ซูนยองเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ
ดันประตูบานเลื่อนสีขาวปิดลงอย่างระมัดระวัง
ดวงตาเรียวรีกระพริบถี่ๆ
อยู่หลายครั้งกว่าจะปรับสายตาเข้ากับความมืดในห้องได้
แต่ถึงจะมองเห็นไม่ถนัดนักก็ไม่เป็นปัญหา
เขาคุ้นเคยกับห้องนี้อยู่แล้ว
สลิปเปอร์สีครีมย่ำลงบนพื้นพรมนุ่มนิ่มในห้องช้าๆ
ดวงตาจับจ้องไปยังร่างของเพื่อนที่อยู่บนเตียง
นิ่งสนิทและมีเสียงกรนเบาๆ
อย่างนั้นแปลว่ายังไม่ตื่น
ไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอก
อีกคนเป็นคนนอนตื่นสายอยู่แล้ว
แต่หน้าที่ของเขาก็คือเข้ามาอยู่ในห้องนี้ตั้งแต่แปดโมงทุกวัน
เผื่อเกิดอะไรขึ้น
ทุกๆ
วันของซูนยองมีแต่ความไม่แน่นอน
เหมือนกับการก่อกองทรายริมทะเล
หากคิดว่าในวันนี้ก่อไว้ได้มั่นคงแล้ว
ตื่นเช้ามาอีกวันอาจต้องพบกับกองซากกระจัดกระจาย
ต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
คลื่นทะเลที่ยังซัดเข้ามาทุกคืน
คลื่นลมที่ยังพัดอยู่ตลอดเวลา
ซูนยองหมดหวังไปหลายครั้ง
แต่หลังจากผ่านไปหลายเดือนเขาก็เริ่มคิดได้
คนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่เขา
แต่เป็นอีกคนต่างหาก
และถ้าเขาตัดสินใจจะเดินจากไป
นั่นแหละที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเสียใจไปตลอดชีวิต
“อะ
ฮื่ออ!
อ่ะ อึก
อะ อื้อ!!
ฮื่อ!!”
ซูนยองสะดุ้งแล้วรีบผุดลุกขึ้นยืนทันที
ภาพร่างของเพื่อนสนิทกระตุกเกร็งอยู่บนเตียงทำให้ซูนยองรีบก้าวเร็วๆ
ขึ้นไปหา สองมือสัมผัสไหล่แข็งๆ
ผ่านผ้าเนื้อนุ่มแล้วออกแรงเขย่าเบาๆ
มือหนึ่งละไปหยิบไฟฉายข้างเตียงขึ้นมาถือไว้
ไม่นานเพื่อนของเขาก็ผวาตื่นขึ้นจากฝันและผุดลุกขึ้นมานั่งหอบหายใจแรง
ซูนยองที่สายตาชินกับความมืดแล้วเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าที่ตื่นตกใจแค่ไหน
ไม่ว่าจะเห็นกี่สิบกี่ร้อยวัน
เขารู้สึกเจ็บปวดไปกับภาพนี้อยู่เสมอ
ช่วงเช้าเป็นเวลาที่อ่อนไหวที่สุดของอีกคน
ซูนยองลูบไหล่เพื่อนเบาๆ
แล้วกระซิบเสียงแผ่ว
“ไม่เป็นไรนะ
ฉันอยู่นี่แล้ว"
เสียงระดับที่หนึ่ง
เคลียร์
“เจ็บตรงไหนรึเปล่า?”
เสียงระดับที่สอง
เคลียร์
“วอนอู
ไม่เป็นไรนะ?”
เสียงระดับที่สาม
เคลียร์
วันนี้ประสาทหูของวอนอูเป็นปกติ
น่าโล่งใจขึ้นมาหน่อย
อย่างน้อยวันนี้เขาก็สามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้ตามปกติ
วอนอูยังหายใจแรงเพราะยังตื่นตระหนกอยู่
แต่จากที่เห็นคิดว่าระบบทางเดินหายใจก็ปกติ
ถือว่าเป็นวันที่ดี
ซูนยองเปิดไฟฉายแสงอ่อนแล้วฉายไปที่ผืนเตียง
วอนอูหรี่ตาเล็กน้อยแต่ไม่นานก็ค่อยๆ
ปรับตัวได้ซึ่งหมายความว่าดวงตาวันนี้ไม่ได้ไวต่อสัมผัสเช่นกัน
มือที่สั่นเทาของวอนอูยื่นมาจับมือของซูนยองไว้
“ซูนยอง
ฉัน วันนี้ฉัน-”
“หู
จมูก ตา ไม่ไวสัมผัสนะวอนอู"
“อะ
อืม"
“แล้วรู้สึกอะไรอีกมั้ย?
ผิวล่ะ?
มือของฉันเป็นยังไงบ้าง?”
“ดี
หมายถึง ไม่ผิดปกติ"
“ดีแล้วล่ะ
เหลือที่ลิ้นสินะ"
“อื้ม"
ซูนยองโน้มหน้าเข้าไปหาวอนอูแล้วจูบเบาๆ
ที่ริมฝีปากแห้งผาก
วอนอูโอบร่างเพื่อนสนิทเข้ามาใกล้แล้วเริ่มทดสอบสัมผัสพื้นฐานสุดท้าย
ปากของซูนยองอุ่น นุ่ม
เหมือนเดิม ลิ้นก็ด้วย
สัมผัสที่นุ่มนวลและอบอุ่นทำให้วอนอูค่อยคลายความเกร็งของกล้ามเนื้อลงเล็กน้อย
อย่างน้อยวันนี้เขาก็สามารถกอดซูนยองได้
และเพราะอย่างนั้นเขาก็เลยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เอาล่ะ
วันนี้น่าจะเป็นวันที่ดีนะวอนอู
เดี๋ยวเราไปกินข้าวเช้ากันดีกว่า"
“อื้ม"
โรคของวอนอูมีชื่อ
และชื่อของมันคือ Sensory
Processing Disorder หรือ
SPD
อาการของคนไข้แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
และไม่มีคำจำกัดความตายตัวของโรคนี้
แต่หลักๆ ก็คือ
ประสาทสัมผัสของผู้ป่วยจะมีความบกพร่อง
บางคนมีปัญหาด้านการมองเห็น
บางคนมีปัญหาด้านการรับรส
หรือการได้ยิน แต่ละคนแตกต่างกันออกไป
แต่วอนอูเป็นเคสพิเศษของโรคที่เดิมก็พิเศษอยู่แล้วและไม่มีหมอคนใดมีวิธีรักษาหายขาดได้
ระบบประสาทสัมผัสของวอนอูสับสน
ยุ่งเหยิง นั่นทำให้อาการของวอนอูเปลี่ยนไปในแต่ละวัน
และไม่สามารถคาดเดาได้
วอนอูเป็นโรคนี้ตั้งแต่เด็ก
แต่อาการยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่ออายุมากขึ้น
จากการเป็นเพื่อนกันมาเกือบสิบปีซูนยองเคยเห็นมาหลายอย่างในช่วงที่อาการของวอนอูยังไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง
ทั้งการที่กรีดร้องโวยวายและเอามือปิดหูเพราะประสาทหูไวผิดปกติ
ทั้งอาการแพ้ฝุ่นอย่างรุนแรงทำให้คันและเกาจนเลือดออกทั้งตัว
และที่หนักที่สุด
คือวันที่วอนอูไม่รู้สึกอะไรเลย
ชาไปทั้งร่างกาย
ซูนยองเข้ามาเห็นตอนอีกฝ่ายนั่งอยู่ในห้องน้ำ
และใช้กรรไกรกรีดผิวตัวเอง
โรคนี้น่ากลัวที่ประสาทสัมผัส
ที่สภาพร่างกาย
แต่สิ่งที่ซูนยองคิดว่าน่าเป็นห่วงที่สุดคือสภาพจิตใจของวอนอู
โรคนี้กำเริบอย่างรุนแรงที่สุดช่วงที่วอนอูอายุยี่สิบ
นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้วอนอูหยุดไปเรียนที่มหาวิทยาลัย
และซูนยองย้ายเข้ามาอยู่ที่คอนโดด้วยกัน
คุณพ่อคุณแม่ของวอนอูซื้อคอนโดใหม่และตกแต่งพิเศษสำหรับวอนอูโดยเฉพาะ
ผ้าม่านกันแสง
ทั้งแบบโปร่งในวันที่อาการไม่หนักมาก
และแบบทึบในวันที่อาการกำเริบ
ประตูบานเลื่อนและผนังห้องแบบเก็บเสียง
แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องทำงานเลยไม่มีเวลามาดูแลวอนอูทั้งวัน
และทั้งสองคนก็ไม่อยากจ้างพยาบาล
ตัววอนอูเองก็ไม่มีทางยอม
ซูนยองจึงเป็นคนรับหน้าที่นี้
แม้ในตอนแรกสภาพจิตใจของซูนยองก็ตกต่ำไม่แพ้กัน
แต่พอผ่านมาหลายเดือนซูนยองก็เริ่มปรับตัวได้
“วอนอู
นี่เลขอะไร?”
“สาม"
“ดีมาก
แล้วนี่ล่ะ?”
“แปด"
“อื้อฮึ
แล้ว นี่?”
“เอ่อ
จะ เจ็ดรึเปล่า?”
“อ่า
โอเค วันนี้สายตานายไม่ค่อยดีนะ"
“อ่า
งั้นเหรอ"
“อื้ม
วันนี้นายเป็นลุง"
“สำหรับนาย
ฉันก็เป็นลุงทุกวันอยู่แล้วนี่"
ซูนยองเคยอยากตัดแว่นให้วอนอูใส่ในวันแบบนี้
แต่ 'วันแบบนี้'
ที่ว่าก็ไม่ได้เหมือนกันทุกวัน
สายตาของวอนอูบางวันสั้น
200 บางวัน
500 บางวันก็
800
ดังนั้นหากจะตัดแว่นมารองรับแล้วล่ะก็
ไม่รู้ว่าจะต้องตัดกี่คู่
วอนอูบอกกับซูนยองยิ้มๆ
ว่า วันที่ตามัวแบบนี้ก็ไม่ต้องอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์ก็ได้
ซูนยองเสียใจมากที่ทำอะไรให้เพื่อนไม่ได้
เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้ามันเกิดขึ้นกับตัวเองเขาจะเป็นยังไง
วันหนึ่งตื่นมาตาไม่ชัด
บางวันตื่นมาตาสู้แสงไม่ได้
หรือบางวันอาจจะมืดบอดไปเลยด้วยซ้ำ
แต่วอนอูก็แค่ยิ้มและบอกกับเขาว่า
'ไม่เป็นไรหรอก
ฉันยังมีนายไม่ใช่เหรอซูนยอง'
“อ่า
ไข่ตุ๋นเหรอ"
“ก็ฉันไม่รู้นี่นาว่าวันนี้ลิ้นนายจะเป็นยังไง
ก็ต้องทำแบบปลอดภัยไว้ก่อนสิ"
“ซูนยอง
ฉันอยากดื่มโคล่าจังเลย”
“แต่ฉันยังไม่แน่ใจเลยนะว่า-”
“น่านะ
ไม่เป็นไรหรอก นะซูนยองนะ"
“ฮึ่ย
ฉันให้ลองหยดเดียวก่อนนะ
แล้วถ้าเป็นอะไรขึ้นมาล่ะก็
วันนี้ฉันจะไม่อ่านหนังสือให้นายฟัง"
“ได้สิๆ
แล้วถ้าไม่เป็นอะไรล่ะ?
นายจะให้อะไรฉัน?”
“ไม่ใช่เรื่องมั้ย
ไอ้บ้า"
ซูนยองหยิบโคล่าออกมาจากตู้เย็นแล้วใช้หลอดหยดลงบนลิ้นวอนอูอย่างระมัดระวัง
พอหยดน้ำสีน้ำตาลแตะลงบนลิ้นวอนอูเท่านั้นเจ้าตัวก็สั่นไปทั้งร่าง
ซูนยองตกใจรีบวางขวดโคล่าแล้วง้างปากเพื่อนออก
ก่อนจะดูดน้ำหวานออกจากลิ้นอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังโดยไม่ลืมจูบปลอบตบท้าย
“ฉันบอกแล้ว!
บอกแล้วว่าไม่ให้ลอง!
นายเนี่ยนะ-”
“นี่ๆ
ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อยนะ"
“ไม่ได้เป็นอะไรได้ไงเมื่อกี๊ตัวนาย-”
“คือ
มันอร่อยน่ะ ฉันก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อย
ไม่ได้ดื่มมานานแล้วด้วย"
“ห๊ะ?
นี่
นี่สรุปว่านายแค่อร่อยเลยดิ้นเป็นบ้างั้นเหรอ?”
“อืม
ไม่ได้ดิ้นเป็นบ้าหรอก แต่ก็
ขอบใจนะ ที่รีบมาช่วยดูดลิ้นฉัน-”
“จอน
วอนอู!”
“เบา
เบา นี่ไม่ใช่เสียงระดับสามแล้ว
นี่มันระดับสิบ ปวดหูชะมัด"
“ฮึ่ย!”
“เดี๋ยวสิซูนยอง
ขอโคล่าด้วย ทั้งขวดเลย"
“ถ้าท้องทะลุขึ้นมานะ
ฉันจะหัวเราะให้ จอนวอนอู!”
อย่างน้อยซูนยองก็โล่งใจขึ้นเมื่อเดือนกว่าๆ
หลังจากตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันวอนอูก็เริ่มกลับมาเป็นเหมือนเดิม
ช่วงที่วอนอูอาการกำเริบมากขึ้น
เพื่อนที่เคยร่าเริงก็ค่อยเงียบลงๆ
เก็บตัว กลัวสิ่งต่างๆ
รอบตัวถึงขนาดนั่งอยู่ในห้องมืดทั้งวัน
แต่เมื่อซูนยองมาอยู่ข้างๆ
วอนอูก็ค่อยๆ ปรับตัวได้
บททดสอบในแต่ละวันน่ากลัวน้อยลงเพราะอีกคนจะคอยกอดปลอบเขาอยู่เสมอ
นั่นทำให้ซูนยองมั่นใจว่าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
“ซูนยอง
อ่าน Dark
Places ให้ฟังหน่อย"
“ไอ้บ้านี่
ทำไมชอบแต่เรื่องขุ่นๆ มัวๆ
แบบนี้นะ"
“สนุกดีออก
นี่ๆ อ่านให้ฟังหน่อยสิ"
“ได้ๆๆ
เดี๋ยวฉันไปหยิบหนังสือก่อน
ไปนอนรอบนโซฟาไป"
วอนอูหลับไปแล้วหลังจากนอนฟังอยู่สองสามชั่วโมง
ซูนยองไม่เข้าใจโรคของวอนอูดีนัก
เลยไม่แน่ใจว่าอาการขี้เซาของเพื่อนนั้นเกิดจากอะไรกันแน่
บางทีอาจจะไม่เกี่ยวกับโรคเลยก็ได้
แต่เป็นความเนือยๆ เอื่อยๆ
ส่วนตัวของวอนอูเอง
ซูนยองมองใบหน้ายามหลับของอีกฝ่ายนิ่ง
ฝ่ามือลูบแก้มขาวซีดเบาๆ
วอนอูเป็นคนหน้าตาดีและมีสาวๆ
หลายคนมาหลงรักมากมายแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แต่ก็ไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักที
อาจจะเป็นเพราะวอนอูมีข้อจำกัดมาก
ไปเดินห้างด้วยกันก็ไม่ได้เพราะบางทีแอร์ก็เย็นไป
ไปสวนสนุกด้วยกันก็ไม่ได้เพราะบางทีแดดร้อน
ผิวก็แสบขึ้นเป็นรอยแดงๆ
หลังจากความสัมพันธ์ที่ไม่ประสบความสำเร็จสามสี่ครั้ง
วอนอูเลยเลือกจะรักษาระยะห่างกับทุกๆ
คนไว้ก่อน เพราะเขาไม่อยากถูกใครทิ้ง
จะมีก็แต่ซูนยองนี่แหละที่ไม่เคยทิ้งกันไปไหน
และเป็นเพราะแบบนั้นรึเปล่านะ
ความสัมพันธ์ของเขาสองคนถึงคลุมเครือนัก?
บ่ายสามโมงกว่าซูนยองห่มผ้าให้วอนอูแล้วเดินออกจากห้องนั่งเล่นมาส่วนห้องนอนของเขา
เวลาอยู่กับวอนอูซูนยองจะไม่เล่นโทรศัพท์มากนัก
แรกๆ ก็มาจากการที่แสงแยงตาอีกฝ่ายบ้าง
หรือแรงสั่น หรือเสียงรบกวนบ้าง
หลังๆ เขาเลยเลือกจะวางโทรศัพท์ไว้ในห้องนอนมากกว่า
แล้วหยิบจับเฉพาะตอนกลางคืน
แต่ในเวลาที่วอนอูหลับแบบนี้เขาก็อดหยิบมาเช็คไม่ได้
ซูนยองเป็นผีเสื้อกลางคืน
หรืออย่างน้อยก็เคยเป็น
วอนอูมีโรคติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ถึงแม้ว่าตอนอายุสิบแปดสิบเก้าจะสามารถเข้าผับเข้าบาร์ได้และอาการยังไม่กำเริบมาก
วอนอูก็ยังติดอยู่กับบ้านมากกว่า
หรืออย่างน้อยก็เข้าไปนั่งดื่มชาตามร้านคาเฟ่
ต่างจากซูนยอง ซูนยองชอบดื่มเบียร์
ชอบสังสรรค์ และชอบเต้น
และในเมื่อวอนอูไม่ได้ชอบสิ่งเหล่านั้นเขาเลยมีเพื่อนอีกกลุ่มที่มักจะไปเที่ยวกลางคืนด้วยกัน
ซูนยองชอบแสงสีของผับ
ของดนตรีกระหึ่มที่ทำให้ร่างกายขยับไปเองโดยธรรมชาติ
นอกจากวอนอูแล้ว
นั่นเป็นอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้
เพราะงั้นช่วงอาทิตย์แรกๆ
ที่ย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันซูนยองถึงทรมานจะเป็นจะตาย
นอกจากอาการน่ากลัวของเพื่อนที่ต้องมารับรู้
เขายังอึดอัดและอัดอั้นตันใจ
จากนกที่เคยโผบินไปไหนต่อไหนได้อย่างอิสระ
เขากลับต้องมาติดอยู่ในกรงอย่างนี้
วอนอูเองก็รู้ดีและเคยออกปากไล่เขาเองด้วยซ้ำ
แต่ในวันนั้นซูนยองก้าวขาไม่ออก
วอนอูนั่งขดตัวอยู่บนเตียง
ไม่มีน้ำตาสักหยด
แต่พูดออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
บอกให้เขาออกไป และให้ไปใช้ชีวิตให้เต็มที่
'อย่ามาจมอยู่กับฉันที่ไร้อนาคตเลย'
“ซูนยอง"
“อะ
วอนอู ตื่นแล้วเหรอ?”
“อื้ม
ทำอะไรอยู่เหรอ?”
“ก็
เช็คๆ อะไรหน่อย"
“มานั่งดูด้วยกันที่โซฟามั้ย
ตาฉันไม่แสบนะวันนี้"
“อื้ม"
ซูนยองนั่งลงบนตักวอนอูอย่างระมัดระวัง
สำหรับซูนยอง วอนอูอ่อนแอและเปราะบางไปทุกส่วน
ดังนั้นเวลาที่วอนอูเข้มแข็งขึ้นมาซูนยองจึงแปลกใจทุกครั้ง
เหมือนอย่างตอนนี้ที่แขนแข็งๆ
โอบรอบเอวเขาแล้วรั้งให้นั่งลงบนตักดีๆ
ซูนยองเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์เอื่อยๆ
ให้วอนอูมองไปพร้อมกัน
รูปของเพื่อนๆ ผ่านไปทีละรูป
สองรูป หลายคนอัพเดทเรื่องชีวิตทำงาน
บางคนอัพรูปไปเที่ยว
วอนอูลอบมองใบหน้าซูนยองที่ซบอยู่ที่ไหล่
“นาย
อยากออกไปข้างนอกบ้างมั้ยล่ะ?”
“หืม?”
“อยากออกไปข้างนอกบ้างมั้ย?
อยู่แต่ในห้องแบบนี้น่าจะเบื่อนะ"
“อืม
พูดตามตรงก็มีบ้างแหละ
แต่ตอนนี้ก็ ไม่รู้สิ"
“ตอนกลางคืนฉันหลับเร็ว
นายก็ ออกไปเที่ยวก็ได้นี่นา"
“วอนอู
นายจำคืนที่อยู่ๆ
นายก็เป็นผื่นแพ้ทั้งตัวได้มั้ย?”
“อ่า
แต่ว่า ถ้านายเอาครีมวางไว้ให้ฉัน-”
“วอนอู
ฉันไม่อยากไปไหนทั้งนั้นแหละ
ถ้าฉันออกไปข้างนอก
ฉันก็ต้องเป็นห่วงนายตลอดเวลาเลย
เที่ยวไม่สนุกหรอก"
“ซูนยอง..”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า
ไอ้ลุง เดี๋ยวผมอยู่เป็นเพื่อนลุงเองครับ
ได้ขี้เกียจทั้งวันแบบนี้ก็ดีเหมือนกันน่า
ฮ่าๆๆ"
“ซูนยอง"
“หืม?”
“ขอบใจนะ"
“สบายมาก
อยู่ที่นี่มีอาหารครบสามมื้อ
แถมเตียงนุ่มด้วย ดีซะอีก"
“ไอ้อ้วนเอ๊ย"
“อ้าว!
ไอ้แห้ง!”
วอนอูอมยิ้มอยู่พักหนึ่ง
นิ้วสางผมซูนยองเอื่อยๆ
ดวงตามองแก้มกลมๆ
ของเพื่อนที่แนบอยู่บนไหล่ตนเอง
ปกติซูนยองก็เป็นคนมีแก้มอยู่แล้ว
แต่เมื่อก่อนได้เดินไปไหนมาไหนก็เลยไม่ได้กลมเท่าไหร่
พอมาตอนนี้นั่งๆ นอนๆ
อยู่กับบ้าน ซูนยองเลยตัวนิ่มขึ้นกว่าเก่าอีกมาก
วอนอูไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่
จากเดิมที่แค่กอดกัน
จับมือกันบ้าง พอวอนอูเริ่มอาการทรุด
และซูนยองย้ายมาอยู่ด้วยกัน
จูบ และอะไรหลายๆ อย่างก็ตามมา
มิตรภาพเริ่มกลายเป็นความรัก
ความหวงแหน และความต้องการที่จะปกป้อง
แม้ว่าวอนอูจะอ่อนแอ
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาปกป้องได้
ก็คือความสุขของอีกคน
“นี่ซูนยอง
ทำไมนายถึงชอบเที่ยวกลางคืนล่ะ?”
“หืม?
ทำไมอยู่ๆ
ถามล่ะ"
“สงสัยน่ะ"
“อืมม
ไม่รู้สิ บรรยากาศรวมๆ มั้ง"
“เฮ้อ
ตอบให้คนไม่เคยไปอย่างฉันเข้าใจด้วยได้มั้ย"
“เอ้า
ลุงนี่"
“สามอย่าง
ขอสามอย่างที่นายชอบเวลาไปเที่ยวกลางคืน"
“อืมม
ก็ เหล้าละหนึ่ง สองน่าจะดนตรี
เวลามันกระหึ่มๆ น่ะ
สามก็เพราะชอบเต้นมั้ง"
“อืมม
งั้นเหรอ"
“แต่เดี๋ยวนี้
ตอนกลางคืนได้กล่อมลุงเข้านอนก็ดีเหมือนกันนะ"
“ไอ้อ้วน"
“ไอ้ลุงแห้ง"
ซูนยองอยู่คนเดียวจนชิน
แต่พอย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน
ซูนยองก็เรียนรู้ที่จะดูแลคนอื่น
จากที่เคยตื่นไม่เป็นเวลาก็ต้องตั้งนาฬิกาปลุกตอนเจ็ดโมงกว่าเพื่อมาเตรียมตัวเตรียมอาหารให้พร้อม
จากคนที่เรื่อยๆ เฉื่อยๆ
ในแบบของตัวเอง ไม่มีกฎไม่มีกติกา
ก็ต้องเรียนรู้วิธีดูแลวอนอู
มีกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำ
จดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ
และนึกถึงใจของวอนอูก่อนตัวเองเสมอ
แทบจะเรียกได้ว่าการมาอยู่กับวอนอูนั้นทำให้ซูนยองโตขึ้นมาก
คุณพ่อคุณแม่ของซูนยองทีแรกก็ไม่เห็นด้วยที่ลูกชายจะมาดูแลวอนอูยี่สิบสี่ชั่วโมง
แน่นอนว่าหน้าที่การงานก็จะไม่มีตามไปด้วย
แต่คุณพ่อคุณแม่วอนอูสัญญาว่าชีวิตนี้ซูนยองกับวอนอูจะไม่มีวันอดตายเพราะทางบ้านก็ค่อนข้างมีฐานะอยู่แล้วด้วย
เรื่องเงินไม่ใช่เพียงปัญหาเดียว
เพราะคุณพ่อคุณแม่ซูนยองเองก็ไม่ใช่คนใจร้าย
เห็นวอนอูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
รู้ดีว่าซูนยองจำเป็นสำหรับวอนอูมากแค่ไหน
ดังนั้นในที่สุดจึงยอมอนุญาตจนได้
“วันนี้ต้องให้อาบน้ำให้มั้ยครับคุณลุง?”
“อยากอาบให้เหรอ?
เอาสิ"
“อ้าว"
“ทำไมล่ะ?
ก็อุตส่าห์ถาม
ก็มาอาบสิ"
“ไอ้นี่
มองฉลากไม่เห็นรึไง
หรือจำสีขวดแชมพู ขวดสบู่ไม่ได้"
“ไม่รู้สิ
ก็นายสงสัย ก็มาอาบให้สิจะได้หายสงสัย"
“ไม่น่าพลาดเล้ย"
ซูนยองเคยเห็นวอนอูเปลือยทั้งตัวอยู่หลายครั้งเหมือนกัน
มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่วอนอูตื่นกลางดึกเพราะอาการผิวแพ้กำเริบ
เขาต้องถอดเสื้อผ้าอีกฝ่ายออกหมด
แถมยังต้องมัดมือไว้กับหัวเตียงอีกต่างหากเพราะไม่งั้นคงเกาจนเลือดออกอีก
ซูนยองทาครีมให้ทั้งตัวจนตีสี่วอนอูถึงค่อยสงบลง
ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรหรอกมัวแต่ลนลานรีบทาครีม
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน
วอนอูนอนอยู่ในอ่างแห้งๆ
รอให้ซูนยองมาอาบน้ำถูสบู่ให้
เหตุผลคือขี้เกียจ
ซูนยองต้องข่มอารมณ์ตัวเองไม่ให้ปาแชมพูใส่หัวเพื่อนแล้วคุกเข่าลงในอ่างคร่อมช่วงขาเพื่อนไว้
แต่เห็นสีหน้าสบายอารมณ์ของวอนอูแล้วก็อดไม่ได้เลยเปิดน้ำสาดจนหัวเปียก
“แค่ก
คะควอนซูนยอง!
กล้าเหรอ!”
“กล้าสิ
ทำไมจะไม่กล้า
ทำตัวน่าหมั่นไส้ก็ต้องโดนแบบนี้"
“อ๋อเหรอๆ!
งั้นสระผมให้ฉันด้วยเลย!”
“โห
อะไร วันๆ เอาแต่นอนไถไปไถมาบนเตียงบ้างบนโซฟาบ้าง
ผมจะสกปรกได้ไง เป่าแห้งเอาก็ได้มั้ง"
“ไอ้อ้วน!”
“ไอ้แห้ง!”
เพราะว่าผิวของวอนอูบอบบางมากเลยใช้ฟองน้ำไม่ได้
ซูนยองต้องใช้มือลูบสบู่ไปตามลำตัว
ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่ซูนยองทำโดยที่ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินอย่างผิวแพ้กะทันหัน
ดวงตาของวอนอูจ้องมองเพื่อนนิ่ง
แต่มุมปากมีรอยยิ้มอยู่
ซูนยองเขยิบขึ้นเขยิบลงเพื่อลูบสบู่ไปตามตัวเขาโดยที่หน้าก้มต่ำ
ไม่ยอมมองหน้าเขา แต่พอก้มต่ำเกินไป
ก็ต้องรีบเงยกลับขึ้นมาเพราะไปมองจุดอันตรายเข้า
แรกๆ วอนอูก็รู้สึกแย่เหมือนกันที่ต้องพึ่งซูนยองในทุกๆ
เรื่อง แต่เพื่อนของเขามักจะหยอก
จะแกล้งกันตลอดจนทำให้เขาสบายใจขึ้นและไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระมากนัก
วอนอูค่อยๆ
ชันตัวขึ้นจากขอบอ่างแล้วรั้งต้นคอซูนยองเข้ามาใกล้จนริมฝีปากแตะกัน
วอนอูชอบจูบซูนยอง
ตั้งแต่โรคกำเริบหนัก
วอนอูแทบจะไม่ชอบสัมผัสของอะไรอีกเลย
กลิ่นหอมของหญ้าตัดใหม่ที่เคยชอบก็กลายฉุนเกินไป
รสหวานซ่าของโคล่า
หรือรสเฝื่อนของชาที่ทำเอาลิ้นเขาขมไปหมด
แม้แต่ผ้าห่ม หรือเตียงนอนที่เคยชอบซุกตัว
ช่วงหนึ่งก็หยาบกระด้างจนเจ็บผิว
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังนุ่มนวลและอ่อนโยนไม่มีเปลี่ยนคือจูบของซูนยอง
วอนอูลูบแผ่นหลังของเพื่อนเบาๆ
หลับตาลงเมื่อปลายลิ้นถลำลึกเข้าไปภายในความอุ่นนุ่ม
ทุกๆ อย่างของซูนยองทำให้เขารู้สึกสบาย
ผ่อนคลายไปหมด
ท่ามกลางโลกที่เป็นอันตรายกับเขา
ซูนยองเป็นที่พักพิงหนึ่งเดียว
ถึงจะรู้สึกแย่ที่เหมือนเป็นการดึงตัวอีกคนไว้
แต่เขาก็ไม่อยากจะปล่อยซูนยองไปไหนเลยจริงๆ
“พอแล้วนะ
ลามกจริงๆ เอะอะจะให้อาบน้ำให้
เอะอะจะมาจูบ
ฉันกลายเป็นอะไรของนายไปแล้วเนี่ย"
“เด็กเสี่ยไงหนู
มาเป็นอีหนูของลุงมั้ย?”
“อีหนูบ้าอะไรไอ้แห้ง!!”
“อ้าว
อีหนู ทำไมว่าลุงแบบนั้นล่ะ
อีหนูก็ชอบเวลาลุงจูบอีหนูนี่นา
ยิ่งจูบตอนเช้าๆ อีหนูนี่ตั้งเลย-"
“ไอ้แห้งวอนอู
หุบปากเดี๋ยวนี้!”
ซูนยองกลับมาอาบน้ำที่ห้องตัวเอง
หัวเสียนิดหน่อยเป็นเพราะแต่ก่อนถ้าวอนอูกวนโอ๊ยแบบนี้เขาจะอัดกลับได้
แต่ตอนนี้อีกคนบอบบางเกินไปจนไม่กล้าทำอะไร
ได้แต่ด่า
แถมเพื่อนเขายังจะดูกวนขึ้นกว่าก่อนอีกด้วยสิ
แต่ที่วอนอูพูดก็ไม่ผิดนักหรอก
ร่างกายของผู้ชายมีความต้องการที่อัดแน่นอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
อยู่ที่ว่าช่วงเวลาไหนมาก
ช่วงเวลาไหนน้อยเท่านั้น
ยิ่งเขาแยกตัวมาอยู่กับวอนอูแค่สองคนแบบนี้
ความต้องการนั้นยิ่งอัดอั้นไม่ได้รับการปลดปล่อย
พอเริ่มจูบ
เริ่มกอดกับวอนอูทีไรมันถึงได้ปริ่มพร้อมระเบิดอยู่ตลอดเวลา
อย่างเช่นตอนนี้
ซูนยองหลับตาลงแล้วเลื่อนฝ่ามือลงไปจัดการตนเอง
โดยที่ในหัวยังมีภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้และใบหน้าของเพื่อนอยู่เด่นชัด
“พร้อมนอนรึยังลุง
เห้ย อะไรเนี่ย?”
ซูนยองกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งหลังจากผ่านไปชั่วโมงกว่า
วอนอูนั่งยิ้มอยู่บนเตียง
ข้างตัวมีไอพอดที่เสียบสปีคเกอร์อยู่
และบนผนังรอบๆ ห้องมีไฟประดับสีต่างๆ
ที่ซูนยองคุ้นๆ
ว่าวอนอูเคยสั่งซื้อออนไลน์มาช่วงคริสมาส
วอนอูลุกจากเตียงและหยิบโคล่ามารินใส่แก้วส่งให้ซูนยองที่ยังคงงงอยู่
“นี่อะไรกันเนี่ย
นายจะทำอะไร?”
“นายไปเที่ยวที่ไหนไม่ได้เลยนี่
ฉันก็เลยคิดว่า"
“คิดว่า?”
“จะยกผับมาตั้งให้นายที่นี่แหละ"
“ห๊ะ?
นายจะบ้าเหรอ-”
“ดื่มลงไป
ผับจะเปิดแล้ว"
“ห๊ะ?
วอนอู?
อะไรเนี่ย
เห้ย!"
วอนอูปิดไฟทำให้ห้องมืดลงและมีแต่แสงกระพริบเล็กๆ
จากบนผนัง
ยังไม่ทันที่ซูนยองจะพูดอะไรต่อเพลงก็ดังกระหึ่มขึ้นมา
ซูนยองรีบคว้าตัววอนอูที่อยู่บนเตียงและตะโกนถามว่าเสียงดังแบบนี้ไม่เป็นไรเหรอ
แต่วอนอูหัวเราะตอบแล้วบอกว่าไม่เป็นไร
ซูนยองยกโคล่าในมือขึ้นมาดื่มและพบว่ามันขมมาก
แต่พอถามวอนอูก็ปรากฏว่าอีกพยายามคั้นน้ำมะระใส่ลงไปด้วยเพื่อความสมจริง
ซูนยองหัวเราะจนหายใจไม่ออกพอๆ
กับที่วอนอูกลิ้งอยู่บนเตียง
พอเห็นว่าซูนยองไม่เต้นสักทีวอนอูก็ลุกขึ้นมาคว้าตัวอีกฝ่ายพาหมุนไปด้วยกัน
“นี่!!
จะบ้ารึไงเนี่ยย
โอ๊ย!!
ฮ่าๆๆ"
“เต้นหน่อยสิซูนยอง
ชอบเต้นไม่ใช่เหรอ!!”
“ไอ้บ้า!!
นายบ้าไปแล้วแน่ๆ!!”
เพลงดังกระหึ่ม
ยิ่งเป็นห้องที่เก็บเสียงยิ่งสะท้อนก้อง
จังหวะหนักๆ ทำให้หัวใจเต้นสั่นระรัว
ซูนยองกระดกโคล่าขมๆ
ลงคอแล้วเริ่มวาดลวดลายโดยมีวอนอูหมุนไปมาอยู่ข้างๆ
อาจจะเป็นเพราะห้องมืด
ไม่มีใครมองเห็น
ทำให้ซูนยองรู้สึกกล้าขึ้นและทำอะไรบ้าๆ
อย่างที่ไม่ได้ทำมานาน
เขากระโดดไปมา สะบัดหัวจนมึนไปหมด
และควงเอวจนเริ่มปวดเนื้อปวดตัวเพราะไม่ได้ออกกำลังแบบนี้มานาน
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้
รู้สึกตัวอีกทีวอนอูก็คว้าตัวเขาไปกอดและพาหมุนไปด้วยกันอีกครั้งจนขาพันกันและล้มลงบนเตียงท่ามกลางเสียงหัวเราะ
“เอ้า
หอบใหญ่เลย เหนื่อยล่ะสิไอ้แห้ง"
“ฉัน
แฮ่ก ไม่ได้ชอบเต้นเหมือน
แฮ่ก นายนี่นา"
“พวกอ่อนก็แบบนี้แหละนะ"
“แข็งนักรึไง"
“อ้าว"
วอนอูหัวเราะเสียงเบาแล้วเอื้อมมือไปปิดเพลง
และกลับลงมานอนหงายข้างๆ
กัน เสียงหอบหายใจดังสะท้อนอยู่ในห้องท่ามกลางความเงียบ
ซูนยองหันหน้าไปมองวอนอูที่นอนยิ้มหลับตาอยู่
ปกติเขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าวอนอูเศร้าหรืออะไรนักหรอก
แต่ก็นานแล้วที่ไม่ได้เห็นอีกคนเล่นสนุกแบบนี้
ซูนยองอยากให้วอนอูมีความสุข
มีความสุขมากกว่านี้อีก
รู้ตัวอีกทีก็เลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้และจูบลงที่ริมฝีปากอีกคนแล้ว
วอนอูรั้งท้ายทอยของเพื่อนไว้แล้วรุกจูบเข้าไปให้แนบแน่นยิ่งกว่าเดิม
ฝ่ามือที่ชื้นไปด้วยเหงื่อลูบที่แผ่นหลังเพื่อนเบาๆ
หลายสิบนาทีที่ภายในห้องมีแต่เสียงหอบหายใจเบา
และเสียงริมฝีปากที่แนบเข้าและผละออกเป็นพักๆ
ในที่สุดซูนยองก็เป็นคนผละออกก่อน
“วันนี้อาการดีใช้ได้นะ"
“อืม
ถือเป็นวันที่ดี"
“อืม
ดึกแล้ว นอนเถอะ"
“นอนด้วยกัน..
ได้มั้ย?”
“ไม่ได้หรอกนายก็รู้
เกิดวันดีคืนดีนายแพ้อะไรในตัวฉันขึ้นมาจะทำยังไง
จริงมั้ย?”
“ฉันไม่เคย-”
“วอนอู
ปลอดภัยไว้ก่อนเถอะนะ
เข้าใจใช่มั้ย?”
“อืม..”
“ไว้ตอนเช้าฉันจะมาหานะ"
“อืม"
“อย่าลืมแปรงฟันด้วย
ถ้าฟันผุจนฟันร่วงล่ะก็
จากลุงเป็นตาเลย"
“ไอ้อ้วน"
“ไอ้แห้ง"
หลังจากแปรงฟันเรียบร้อยวอนอูก็นอนขดตัวอยู่บนเตียง
สัมผัสของซูนยองยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปาก
ไออุ่นของร่างกายก็ยังอยู่ในอ้อมอก
สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดของโรคนี้คือการที่เขาไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไง
เขาอาจมองไม่เห็น อาจกินไม่ได้
อาจไม่ได้ยิน
แต่นั่นก็ไม่เลวร้ายเท่ากับความกลัวที่ว่า
วันหนึ่งเขาอาจจะกอด
จะจูบซูนยองไม่ได้อีก
วันนั้นเขาคงเป็นบ้าตายแน่ๆ
ได้แต่หวังว่าอาการของเขาจะคงตัวไปเรื่อยๆ
เขาได้แต่คิดว่าถ้าทุกวันเป็นแบบนี้ได้ก็คงดี
ประสาทสัมผัสที่บกพร่องของเขา
เขาเคยอยากให้มันหายเป็นปกติเหมือนกับคนอื่น
แต่ในตอนนี้เขาเริ่มจะที่ยอมรับและปรับตัวตามสภาพ
ขอเพียงให้เขาได้มีซูนยองอยู่ข้างๆ
ขอให้ดวงตาของเขาสามารถมองเห็นซูนยอง
ให้หูของเขาได้ยินเสียงบ่นเสียงเหน็บของอีกคน
ขอให้จมูกของเขาได้กลิ่นกรุ่นของสบู่ที่คุ้นเคย
ขอให้แขนของเขาสามารถโอบกอดเพื่อนคนนี้ได้
และขอให้ปากของเขาได้จูบกับริมฝีปากนุ่มนั่นตลอดไป
แค่นั้นก็พอแล้ว สัมผัสทั้งหมดที่เขาต้องการ
No comments:
Post a Comment