Friday, 9 June 2017

[OS] Dusts (Predestined) #jihan

ทะเลทราย สถานที่ที่แห้งแล้ง ลมกรรโชกแรง อากาศแปรปรวน และเต็มไปด้วยฝุ่นผง ลานประหารมนุษย์ผู้บาปหนา นรกบนดิน เพื่อชำระล้างจิตใจคนชั่ว หรือไม่ ก็เป็นสุสานของเหล่าคนมีกรรม ผืนทรายสีเหลือง ผืนฟ้าสีคราม และแสงอาทิตย์ที่แผดเผา ผู้คนมากมายที่ต้องจบชีวิตลงที่นี่

ไม่นาน ผมเองก็คงต้องตายเหมือนกัน

ด้วยบาปที่ติดตัวมาแต่เกิดนี่

ภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งอยู่ในหมู่บ้านยังคงแจ่มชัด แต่ในขณะเดียวกันก็เลือนลางและห่างไกลราวกับผ่านมาแล้วหลายร้อยปี ผืนผ้าขาวเปื้อนฝุ่นที่เคยเรียกว่าบ้าน รสหวานของอินทผาลัมยังติดอยู่ที่ปลายลิ้น ก้อนอิฐหยาบสีส้ม บ่อน้ำหินท้ายหมู่บ้าน แต่สิ่งเหล่านั้นก็เลือนหายไป เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น น้ำตาที่เคยคิดว่าแห้งเหือดไปแล้วไหลออกมาอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนนี้ก็อยู่สงบสุขดีแท้ๆ ทั้งที่ก่อนนี้ก็เป็นหนึ่งเดียวกับทุกคนในหมู่บ้านแท้ๆ แต่สิ่งที่ทำลายเขากลับเป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถควบคุมได้

ไม่มีเหตุผลเลย

แต่ก็ นี่อาจเป็นประสงค์ของพระเจ้าก็เป็นได้ อย่างไรเสียมนุษย์ทุกคนก็ถูกชะตากำหนดมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ผมยกมือขึ้นลูบใบหน้า รู้สึกถึงความหยาบของเม็ดทรายขูดไปกับแก้มทำให้ผิวที่ร้อนจากอุณหภูมิและแสงแดดแสบขึ้นไปอีก แต่ในตอนนี้ผมทำได้เพียงยิ้มออกมา สองเท้าก้าวต่อไปแทบไม่ไหว ไม่รู้ว่าเดินมากี่นาที กี่ชั่วโมง หรือกี่วันแล้ว ร่างกายของผมไม่ได้แข็งแรงตั้งแต่แรก แต่พวกเขายิ่งทำให้มันอ่อนแอลงอีกก่อนจะผลักไสให้มาเจอสภาพแวดล้อมแบบนี้ ผมแหงนหน้าขึ้นรับแสงอาทิตย์ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ปล่อยให้สายลมพัดเอาฝุ่นผงปะทะร่างกาย เม็ดทรายหยาบมีไว้ขัดให้ละเอียด มันอาจจะชำระล้างบาปที่พระเจ้าเป็นคนมอบให้ผมได้บ้าง

ร่างกายผมขาดอาหารมาอย่างต่ำก็สองวัน นี่คงเป็นจุดจบของผมแล้วล่ะ ตอนนี้ลำคอของผมแห้งผากไม่ต่างจากผืนทรายใต้ฝ่าเท้านัก ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง บางทีนี่อาจเป็นความตายของมนุษย์ล่ะมั้ง ค่อยๆ เลือนหายไป และรวมเข้ากับธรรมชาติอีกครั้ง ผมอ้าแขนออกรับละอองผงอย่างเต็มใจ หวังให้ช่วงเวลาอันทุกข์ทรมานนี้จบลงเสียที

เสียงอะไรกัน?

เสียงเหมือนนก นกตัวมหึมาแน่นอนไม่อย่างนั้นเสียงปีกที่โต้ลมคงไม่ดังถึงขนาดนี้ ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น และที่ปลายสุดสายตาผมเห็นเหยี่ยวตัวใหญ่กำลังบินมาทางนี้ แสงอาทิตย์กระทบกับขนของมันเป็นสีทองอร่าม อา นี่สินะภาพลวงตา เวทย์มนต์แห่งทะเลทราย ผมยิ้มให้กับสิ่งมีชีวิตที่สวยงามนั่นและรอให้มันค่อยจางหายไป แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเมื่อนกตัวใหญ่ร่อนลงมาตรงหน้าผม และเมื่อผมกระพริบตาถี่ๆ รูปร่างของมันก็ค่อยเปลี่ยนไป จนในที่สุดกลุ่มควันที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายก็เลือนหายเหลือเพียงร่างของชายหนุ่มเรือนผมสีทองพลิ้วสไวไปตามลมยืนอยู่

“ภาพลวงตา ไม่สิ หรือว่าผมเป็นบ้าไปแล้วกันนะ"

“เจ้าไม่ได้เป็นบ้าหรอก มนุษย์ที่น่าสงสาร"

"มนุษย์ ที่น่าสงสาร.."

"บอกบาปของเจ้ามาให้ข้าฟังสิ"

เทพเจ้า งั้นเหรอ?

“บาปของผม"

“ทำไมเจ้าถึงถูกขับไล่จนรอนแรมมายังที่แห่งนี้"

ผมหัวเราะออกมาเบาๆ ในขณะที่น้ำตาเริ่มไหลอีกครั้ง

“ผม ผมมีดวงตาสีฟ้า"

ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้า หรือปีศาจ ผมก็ไม่รู้ หลังจากที่ได้จ้องดวงตาที่สวยงามราวกับพระอาทิตย์ตกดินได้เพียงครู่เดียวผมก็หมดสติไป และเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ผมก็อยู่ในสถานที่ที่แปลกตา อากาศค่อนข้างเย็นและไม่มีลม นั่นทำให้ร่างกายผมรู้สึกสบายตัวขึ้นเล็กน้อย บริเวณที่ผมนอนอยู่คล้ายซอกหิน ผมหมุนคอมองไปมาเล็กน้อยก็ไม่เห็นอะไรนอกจากผนังสีน้ำตาลส้ม เสียงครืนๆ ที่ดังอยู่ตลอดเวลาทำให้ผมลุกขึ้นออกเดินสำรวจและผมก็พบบ่อน้ำขนาดใหญ่ และน้ำตก รายล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม ผมรีบกระโจนลงน้ำทันที ตะกละตะกลามดื่มจนสำลักระลอกใหญ่ สายน้ำเย็นทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้น แต่เพราะว่าใช้แรงเกินตัวสุดท้ายก็ซมซานกลับมาฟุบลงที่ขอบบ่อ ความรู้สึกปนเป ตีรวนกันจนจับสิ่งใดไม่ได้ ดีใจกับการได้เจอโอเอซิส เหลือเชื่อที่รอดตาย และยังคงสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ถ้าเจ้ายังแช่อยู่ในน้ำแบบนั้น อีกเดี๋ยวคงได้ตายสมใจแน่ๆ"

มันไม่ใช่ความฝัน

ผมเงยหน้าขึ้น สายตาไปหยุดอยู่ที่ร่างสูงใหญ่ในร่มเงา ชายตรงหน้า ไม่ว่าจะเทพหรือไม่ก็ไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอน ชายคนนี้เหมือนชุบด้วยทองคำทั้งตัว ทั้งสีผิว เส้นผม และดวงตา และหากว่าผมไม่ได้เสียสติเพราะสภาพร่างกาย ชายคนนี้ก็แปลงร่างเป็นนกได้อีกด้วย ซ้ำยังเรียกผมว่ามนุษย์ 'มนุษย์ที่น่าสงสาร' ผมค่อยๆ ปีนขึ้นจากบ่อแล้วคลานไปหมอบแทบเท้าของเขา

“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตผม ผมไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไรดี"

“เจ้าไม่ต้องกราบข้าขนาดนี้หรอก ลุกขึ้นมาเถอะ"

ผมเงยหน้าขึ้น ไม่ใช่เพราะผมเชื่อฟังเขา แต่เป็นเพราะเขาจับใบหน้าของผมให้เงยขึ้น ฝ่ามือของเขาที่สัมผัสช่วงคางของผมอุ่นร้อน คล้ายกับสัมผัสของแสงอาทิตย์ แต่ไม่ได้รุนแรงจนแสบผิว ดวงตาสีทองจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม ยิ่งมองใกล้ๆ ผมยิ่งมั่นใจว่าเขาไม่ใช่มนุษย์ คงไม่มีมนุษย์คนไหนมีใบหน้าที่ดูดีไร้ที่ติอย่างเขาอีกแล้ว เครื่องหน้าทุกอย่างเหมาะสมลงตัว อย่างที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่มาก่อน

“มาเถอะ เจ้าต้องกินอะไรหน่อย"

คล้ายอินทผาลัม แต่ไม่ใช่ ผมไม่แน่ใจว่ามันคือผลไม้อะไรบ้าง แต่รสชาติทั้งอร่อย ทั้งหวาน จนผมหยุดทานไม่ได้เลย หรืออาจเป็นเพราะผมไม่ได้ทานอะไรมาหลายวัน ชายที่เหมือนรูปหล่อทองคำนั่งขัดสมาธิอยู่บนหินใกล้กับใต้ต้นไม้ที่ผมนั่งทานผลไม้อยู่ ดวงตาของเขา ไม่เชิงเป็นประกายระยิบระยับ แต่มันสะท้อนแสงเป็นพักๆ ราวกับมีเปลวไฟอยู่ในนั้นที่ไหวระริก เต็มไปด้วยพลัง

“ผมชื่อโจชัว เรียกว่าชัวก็ได้ ท่าน เอ่อ คุณ?”

“เรียกข้าว่าฮันก็แล้วกัน"

“ฮัน คุณเป็น คุณไม่ใช่มนุษย์ใช่มั้ยครับ?”

“เจ้าคิดว่ายังไงล่ะ"

จบประโยคเขาก็ยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาทั้งอบอุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็ฉ่ำเย็นเหมือนสายน้ำ เขาแต่งกายไม่เหมือนคนในหมู่บ้านเท่าไหร่ ปกติเราต้องใส่ชุดที่ทำจากผ้าฝ้าย ฮันใส่เสื้อกับกางเกงเหมือนผม แต่เนื้อผ้ากลับแตกต่าง ดูลื่นๆ วาวๆ ยังไงแปลกๆ ดูแล้วรู้สึกถึงฐานะที่ต่างกัน ไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกายหรือรูปร่างหน้าตา แต่ท่าทางของเขา สุ้มเสียง วิธีการพูด อิริยาบทต่างๆ ก็ด้วย หลังจากผมทานไปได้พักหนึ่งฮันก็ถามถึงสาเหตุที่ผมเดินโซซัดโซเซอยู่กลางทะเลทรายคนเดียวอีกครั้ง ผมเล่าทุกอย่างไปตามความจริง แม้ว่าความจริงนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากยอมรับก็ตาม

“แล้ววันหนึ่งดวงตาของผมก็เปลี่ยนเป็นสีฟ้า จากสีดำสนิทเหมือนกับคนอื่นๆ ค่อยเป็นสีเทา จางลงๆ และสุดท้ายก็กลายเป็นสีฟ้า ผมรู้ตัวดีว่าวันนี้จะต้องมาถึง วันที่คนในหมู่บ้านต้องขับไล่ผมออกมา เพียงเพราะดวงตาของผม เพราะมันเป็นความเชื่อ ความเชื่อที่ว่าผู้ที่มีผิวสีขาว เรือนผมสีทอง หรือดวงตาสีฟ้าจะต้องนำภัยมาสู่ที่หมู่บ้าน"

“แล้วเจ้ารู้สึกยังไง"

“ผม ไม่รู้จะรู้สึกยังไง คนในหมู่บ้านผมก็คุ้นเคยทั้งหมด แต่คนเหล่านั้นที่เคยรักใคร่และมีเมตตามาตลอด วันหนึ่งก็จับผมขัง อดอาหาร แล้วก็ไล่ให้มาตายในทะเลทรายแห่งนี้ เพียงเพราะสีตาของผม ที่ตัวผมเองก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันเกิดจากอะไร อาจจะเป็นโชคชะตาล่ะมั้ง หรือประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า"

“ประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า งั้นเหรอ"

รอยยิ้มเย็นเยียบเหมือนน้ำที่ก้นบ่อจุดขึ้นบนริมฝีปากเขาชั่วพริบตาก่อนจะเลือนหายไป ผมคิดว่าตนเองคงจะตาฝาด หรือตาลายเพราะท้องยังหิวอยู่ ผลไม้รูปทรงรีสีแดงคล้ำนี้รสหวานขึ้นเรื่อยๆ จนบาดคอ แต่ผมก็ยังกินไม่หยุด หยาดน้ำสีเข้มเปรอะริมฝีปากและหยดลงบนเสื้อของผมเป็นดวง จนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำจะลับขอบฟ้าเลือนหายไปหลังกำแพงหินที่ร้อมลอบสถานที่แห่งนี้ไว้ ฮันเดินเข้ามาใกล้และโน้มตัวลงมาหา แสงสีส้มสะท้อนกับเรือนผมของเขา จับที่เนื้อผ้าเลื่อมมันจนเป็นแสงระยิบระยับ ผมได้แต่จ้องมองอย่างเลื่อนลอย เหมือนถูกดูดเข้าไปในดวงตาที่เหมือนลูกทองคำนั่น หากผมมองไม่ผิดผมเห็นประกายระยิบระยับประหลาดราวกับของเหลวข้น ไหลวนเป็นวงอยู่ในดวงตาคู่นั้น

“ชัว เจ้าคงรู้ตัวดีว่ากลับไปที่หมู่บ้านไม่ได้อีกแล้ว"

“ผม รู้"

“และเจ้าเอง ก็คงอยู่ที่นี่ไม่ได้เช่นกัน"

“ผม อยู่ ไม่ได้?”

“ใช่ ข้าเองก็ไม่ได้อยู่ที่นี่"

“คุณ ไม่ได้ อยู่?”

“ใช่"

“งั้น ผม..”

“ชัว ฟังข้านะ เจ้าต้องไปอยู่กับข้า"

“ผม ต้องไปอยู่ กับ คุณ"

“ใช่"

“ทำ ไม?”

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำ ที่เหมือนส่งมาจากเบื้องลึกดังขึ้นเบาๆ ดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าเข้าไปทุกที แสงสีส้มกลายเป็นแสดปนแดง เงาดำที่พาดทับร่างของผมขยายใหญ่ขึ้น ปีกสีทองขนาดมหึมาค่อยกางออกจากแผ่นหลังของชายตรงหน้าผมในขณะที่ผมยังละสายตาไปจากดวงตาของเขาไม่ได้ ก้อนทองกลมทั้งสองส่องประกายวาววับราวกับดวงอาทิตย์ในขณะที่แสงจากทิศตะวันตกอ่อนลงทุกขณะ ผมรู้สึกว่าเรี่ยวแรงค่อยลดน้อยลงทุกที ผลไม้ที่ทานลงไปทำให้ร้อนตั้งแต่ลำคอลงไปในท้อง สัมผัสร้อนจัดนาบลงมาที่ปลายคางเมื่อมือของเขาสัมผัสลงเพียงแผ่วเบา

“เพราะเจ้าเป็นของข้า เป็นของข้าแต่แรกแล้ว โจชัว"





“อ่ะ!!”

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา หัวใจเต้นสั่นระรัว เหงื่อไหล่เต็มตัว ผมกระพริบตามองไปรอบๆ แล้วก็ค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ผนังสีขาว ผ้าม่านโปร่ง โคมไฟสีดำ เครื่องปรับอากาศที่ยังทำงานอย่างดีทำให้อุณหภูมิอยู่ในระดับเย็นสบาย ผมยังอยู่ในห้องของผมและทุกอย่างยังปกติดี แค่ฝันไปเท่านั้น ผมรู้สึกถึงลำแขนที่ดึงผมให้กลับลงไปนอนอีกครั้งและผมก็เอนตัวลงแต่โดยดี หลับตาซึมซับความอบอุ่นจากอ้อมกอดของคนรัก

“ฝันร้ายเหรอ จีซู?”

“อืม"

“ที่ทะเลทราย?”

“ใช่ พักนี้ฝันบ่อยขึ้นมากเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน"

“อืม งั้นเหรอ"

จองฮัน"

“หื้ม?”

“ต้นเดือนหน้าว่างมั้ย?”

“ทำไมเหรอ?”

“ฉัน อยากไปเที่ยวน่ะ"

“ทะเลทราย?”

“อื้ม อยากจะ พิสูจน์อะไรบางอย่าง"

“อืม ได้สิ ไปกัน"

ผมพลิกตัวนอนตะแคงข้างแล้วซุกใบหน้าเข้ากับอกของจองฮัน ความรู้สึกร้อนวูบในช่องท้องยังไม่หายไป ผมฝันเกี่ยวกับทะเลทรายมาตลอดสามสี่ปีมานี้ แต่พักหลังมันยิ่งรุนแรงมากขึ้น จากภาพเลือนลางของผืนทรายสุดลูกหูลูกตา เสียงลมหวีดหวิวที่ใบหู ทุกอย่างก็เริ่มแจ่มชัดมากขึ้น ทั้งความร้อนแสบผิวที่ใบหน้าและช่วงแขน ความร้อนระอุในช่องท้อง และความร้อนรนแปลกๆ ในอก

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าผมยังมีคนข้างกายอยู่ ทุกอย่างก็คงจะไม่เป็นอะไร ผมหลับไปอีกครั้งโดยที่จองฮันยังลูบหัวผมอยู่


และในความมืด ผมก็ไม่ได้เห็นประกายสีทองอ่อนแสงที่สะท้อนออกมาจากดวงตาของคนรัก พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบอย่างที่ไม่เคยปรากฏต่อหน้าผมมาก่อน

No comments:

Post a Comment