-Saturday-
การตื่นขึ้นมาพร้อมความปวดเนื้อปวดตัวในเช้าวันเสาร์เนี่ยเหมือนจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผมไปแล้วล่ะ
แต่วันนี้ก็ไม่ได้แย่อะไรเท่าไหร่เพราะอย่างน้อยลุกจากเตียงได้ทันที
ผมเหลือบมองกระดาษสีขาวใบเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงแล้วหยิบใส่กระเป๋าอย่างไม่ใส่ใจนัก
ไม่มีเวลาให้เสีย
ผมต้องรีบไปเดี๋ยวนี้แล้ว
ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จในเวลายี่สิบนาที
เก้าโมงครึ่งก็ลงมาถึงชั้นล่างของคอนโดเรียบร้อยวันนี้ผมเลือกจะนั่งแท๊กซี่
ต้องประหยัดเงินน่ะก็คงใช่
แต่นี่เป็นกรณีพิเศษเพราะต้องรีบจริงๆ
ผมมองนาฬิกาในรถแท๊กซี่อย่างกระวนกระวายใจ
แต่โชคก็ยังเข้าข้างผมที่รถไม่ติดนัก
สิบโมงตรง
ผมยืนปัดๆ เสื้อ
ยีผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยก่อนจะกดออดหน้าบ้านเดี่ยวขนาดกลางสีขาว
หลังคากระเบื้องสีน้ำตาลแดง
ส่วนหน้าบ้านมีแปลงดอกทานตะวันสีเหลืองสดและบ่อน้ำเล็กๆ
ที่มีปลาทองแหวกว่ายอยู่
มาที่นี่ทีไรผมก็รู้สึกสดชื่นขึ้นทุกครั้ง
เพราะนอกจากตัวบ้านจะสดใสแล้ว
คนที่อยู่อาศัยก็ทำให้ผมชื่นใจได้ตลอด
จนหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ
“พี่ซูนยองมาแล้ววววว"
“มาแล้วครับมาแล้ว
ขอโทษที่สายไปหน่อยนะ ชาน"
เด็กน้อยต้อนรับผมด้วยรอยยิ้มแป้นที่เหมือนกับดอกทานตะวัน
ผมเลยอดยิ้มตามไม่ได้
หลังจากทำงานมาทั้งอาทิตย์
วันเสาร์นี่แหละเป็นวันที่ผมได้พักผ่อนมากที่สุด
ถึงมันจะเป็นงานอีกงาน
แต่สำหรับผมการได้มาที่บ้านนี้คือการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง
ผมทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพรมในห้องรับแขกแล้วหยิบหนังสือเรียนที่กางอยู่บนโต๊ะพลาสติกตัวเล็กมาถือไว้
ไล่สายตาบนหน้ากระดาษอยู่ครู่หนึ่งผมก็พอจะรู้ว่าวันนี้จะต้องสอนอะไรบ้าง
“พี่ซูนยองวันนี้จะทานอะไรเป็นข้าวเช้าดีฮะ?
คุณแม่ซื้อโดนัทมา
แต่ก็มีครัวซองค์ช็อคโกแลตของโปรดพี่ด้วย
เอาอย่างไหนดีฮะ?”
“เราอยากให้พี่ทานอะไรดีล่ะครับ?”
“อืมม
พี่ซูนยองทานครัวซองค์บ่อยแล้วอะ
ชานอยากให้พี่ลองทานโดนัทดูบ้าง
เจ้านี้อย่างอร่อยเลยนะฮะ"
“งั้นขอโดนัทให้พี่ละกัน
พี่เชื่อชานครับ"
“งั้นชานจะเอาโดนัทช็อคโกแลตให้พี่เลย!
พี่จะได้ไม่เสียดายช็อคโกแลตในครัวซองค์ด้วย"
“ฮ่าๆๆ
ตามใจชานเลยครับ"
ชานอายุสิบห้าปี
กำลังเรียนอยู่มัธยมสาม
กับคนอื่นเป็นยังไงผมไม่รู้นะ
แต่กับผมชานยังทำตัวเป็นเด็ก
น่ารักเหมือนอยู่ประถมสาม
หน้าที่ของผมทุกเสาร์ก็คือมาสอนหนังสือที่บ้าน
จริงๆ แล้วชานเป็นเด็กเรียนดี
ไม่จะเป็นต้องเรียนพิเศษหรอก
แต่คุณแม่ของชานเป็นเพื่อนกับแม่ของผม
แม่ก็เลยฝากให้ผมมาสอน
ซึ่งเป็นงานแรกที่ผมทำและน่าจะเป็นงานที่ผมชอบที่สุดด้วย
ถึงแม่เราจะเป็นเพื่อนกันแต่ผมกับชานพึ่งเจอกันครั้งแรกเพราะงานนี้
ตอนแรกผมกังวลมาก จริงๆ
แล้วผมไม่มีสิทธิ์สอนหนังสือใครด้วยซ้ำ
ก็ตัวเองยังล้มเหลวเลย
อีกอย่าง ชานก็อยู่มัธยมสามแล้ว
เป็นเด็กโต ทำให้ผมกลัวจะเก่งไม่พอ
ดีไม่พอ แต่ความกังวลทั้งหมดก็หายไปเมื่อผมได้เจอกับชาน
'พี่อยากทานอะไรดีครับ
เค้ก หรือครัวซองค์ดี'
นั่นล่ะ
คำถามแรกที่ชานถามผม
หลังจากนั้นชานก็ไม่เคยทำให้ผมต้องอึดอัดอีกเลย
ชานเป็นเด็กดี เชื่อฟังผม
เคารพผม แล้วก็เป็นเด็กร่าเริง
ยิ้มแย้มแจ่มใส
การมาสอนชานไม่เหมือนมาทำงานเลย
เหมือนมาเล่นกับน้องชายมากกว่า
ยิ่งแม่ผมเป็นเพื่อนกับคุณแม่ชานผมเลยมาฝากท้องที่นี่ตั้งแต่ข้าวเช้ายันข้าวเย็น
ขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวัน
เล่นบ้าง สอนบ้าง
แต่ยังไงงานก็คืองานผมก็ต้องทำเต็มที่
ยิ่งได้รับเงินด้วยยิ่งแล้วใหญ่
แต่เพราะหลังๆ
มานี้ผมทำงานหนักทุกวันพอมาถึงวันเสาร์
หลายครั้งก็แทบไม่มีสติ
ยิ่งอยู่กับชานที่พร้อมจะหย่อนให้ผมตลอดแบบนี้ด้วยยิ่งแล้วใหญ่
“พี่ซูนยอง"
“หื้ม?”
“พี่มาข้างบนกับผมหน่อยสิ"
หลังจากผมนั่งอ่านหนังสืออยู่สักพัก
ชานก็เรียกผมให้ตามขึ้นไปชั้นบน
ผมเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างงงๆ
แต่ก็ยอมเดินตามขึ้นไป
ผมมองบานประตูสีฟ้าซึ่งเป็นห้องนอนของชานแล้วก็อดคิดถึงเมื่อก่อนไม่ได้
ช่วงแรกๆ
ที่ผมยังมีแค่งานเดียวผมเคยขึ้นมาปลุกชานถึงบนห้องก็บ่อย
แต่เดี๋ยวนี้พอภาระมันเริ่มมากขึ้นก็ไม่มีเวลาแบบนั้นอีกแล้ว
ผมเดินตามชานเข้ามาในห้อง
ทุกอย่างยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
ผมกำลังจะถามชานว่าพาขึ้นมาทำไมก็พอดีกับที่น้องกระโดดขึ้นไปนอนบนเตียงแล้วหันมาหัวเราะผมที่ยืนทำหน้างงอยู่
“อ๊าา
เรื่องมันเป็นแบบนี้ล่ะ
พอดีผมง๊วงง่วง ผมก็เลยขึ้นมานอนบนเตียง"
“หืม?”
“แล้วพี่ก็ขึ้นมาปลุกล่ะ
แต่เพราะผมดื้อไม่ยอมตื่นสุดท้ายพี่ก็เลยหลับไปด้วยอะ
แบบนี้ดีมั้ยครับ?”
“แบบนั้นเหรอ"
ผมอดยิ้มให้กับความน่ารักของชานไม่ได้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชานพยายามจะให้ผมพัก
แต่ไม่เคยมากถึงขนาดวางแผนให้มานอนบนเตียงด้วยกันแบบนี้
วันนี้ผมคงดูเหนื่อยมากจริงๆ
น้องเลยอยากให้ผมนอน
ผมรู้สึกแย่นะ
เพราะหลายครั้งแล้วที่มาสอนชานด้วยอาการเหนื่อยๆ
มึนๆ แต่ชานไม่เคยแสดงท่าทีไม่พอใจอะไรเลย
คุณแม่ของชานเองก็เหมือนกัน
ทั้งสองคนเข้าใจดีว่าผมต้องทำงานหนักก็เลยหยวนๆ
ให้ และอีกอย่างชานเองก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องเรียนพิเศษด้วยนั่นแหละ
“ถึงคิวพี่ซูนยองมาปลุกแล้ว
มาปลุกสิฮะ
แต่ปลุกไม่ขึ้นนะแล้วต้องนอนกับผมต่อเลยด้วย"
“เหรอๆ
ชานเด็กดื้อแอบมานอนเล่นแล้วไม่ตื่นอย่างงั้นเหรอ?
งั้นต้องเจอนี่!
วิธีลงโทษเด็กน้อย!”
“ว้ากกก"
ผมกระโจนขึ้นตะครุบตัวชานอย่างไม่ลังเลจนน้องร้องลั่นปนเสียงหัวเราะ
ฟัดกันไปฟัดกันมาสุดท้ายก็เหนื่อยกันทั้งคู่
ผมพลิกตัวมานอนหงายโดยที่ยังหัวเราะอยู่เบาๆ
แบบนี้แหละ อยู่กับชานแล้วเหมือนได้ชาร์จแบต
จากที่รู้สึกเหมือนจะตายมิตายแหล่จากงานหนักหกวันก็ค่อยเบาสบายมีแรงขึ้นมาหน่อย
ชานเอื้อมมือมาจับที่หลังคอผมเบาๆ
“พี่ซูนยองแปะกอเอี๊ยะอีกแล้ว
ปวดมากมั้ยครับ?”
“อ่า
ไม่หรอก ไม่ปวดหรอกครับ
อยู่กับชานพี่ก็ไม่ปวด"
นั่นสินะ
ไม่ปวดหรอก
ใต้กอเอี๊ยะเนี่ยมันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้อสักหน่อย
ตอนแรกผมคิดว่าจะหลับแค่สิบกว่านาที
แต่คงเพราะเหนื่อยจัดเลยกลายเป็นนอนลากยาวถึงบ่ายสองโมง
จริงๆ
อาจจะหลับนานกว่านั้นด้วยซ้ำถ้าชานมาปลุกเพราะกลัวว่าผมจะหิว
ทั้งวันเลยแทบไม่ได้สอนอะไรน้องเลย
อยากจะขอโทษทั้งคุณแม่ทั้งชานแต่ทั้งสองคนก็ส่ายหน้ายิ้มๆ
แล้วบอกว่าให้ผมได้พักผ่อนน่ะดีแล้ว
เป็นแบบนี้ทุกที
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จก็เป็นเวลาที่ผมลำบากใจที่สุด
หลังจากผมช่วยคุณแม่ชานเอาจานไปเก็บในครัว
น้องก็วิ่งมาเกาะเอวผม
“พี่ซูนยอง
คุณแม่ซื้อเกมส์ใหม่มาให้ชานด้วยล่ะ
มาเล่นด้วยกันมั้ยฮะ?”
“อา
ขอโทษนะครับพี่ต้องกลับแล้วล่ะครับ"
ชานหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย
น้องคงนึกถึงช่วงที่ผมมาสอนใหม่ๆ
ช่วงนั้นชานมักจะชวนผมอยู่ดูหนังและเล่นเกมส์ด้วยกันต่อตลอดจนหลายครั้งที่ผมนอนที่นี่ไปเลย
แต่เพราะว่าผมรับงานมากขึ้นเดี๋ยวนี้ก็เลยทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว
ผมกลัวชานจะน้อยใจ
เมื่อก่อนอยู่ด้วยกันตั้งแต่เช้ายันมืด
บางครั้งก็เลยไปอีกวันด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้นอกจากจะมาสายกลับเร็วแล้ว
ยังเหนื่อยๆ ตลอดอีก
ผมกำลังจะขอโทษอีกครั้งแต่ชานก็ยิ้มกว้างแล้วส่ายหัวไปมา
“ไม่เป็นไรครับ
พรุ่งนี้ยังต้องทำงานหนักอีกใช่มั้ยล่ะ
ฮึบๆ นะพี่ซูนยอง
อาทิตย์หน้าเจอกันนะครับ"
ผมยิ้มตามน้องทันที
ก็เพราะชานน่ารักแบบนี้ไงผมถึงได้ชอบวันเสาร์ที่สุด
“ฮ่าๆๆ
ขอบคุณครับ
อาทิตย์หน้าพี่สัญญาว่าจะเล่นเกมส์ด้วยนะครับ"
“เย่!”
-Sunday-
ถ้าวันเสาร์เป็นวันที่หย่อนที่สุด
วันอาทิตย์ก็เป็นวันที่ตึงที่สุด
ผมต้องตั้งนาฬิกาปลุกไว้หลายตัวเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ไปสาย
หกโมงครึ่งผมต้องรีบขึ้นรถเมล์แล้ว
และภายในเจ็ดโมงครึ่งจะต้องถึงที่หมาย
เพราะว่ารถเมล์ไม่ผ่านหน้าสถานที่โดยตรงทำให้ผมต้องวิ่งจนหอบแฮ่กๆ
ทุกครั้ง ผมเดินผ่านเสาสีแดงสองต้นด้านหน้าทางเข้า
ผ่านลานคอนกรีตซึ่งเป็นที่ฝึกกลางแจ้ง
และเข้าไปในตัวตึก
ผมตรงเข้าไปที่แผงล็อคเกอร์
รีบเก็บข้าวของแล้วหยิบชุดออกมาเปลี่ยน
เสื้อคอจีนผ้าฝ้ายกับกางเกงสีแดงเข้ม
เสร็จเรียบร้อยก็ไปที่โรงฝึก
หน้าที่ของผมในวันนี้น่ะเหรอ?
ถูพื้นครับ
ที่นี่เป็นโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัวแบบจีน
พวกกังฟู กระบี่กระบอง
หรือแม้แต่ทวนหรือหอกก็มี
นักเรียนมีมาก คลาสเรียนมีเยอะ
และเนื่องจากเจ้าของเป็นคนรักความสะอาดเขาก็เลยจ้างให้ผมมาถูโรงฝึก
กวาดลานฝึกซ้อมด้านหน้า
และดูแลความเรียบร้อยทั่วไป
โดยปกติแล้วโรงเรียนเปิดทุกวัน
แต่เพราะนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นเด็กวันที่ยุ่งจริงๆ
เลยเป็นเสาร์อาทิตย์เท่านั้น
ทางโรงเรียนจ้างพนักงานทำความสะอาดจันทร์ถึงเสาร์ดังนั้นวันอาทิตย์ผมถึงได้มีงานทำ
จริงๆ แล้วตัวงานไม่ได้หนักอะไรนักหรอก
ถึงโรงฝึกจะกว้างหรือใบไม้ที่ลานจะร่วงมากผมก็ยังทำไหว
แต่สิ่งที่ท้าทายความอดทนผมจริงๆ
น่ะคือ..
“ซูนยองมาแล้ววว
ซูนยองมาแล้วว"
“เย่ๆ
ซูนยองมาแล้วว มาเล่นกัน
มาเล่นกัน"
คือเด็กสองคนนี้ต่างหาก
ผมหลับตาแล้วซบหน้าลงกับไม้ถูพื้นอย่างเหนื่อยใจ
อุตส่าห์รีบวิ่งมาเข้างานก่อนเวลาทุกวันเพื่อจะรีบทำความสะอาดให้เสร็จๆ
ไปจะได้ไม่ต้องมารับมือกับสองแสบนี่
แต่ดูเหมือนบ้านนี้จะตื่นเช้ากันทั้งบ้านแม้กระทั่งวันอาทิตย์
ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ถูไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วแท้ๆ
แต่เด็กสองคนนี้ก็ยังกระโจนตีลังกาเข้ามาเหยียบย่ำพื้นสะอาดที่ยังไม่แห้งดีให้เหนียวอีก
เพราะอย่างนี้ถึงถูไม่จบไม่สิ้น
แต่ผมก็บ่นอะไรไม่ได้เพราะเด็กสองคนนี้เป็นลูกสาวเจ้าของโรงเรียน
คนหนึ่งอายุเจ็ดขวบ อีกคนอายุหกขวบ
หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูทั้งคู่แต่แสบซะไม่มี
“เฉิงเซียว
เหม่ยฉี พี่ไม่ว่างหรอกครับต้องถูพื้นก่อน"
“อะไรอ่า
เล่นด้วยกันหน่อยสิ นะซูนยองนะ"
“ใช่ๆ
ซูนยองเรามาเล่นไล่จับกันนะ"
“ไม่ได้หรอกครับพี่ต้องถูพื้น
เราสองคนออกไปก่อนนะครับนะ"
“ถูไปด้วยเล่นไปด้วยก็ได้นี่นา
เนี่ยๆ ก็ถูตามพวกเรามา
เดี๋ยวพวกเรากระโดดหนี"
“ใช่ๆ
เร็วๆ สิซูนยองถูตามมาเร็ววว
ฮ่าๆๆ"
“แต่ทางนั้นพี่ถูแล้วนะ!
เดี๋ยวสิ
เหยียบไม่ได้นะ มันลื่น!
นี่!”
วิ่งไล่จับ
บนพื้นเปียกๆ เนี่ยนะ
เฉิงเซียวน่ะไม่ห่วงหรอก
เหม่ยฉีที่อายุมากกว่าแต่ปราดเปรียวน้อยกว่าต่างหากที่เป็นห่วง
แล้วสิ่งที่ผมกลัวแต่ห้ามไม่เคยได้สักทีก็เกิดขึ้นจนได้
ไม่ทันไรเหม่ยฉีก็ลื่นล้มหน้าคว่ำ
ผมได้แต่ยกมือขึ้นปิดหูเตรียมเมื่อเห็นดวงตาเรียวรีของเด็กน้อยเริ่มมีน้ำขึ้นมาคลอเต็มเบ้าก่อนเจ้าตัวจะแผดเสียงร้องไห้ดังลั่น
ผมเคยลองปลอบแล้ว ไม่ได้ผล
มีคนเดียวเท่านั้นแหละที่ปลอบได้
และเป็นคนสุดท้ายที่ผมอยากให้เข้ามาเจอเหตุการณ์นี้
แต่มันก็เกิดขึ้นทุกครั้ง
เสียงฝีเท้าดังมาตามทางเดินไม้
ผมได้แต่ถอนหายใจหนักแล้วถามตัวเองว่าทำไมถึงรับงานนี้
บานประตูกระชากเปิดออกอย่างรวดเร็ว
ร่างผอมสูงก้าวฉับๆ เข้ามา
ดวงตาเรียวเพ่งมองไปที่น้องสาวแล้วตวัดกลับมามองผม
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ฮ่าวเกออออ!”
เด็กสาวทั้งสองร้องเสียงดังแล้ววิ่งไปหาพี่ชาย
ความซวยกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
และผมก็ห้ามอะไรมันไม่ได้
ไม่เคยได้เลย
พี่ชายคนดีอุ้มน้องสาวที่ร้องไห้จ้าขึ้นแนบอกแล้วพูดปลอบด้วยภาษาแม่ซึ่งผมไม่เข้าใจ
ไม่นานเสียงร้องไห้ก็เงียบลงพร้อมกับดวงตาที่กลับมาจ้องที่ผมอีกครั้ง
“มีอะไรจะอธิบายมั้ย?”
“ผม-”
“ซูนยองแกล้งงงง!!”
จบแบบนี้ทุกที
“ผมบอกว่าผมไม่ได้แกล้งๆ
ทำไมคุณไม่เคยเชื่อผมเลย"
“น้องสาวผมไม่ใช่เด็กขี้โกหก"
พี่ชายแสนดีที่ไม่รู้ว่าน้องสาวตัวเองไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน
ทุกวันอาทิตย์นอกจากจะมีหน้าที่ทำความสะอาดปกติทั่วไปแล้ว
ยังต้องโดนลงโทษสักสองสามอย่างทุกครั้ง
ซึ่งบทลงโทษก็มาจากที่ผมไปแกล้งเฉิงเซียวหรือเหม่ยฉี
ในแต่ละครั้งแตกต่างกันออกไป
บางทีก็ให้ไปล้างถ้วยชาที่ไม่รู้จะกินอะไรมากมายจนกองล้นอ่าง
บางทีก็ให้ไปรดน้ำต้นไม้
สำหรับในเช้านี้คือถอนวัชพืช
ผมฝืนนั่งยองๆ
ไปได้สักพักก็ล้มตัวลงนอนกับผืนหญ้า
ปวดเนื้อปวดตัวไปหมด
สงสัยจะได้ปะกอเอี๊ยะจริงๆ
ก็คราวนี้ แต่พักสายตาแค่ครู่เดียว
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าพี่ชายสุดโหดประจำสำนักยืนค้ำหัวผมอยู่
สายตาที่จ้องมาเล่นเอาเสียวสันหลังวาบเลย
“ผมบอกให้คุณมาถอนวัชพืชเป็นการลงโทษที่คุณแกล้งอาเหม่ย
ไม่ใช่ให้มานอนเล่น"
“ผมเปล่านอนเล่น
ก็แค่..
ปวดหลัง"
“จะปวดหลังยังไงก็ไม่ใช่มานอนแผ่แบบนี้"
“นี่
ผมก็คนนะ จะไม่ให้พักบ้างเลยหรือไง?”
“ผมจ้างคุณให้มาทำงาน
ไม่ใช่ให้มาพัก"
ถึงตรงนี้ผมค่อนข้างเดือด
แต่ผมก็พูดอะไรไม่ออก
มันก็ใช่อยู่หรอกที่ลูกจ้างต้องทำงานเต็มที่ตามจำนวนเงินที่ได้และข้อตกลงแต่แรก
แต่ลูกจ้างก็เป็นคน
ไม่ใช่จะมาไล่บี้ให้ผมทำงานตลอดแบบนี้
ผมผุดลุกขึ้นยืน
ค้อมหัวให้เขาเล็กน้อยแล้วเดินไปกวาดลานฝึกด้านหน้าแทน
คุณพ่อคุณแม่คงอยากให้ผมรู้ว่าตัวเองทำพลาดอะไรสินะถึงได้ให้ผมมาทำงานแบบนี้
แค่ผมสำนึกเสียใจอย่างเดียวคงจะไม่พอสินะ
“ซูนยองง
เที่ยงแล้วๆ กินข้าวกันนน"
“ใช่ๆ
กินข้าวกันนนน"
ผมเคยปฏิเสธเด็กสองคนนี้ได้ที่ไหน
เฉิงเซียวกับเหม่ยฉีที่หัวเข่าเขียวหน่อยๆ
ดึงมือผมให้ไปนั่งกินข้าวในสวนด้วยกันเหมือนเคย
ผมได้แต่ถอนหายใจแล้วหยิบกล่องข้าวของตัวเองเดินตามไป
เหม่ยฉีกับเฉิงเซียวมีผัดเห็ดหอม
เต้าหู้หมูสับและผักสีเขียวๆ
อีกกองมากินกับข้าว
ผมได้แต่มองกล่องข้าวไข่เจียวของตัวเองแล้วถอนหายใจเฮือก
ไม่ใช่ว่าผมจนอะไรหรอกนะ
แต่ผมต้องใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดที่สุดต่างหาก
“ซูนยอง
ซูนยองทำไมทำหน้าเศร้าจังเลย"
“เปล่าหรอก
ไม่มีอะไร"
“ซูนยอง
ครั้งนี้อาเฮียดุซูนยองเยอะเลยเหรอ?”
“...”
“ซูนยองเค้าขอโทษ
ไม่คิดว่าซูนยองจะโดนดุเยอะ
ขอโทษน้า"
“อืม
ไม่เป็นไรหรอก"
“ซูนยอง
เอาเห็ดหอมไปกินสิเค้าให้
อร่อยนะ สูตรของอาเหล่าม่าอร่อยที่สุดเลย"
“ใช่ๆ
เอานี่ไปด้วย
ปวยเล้งบำรุงเลือดกินแล้วเลือดเยอะๆ
เลือดแดงๆ"
ก็เป็นซะแบบนี้ผมเลยไม่เคยโกรธเจ้าสองแสบนี่ลงสักที
ผมยิ้มรับพลางพยักหน้าขอบคุณเด็กน้อยทั้งสองที่ชอบแบ่งกับข้าวกับผมประจำ
เคยปฏิเสธไปบ้างแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จสักที
อย่างน้อยมื้อกลางวันเด็กสองคนนี้ก็ไม่ป่วนจนผมถูกลงโทษก็แล้วกัน
พอนั่งกินข้าวนิ่งๆ
แบบนี้ก็ค่อยน่ารักขึ้นหน่อย
แต่ไม่ทันไรเฉิงเซียวก็เริ่มกระโดดตีลังกาตะกายต้นไม้
และหายนะที่ตามมาคือเหม่ยฉีพยายามตะกายตาม
ผมยืนเลิ่กลั่กอยู่ใต้ต้นไม้
สองแขนอ้าออกเพราะคิดว่าเหม่ยฉีต้องตกแน่ๆ
และมันก็เป็นจริง แต่ผิดคาดไปหน่อย
ภาพสุดท้ายที่เห็นคือรองเท้าสีดำสองคู่ระยะประชิด
ก่อนทุกอย่างจะดับวูบไป
ผมรู้สึกตัวอีกครั้งในที่ที่ไม่คุ้นเคย
ห้องโทนสีดำแดงมองแล้วปวดหัว
ข้างกำแพงมีอาวุธเต็มไปหมดทั้งกระบองสองท่อน
สามท่อน หอก กระบี่
ทวนกับหอกยังมีจนผมรู้สึกตกอยู่ในอันตรายแปลกๆ
พอไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ในหัวแล้วก็พอจะเริ่มเดาได้ว่าที่นี่คือที่ไหน
และรู้ตัวว่าต้องหนีออกไปให้เร็วที่สุด
แต่ยังไม่ทันจะได้ลุกเจ้าของห้องก็เปิดประตูเข้ามาซะก่อน
จะให้แกล้งหลับก็คงไม่ทันแล้ว
“ตื่นแล้วเหรอ"
ก็เห็นอยู่
“ผมขอโทษแทนอาเหม่ยด้วย
คุณยังปวดๆ ตรงไหนมั้ย?”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“คุณจำไม่ได้?”
“ไม่แน่ใจ"
“อาเหม่ยตกต้นไม้
เหยียบเต็มหน้าคุณเลย
แล้วคุณก็หงายหลังหัวฟาดพื้น"
นี่มันมากกว่าที่คิดอีก
มิน่าล่ะนอกจากปวดหน่วงๆ
ที่เบ้าตาแล้วยังปวดจี๊ดๆ
ที่หลังหัวอีก
พี่ชายขาโหดเดินมานั่งข้างเตียงทำให้ผมรีบลุกขึ้นมานั่งทันที
ผมเสหน้าหลบมือที่ยื่นเข้ามาใกล้โดยอัตโนมัติ
หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็ปรากฏว่าเลยเวลาเลิกงานไปสักพักแล้ว
ผมหลับไปตั้งสี่ห้าชั่วโมงเลยเหรอเนี่ย?
ผมดันตัวลุกออกจากเตียง
ค้อมหัวแล้วจะเดินออกจากห้องนอนแต่ถูกคว้าข้อมือไว้ก่อน
“คุณครับ
เลยเวลางานแล้ว ปล่อยผมเถอะครับ"
อีกคนเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะดึงผมเข้าไปใกล้
ดวงตาเรียวจ้องผมไม่วางตาแล้วพูดเสียงเรียบ
“ทำไมครับ
ถ้าไม่ใช่เวลางานแล้วผมไม่มีสิทธิ์รั้งตัวคุณไว้เลยเหรอ?”
“ก็คงงั้นมั้งครับ
ก็คุณจ้างผมมาแค่อาทิตย์ละหนึ่งวัน
วันละ 9
ชั่วโมงนี่ครับ
ผมก็ทำตามคุณเฉพาะเวลางานเท่านั้น
ช่วยปล่อยผมด้วยครับ"
ด้วยความที่ยังฉุนกับสิ่งที่เขาพูดเมื่อเช้าไม่หายผมเลยสะบัดข้อมือออกอย่างแรง
แต่คงจะลืมไปว่านอกจากเขาเป็นลูกชายเจ้าของโรงเรียนศิลปะป้องกันตัวแลัวยังเป็นคุณครูสอนกังฟูด้วย
ในชั่วพริบตาเดียวผมรู้สึกเจ็บแปลบๆ
ที่ข้อมือและข้อพับขาก่อนจะลอยลงมานอนแผ่บนเตียงอีกครั้ง
ดวงตาเรียวคู่เดิมปรากฏขึ้นในระยะประชิดทำให้ผมรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก
“ขอให้ผมพูดทุกอย่างที่อยากจะพูดกับคุณก่อน
แล้วผมถึงจะปล่อยคุณกลับบ้านได้มั้ยครับ?”
“...”
“ข้อหนึ่ง
ถูกต้องครับผมจ้างคุณอาทิตย์ละหนึ่งวัน
วันละ 9
ชั่วโมง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านอกจาก
9
ชั่วโมงนี้ผมกับคุณจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยนี่
ใช่มั้ยครับ?
ข้อสอง
ผมช่วยคุณไว้นะครับ
ควรจะขอบคุณกันหน่อยมั้ย?
ไม่ใช่ว่าเลยเวลางานแล้วจะกลับบ้านอย่างเดียว"
“ขอบคุณ"
“ครับ
ส่วนข้อสาม สำหรับวันนี้
ผมขอโทษ"
“ห๊ะ?”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดี
ไม่ว่าสิ่งที่ผมพูดจะทำให้คุณไม่พอใจยังไงก็แล้วแต่
ผมขอโทษ"
“เอ่อ
ไม่เป็นไร"
“เราเข้าใจกันแล้วนะครับ?”
“ครับ"
ผมลุกขึ้นนั่งทันทีที่เขาเขยิบออกไป
ผมจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อย
รู้สึกอึดอัดแปลกๆ
ที่สายตาของเขายังจ้องมาที่ผมตลอดเวลา
ให้ตายสินี่มันน่าอึดอัดกว่าเก่าอีก
แต่ช่างมันเถอะ ก็แค่อาทิตย์ละหนึ่งวัน
ผมค้อมหัวน้อยๆ ทั้งๆ
ที่ยังไม่ยอมหันหน้าไปหาเขา
“งั้น
ผมกลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ"
“หมิงฮ่าว"
“ครับ?”
“ผมชื่อหมิงฮ่าว
นอกเวลางาน เรียกผมว่าหมิงฮ่าวก็แล้วกันนะครับ
ซูนยอง"
-Monday-
วันอาทิตย์เหนื่อยกาย
วันจันทร์เหนื่อยใจ แล้วก็ปวดหัว
ปวดหูด้วย
แต่จะใส่ที่อุดหูก็ไม่ได้ไม่งั้นถ้าลูกค้าคนไหนถามอะไร
หรือขออะไรผมจะไม่ได้ยินเอา
แต่อย่างน้อยวันจันทร์ของผมก็ไม่ได้ต้องขุดตัวเองจากเตียงลากสังขารไปทำงานเหมือนพนักงานออฟฟิศเพราะร้านที่ผมไปทำค่อนข้างเปิดสาย
แล้วกว่าลูกค้าจะมาจริงๆ
ก็บ่ายๆ โน่นแหละ
ผมก็ไม่เข้าใจนะว่าทำไมถึงมีลูกค้าช่วงบ่ายกว่าๆ
ได้ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเปิดเทอม
แต่ดูจากท่าทางลูกค้าแต่ละคนแล้ว
คงโดดเรียนมากันทั้งนั้น
“พี่ซูนยองงง
โค้กหน่อยพี่"
“บอกกี่ทีแล้วว่าเขาให้มาหยิบที่ตู้เอง"
“แต่ผมตีป้อมอยู่นะพี่!
ไม่ว่างอะ!”
“งั้นค่อยกินสิ"
“โหย!
ไรอะพี่ก็ตอนนี้หิวน้ำจะตายแล้วอะพี่
เนี่ย คอแห้งเป็นผงเลย เร็วๆๆ
ขอขวดนึงง"
“ฮันซล..”
“น้าาาาาา!”
หงุดหงิด
วันจันทร์ของผมน่าหงุดหงิดไม่แพ้คนทำงานทั่วไปหรอก
แต่คนละแบบกัน
ก็คงไม่มีใครต้องมาปวดหัวกับการรับมือเด็กลูกครึ่งที่ชอบป่วนจนหัวหมุนเหมือนผมหรอกจริงมั้ย?
ผมถอนหายใจเหนื่อยๆ
รู้ดีว่าถ้าไม่ยอมทำตามฮันซลจะโหวกเหวกโวยวายเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มีหยุดจนลูกค้าคนอื่นรำคาญถึงจริงๆ
แล้วเสียงจากคอมพิวเตอร์แต่ละคนจะดังลั่นตีกันเองอยู่แล้วก็เถอะ
ผมหยิบโค้กจากตู้แช่ไปวางบนโต๊ะให้
นี่น่ะธรรมดา
เด็กนี่เรียกร้องหาโค้กทั้งวันตั้งแต่ผมมาทำงานที่นี่หยิบให้ไปกี่สิบกระป๋องแล้วไม่รู้
พอจะเดินกลับไปนั่งที่เคาท์เตอร์
ยังไม่ทันก้าวสักขามัน-
เด็กนั่นก็ร้องเรียกขึ้นมาอีก
“พี่ซูนยองๆๆ
ป้อนหน่อยๆ ไม่มีมือ"
“ก็เดี๋ยวค่อยกินสิ"
“คอออ
แห้งง เป็นน ผงงง เล้ยยย"
ปัดโถ่ว้อย!
ลูกค้าคือพระเจ้า
ลูกค้าคือพระเจ้า ลูกค้าคือพระเจ้า
ผมได้แต่ท่องประโยคที่ทุเรศและไม่ยุติธรรมนี้ในหัวซ้ำๆ
แล้วเปิดกระป๋องใส่หลอดไปจ่อที่ปากเด็กมัน
ฮันซลยิ้มร่าแล้วดูดน้ำช้าๆ
จนผมเริ่มอยากด่าแม่เพราะเมื่อย
แต่มันคงเหลือบมาเห็นสีหน้าผมก็เลยรีบปล่อยหลอดแล้วยิ้มแฉ่งขอบคุณ
ผมไม่ได้ยิ้มตอบแต่เดินกลับไปนั่งที่เคาท์เตอร์เหมือนเดิม
อย่างน้อยวันจันทร์ก็ดีอยู่อย่างหนึ่งคือหน้าที่ไม่เยอะ
ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เข้ามานั่งเล่นคอมไป
ไม่สร้างปัญหาอะไร ผมก็นั่งเฉยๆ
ทั้งวันยังได้
แต่เพราะต้องมาเจอไอ้เด็กนี่แหละถึงได้ยุ่ง
ระหว่างที่ผมกำลังคุยไลน์กับชานเด็กนั่นก็โหวกเหวกขึ้นมาอีก
“พี่ซูนยองๆๆ"
เงียบไว้
หลบอยู่หลังเคาท์เตอร์แบบนี้เด็กนั่นคงไม่เห็น
บางทีอาจจะเลิก-
“พี่ซูนยองๆๆๆๆๆๆๆ!!!”
โว้ย!
ว่ากันตามตรง
วันที่น่ารำคาญที่สุดคงเป็นวันจันทร์นี่แหละ
และสาเหตุคือเด็กคนนี้ด้วย
เรียกร้องจะเอานู่นเอานี่ตลอดเวลาเหมือนตั้งใจจะแกล้งกัน
ซึ่งผมก็เข้าใจนะ
เรื่องแกล้งเรื่องรังแกกันเนี่ยผมก็ผ่านมาเยอะ
แต่ไม่เคยเป็นคนถูกแกล้งไง
ถึงเพิ่งรู้ซึ้งว่ามันแย่แบบนี้
กรรมตามสนองล่ะมั้ง
ผมจะโวยก็ไม่ได้ด้วย
นี่ลูกค้าใหญ่ผมมากี่ทีก็เจอมัน-
เจอทุกที
ได้แต่ทำตามเท่านั้นแหละ
เอาเถอะ แค่หกชั่วโมงเอง
แค่หกชั่วโมง
“พี่ๆๆๆ
พี่ซูนยองพี่ๆๆ"
“มีอะไรอีก"
“ฮ่าๆๆ
เสียงแข็งจัง แต่แบบนี้ไม่ดีนะพี่
ผมเป็นลูกค้าอะ ยิ้มหน่อยสิครับเร็ว"
“จะเอาอะไรพูดมา"
“โห่
ไรอะ ถ้าพี่ไม่ยิ้มผมไม่พูด"
“ถ้านายไม่พูดฉันก็กลับ"
“อ่าว
เดี๋ยวสิพี่ พี่ๆๆ"
พี่
พี่ พี่ๆๆ พี่ๆๆๆ ทั้งวัน
ผมปวดประสาทจะตายตายังไม่หายช้ำ
หัวก็ยังปวด
สภาพร่างกายจิตใจไม่พร้อมจะรับมือเด็กคนนี้เลย
กลัวว่ายืนต่ออีกหน่อยจะทุ่มคอมพิวเตอร์ใส่หัวมันน่ะสิ
ปกติแล้วผมไม่ใช่คนมีความอดทนนักหรอก
ผมมองรูปชานยิ้มแป้นที่ส่งมาให้ในไลน์แล้วผ่อนลมหายใจออก
ถ้าไม่มีวันเสาร์ละก็
ผมอาจจะตายไปแล้วก็ได้
กำลังใจหลักสำคัญของผมเลย
“โห
นั่งยิ้มมองไรอะพี่ ดูด้วยดิ"
“เห้ย!”
“ฮ่าๆๆๆ
ตกใจเหรอครับ"
“มายืนตรงนี้ได้ยังไง
หลังเคาท์เตอร์ห้ามลูกค้าเข้านะ
ออกไปเดี๋ยวนี้"
ผมชักรำคาญจนจะทนไม่ไหว
เด็กลูกครึ่งยังมายืนยิ้มหน้าเป็นอยู่ได้
วันอื่นๆ มัน-
เด็กนี่ก็กวนตีน-
กวนโอ๊ยอยู่แล้วนะ
แต่วันนี้ผมความอดทนต่ำมาก
คงตั้งแต่วันศุกร์แล้วนั่นแหละ
แต่เด็กนี่ก็ชักจะล้ำเส้นผมเกินไปแล้วเหมือนกัน
นั่งกวนอยู่ที่โต๊ะก็ว่ารำคาญแล้ว
นี่ยังอุตส่าห์ตามเข้ามาถึงหลังเคาท์เตอร์
ผมไม่รู้ว่าสีหน้าตัวเองเป็นยังไงแต่หน้าเด็กมันก็สลดลงนิดหนึ่ง
“แหะๆ
โห ไรอะทำหน้าตาน่ากลัวจัง
แค่จะมาถามอะว่าแถวนี้มีไอศกรีมขายเปล่า"
“เซเว่นไง
อยู่ซอยข้างๆ"
“อะ
อ่อเหรอ แล้ว แล้วมันอยู่ตรงไหนอะ?”
“หน้าปากซอย
เดินนิดเดียวก็ถึงแล้ว"
“เอ่อ
คือผมหลงทางง่ายอะ พี่พาไปหน่อยสิ"
“ฉันต้องเฝ้าร้าน"
“ไม่มีไรหรอก
ทุกวันก็ไม่เห็นเคยมีไรนี่นาใช่ปะ"
“แต่ฉันก็-”
“นะนะพี่นะ
เพื่อนผมก็นั่งอยู่ตั้งหลายคนอะ
ให้พวกมันช่วยดูให้ก็ได้
นะพาผมไปซื้อไอศกรีมหน่อยสินะ
พี่จะได้ออกไปสูดอากาศข้างนอกด้วยไงนะพี่นะ
ได้ออกกำลังกายด้วย
โหมันจะสดชื่น-”
“เออๆๆ
ไปก็ไป"
หนวกหู
แต่พอเห็นหน้าเด็กลูกครึ่งกลับมายิ้มแป้นก็โมโหไม่ลง
ผมไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอะไรนักหนาหรอก
พอเห็นว่าเด็กที่ปกติยิ้มตลอดหน้าสลดลงไปหน่อยนึงเพราะผมก็รู้สึกไม่ดีนิดหน่อย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าหายรำคาญหรอกนะ
ผมพาเดินมาซื้อไอศกรีม
ห่างจากร้านไม่ถึงห้าร้อยเมตรเด็กนั่นพาดูนู่นดูนี่จนกว่าจะถึงเซเว่นปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง
จะว่าเด็กมันตั้งใจแกล้งก็อาจจะใช่
แต่สงสัยคงจะไฮเปอร์เป็นปกติอยู่แล้วด้วยมากกว่า
ผมไม่เคยคิดว่าเด็กนั่นสูงเท่าไหร่
คงเพราะไม่ได้สังเกตแล้วปกติภาพที่เห็นชินตาคือนั่งอยู่หน้าคอม
แต่พอเห็นว่าต้องโค้งตัวย่อขาเพื่อขุดหาไอศกรีมจากตู้แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ดูเก้งก้าง
เทอะทะชะมัด
“ขำอะไรอะพี่
โห่ ดูสิปวดขาแล้วอะ"
“ก็เลือกอะไรนานขนาดนั้นล่ะ"
“ก็ไม่รู้จะซื้ออันไหนดีนี่นาพี่อะ"
“เลือกๆ
มาเหอะน่า เรื่องมากจัง"
“พี่นี่ไม่มีศิลปะเลย"
“เกี่ยวอะไรกับศิลปะ"
ผ่านไปอีกหลายนาทีเด็กนั่นก็หยิบไอศรีมซองสีแดงกับเขียวขึ้นมาแล้วให้ผมช่วยเลือก
ผมก็จิ้มสีแดงไปส่งๆ
เพราะเริ่มห่วงร้านอยากรีบกลับไปเฝ้า
จริงๆ
แล้วการฝากร้านไว้กับเด็กมัธยมห้าหกคนที่โดดเรียนมาเล่นเกมส์เป็นประจำก็ไม่ใช่อะไรที่น่าปลอดภัยเท่าไหร่
แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมก็แจ้งจับเด็กที่ซื้อไอศกรีมอยู่นี่แหละ
พอคิดเงินเสร็จเรียบร้อยผมก็รีบก้าวเร็วๆ
นำเพราะผ่านมาเกือบชั่วโมงแล้วแต่เด็กนั่นก็ดึงแขนผมไว้
ยังไม่ได้ทันได้เริ่มบ่นอะไรอีกซองไอศกรีมสีแดงก็ยื่นมาชิดจนเกือบชนหน้าผม
“อะพี่
ผมให้"
“ซื้อให้ฉัน?”
“อื้อ
เลยเลือกนานเลย ไม่รู้พี่ชอบกินรสอะไร
ผมอะกินแต่รสโคล่าตลอดอยู่แล้ว"
ท้องคงทะลุเข้าสักวัน
“ไม่เป็นไรหรอก
เดี๋ยวฉันก็ต้องทำงาน
นั่งกินไอศกรีมไปด้วยไม่ได้หรอก"
“ก็กินตอนนี้ไงพี่"
“ไม่ได้เราต้องรีบกลับกันแล้ว"
“แต่ผมซื้อมาแล้วนี่"
“เอาไปให้เพื่อนนายสิ"
“ก็ผมไม่ได้อยากให้เพื่อน
ผมอยากให้พี่"
ทำไมดื้อขนาดนี้!!
ผมทำอะไรไม่ได้สินะ
ก็ต้องรับมาฉีกกินแต่โดยดี
รีบยัดๆ เข้าไปจะได้หมดแล้วรีบกลับไปเฝ้าร้าน
เด็กลูกครึ่งยืนยิ้มตาหยีอยู่ข้างๆ
ในปากคาบไอศกรีมสีน้ำตาลของตัวเองหัวเราะคิกคักเหมือนเด็กๆ
ผมส่ายหน้าไปมา เอาเถอะ
อย่างน้อยเด็กนี่ก็คงไม่ได้แย่อย่างที่คิดล่ะมั้ง
ขอบคุณสักหน่อยจะเป็นอะไรไป
“ยังไงก็
ขอบคุณนะ"
“โหย
ไม่เป็นไรพี่"
“เนี่ย
ซื้อให้กินไว้ก่อนเป็นการขอโทษ
เดี๋ยวผมป่วนพี่อีกเยอะเลย
อย่าเพิ่งรีบเกลียดผมไปก่อนนะ
ฮ่าๆๆๆ"
เด็กเวร
No comments:
Post a Comment