Wednesday, 5 April 2017

Birthday #minsoon

ซูนยองเป็นเด็กที่เข้มแข็งและใจดี ทั้งเข้มแข็งที่จะยืนหยัดด้วยตัวคนเดียวให้ได้ และใจดีเพราะต้องการแบ่งเบาภาระคุณแม่ ซูนยองอยู่กับแม่แค่สองคน และคุณแม่จะทำงานหนักตลอด ดังนั้นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ซูนยองอาสาจะจัดการเองทุกอย่าง รวมถึงดูแลตัวเองให้ได้ด้วย ซูนยองมักจะอยู่บ้านตามลำพังเสียส่วนใหญ่เพราะคุณแม่เลิกงานค่อนข้างดึก แต่ซูนยองก็ไม่เคยงอแงหรือร้องไห้ เด็กน้อยมีหนังสืออ่าน มีทีวีดู ซูนยองไม่เคยมีอาการของเด็กขาดความรัก ในทางตรงกันข้าม ซูนยองเป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความรัก คุณครูที่โรงเรียนบอกกับคุณแม่ว่าซูนยองเป็นที่รักของเพื่อนๆ เสมอ เพราะเด็กน้อยมักจะแบ่งขนม แบ่งของเล่นกับทุกๆ คน และมีเรื่องราวสนุกๆ มาคุยเล่นกับเพื่อน ที่สำคัญคือ เมื่อไหร่ที่เพื่อนคนไหนเสียใจหรือไม่สบายใจ ซูนยองจะเป็นคนแรกที่เข้าไปพูดคุยและปลอบใจทุกครั้ง นั่นทำให้คุณแม่คลายกังวลลงจากทีแรกที่กลัวว่าซูนยองจะเป็นเด็กเศร้าซึมหรือหัวรุนแรงเพราะตนเองไม่ค่อยได้อยู่ดูแล แต่คุณแม่ก็ยังชดเชยให้ลูกน้อยในวันเสาร์อาทิตย์ หรือวันไหนที่กลับบ้านเร็วได้คุณแม่ก็จะหาเวลานั่งดูทีวีกับซูนยองทุกครั้ง และนั่นอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ซูนยองไม่ได้เหงาจนเกินไปนัก

ซูนยองรู้สึกปกติดีทุกอย่าง จนกระทั่งเย็นวันนั้น

ซูนยองวัยสิบขวบกำลังเดินกลับบ้านเมื่อฝนห่าใหญ่เทลงมา เด็กน้อยรีบดึงเสื้อกันฝนที่พกมาออกมาสวมทันที การเดินกลับบ้านคนเดียวเป็นเรื่องปกติสำหรับเขา แม้ว่าคุณแม่จะไม่ว่างมารับก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเพราะโรงเรียนก็ไม่ได้ไกลบ้านนักและที่ทางก็ไม่ได้อันตรายอะไร ซูนยองเดินจ้ำๆ รีบกลับบ้านเพราะเริ่มรู้สึกหนาว ฟ้าเริ่มมืดลงๆ เรื่อยๆ เด็กน้อยคิดถึงโดนัทที่รออยู่ที่บ้านแล้วด้วย จึงตัดสินใจใช้ทางลัดซึ่งต้องมุดลอดรั้วมาโผล่ท้ายซอยบ้าน เดินจวนจะถึงอยู่แล้วเชียวแต่ขณะที่กำลังเดินผ่านสนามเด็กเล่นฟ้าก็ผ่าลงมาดังลั่นจนต้องยกสองมือขึ้นปิดหูแล้วหลับตาปี๋ เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งสายตาก็ไปหยุดลงที่อุโมงค์ในสนามเด็กเล่น ถึงจะมืดมากแต่เสื้อสีฟ้ากับหมวกสีเหลืองนั่นก็ยังเด่นชัดในสายตาของซูนยอง เด็กน้อยเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเล็กน้อยแล้วหยีตามอง

เด็กผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่งกำลังนั่งคุดคู้อยู่ภายในอุโมงค์ สองมือปิดหูแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม

ซูนยองไม่เคยเห็นใครร้องไห้ได้น่าสงสารขนาดนี้มาก่อน สีหน้าบูดเบี้ยว สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ในใจได้แต่คิดไปต่างๆ นานา ทำไมถึงมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว ดูจากชุดแล้วน่าจะเป็นเด็กอนุบาลโรงเรียนแถวนี้แน่ๆ คุณแม่อยู่ที่ไหนกันนะ? พอเห็นสองแขนน้อยๆ ยกขึ้นกอดตัวเองแล้วซบหน้าลงกับผนังอุโมงค์เท่านั้น ซูนยองก็ไม่ต้องคิดอะไรอีก สองเท้าย่ำเข้าสนามไปหาทันที เมื่อมาถึงปากอุโมงค์ เด็กตัวเล็กคนนั้นยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ตายังหลับปี๋แล้วร้องไห้เสียงดังแข่งกับเสียงฟ้าร้องอยู่เลย

“นี่ นี่น้อง น้องฮะ นี่"

“ฮืออ ฮึก ฮึกฮือออ แม่ทิ้ง ฮึก แม่ทิ้ง แม่ทิ้งผมฮือออ"

ได้ยินแบบนั้นซูนยองก็นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงข้างๆ เด็กตัวเล็กที่ร้องไห้จนตัวสั่นแล้วดึงเข้ามากอดพร้อมลูบหัวลูบหลังปลอบ เด็กอนุบาลตัวน้อยไม่รู้ซะด้วยซ้ำว่าซูนยองมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่พอรู้สึกว่ามีคนกอดก็กอดตอบทันที หลังจากนั้นอีกสิบนาทีก็ร้องไห้จนเสื้อนักเรียนประถมสีขาวชุ่มไปหมด ซูนยองลูบหัวเด็กชายเบาๆ ก่อนจะผละออกมา เด็กอนุบาลตัวเล็กคนนี้มีแก้มย้อยนิดๆ ปากเบะหน่อยๆ และดวงตากลมโตแป๋วแหวว แต่ตอนนี้บวมแดงจากการร้องไห้ ดูรวมๆ แล้วก็น่ารักไม่เบา ซูนยองใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาเม็ดโตจากแก้มนุ่มแล้วส่งยิ้มให้

“นั่งอยู่ตรงนี้หนาวนะ ฝนตกหนักเลย น่ากลัวออก"

“ฮึก อืออ"

“ไปอยู่บ้านพี่ก่อนมั้ยล่ะ? อยู่ใกล้ๆ นี่เอง”

“...”

“นายเปียกทั้งตัวเลย เดี๋ยวไม่สบายนะรู้เปล่า? ไปอยู่บ้านพี่ก่อนดีกว่านะ”

“..อื้อ"

เด็กตัวเล็กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาจนสะดุ้งตัวลอยก็ค่อยๆ ตอบรับเสียงอ่อย ไม่ว่าที่ไหนก็คงไม่น่ากลัวเท่าอุโมงค์เล็กๆ กลางสายฝนนี่อีกแล้ว ซูนยองยิ้มกว้างแล้วลุกขึ้นยืนโดยดึงให้เด็กน้อยลุกขึ้นตามด้วย หลังจากนั้นก็ถอดเสื้อกันฝนออกมาคลุมร่างทั้งสองคนไว้ ซูนยองรู้สึกว่าเด็กตัวน้อยข้างๆ ตัวสั่นเล็กน้อยเลยโอบไหล่เล็กเข้ามาใกล้

“โอ๋นะ ไม่เป็นไรไม่ต้องกลัวแล้วนะ"

“ฮื่อ..”

“อ่า จริงสิ พี่ชื่อซูนยองนะ น้องชื่ออะไรเหรอ?”

“มินกยู มินกยูฮะ"

ซูนยองมองเด็กชายข้างตัวที่เปียกปอนไปหมดทั้งตัว ก่อนจะเลื่อนมือมากุมมืออีกฝ่ายไว้แน่น ดวงตาเศร้าๆ นั่น ร่างกายที่ผอมเล็ก เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่น่าสงสาร และเนื้อตัวที่สั่นเทา ตั้งแต่วินาทีที่เห็นครั้งแรก ซูนยองรู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป เขาจะต้องปกป้องเด็กคนนี้ เขาจะต้องดูแล ไม่ให้ใครทำให้เด็กคนนี้เสียใจอีก เขาจะทำให้เด็กคนนี้มีความสุขเอง เขาจะรักมินกยู ให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถรักใครได้

“มินกยูจับมือพี่แน่นๆ อย่าปล่อยเลยนะ"

“ฮะ"


ซูนยองใช้เวลานานเหมือนกันกว่ามินกยูจะเริ่มเปิดใจให้ เด็กน้อยไม่รู้ว่ามินกยูผ่านอะไรมาบ้าง แม้ว่าอายุจะยังน้อยแต่อีกฝ่ายมีดวงตาที่เศร้าสร้อยเอามากๆ เลย ชวนดูทีวีก็แล้ว ให้กินขนมก็แล้ว มินกยูก็ยังดูซึมๆ อยู่ ซูนยองเองก็ไม่รู้จะทำยังไง พอฟ้าผ่าทีก็กอดที กอดไปกอดมามินกยูก็เริ่มผ่อนคลายลงบ้าง โดยเฉพาะพอหัวกลมๆ เอนลงมาซบที่ไหล่ของเขาและสองมือซุกอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ มินกยูท่าทางจะชอบความอบอุ่นซูนยองก็เลยกอดไม่ปล่อยเลยหลังจากนั้น

“กลับมาแล้วคร้าบบ ซูนยองของแม่อยู่ไหนเอ่ยย”

“แมมมม่ แม่กลับมาแล้วว"

“เป็นยังไงบ้างครับวันนี้หื้ม? ไหนๆ ไหนมาหอมทีสิหอมที! ฮื้มม ชื่นใจชื่นใจจ"

“ฮ่าๆๆ แม่อ่าา ฮ่าๆๆ"

“เอ๊ะ นี่ใครครับเนี่ยซูนยอง เพื่อนหนูเหรอครับ?”

“อ่า น้องชื่อมินกยูฮะ น้องติดฝนอยู่ที่สนามเด็กเล่นผมเลยพากลับมาด้วยฮะแม่"

ในตอนนั้นดวงตาของมินกยูลุกวาว เขาจ้องมองคุณแม่ที่อุ้มซูนยองหมุนไปมา ทั้งหอม ทั้งกอด คุณแม่มองเห็นท่าทีเด็กน้อยก็เดินมาหาแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าโซฟาแล้วลูบหัวเบาๆ ซูนยองเดินมายืนข้างๆ พร้อมรอยยิ้มกว้าง แก้มยังแดงปลั่งหลังจากถูกคุณแม่ฟัด

“สวัสดีจ้ะหนูมินกยู"

“สะ สวัสดีครับ"

“หนูมินกยูทำไมไปติดฝนอยู่ที่สนามเด็กเล่นล่ะครับ หื้ม?”

“...แม่ แม่ไม่มารับมินกยู..”

“อ่า สงสัยคุณแม่ต้องติดฝนเหมือนกันแน่ๆ เลย ตอนนี้คงเป็นห่วงมากแล้วล่ะ เราโทรหาคุณแม่กันดีมั้ยครับ?”

“...แม่ไม่รับโทรศัพท์หรอกครับ"

“เอ ลูกชายไม่อยู่ทั้งคนตอนนี้คุณแม่ต้องกลุ้มใจมากเลยล่ะ ยังไงให้เบอร์โทรศัพท์น้ามาก่อนมั้ยเดี๋ยวน้าโทรหาให้นะครับ โทรไปเรื่อยๆ เดี๋ยวคุณแม่ต้องรับทันสักสายแหละเนอะ จำเบอร์คุณแม่ได้มั้ยครับ?”

“จำได้ครับ"

“โอเค งั้นเดี๋ยวคุณน้าโทรหาคุณแม่ให้นะครับ แล้วเรามากินข้าวกันดีกว่า คุณน้าทำอาหารอร่อยน้า มินกยูหิวรึยังเอ่ย?”

“..หิวครับ"

“งั้นทานข้าวด้วยกันนะครับ"

“ครับ!”

คุณแม่โทรไปหาคุณแม่มินกยู ติดหรือไม่ติดซูนยองก็ไม่รู้ แต่คุณแม่บอกว่าคืนนี้ให้มินกยูนอนค้างที่นี่ได้ มินกยูดูผ่อนคลายขึ้นมากหลังจากกินข้าว เด็กตัวน้อยดูการ์ตูนกับซูนยองจนถึงสองทุ่มทั้งสองก็พากันขึ้นห้องไปเข้านอน เตียงของซูนยองไม่ได้ใหญ่นักแต่เนื่องจากมินกยูตัวเล็กมากก็นอนด้วยกันได้ไม่มีปัญหา ฝนยังตกอยู่ ฟ้าร้องฟ้าแลบส่องแสงสว่างวาบผ่านม่านหน้าต่าง มินกยูยังดูเกร็งๆ นิดหน่อยและสะดุ้งเป็นระยะ ซูนยองเลยดึงตัวเด็กน้อยเข้ามากอด มือหนึ่งลูบผมอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ มินกยูยกแขนขึ้นกอดตอบ ซุกใบหน้าเข้ากับอกอีกฝ่าย ความอบอุ่นของอ้อมกอดทำให้ความหวาดกลัวลดน้อยลง

“นี่มินกยู"

“หื้ม"

“กลัวพายุเหรอ?”

“อื้อ น่ากลัว"

“ต่อจากนี้ไปไม่ต้องกลัวนะ ถ้าพายุมาเมื่อไหร่ให้รีบมาหาพี่เลย พี่จะกอดนายเองนะ"

“ขอบคุณนะครับพี่ซูนยอง"


หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเด็กน้อยทั้งสองก็ค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามลำดับ คุณแม่มินกยูมาที่บ้านอยู่ครั้งสองครั้ง มาขอบคุณที่ช่วยดูแลมินกยู แล้วก็มาขอโทษที่ต้องรบกวน แต่คุณแม่มินกยูก็ไม่ได้มารับมินกยูกลับบ้านเลย เหตุผลที่คุณแม่ให้คืองานยุ่ง ซูนยองเข้าใจเพราะคุณแม่ก็งานยุ่งเหมือนกัน แต่ที่ไม่เข้าใจคือคุณแม่มินกยูไม่ได้กอด ไม่ได้หอมมินกยูเลย ตัวเด็กน้อยเองก็มองคุณแม่ตัวเองด้วยสายตาว่างเปล่า ทุกครั้งที่คุณแม่มินกยูกลับไปเด็กตัวเล็กจะเซื่องซึมลงอย่างเห็นได้ชัดจนซูนยองต้องกอดปลอบ อาจจะเป็นเพราะอายุที่ต่างกันถึงสี่ปีทำให้ซูนยองเอ็นดูและประคบประหงมมินกยูมาก ผ่านไปเกือบอาทิตย์มินกยูก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เงียบๆ นิ่งๆ ก็ร่าเริงสดใสขึ้นและติดซูนยองแจ ไม่ใช่แค่ซูนยองแต่คุณแม่ก็ด้วย จนเหมือนบ้านนี้ได้ลูกชายเพิ่มมาอีกคน

เมื่อมินกยูเข้าโรงเรียนประถม คุณแม่ก็ปรึกษากับคุณแม่มินกยูให้เข้าโรงเรียนเดียวกับซูนยอง ไปโรงเรียนวันแรกซูนยองก็เป็นคนจูงมือพาไปส่งถึงห้อง ขากลับก็มารับ ขนาดพักกลางวันบางวันก็ยังกินข้าวด้วยกัน แต่คุณแม่เตือนว่าอย่าตัวติดกันมากนักไม่อย่างนั้นมินกยูจะไม่มีเพื่อนเอาซึ่งซูนยองก็ยอม แต่ถึงจะห่างกันขึ้นบ้างซูนยองก็ยังห่วงมินกยูอยู่เหมือนเดิม และสิ่งที่ซูนยองทนเฉยไม่ได้คือเวลามีคนมาแกล้งมินกยู

“ฮือออ ฮึกฮืออ พี่ซูนยองง พี่ซูนยองง"

“มินกยู! เกิดอะไรขึ้น? ใครทำอะไร? ไหนบอกพี่มาสิ"

“ฮึก พะเพื่อนว่า เพื่อนบอกว่ามินกยูเตี้ย บอกว่าเป็นคนแคระ ฮึก พี่ซูนยอง"

“ทำไมใจร้ายแบบนี้!”

“ฮืออ พี่ซูนยองมินกยูทำยังไง ฮึก มินกยูไม่อยากเป็นคนแคระ"

“มินกยูฟังพี่นะ มินกยูอายุเท่าไหร่แล้วครับหืม?”

“ปะ แปดขวบครับ ฮึก"

“แปดขวบนะ แปดขวบเนี่ยยังเด็กมากๆ อยู่เลยนะ ตอนนี้พี่สิบสองใช่มั้ย พี่ยังสูงได้อยู่เลย มินกยูตอนนี้สูงกว่าพี่ตอนอายุแปดขวบอีกนะ"

“จะ จริงเหรอฮะ?”

“จริงสิ เพราะงั้นไม่ต้องกลัวนะ เพื่อนคนที่บอกว่ามินกยูเป็นคนแคระน่ะ นิสัยไม่ดีไม่ต้องไปยุ่งหรอกนะรู้มั้ย"

“อื้อ ฮึก มินกยูจะไม่ยุ่ง"

“ดีแล้ว เด็กดีของพี่"

“ตะ แต่พี่ซูนยอง มินกยูอยากโตไวๆ มินกยูอยากสูงๆ ทำยังไงได้บ้างฮะ?”

“อืมม กินนมเยอะๆ สิ ออกกำลังกายด้วย เดี๋ยวสูงปรู๊ดๆ เลย"

“ฮ้า! มินกยูชอบกินนมๆ พี่ซูนยองซื้อนมให้มินกยูกินหน่อยนะ"

“ได้สิ มินกยูอยากกินอะไรพี่ซื้อให้ได้ทุกอย่างเลย"

“เย้!! มินกยูจะได้ตัวโตๆ แล้ว!”

“อืมม แต่จริงๆ แล้วมินกยูไม่ใช่คนแคระหรอกรู้มั้ย แค่ตัวเล็กเอง ตัวเล็กแบบนี้ก็น่ารักออก นะ ตัวเล็กของพี่"

“หงื่อ ก็ได้ เป็นตัวเล็กของพี่คนเดียวนะ แล้วก็จะเป็นแป๊ปเดียวด้วยเดี๋ยวจะตัวสูงๆ ให้ดู!"

หลังจากนั้นมินกยูก็เคยโดนแกล้งอยู่อีกหลายครั้งเพราะขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็กกว่าคนอื่น แต่มินกยูก็อดทน ไม่ตอบโต้ ซูนยองโมโหอยู่เหมือนกันที่น้องตัวเล็กถูกแกล้ง ที่มีอยู่วันหนึ่งที่เขาคิดจะไปจัดการเด็กพวกนั้นแต่คุณแม่ก็มารู้เรื่องเสียก่อน คุณแม่เรียกทั้งสองไปคุยและสอนว่า เวลาใครทำร้ายเรา เราอย่าทำร้ายตอบแต่ให้หลีกเลี่ยงเสีย เพราะยิ่งเราไปตอบโต้ไปพัวพันมันก็เท่ากับว่าเราลงไปอยู่ในระดับเดียวกับเขาแล้ว เด็กทั้งสองก็พยักหน้าหงึกหงักเชื่อฟังเป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นมินกยูก็ยังอยากสูงขึ้นเร็วๆ อยู่ดีดังนั้นคุณแม่เลยพาไปเรียนว่ายน้ำพร้อมๆ กับซูนยองเสียเลย

“ทำไมถึงไม่เลือกเล่นฟุตบอลหรือบาสเก็ตบอลล่ะตัวเล็ก?”

“อากาศร้อนนี่ฮะ พี่ซูนยองไม่ชอบเหงื่อแตกนี่นา ว่ายน้ำดีกว่าจะได้เย็นๆ นะฮะ"

ทุกวันเสาร์คุณแม่จะขับรถพาเด็กน้อยทั้งสองไปยังสระว่ายน้ำ แรกๆ ก็เป็นไปได้ด้วยดี ทั้งสองเล่นน้ำป๋อมแป๋มกันอย่างมีความสุข คุณครูบอกว่ามินกยูเรียนรู้ไว ว่ายน้ำเก่งท่าทางจะไปได้ไกล นั่นทำให้มินกยูยิ่งตั้งใจฝึกว่ายน้ำมากยิ่งขึ้น ต่างจากซูนยองที่จับหลักไม่ค่อยได้ ยังต้องเกาะแผ่นโฟมอยู่ตั้งนานในระหว่างที่มินกยูเริ่มเรียนท่ากบแล้ว เพราะอย่างนั้นเย็นวันหนึ่งหลังจากเรียนเสร็จและคุณแม่ยังไม่มามินกยูและซูนยองเลยหลบอยู่ในสระเพื่อซ้อมต่อ เวลานั้นไม่มีใครอยู่ในสระแล้ว เด็กทั้งสองจึงวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อซูนยองลื่นตกลงไปในสระลึกถึงสองเมตร มินกยูตัวแข็งด้วยความตกใจเมื่อเห็นซูนยองจมลงไปในน้ำต่อหน้าต่อตา เมื่อได้สติก็รีบวิ่งออกไปเรียกให้คนมาช่วย ระหว่างผายปอดซูนยองมินกยูยืนตัวสั่น น้ำตาไหลพราก เขาไม่เคยกลัวและไม่เคยรู้สึกเกลียดตัวเองขนาดนี้มาก่อน ครึ่งหนึ่งของความผิดเป็นของเขา และเขาสัญญากับตัวเองว่าครั้งต่อไปหากมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นอีก เขาจะต้องปกป้องซูนยองให้ได้

หลังจากนั้นซูนยองก็กลัวสระว่ายน้ำ มินกยูพยายามชวนให้ลงมาเล่นน้ำด้วยกันหลายครั้งแต่อีกฝ่ายก็ไม่ยอม เรียนว่ายน้ำทุกวันเสาร์เป็นอันต้องเลิกไปเพราะซูนยองไม่อยากไปสระว่ายน้ำ และมินกยูก็ไม่อยากปล่อยให้พี่อยู่บ้านคนเดียว ทุกวันเสาร์เลยกลายเป็นช่วงเวลาอ่านการ์ตูนของทั้งคู่แทน

“ว้า ทำไมของเดือนนี้ยังไม่ออกอีกล่ะ ผมอยากอ่านตอนใหม่แล้วนี่นา"

“คนแปลเขาไม่ว่างล่ะมั้ง ของญี่ปุ่นออกแล้วนะ"

“ฮือออ ผมอยากอ่านแล้วนี่นา อยากอ่านแล้วๆ พี่ซูนยองอ่า เรียนภาษาญี่ปุ่นแล้วแปลให้ผมฟังหน่อยสิ"

“ฮ่าๆๆ นั่นสินะ พี่ก็คิดอยู่เหมือนกัน ถ้ารู้ภาษาญี่ปุ่นล่ะก็ การ์ตูนเรื่องไหนๆ ก็อ่านได้เนอะ"

“ใช่ๆ! แบบนั้นคงดีมากเลยเนอะ!”

ช่วงเวลาที่ซูนยองเข้าโรงเรียนมัธยมปลายก็เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสอง เมื่อซูนยองอยู่มัธยมสี่ก็เริ่มเรียนหนักขึ้น ซูนยองเลือกเรียนสายภาษาญี่ปุ่นและต้องคัดคันจิอยู่แทบทุกวันวันละหลายชั่วโมง นั่นทำให้ได้เล่นกับมินกยูน้อยลง ในขณะที่มินกยูก็เริ่มโตขึ้นมากแต่ยังติดพี่เหมือนเดิมไม่มีผิด แทนที่จะไปเที่ยวกับเพื่อนเหมือนคนอื่นๆ ก็มักจะวิ่งหน้าตั้งกลับบ้านมานอนอ่านหนังสือการ์ตูนข้างๆ พี่ชาย ซูนยองในตอนนั้นยังไม่ได้กังวลอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ คนเป็นพี่ก็แค่ดีใจที่ได้อยู่กับน้องชายแทบจะตลอดเวลา แม้ว่าจะโตขึ้นแค่ไหนทั้งสองคนก็ยังรักกันและชอบอยู่ด้วยกันอยู่หมือนเดิม

“พี่ซูนยองฮะ เราไปร้านเช่าการ์ตูนกันเถอะ ผมอยากอ่านเรื่องใหม่ๆ ดูบ้าง"

“อ่า ขอโทษนะมินกยู วันนี้พี่ต้องคัดคันจิน่ะ"

“อีกแล้วเหรอฮะ..”

“อืม ขอโทษนะ เดี๋ยววันเสาร์ดีมั้ย? วันเสาร์ฉันจะพาไปเช่าการ์ตูน พาไปเดินห้างด้วย ไปดูหนังกัน ดีมั้ย?”

“อ๊าา ดีๆๆ ดีฮะ งั้นวันเสาร์นะฮะ"

“อื้ม"

ซูนยองยังคงแบ่งเวลาให้มินกยูได้ตลอดทำให้น้องชายไม่ได้รู้สึกเหงาอะไร เป็นเพราะซูนยองใส่ใจความรู้สึกน้องชายมาก เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กขี้เหงาจึงไม่ปล่อยโอกาสไหนให้ได้น้อยใจ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมินกยูก็ยังงอนพี่ชายอยู่หลายครั้งด้วยความเป็นคนขี้น้อยใจนี่เอง เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยแต่ไม่เคยร้ายแรง ผ่านมาจนถึงช่วงซูนยองอยู่มัธยมหกและมีเวลาให้น้องชายน้อยลงมากเพราะต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย มินกยูก็ยังคอยเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ เลยไม่ได้ทะเลาะหรือมีปัญหาอะไรกัน แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ คงเป็นช่วงที่ซูนยองเข้ามหาวิทยาลัยแรกๆ กิจกรรมที่คณะก็มีเต็มไปหมด แถมยังเรียนหนักขึ้นอีกเป็นเท่าตัวจนเวลาเหลือให้กันน้อยมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกของซูนยองที่เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่อยู่ติดบ้านกับน้องชายตลอด ก็เริ่มไปทำเที่ยวเล่นกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยบ้าง จนเริ่มรู้สึกว่ามินกยูตัวติดกับเขามากเกินไป และทำตัวเหมือนเด็กอยู่ตลอดเวลา นั่นทำให้เขาเริ่มเกิดความคิดที่จะห่างจากมินกยูออกบ้าง และนั่นก็ทำร้ายมินกยูอย่างหนักโดยที่ซูนยองไม่ได้ตั้งใจ

“ซูนนน เราไปอ่านการ์ตูนกันเถอะ"

“นี่ ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่เรียกฉันว่าพี่"

“ก็ ไม่เห็นต้องเรียกพี่เลยดูห่างเหินอะ นะซูนนะ ไปอ่านการ์ตูนกัน"

“ไม่ได้หรอก อีกเดี๋ยวฉันต้องคุยงานกับเพื่อนแล้วล่ะ นายช่วยเงียบหน่อยด้วยล่ะ"

“ซูนอะ คุยงานถึงกี่โมง? ค่อยอ่านด้วยกันหลังจากนั้นก็ได้"

“ไม่รู้สิ"

“ซูนอะะะ"

“เดี๋ยวเพื่อนฉันก็โทรมาแล้ว อย่างอแงน่ามินกยู"

“ซูนใจร้าย!!!!”

ซูนยองคิดมากเกินไป เรื่องพยายามปรับเปลี่ยนน้องชาย แต่คิดน้อยเกินไป เรื่องความรู้สึกของอีกฝ่าย มินกยูพยายามอดทน อดทนไปน้อยใจไป จนในที่สุดก็ทนไม่ไหวและระเบิดออกมาในวันหนึ่ง วันนั้นมินกยูเกือบจะร้องไห้ด้วยความอัดอั้นและนั่นทำให้ซูนยองรู้สึกตัวครั้งแรก ว่าตนเองใจร้ายมากแค่ไหน โชคยังดีที่รู้ตัวทันเวลาก่อนที่มินกยูจะมีแผลในใจเพิ่มขึ้นอีก หลังจากนั้นซูนยองก็ค่อยๆ เปลี่ยนกลับมาเป็นพี่ชายคนดีเหมือนเดิม ถึงจะพยายามเปลี่ยนน้องชายให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นไปด้วย แต่ก็ระวังไม่ให้เสียน้ำใจไปด้วย โดยที่ไม่รู้ว่ามินกยูมีความคิดความอ่านเหมือนผู้ใหญ่แล้ว เพียงแต่ชอบอ้อนพี่ชายเท่านั้น ยังไงก็ตาม เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ซูนยองโทษตัวเองอยู่นาน และจำฝังใจ ซูนยองตั้งใจว่าต่อจากนั้นจะไม่ทำให้น้องชายต้องเสียใจอีก และจะระวังความรู้สึกมินกยูเป็นอันดับหนึ่ง

มินกยูรักซูนยองมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่แรกที่เจอกันเลยก็ว่าได้ พี่ชายแสนดีที่พาเขามาอยู่บ้านด้วยในวันที่อ่อนแอที่สุด พี่ชายที่เป็นความอบอุ่นและให้ความรักมาตั้งแต่นั้น แน่นอนว่าเขาเองก็รักซูนยองเช่นกัน แต่เขาเพิ่งมาเริ่มคิดเรื่องว่าตนเองรักพี่ชายแบบไหนเอาตอนมัธยมหก เพื่อนๆ ของเขาเริ่มไปเรียนพิเศษเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยมากขึ้น จนมีแฟนไปหลายคน ตัวเขาเองก็ต้องยอมรับว่าตัวเองหน้าตาหล่อเหลาเอาการใช้ได้ ไม่แปลกที่จะมีผู้หญิงมาติดพัน แต่มินกยูไม่เคยรู้สึกชอบใจคนไหนเลย จะว่าไม่ได้สนใจก็ไม่ใช่ แต่ไม่เคยมีความรู้สึกอะไรอย่างนั้นอยู่ในหัวเลยมากกว่า

ก็ในใจเขามีแต่ซูนยองเท่านั้น ไม่ว่าจะในฐานะอะไร

ความรู้สึกรักที่มีให้ซูนยองคนเดียวก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่นัก แต่เรื่องราวมันเลยเถิดเมื่อซูนยองถามว่าเขาชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย ในตอนนั้นเองที่มินกยูนึกอะไรไม่ออก มีแต่ซูนยอง ซูนยองคนเดียวเท่านั้น เพราะงั้นเขาถึงตอบไปว่าไม่ว่าเพศอะไรก็คงไม่สำคัญ และสเป็คนั้นเขาก็ไม่มี เขาได้แต่นึกถึงเวลาที่อยู่กับซูนยอง เวลาที่สบายใจ เวลาที่อบอุ่น นั่นคือสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข มันคงเป็นความรักของเขา มินกยูเริ่มสำรวจความรู้สึกของตนเอง ผู้หญิงหลายคนเข้ามาทำความรู้จัก เขาก็มีรู้สึกว่าคนนั้นสวย คนนั้นน่ารัก แต่ก็เท่านั้น เขาไม่เคยได้คุยกับพวกเธอมากอยู่แล้ว เรียกว่าไม่มีโอกาสคุยมากกว่า เพราะสำหรับเขาการคุยกับพวกเธอคือการเสียเวลาจะได้อยู่กับซูนยองนั่นแหละ นั่นทำให้เขามั่นใจในความรู้สึกตัวเองมากขึ้น ถึงจะไม่แน่ใจว่านั่นคือความรักแบบไหนก็ตาม

เมื่อเขารู้ตัวว่าตนเองรักซูนยองมากแค่ไหน ประกอบกับความสัมพันธ์ของเพื่อนรอบตัวกับแฟน ทำให้มินกยูตัดสินใจว่าสถานะนั้นสำหรับเขาจะต้องเป็นซูนยองเท่านั้น นั่นทำให้เขาเริ่มพยายามผูกมัดซูนยองมากขึ้น เขาเริ่มคิดถึงคำว่า แฟน อย่างจริงจัง คิดถึงอนาคต ว่าความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่จะดำเนินไปอย่างไร สิ่งหนึ่งที่มินกยูแน่ใจคือ เขานึกภาพตนเองใช้ชีวิตกับใครอื่นไม่ออก และภาพของซูนยองอยู่กับคนอื่นคงทำให้เขาใจสลาย ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจรุกซูนยองโดยไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นอีก ถึงแม้ว่าเขาจะมั่นใจมากว่าซูนยองเองก็รักกัน แต่การจะให้ซูนยองเลิกคิดมากนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยจริงๆ

แต่ในที่สุด เขาก็ตื๊อสำเร็จและได้เป็นแฟนกันจนได้ ถึงจะเป็นแฟนสมมติก็เถอะ แต่ก็ก้าวไปไกลอยู่เหมือนกันนะ

“ขอโทษนะ ที่ฉันไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรเลย ฉันคิดพวกนี้ไม่เก่งน่ะ"

“ไม่เป็นไรคร้าบบ แค่ซูนซื้อเค้กผลไม้ของโปรดผมมาให้ผมก็ดีใจแล้วว อร๊อยอร่อย"

“ฮ่าๆๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะกินทีเดียวครึ่งชิ้นแบบนั้นนะเจ้าเด็กตะกละ! นั่นตั้งสองปอนด์นะรู้มั้ย!”

“ฮ่าๆๆ ก็ผมกินจุอะ ซูนก็น่าจะรู้นี่นา"

มินกยูวางจานใบสุดท้ายลงบนที่ตากแล้วหันมามองซูนยองที่หันหลังเช็ดโต๊ะอยู่ วันเกิดปีนี้ของเขาไม่มีอะไรมากมายหรอก ซูนยองไม่ใช่คนที่จะทำเซอร์ไพรส์น่ารักๆ แต่จะเข้ามาบอกสุขสันต์วันเกิดตรงๆ แล้วยื่นของกินอร่อยๆ ให้ต่างหาก มินกยูไม่มีปัญหากับเรื่องนี้หรอก แค่ซูนยองตั้งใจทำอะไรให้สักอย่างเขาก็มีความสุขมากแล้ว น้องชายตัวโตเดินไปยืนซ้อนหลังกอดเอวพี่ชายแล้วหอมแก้มอีกฝ่ายดังฟอดใหญ่

“ฮื่อ! ตกใจหมด"

“ซูนอ่าา ขอบคุณนะครับสำหรับวันนี้"

“สำหรับวันนี้อะไรกัน ฉันก็แค่ซื้อเค้กให้นายแค่นี้เอง"

“ไม่แค่นี้เองหรอก แค่มีซูนอยู่กับผมแบบนี้ ผมก็มีความสุขแล้ว รู้มั้ย"

“ละแล้วจะให้ตอบยังไงเนี่ย"

“ฮ่าๆๆๆ ซูนอ่าาาา"

มินกยูหมุนตัวพี่ชายให้หันกลับมาแล้วใช้มือซ้ายยันโต๊ะไว้ เบียดตัวเข้าหาจนชิด ซูนยองทำหน้าตื่นเล็กน้อย หันมองล่อกแล่กไปมา ให้มินกยูเดาคงกลัวคุณแม่จะมาเห็นทั้งๆ ที่ไม่ควรจะกลัวเลย สามทุ่มแล้ว ป่านนี้คุณแม่อาบน้ำนอนตีพุงอยู่แล้วแต่ซูนยองก็ยังระแวดระวังไม่เลิก มินกยูยกมือขวาขึ้นมาลูบแก้มพี่ชายเบาๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสั่นระริกพร้อมรอยยิ้มบาง

“ซูน ซูนรู้ใช่มั้ยว่าผมรักซูนมาก"

“นายบอกทุกวันเลย"

“ซูนอ่า อย่าตัดอารมณ์ได้มั้ย"

“อ่า ขอโทษ"

“ซูน ปีนี้ผมอายุเท่าไหร่แล้วครับ"

“สิบเก้า"

“อื้ม หมายความว่าผมโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเนอะ"

“อื้อ โตแล้ว"

“ผมก็จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผมไม่ใช่เด็กชายตัวเล็กอีกต่อไปแล้วนะ"

“..อื้อ"

“ตอนนี้ผมเป็นผู้ชายแล้ว และผมหวังว่าผมจะโตเป็นผู้ชายที่ดี ที่แข็งแกร่ง ที่มีหัวคิด ผมหวังว่า ผมจะเป็นผู้ชายเพียบพร้อมพอที่ซูนจะพึ่งพาได้ จะเป็นผู้ชายที่ซูนรักและเป็นแฟนที่ดีของซูนได้"

“มินกยู..”

“เพราะงั้นเชื่อผมนะ เชื่อผมว่าผมจะต้องทำให้ได้ ผมจะต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นผู้ชายที่ดีสำหรับซูนให้ได้เลย นะครับ"

“นายดีที่สุดสำหรับฉันอยู่แล้ว เด็กบ้าเอ๊ย-”

มินกยูเลื่อนฝ่ามือไปรั้งท้ายทอยพี่ชายเข้ามารับจูบอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากอุ่นของทั้งสองยังมีรสผลไม้ติดอยู่ หอมหวานซะจนมินกยูทนไม่ไหว ค่อยละเลียดชิมไปอย่างเพลิดเพลิน ริมฝีปากบน ริมฝีปากล่าง และภายในที่มีรสชาติยิ่งกว่า ซูนยองยกมือขึ้นมาโอบเอวน้องชายไว้ก่อนจะลูบแผ่นหลังไปมาเบาๆ เวลาจูบกับซูนยอง มินกยูจะรู้สึกต่างไปในแต่ละครั้ง บางครั้งก็หนักหน่วง รุนแรง เหมือนถูกบีบอัด บางครั้งก็ชาไปทั้งตัว หรือครั้งนี้ที่รู้สึกโล่งโปร่งสบาย เหมือนล่องลอยไปในอากาศ แต่ทุกครั้งมินกยูจะรู้สึกหัวใจเต้นแรง เหมือนในอกจะระเบิดออกมา สุขมากอย่างที่ไม่คิดว่าจะสุขได้ขนาดนี้ รสจูบของซูนยองไม่เคยซ้ำกันเลย แต่หอมหวานในทุกๆ ครั้ง และเป็นรสชาติที่เขาโปรดปรานมากที่สุด จูบของซูนยองคือสิ่งที่พิเศษสุด เพราะเป็นจูบจากคนที่รักสุดหัวใจ

จริงๆ นะ มินกยูน่ะรัก รักซูนยองมากเหลือเกิน

มินกยูจูบซ้ำๆ อยู่หลายครั้งกว่าจะถอนริมฝีปากออกมาได้ ริมฝีปากของซูนยองยังแดงก่ำจากแรงจูบ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยอารมณ์หลากหลาย เป็นภาพที่น่าดูจริงๆ มินกยูเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้อีกครั้งจนปลายจมูกชนกันแล้วพูดเสียงแผ่วชิดริมฝีปาก

“ซูน รักนะครับ รัก รัก รัก รักที่สุดเลย"

“อืม รู้แล้วน่า ฉันก็รักนายเหมือนกัน"

จุ๊บ

“รักจนจะบ้าอยู่แล้ว"

จุ๊บ

“สุขสันต์วันเกิด เด็กบ้าของฉัน"

จุ๊บ



“ซูนอ่า มาจุ๊บรัวๆ แบบนี้ผมเขินนะ~”


“..นายควรจะเขินตั้งแต่ตอนที่นายจูบฉันมั้ย?”

No comments:

Post a Comment