซูนยอง เงียบก่อนลูก ให้น้องพูดเอง"

“อ่ะ คะ ครับ ขอโทษครับ"

ซูนยองชะงักไปเล็กน้อย มินกยูเองก็เหมือนกัน หันมาสบตากันเล็กน้อยแล้วมินกยูก็ดึงมือพี่ชายมากุมไว้ ซูนยองเหลือบตามองคุณแม่ทันเห็นสายตาที่เลื่อนมามองที่มือของเขาเล็กน้อย แต่ซูนยองก็ไม่ได้ดึงมือออก มินกยูรวบรวมความกล้าแล้วค่อยๆ เล่าต่อ

“คือ ก่อนหน้านี้ผมเล่าให้คุณแม่ฟังแล้วใช่มั้ยฮะ? เรื่องที่มีแมวมองมาชวนผมไปเป็นนายแบบ"

“จ้ะ"

“นะ นั่นแหละครับ ผมอยากจะลองเริ่มจากตรงนั้นก่อน ละแล้วก็ มันไม่ใช่งานหลักแน่นอนอยู่แล้ว ผมก็ว่าอยากจะลองเรียนทำอาหารไปด้วยเลย"

“ทำอาหาร?”

“อ่า มันก็เป็นแค่ครั้งเดียวอะนะครับ แต่ตอนที่ทำช็อคโกแลตวาเลนไทน์ให้ซูน- อ่ะ! อะ เอ่อ ตอนทำช็อคโกแลตผะผม ผมก็ว่ามันสนุกดี ละแล้วก็ คือ คือมันเป็นไม่กี่อย่างที่ผมชอบ อาชีพที่ผมอยากทำผมก็อยากทำอะไรที่ผมชอบก็เลยอยากลองดูครับ"

ซูนยองซบหน้าลงกับฝ่ามือ มินกยูเอนหัวลงมาซบอ้อน มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้นหรอกที่เขาทำช็อคโกแลตวาเลนไทน์ให้ซูนยอง ก็รักกันปานจะกลืนกินมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ไอ้ตอนสะดุดแล้วเอ่อๆ อ่าๆ นี่แหละที่เป็นพิรุธหนักที่สุด เอาเถอะ ยังไงมันก็ต้องมาถึงเข้าสักวันอยู่ดี แค่ซูนยองไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้เท่านั้นเอง

“แม่ก็ ไม่ขัดอะไรนะลูก แม่ก็อยากให้มินกยูลองหาตัวเองดูก่อนเหมือนกัน ไม่งั้นถึงแม่บังคับไป ลูกก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะเข้าคณะอะไร จริงมั้ย? มันก็อาจจะยิ่งแย่กว่าแบบนี้ด้วยซ้ำ จากหนึ่งปี อาจจะเสียไปสามสี่ปี ถึงไม่เสีย จบไปแล้วลูกก็ไม่รู้จะทำงานอะไรอยู่ดี อาจจะต้องทำงานที่ไม่ชอบไปตลอดชีวิตเลยก็ได้”

“อะ ครับ ใช่ครับ"

“อืม แต่ว่า ลูกมินกยูรู้ใช่มั้ย ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ลูกตัดสินใจคนเดียว"

“ผม..”

“อย่าลืมโทรบอกแม่เค้าด้วยล่ะ"

“แต่ผมไม่อยาก"

“มินกยู ยังไงลูกก็ต้องบอกนะ รู้มั้ย? อธิบายให้แม่เขาเข้าใจ-”

“เขาไม่เข้าใจหรอกครับ"

ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวน้องชายแล้วดึงเข้ามากอดในขณะที่คุณแม่มีสีหน้าลำบากใจ มินกยูอยู่บ้านนี้มาหลายสิบปี นับครั้งได้เลยที่แม่แท้ๆ จะมาเยี่ยม และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้ามาที่บ้านนี้แต่จะเป็นบ้านมินกยูมากกว่า คุยโทรศัพท์กันก็ไม่บ่อย มินกยูชอบวางสายใส่อีกต่างหาก เป็นซูนยองมากกว่าที่จะคอยรายงานความเป็นอยู่ของน้องให้ฟัง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมามินกยูไม่ค่อยพูดถึงแม่ตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ละครั้งที่คุยกันหลังจากนั้นมินกยูก็จะซึมๆ ซูนยองรู้ดีว่าคุณแม่เป็นปมใหญ่ในใจของน้องชายและไม่อยากจะยุ่งนัก แต่เรื่องนี้ก็คงเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

“ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือน ค่อยๆ คิดวิธีคุยกับแม่เขาก็แล้วกันลูก อย่าทำหน้าเศร้าสิแม่ไม่ชอบเห็นเวลาลูกเศร้าเลยนะ"

“ฮืออ คุณแมมม่~”

“เดี๋ยวก่อนๆ อย่าเพิ่งมาอ้อน แม่ยังมีเรื่องจะคุยกับเราสองคนอีกเรื่อง"

มาแล้วไง ซูนยองกำมือแน่นเมื่อคุณแม่ดันมินกยูให้กลับมานั่งที่ น้องชายยังงงไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเลยหันมาทำหน้าเด๋อด๋าใส่พี่ชาย แต่พอเห็นสีหน้าอีกฝ่ายก็เริ่มเครียดขึ้นมาบ้าง สองแขนดึงพี่ชายเข้ามากอดแล้วซุกหน้าลงกับไหล่ คุณแม่มองสองพี่น้องแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

“แม่รู้นะลูก เรื่องของลูกสองคนน่ะ"

“เรื่องของผมสองคน..”

“เรื่องที่ลูกสองคนรักกัน แบบที่ ไม่ใช่พี่น้องเขารักกันน่ะ แม่รู้นะ"

“..ครับ ละ แล้วแม่ เอ่อ รู้มานานแค่ไหนแล้ว แล้วแม่..”

“รู้มานานแล้วล่ะ ลูกสองคนซ่อนเก่งซะที่ไหนล่ะ"

ซูนยองไม่กล้าเงยหน้า เขาได้แต่จ้องมองมือตัวเองบนตักอยู่อย่างนั้น มินกยูเลื่อนมือมากุมทับไว้แต่มันก็เท่านั้น ซูนยองมือเย็นเฉียบ เขาไม่คิดว่าแม่จะรู้เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน อีกอย่างเขาสองคนก็อยู่ในห้องนอนกันซะส่วนใหญ่ เสียงก็คุมไม่ให้ดัง และปกติก็กอดหอมกันเป็นปกติ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะปิดแม่อะไรนักหนา ยังไงสักวันก็ต้องรู้ แต่พอมาถึงเวลาเข้าจริงๆ ความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาทำเอาพูดไม่ออก ที่มากที่สุดคือความกลัว แม่จะรู้สึกยังไงที่ลูกชาย ไม่ได้แค่ชอบผู้ชายอย่างเดียวแต่ชอบน้องชายที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็กๆ ทีแรกที่ไม่ได้คิดว่าความรักนี้มันแปลก พอลองมองจากมุมของคนอื่น มันก็แปลกจริงๆ นั่นแหละ

นี่มันไม่เหมือนกับ พี่ชายหลงรักน้องชายตัวเองเลยเหรอ?

จะเสียใจมั้ย แม่น่ะ ผิดหวังมั้ย หรือว่า รังเกียจ รึเปล่า พอคิดแบบนี้แล้วซูนยองก็รู้สึกผิด รู้สึกผิดกับทุกอย่างที่ทำขึ้นมาซะอย่างนั้น เขาเป็นลูกชายคนเดียวของแม่ และทั้งชีวิตแม่ก็มีแค่เขาคนเดียว แต่ตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองทำให้คุณแม่..

“ซูนยองลูก!? ร้องไห้ทำไม!?”

“หะ เห้ย ซูน!”

ตกใจกันทั้งแม่ทั้งลูกชายคนเล็ก ซูนยองเป็นคนเข้มแข็ง ปกติมีอะไรไม่สบายใจก็เก็บๆ อัดๆ ไว้ในใจคนเดียวหมด เพราะงั้นถึงจะร้องไห้ก็ไม่เคยให้ใครได้เห็น ร้อนถึงคุณแม่ต้องรีบลุกจากที่มากอดลูกชายคนดีทันที ซูนยองยกแขนขึ้นกอดตอบ พยายามกลั้นสะอื้นแต่ก็ยังตัวสั่น มินกยูกางแขนกอดทับทั้งพี่ทั้งแม่เข้าอีกทีแล้วโน้มหน้าเข้าไปจูบแก้มพี่ชายเบาๆ

“แม่ ฮึก แม่ผิดหวังในตัวผมมั้ย? ผมทำแม่เสียใจรึเปล่า"

“นี่ แม่บอกตอนไหนว่าผิดหวัง หื้ม? นิสัยคิดมากที่แก้ยังไงก็แก้ไม่หายใช่มั้ย? เอ้า ร้องใหญ่เลย นี่ซูนยอง อายุเท่าไหร่แล้วเนี่ยหื้ม?”

“ฮึก ยะ ยี่สิบสาม"

“โตแล้วนะลูกน่ะ ร้องไห้แงๆ เหมือนตอนแม่ไปส่งที่โรงเรียนอนุบาลวันแรกเลย"

“ฮึก แม่อะ ก็ ก็ผมกลัวแม่ ฮึก ผมไม่อยากให้แม่เสียใจ ฮือ"

“แม่จะเสียใจทำไมล่ะลูก ลูกไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย หื้ม? เอ้า หยุดร้องได้แล้ว ดูสิ เสื้อแม่เปียกหมดแล้วเนี่ย"

“แม่อะ ฮืออ"

มินกยูไม่เคยเห็นพี่ชายเป็นแบบนี้มาก่อนเลยได้แต่อึ้งแล้วคอยกอดๆ ลูบๆ อยู่ด้านข้างจนซูนยองค่อยๆ หยุดร้องไห้และคุณแม่กลับไปนั่งที่เดิม ซูนยองที่มีน้องชายนั่งซับหน้าซับตาให้เริ่มเขินขึ้นมาหน่อยๆ แต่คุณแม่ก็ไม่ปล่อยให้นั่งอึดอัดเงียบๆ นาน

และล้อต่อทันที

“ตายแล้วลูกเนี่ย ร้องไห้งอแงเหมือนตอนสามขวบเลย น่ารักจัง ไม่ได้เห็นลูกเป็นแบบนี้นานแล้วนะ"

“แม่อะ เลิกล้อผมได้แล้วว"

“ดูมินกยูสิ ตกใจหมดเลย ฮ่าๆๆ ไม่เคยเห็นพี่เขาเป็นแบบนี้ใช่มั้ยล่ะลูก? พี่เขาพอขึ้นประถมก็เริ่มทำตัวเป็นผู้ใหญ่เลยล่ะ จะว่าไปก็ ประมาณตอนที่มินกยูมาอยู่กับเราแหละลูก"

“อ่า งั้นเหรอครับ"

“แต่จริงๆ แล้วข้างในก็ยังเป็นเด็กน้อยของแม่เหมือนเดิมนั่นแหละนะ น่ารักจังเลยดูสิ แก้มแดงหมดเลยลูก"

“แม่อะ! พอแล้ว แม่มีอะไรจะพูดต่อพูดสิ!”

“ฮ่าๆๆ ล้อหน่อยล่ะเขินใหญ่เชียว โอเค แม่ไม่แกล้งแล้ว แม่บอกเลยแล้วกันว่าเรื่องลูกสองคนรักกันน่ะ แม่ไม่ได้ว่าอะไรหรอก สบายใจได้จ้ะ"

“หะ ห๊ะ? แม่ไม่ว่าเหรอครับ?”

“ไม่ว่าหรอกลูก เอ้า เช็ดหน้าเช็ดตาซะ"

คุณแม่กำลังจะหยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้แต่มินกยูก็ดึงเสื้อตัวเองมาซับหน้าซับตาให้พี่ชายซะก่อน พอเห็นแบบนั้นคุณแม่ก็กลับลงไปนั่งแล้วยิ้มน้อยๆ รอลูกสองคนประคบประหงมกันเสร็จถึงจะเริ่มพูดต่อ

“ซูนยอง ตั้งแต่ลูกยังเด็ก แม่ก็ไม่ค่อยมีเวลาดูแลเอาแต่ทำงานตลอด ลูกคงจะเหงามาก ใช่มั้ยล่ะ? แม่กลัวมากเลยนะ กลัวลูกจะโตมาเป็นเด็กขาดความรัก กลัวว่าลูกจะโตมาเป็นเด็กมีปัญหา แม่เลยดีใจมากรู้มั้ยตอนที่มินกยูมาอยู่กับเราน่ะ สิบกว่าปีที่ผ่านมาแม่ดูลูกสองคนโตมาด้วยกัน คอยดูแลเอาใจใส่กัน แม่สบายใจ แล้วแม่ก็ค่อยวางใจได้ว่าอย่างน้อยลูกแม่ทั้งสองคนคงจะเติบโตมาเป็นเด็กดี มีความสุข และคอยอยู่ด้วยกัน ไม่ทิ้งกัน แม่ค่อยเบาใจไปหน่อย แม่คิดด้วยซ้ำว่าอยากให้ลูกสองคนอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดไปเลย แต่ก็ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะโตมาเป็นแฟนกันหรอกนะ ฮ่าๆๆ"

“แม่อะ..”

“ตอนแรกแม่ก็ตกใจนะ ลูกแม่สองคนที่เป็นพี่เป็นน้องกันมาตลอด อยู่ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนมารักกันได้ แม่ก็งงอยู่เหมือนกัน แต่พอแม่มาคิดดีๆ แล้ว แม่ก็คิดว่าจริงๆ แล้วเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน"

“ดียังไงเหรอครับ?”

“อะ อ่าว ก็ดีออกนี่ซูนทำไมอะ"

“ไม่ใช่ ฉันอยากรู้ว่าแม่คิดยังไง อย่าเพิ่งงอแง"

“งื้อ"

“ก็เป็นแบบนี้ไงลูก ลูกสองคนอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปี รู้จักกันหมดไส้หมดพุง ถ้าคนที่รู้จักกันมากขนาดนี้ยังรักกันได้ก็คงแปลว่าคงรักกันจริงๆ เลยแหละ จริงมั้ย? แม่ก็ยังกังวลอยู่เลยว่าซูนยองน่ะจะหาเจ้าสาวแบบไหน ใครจะทนอยู่กับเด็กดื้อชอบนอนตื่นสาย อ่านการ์ตูน นอนตีพุงดูทีวีแถมยังขี้บ่นได้-”

“อะอ้าว! แม่!”

“ฮ่าๆๆๆๆๆ"

“แล้วใครจะอยู่กับมินกยู เด็กงอแงชอบอ้อนชอบง้องแง้งใส่ตลอดเวลาจนไม่เป็นทำอะไรได้ เอ้าๆ ไม่ต้องทำหน้าบูดสิลูก แม่ว่าเท่าๆ กันแล้วนะ"

“คุณแม่อ่าา"

“แม่กลัวนะ กลัวว่าลูกสองคนจะรักกับใครที่เขาไม่ได้รักลูกจริงๆ พอถึงเวลาเป็นแฟนแล้วต้องเลิก หรือถึงขั้นแต่งงานแล้วต้องหย่า ไม่ก็อยู่ด้วยกันอย่างไม่มีความสุข แม่กลัวลูกเจ็บ แม่กลัวลูกเสียใจ เหมือนกับที่แม่เคยเป็น เพราะงั้นถึงตอนนี้แล้วแม่ก็เลยเลิกคิดมาก จะผู้ชายทั้งคู่ก็ช่างมันสิ จะอยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีเป็นพี่เป็นน้องกันแล้วยังไง? ถ้าลูกสองคนรักกัน แล้วอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้ แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะแม่อยากให้ลูกสองคนของแม่มีความสุขที่สุด รู้มั้ย?”

“ฮือออ คุณแมมม่ ผมรักคุณแม่จังงง"

“หยุดก่อนๆ ไม่ต้องอ้อนเลย แม่ยังพูดไม่จบ"

“อ้าว"

“แม่น่ะโอเคกับการที่ลูกสองคนรักกัน แต่แม่อยากจะเตือนลูกสองอย่างนะ อย่างแรกคือ แม่รู้ว่าลูกสองคนรักกันแบบคนรัก แต่แม่ไม่อยากให้ลูกทิ้งความรักแบบพี่น้องไป เพราะความรักแบบคนรักมันจะมีเรื่องละเอียดอ่อนเยอะ วุ่นวาย ทั้งเรื่องหึงหวง เรื่องน้อยใจเรื่องเสียใจในอะไรๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่ความรักแบบอื่นจะไม่มี ลูกเข้าใจนะ? ถ้าลูกสองคนรักกันแบบคนรักอย่างเดียว โอกาสที่ลูกจะทะเลาะกัน ผิดใจกันก็มีมากขึ้น และที่สำคัญคือ โอกาสที่ลูกจะปรับความเข้าใจกัน หรือให้อภัยกันได้ง่ายเหมือนตอนเป็นพี่น้องน่ะอาจจะน้อยลง แม่ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นนะ ลูกจะรักกันแบบไหนก็ได้ แต่อย่าลืมห่วงกันแบบพี่น้องด้วย ทิฐิอย่ามีมาก ให้รักกันแบบที่อยากจะมีกันและกันในชีวิต ใส่ใจความรู้สึกกันและกันไว้ให้มากๆ เหมือนตอนที่ยังเป็นพี่น้องกัน เข้าใจนะลูก?”

“ครับแม่"

“เหมือนคุณแม่อบรมก่อนแต่งงานเลยอะ"

“ตะ แต่งงานอะไรเล่า-”

“แล้วแม่ก็อยากเตือนอีกเรื่องนะลูก เรื่องนี้ก็สำคัญเหมือนกัน คือ จริงๆ แล้วแม่ก็ไม่ค่อยอยากพูดเรื่องนี้เท่าไหร่นะ แต่ก็ต้องพูด คือ แม่เข้าใจว่าเวลารักกันใหม่ๆ น่ะ ก็จะมีอยากกอด อยากจูบอะไรกันบ้าง ยิ่งวัยพวกลูกเนี่ยเวลาฮอร์โมนมันพุ่งพล่าน แม่อยากให้เวลาเราทำอะไรกัน ก็ เอ่อ-”

“ขะเข้าใจครับ เข้าใจ แม่ไม่ต้องพูดก็ได้"

“ตะ แต่แม่ต้องพูดอีกหน่อยลูก"

“แม่ไม่ต้องพูดแล้วววว ผมเข้าใจแล้ววว"

“ไม่ ถ้าลูกเข้าใจแม่ไม่ต้องเตือนหรอก ซูนยองคอลูกมีรอยนะรู้มั้ย?”

ซูนยองรู้อยู่แล้ว เขารู้ว่าแม่เห็นตั้งแต่เมื่อคืนแต่มินกยูน่ะยังไม่รู้ น้องชายเบิกตาโตแล้วดึงคอเสื้อพี่ชายออกมาดูทั้งๆ ที่ซูนยองจงใจดึงขึ้นปิดไว้ ทำอะไรไม่คิดจนโดนตีหัวไปหนึ่งที คุณแม่สลับขาไขว่ห้างไปมาอย่างอึดอัด ซูนยองเข้าใจว่าคงไม่อยากพูดเรื่องพวกนี้หรอก เรื่องแบบนี้ให้พูดออกมาก็กระดากปากจะแย่แล้ว นี่ยังเป็นคุณแม่ เตือนลูกชาย แล้วยังเป็นลูกตัวเองทั้งสองคนอีก

“คือ แม่อยากให้เราระวังๆ กันมากกว่านี้หน่อยน่ะลูก เราสองคนยังเรียนอยู่ แม่ไม่อยากให้ดึกๆ ดื่นๆ แล้วลูกยัง- เอ้อ คือ แม่อยากให้เราจัดเวลากันดีๆ เข้าใจมั้ย? ไม่ให้กระทบการเรียน ไม่ให้กระทบเรื่องอื่น แล้วก็จะทำอะไรน่ะให้คิดหน้าคิดหลังด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องยังเรียนอยู่ ถึงจะทำงานแล้วก็ไม่ใช่จะให้มันประเจิดประเจ้อรู้มั้ยลูก ให้มันเก็บไว้ในร่มผ้าหน่อย คนอื่นเขามองแล้วมันดูไม่ดี เข้าใจแม่นะ?”

“เข้าใจครับ ขอโทษครับ"

“เข้าใจนะมินกยู?”

“คร้าบบ ขอโทษเหมือนกันครับ ผมไม่ทันคิด"

“อันนี้ก็เอาพลาสเตอร์ปิดก่อนก็แล้วกัน เวลาจะออกไปข้างนอกน่ะ แล้วก็อย่าให้แม่ต้องพูดเรื่องอะไรแบบนี้อีกเข้าใจมั้ย แม่อึดอัดน่ะเนี่ย"

“ขอโทษคร้าบบบ"

“แค่นี้แหละที่แม่จะพูด ลูกสองคนเข้าใจนะ?”

“เข้าใจครับ ขอบคุณนะแม่ ที่เข้าใจแบบนี้ ผมล่ะเครียดจะแย่"

“ลูกน่ะชอบคิดมาก มีอะไรก็ไม่คุยกับแม่ คิดเยอะ คิดไปไกลจนร้องไห้แงๆ เลยเนี่ยเห็นมั้ย"

“มะ แม่อะะ"

สุดท้ายแล้วก็จบด้วยสองลูกชายเข้าไปกอดแม่งอแงกันเหมือนเด็กประถม มินกยูที่ไม่เคยเห็นพี่ชายงอแงแบบนี้ก็แอบมองไปยิ้มไป ตั้งแต่มินกยูมาอยู่ด้วยซูนยองก็ทำตัวเป็นเด็กโตไปแล้ว เพราะมีน้องชายต้องดูแลคนเป็นพี่ก็เลยไม่อ้อนแม่เหมือนก่อน กลายเป็นต้องคอยดูแลน้องชายแทน หลังจากคุยกันรู้เรื่องแล้วซูนยองก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก อย่างน้อยตอนนี้พื้นที่ปลอดภัยของเขาก็ขยายกว้างขึ้นแล้ว จากเดิมจะสบายใจก็เฉพาะในห้องนอน ตอนนี้กลายเป็นบ้านทั้งหลังแล้ว และคุณแม่ยังยอมรับได้อีกต่างหาก แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกติดใจอยู่นิดหน่อย คุณแม่อยากจะเห็นพวกเขามีความสุขก็จริง แต่ไม่รู้ว่าในฐานะลูกชาย เขาได้ทำให้คุณแม่มีความสุขที่สุดแล้วรึเปล่า

“เอ่อ แม่ฮะ แม่โอเคแน่นะเรื่องนี้อะ"

“โอเคสิลูก ทำไมล่ะ?”

“ก็ ก็แม่ชอบเด็กอะ แม่ไม่อยากอุ้มหลานเหรอ?”

“อืม จริงๆ แม่ก็อยากมีหลานนะ แต่ทำยังไงได้ล่ะ ลูกสองคนท้องได้ที่ไหน"

“อืม.. ก็ นั่นน่ะสิ"

“แม่ว่าในอนาคตเขาอาจจะมีวิธีให้ผู้ชายท้องได้ก็ได้นะลูก มินกยูลูกก็ลำบากหน่อยเนอะ"

“ห๊ะ? ทำไมผมอะ ซูนดิคุณแม่"

“ทะ ทำไมฉันล่ะ นายสิ"

“อ้าว ต้องเป็นมินกยูไม่ใช่เหรอลูก? ซูนยอง เป็นลูกเหรอ?”

“ม่ะ ไม่ๆ แม่อย่าไปฟัง"

“คุณแม่ครับ ถ้าใครสักคนต้องท้อง ต้องเป็นซูนแน่นอน ฮิฮิ"

“ไม่ต้องมาฮิฮิเลยนะ!!”

“เอ่อแม่ออกไปข้างนอกดีกว่า ข้าวเที่ยงจัดการกันเองนะลูก"


“อ้าวแม่ เดี๋ยวดิแม่ แม่!”

No comments:

Post a Comment