“วันนี้แม่ทำงานหนัก คงจะกลับเย็น ไม่น่าจะทันทำกับข้าวให้พวกเรากิน งั้นเย็นนี้เราทำให้แม่กินดีมั้ย?”
นั่นแหละ แล้วสองพี่น้องก็พากันเดินไปซุปเปอร์แถวบ้าน คุณแม่ทำงานหนักมาตลอดตั้งแต่ซูนยองจำความได้ จันทร์ถึงศุกร์ เช้ายันเย็น บางทีก็กลับดึก วันเสาร์บางเสาร์ก็ยังต้องออกไปทำงาน แล้วยังต้องกลับมาทำอาหารเย็นให้ลูกสองคนอีก จริงๆ ซูนยองมินกยูเองก็ทำอาหารเองบ้างเวลาที่คุณแม่ไม่อยู่ เคยบอกไปแล้วด้วย แต่จริงๆ ก็คือไม่ค่อยอร่อย แล้วยังได้ไม่ครบหมู่อีก คุณแม่เลยยืนยันจะทำอาหารให้ทุกวันที่มีเวลา
แต่วันนี้คุณแม่มีงานเยอะ ต้องอยู่จัดการให้เสร็จ และก็ไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ เวลาจะกินข้าวก็คงไม่มีแน่ๆ
“กินสุกี้กันมั้ยล่ะ? ไม่ยากนะ”
“อ๋าา ก็ดีนะะ ก็แค่ต้มน้ำแล้วก็เทของลงไปหมดเลยใช่มั้ยอะ?”
“มันก็ ประมาณนั้นมั้ง เดี๋ยวดูรายละเอียดอีกทีแล้วกัน ตอนนี้ซื้อของก่อน”
ซูนยองเป็นคนดันรถเข็นจากด้านหลังในขณะที่มินกยูดึงจากด้านหน้า แน่นอนว่าเป้าหมายแรกต้องเป็นตู้เนื้อ มินกยูหยิบเนื้อสไลด์รวดเดียวสี่แพ็ค แต่ซูนยองก็ไม่ได้ขัดอะไร แถมยังช่วยหยิบหมูสไลด์อีกสี่แพ็คด้วย ก็พวกเขาหนักเนื้ออยู่แล้ว
“ซูน แล้วเราต้องทำน้ำจิ้มมั้ยอะ”
“เดี๋ยวลองหาน้ำจิ้มสำเร็จดูไม่แน่ใจว่ามีมั้ย”
“อยากกินแล้วอะ ตื่นเต้น”
ซูนยองยิ้มแล้วอดเขย่งเท้าไปยีหัวน้องชายไม่ได้ ยืนดุ๊กไปดิ๊กมางุ้งงิ้งว่าหิวแล้ว น่ารักน้อยซะที่ไหนล่ะ หลังจากได้หมูสับมาสามสี่ขีด มินกยูก็ดึงรถเข็นไปโซนขนมจนซูนยองต้องรีบยื้อไว้
“เดี๋ยวสิ จะไปไหน”
“ซื้อขนมไงซูน หมดบ้านแล้วนะ”
“เดี๋ยวๆ เรายังไม่ได้ซื้อผักเลย”
“โห่ ไรอะ ไม่ต้องซื้อก็ได้ผักอะะ ไม่กินสักหน่อย”
“ไม่กินได้ไงเล่า! ยังไงแม่ก็กินแน่นอนคนนึงแล้ว”
“ที่บ้านมีมั้งง”
“ของหมดบ้านเลยวันนี้อะ เราถึงต้องออกมาซื้อกันนี่ไง”
“ไม่เห็นอยากกินเลยอะซูน”
“ไม่ได้! มานี่เลย! ดื้อ!”
มินกยูทำหน้าบูด แต่ก็ต้องรีบเดินตามพี่ชายไปเพราะคุณป้าขายหมูเริ่มหัวเราะ ก็ลืมไปว่าไม่ได้อยู่บ้าน ผู้ชายตัวโตๆ มายืนงอแงไม่กินผักกลางซุปเปอร์ก็ดูจะเด๋อไปหน่อย ซูนยองยืนกุมคางอยู่หน้าตู้ผัก มินกยูก็มายืนดูอยู่ข้างๆ ผ่านไปพักหนึ่งก็ค่อยๆ หันหน้ามามองกันช้าๆ
“นายเองก็ จำไม่ได้ใช่มั้ย?”
“อื้อ หน้าตาของผักก่อนต้ม ผมไม่รู้อะ”
“ปกติแม่ใส่อะไรบ้างไม่รู้แฮะ”
มินกยูเอียงคอมองอยู่สักพักก็เริ่มหยิบอย่างรวดเร็วจนซูนยองตกใจ
“เห้ยๆ จำได้แล้วเหรอ?”
“เปล่าอะ แต่ชื่ออะไรคุ้นๆ ก็หยิบๆ ไปแล้วกัน ยังไงคุณแม่ก็คงได้ใช้มั้ง”
“แล้วเราจะต้มอะไรใส่บ้างล่ะ?”
“เดี๋ยวค่อยไปหาที่บ้านละกันซูน”
“เอ่อ ก็ได้”
“คะน้า ผักกาด กะหล่ำปลี ผักบุ้ง มะระ ผักขม-”
“อี๋ ไม่เอาผักขมดีกว่า ไม่เห็นอร่อยเลย”
“เอ้อ นั่นสิ งั้นเอาเก็บ”
“แค่นี้มั้ย? เยอะแล้วนะ”
“แม่เคยบอกว่าผักเนี่ยพอต้มน้ำมันจะเหี่ยวเหลือนิดเดียวเอง-”
“พอแล้วดีกว่า ป่ะๆ ไปดูลูกชิ้นกัน”
“อะ อือ ไปสิ”
จริงๆ ก็คือ ซูนยองชอบลูกชิ้นมาก ไส้กรอกก็ด้วย พอพูดถึงก็เลยเดินออกจากตู้ผักมาทันที มินกยูสลับไปยืนด้านหลังรถเข็นอย่างรู้งานในขณะที่ซูนยองหยิบเต้าหู้ปลา ชิกูวะ ลูกชิ้นหมู ลูกชิ้นกุ้ง และไส้กรอกอีกสองสามอย่างใส่รถ มินกยูแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปพี่ชายไว้ แล้วอัพลงอินสตาแกรมด้วยแคปชั่น ‘มินกยูต้องกินผักนะ! แต่ตัวเองหยิบแต่ของไม่มีประโยชน์ทั้งนั้น บู่วว’
“ป่ะ ไปดูเครื่องปรุงกัน”
“คร้าบบบบ”
ถ้าคิดว่าผักดิบงงแล้ว เครื่องปรุงยิ่งงงกว่า น้ำจิ้มอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด ลองกดโทรศัพท์หาดูแล้วแต่ละคนก็แนะนำไม่เหมือนกันอีก มินกยูเลยตัดสินใจบอกให้ตัดน้ำจิ้มออก แล้วทำซุปให้อร่อยเข้าไว้แทน ซูนยองคิดว่ามันฟังดูเป็นการแก้ปัญหาที่แย่มาก แต่มินกยูก็ดันหลังเขาออกจากแถวเครื่องปรุงจนได้ ซูนยองมุดใต้แขนน้องจะไปหยิบมาสักขวด แต่มินกยูก็ดึงคอเสื้อไว้แล้วลากตามมาด้วยกัน
“นี่! มินกยู แค่ก! ปล่อย จะฆ่ากันรึไง!”
“ไม่ต้องหยิบเครื่องปรุงเลยซูนอะ เชื่อผมสิ!”
“ไอ้ ทำน้ำซุปให้อร่อยๆ ก็พอเนี่ยนะ? ฟังดูไม่มีหวังเลย!”
“เดี๋ยวซื้อกิมจิสักห่อ โอเคปะ? อะไรก็ตาม พอยัดกิมจิเข้าไปด้วยก็อร่อยทั้งนั้นแหละ!”
อันนี้ซูนยองเห็นด้วย แต่ก็
“น้ำจิ้มสุกี้สักขวดมั้ย?”
“แล้วแต่!”
ซูนยองสลับกลับมาเป็นคนเข็นแทน และตัดสินใจจะแวะทุกช่องด้วยเหตุผลว่า อาจจะเจออะไรดีๆ ก็ได้ เผื่อจะช่วยเมนูสุกี้ที่ตอนนี้ดูค่อนข้างอันตราย และแล้วซูนยองก็มาหยุดอยู่หน้าแถบบะหมี่สำเร็จรูป มินกยูหันมาเบ้ปากใส่ทันที
“อย่าบอกนะ จะใส่ผงชูรส?”
“เอ่อ มันก็แน่นอนว่าจะอร่อยดี”
“ซูนอะ! ไหนชอบบ่นผมว่าไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง แต่จะกินผงชูรสเนี่ยนะ!”
“เอ่อ ขอโทษ..”
“เอานี่แล้วกัน ผงซุปสำเร็จรูป น่าจะช่วยบ้าง”
“อือ”
มินกยูโยนๆ ผงซุปลงในรถเข็น ก่อนจะเดินอ้อมมาหา มองซ้ายมองขวาแล้วหอมแก้มพี่ชายแรงๆ ซูนยองตาโตรีบหันมองรอบทิศ พอเห็นว่าไม่มีใครก็หันมาถลึงตาใส่น้องที่ยักไหล่ทำหน้าไม่สนใจ
“ถ้าไม่รักล่ะก็ ผมตีแน่เลย ดื้อ!”
“ฉะ ฉันเนี่ยนะดื้อ! นายสิดื้อ!”
“ใครล่ะที่จะหยิบผงชูรสเมื่อกี๊อะ!”
“กะก็ ก็”
เถียงไม่ออก มินกยูจัดการดึงรถเข็นไปข้างหน้าอีกครั้ง ซูนยองได้แต่บ่นงุบงิบแล้วเดินตาม ในที่สุดก็มาถึงแถวขนมจนได้ มินกยูแทบจะกวาดลงมาทั้งแผง แต่ซูนยองรีบห้ามไว้ก่อน และให้ข้อตกลงว่าทั้งสองจะหยิบกันได้แค่คนละสิบชิ้นเท่านั้น มินกยูทำหน้าบูดแล้วบอกจะโทรหาคุณแม่จนซูนยองแทบจะบิดแก้มหลุด
“กินขนมมากไม่ดีนะ นายเป็นนายแบบ ดูแลตัวเองหน่อยสิ”
“ออกกำลังกายเอาก็ได้นี่นา ซูนอ่าา”
“แต่กินน้ำตาลหรือแป้งมากๆ มันก็ไม่ดีต่อร่างกายอยู่ดีนั่นแหละ สิบชิ้นเท่านั้น หยิบเร็ว จะได้รีบกลับบ้านไปทำอาหารแล้ว”
“ใจร้าย!”
มินกยูเดินกอดขนมตัวเองหน้ามุ่ยจนซูนยองต้องถอนหายใจแล้วดึงมือมาจับไว้ กะจะโรแมนติคเอาใจสักหน่อยกลายเป็นขนมร่วงเต็มพื้น มินกยูจะแกล้งงอนต่อก็ไม่ไหวพอเห็นซูนยองตกใจอ้าปากค้างรีบก้มลงเก็บ
“ซูนบ้าอะ ฮ่าๆๆๆ ดูดิ เละเทะหมดเลย”
“ก็ฉันจะง้อนายไงเล่า ไอ้เด็กบ้านี่! ไม่ต้องมาหัวเราะเลย!”
“ฮิฮิ~ ง้อเหรอออ~”
“เออ!”
รถเข็นเริ่มจะหนัก ไม่ใช่เพราะเนื้อหรือผักหรอก แต่เป็นขนมยี่สิบชิ้นนี่ต่างหาก เพราะซูนยองไม่ได้กำหนดรายละเอียด พูดแค่ว่ายี่สิบชิ้น มินกยูเลยซื้อพวกคุกกี้กล่องใหญ่ๆ มาเต็ม กล่องหนึ่งก็กินไปได้หลายอาทิตย์แล้ว แถมยังหันมาแลบลิ้นใส่อีกต่างหาก พวกขนมที่ขายเป็นแพ็คใหญ่ๆ ก็กวาดมาหมด ซูนยองไล่ให้มินกยูไปเข็นเองแล้วจูงรถไปคิดเงินก่อนจะรีบกลับบ้านไปทำอาหาร
“ปัดโถ่ ทำไมต้องซื้อเยอะขนาดนี้ด้วย แพงก็แพง แถมยังหนักอีกต่างหาก”
“แหม ซูนนี้ไม่ได้เรื่องเลยอะ แค่นี้ก็หนักเหรอ ดูผมสิๆ เนี่ยๆ ยกเป็นดัมเบลแบบนี้ยังได้เลยน้าดูสิ”
แล้วก็ยกถุงขึ้นๆ ลงๆ เบ่งกล้ามโชว์ ซูนยองหมั่นไส้เลยวิ่งหนี มินกยูร้องโวยวายแล้วรีบวิ่งตาม ซุปเปอร์กับบ้านอยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่ก็จริง แต่พอวิ่งทั้งๆ ที่ถือของหนักๆ ไปด้วยก็ถือว่าเหนื่อยมากพอสมควร ซูนยองวิ่งเกือบจะถึงแล้วเชียว แต่ก็ได้ยินเสียงน้องร้องดังมาจากข้างหลังซะก่อน พอหันกลับไปก็รีบทิ้งของทั้งหมดวิ่งกลับไปหามินกยูที่ล้มอยู่กับพื้นทันที
“มินกยู! สะดุดเหรอ? เป็นยังไงบ้าง? ฉันขอโทษ ไม่น่าวิ่งเลย เจ็บมั้ย? เดินไหวรึเปล่า?”
“ซูน ผมไม่เป็นไร ใจเย็นๆ นะ”
“ไม่เป็นไรได้ไง วันนี้ใส่ขาสั้นมา ดูสิ เข่าถลอกหมดเลย เลือดไหลด้วย ฉันนี่มันบ้าจริงๆ เล่นไม่รู้เรื่องเลย”
“ซูนน ใจเย็นนนน ผมผิดเองต่างหากที่ไม่ระวังอะ”
ไม่รอให้ซูนยองได้พูดอะไรต่อ มินกยูก็ดึงพี่ชายมากอดไว้ทันที มือจับหัวกดจนหน้าซูนยองจมไปกับไหล่ด้วย เอาให้พูดไม่รู้เรื่องเลย มินกยูแอบอมยิ้มเมื่อโดนพี่ชายหยิกต้นแขนให้ปล่อย ทำไงได้ล่ะ เวลาซูนยองแสดงออกว่าเป็นห่วงเขาเนี่ย ชื่นใจที่สุดเลย จนซูนยองกัดเข้าที่ไหล่จนจมเขี้ยวนี่แหละมินกยูถึงร้องลั่นแล้วยอมปล่อย
“ใส่น้ำในหม้อต้มก่อนรึเปล่าอะซูน?”
“ไม่ วางของทั้งหมดก่อนแล้วมานั่งโซฟานี่มา”
“จะดุไรอ่า เรื่องขนมก็สิบชิ้นตามสัญญาไงง”
“ไม่ใช่ มาล้างแผล ใส่ยา”
“ฮื้ออ ซูนนน~”
“ไม่ต้องมาฮ้งมาฮื้อเลย”
ซูนยองดึงขาน้องชายมาวางบนตัก เช็ดแผลให้แล้วก็ใส่ยาเรียบร้อย มินกยูอ้อนจะเอาพลาสเตอร์ลายการ์ตูนน่ารักๆ แต่ซูนยองบอกว่าอยู่บ้าน เปิดแผลไว้จะดีกว่า ให้ได้ระบายอากาศ มินกยูงอแงนิดหน่อยพอน่ารักแล้วก็พากันไปยืนเครียดในครัวต่อแทน
“คือ เราต้องตั้งน้ำก่อนใช่ปะซูน เหมือนคุณแม่เคยบอกว่าให้ใส่หมูสับกับผักลงไปก่อนน้ำจะได้อร่อย”
“อย่างนั้นแหละมั้ง ผงซุปเราก็ซื้อมานี่นา ใส่ไปพร้อมกันเลยดีกว่า”
“อือ แต่ว่าผักเนี่ย จะใส่อะไรบ้างดีอะ?”
“นั่นสิ”
“ใส่ไปหมดเลยละกัน ไม่น่ามีปัญหาหรอกซูน”
“อะ เอางั้นเหรอ?”
“อื้อ!”
ปกติถ้าทำอาหารกันกินเอง มินกยูกับซูนยองจะใส่แต่เนื้อสัตว์ซะส่วนใหญ่ และเนื่องจากเป็นคนมือหนักทั้งคู่ ตอนนี้ผักเลยยุ่ยเละอยู่ในชาม สองพี่น้องได้แต่ยิ้มแหยๆ ให้กัน มินกยูบอกว่าได้แค่นี้ก็ดีแล้ว สะอาดก็พอ มินกยูกอดๆ หอมๆ พี่ชายรอน้ำเดือดในขณะที่ซูนยองยืนจ้องผักอยู่อย่างนั้น มันดูแปลกๆ มีบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกตะหงิดๆ ยังไงบอกไม่ถูก
“น้ำเดือดแล้ววว”
แต่ก็นึกไม่ออก ก็เลยกวาดผักทั้งหมดลงน้ำไปก่อนจะเทผงซุปตาม
“ใส่หมูสับลงไปยังไงดี?”
“เทลงไปเลยยย”
“จะดีเหรอ? เหมือนแม่จะปั้นเป็นก้อนๆ”
“ไม่ต้องหรอกกก”
ตู้มมมม
“มินกยู!!!”
ไม่ปั้นเป็นก้อนๆ แต่โยนลงไปทั้งห่อเลย จะบ้าเรอะ!! น้ำซุปกระเด็นเลอะเต็มครัว ซูนยองแทบอยากโวยใส่แล้วจับมาตีสักทีเมื่อมินกยูทำเท่บอกว่าเป็นท่ากระสุนหมูสับ แต่ต้องห้ามใจตัวเองไว้แล้วสั่งให้น้องเก็บกวาดให้เรียบร้อยแทน ห้าโมงกว่าคุณแม่ก็ส่งข้อความมาบอกว่าอาจจะกลับมาประมาณหนึ่งทุ่ม ซูนยองถามย้ำว่าคุณแม่ไม่ได้กินอะไรมาใช่มั้ย แล้วก็บอกว่าจะเตรียมอะไรไว้ให้ คุณแม่ก็คงคิดว่าจะเป็นอาหารง่ายๆ ที่สั่งมาอย่างหมี่ผัดเจ้าประจำ คงไม่คิดว่าลูกจะพังครัวทำอาหารให้
“ตอนนี้ก็น่าจะแค่รอให้น้ำซุปอร่อยนะ ใกล้ๆ เวลาค่อยเอาเนื้อเอาหมูลง”
“อื้อ”
“งั้นเราไปจู๋จี๋กันบนโซฟาดีกว่าซูนนนน”
“จู๋จี๋บ้าอะไรเล่า”
จู๋จี๋บ้าอะไรไม่รู้ แต่ซูนยองก็นอนอยู่บนโซฟาเรียบร้อย มินกยูดึงขาของเขาข้างหนึ่งให้แนบช่วงเอว รุกจูบอย่างไม่ลดละ จูบไปยิ้มไปจนซูนยองบ่นไม่ออก ดูมีความสุขออกขนาดนั้นจะให้เขาว่าอะไรล่ะ มินกยูเกือบจะดึงเสื้อซูนยองออกจากหัวได้แล้วเชียว แต่อยู่ๆ ซูนยองก็สะดุ้ง แล้วรีบผุดลุกขึ้นนั่ง มินกยูพยายามจะดันพี่ชายให้ลงนอนแต่ซูนยองก็ยื้อไว้
“ไรอะซูนน ขอจู๋จี๋หน่อยสิ~”
“ไม่ๆ มินกยู เมื่อกี๊ไม่ได้ยินเสียงอะไรจากครัวเหรอ?”
“ห๊ะ? เสียงไรอะ?”
“ไม่รู้ รีบไปดูก่อนเถอะ”
มินกยูยืนร้องว้ากๆๆๆ เมื่อฟองน้ำซุปล้นออกมาจากหม้อ ก็ดันเติมน้ำสูง ใส่อะไรมั่วๆ ลงไปตั้งเยอะแต่ดันปิดฝาไว้ แถมยังเปิดไฟแรงอีกต่างหาก ซูนยองดันน้องชายไปทางอ่างล้างจาน ให้หยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดในขณะที่ตัวเองรีบหรี่ไฟแล้วใช้ทิชชู่ซับรอบๆ น้ำซุปหายไปตั้งเยอะ แต่ซูนยองก็ลูบหัวมินกยูบอกว่าไม่เป็นไร น้ำน้อยก็แปลว่ารสน่าจะเข้ม อร่อย
“เผลอๆ อาจจะไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มเลยก็ได้นะ”
“เพราะผงซุปอร่อย”
“เพราะผักกับหมูที่เราใส่ด้วยต่างหาก! ไหน เอาช้อนมาสิ จะได้ลองชิมกัน”
มินกยูส่งช้อนให้พี่ชายแล้วมองก้านคะน้าที่ลอยตุ๊บป่องอยู่ในหม้อ เขาไม่ชอบกินคะน้า ซูนยองเองก็ไม่ชอบ ได้แต่หวังว่าคุณแม่จะกิน ถ้าเป็นใบๆ เหมือนกะหล่ำปลีหรือผักกาดก็โอเคหน่อย แล้วสายตาก็มาหยุดที่ก้อนยุ่ยๆ สีเขียวตุ่นๆ
“อึก”
“อะไรซูน? เป็นไงบ้างอะ?”
ซูนยองทำหน้าเหยเก รับกวาดสายตามองในหม้อก่อนจะรีบตักก้อนยุ่ยๆ ที่มินกยูจ้องอยู่ออกจนหมด โดยที่ไม่ต้องคุยกัน ทั้งคู่ก็พึ่งนึกออกพร้อมกัน ว่าไอ้ยุ่ยๆ นั่นคือมะระ มะระที่ขมๆ ใส่ลงไปตั้งเยอะ แถมยุ่ยหมดแบบนี้ มินกยูขมปากแทนพี่ชายเลย ซูนยองรีบเติมน้ำลงเพิ่มแล้วใส่ผงซุปอีกซองลงไป ยังดีที่ซื้อมาเผื่อ ไม่งั้นแย่แน่ ถึงมันจะดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าจะให้กินสุกี้มะระก็คงจะเกินไป มินกยูแกะกระปุกคุกกี้น้ำตาลแล้วป้อนพี่ชาย
“ล้างปากหน่อยซูน”
“อือ ขอบใจนะ แหวะ ขมจนเปรี้ยวเลยอะเมื่อกี๊”
“อื้อ พวกเรานึกยังไงใส่มะระลงไปไม่รู้”
“นั่นสิ”
ถึงจะหรี่ไฟ ลดน้ำแล้ว แต่สองพี่น้องก็ไม่กล้าไปนอนเล่นที่โซฟาต่อ ยืนพิงกำแพงคอยชะเง้อมองหม้อไปๆ มาๆ ก็หกโมงกว่าแล้ว มินกยูดึงให้พี่มายืนข้างหน้าแล้วกอดเอวไว้ ซุกหน้าลงกับไหล่ งอแงว่าหิวๆ ซูนยองยกมือขึ้นลูบหัวน้องไป มองในหม้อไป น้ำลดลงอีกเยอะเลยเหมือนกัน นี่จะต้องต้มไปถึงเมื่อไหร่เนี่ย? เขาไม่รู้นี่นา
“ซูน คุณแม่จะกลับมาเมื่อไหร่เหรอ?”
“เกือบๆ ทุ่มนะ น่าจะใกล้กลับมาแล้วแหละ”
“แบบนี้จู๋จี๋อีกรอบไม่ทันใช่ปะ?”
“ไม่”
“งือออ”
“แต่จูบได้”
“งึ? ซะ ซูน!”
ซูนยองหมั่นไส้ แล้วก็มันเขี้ยว น้องชายที่ยืนตัวนุ่มๆ ให้พิง สองแขนที่รัดรอบเอว ใบหน้าที่ขยันถูคอเขาจัง ก็เลยหมุนตัวกลับไปจูบเข้าให้ ตอนแรกมินกยูก็ตกใจ แต่ไม่นานก็กอดเอวพี่ชายไว้เหมือนเดิม แล้วจูบตอบอย่างไม่ยอมแพ้ ดันกันไปดันมาจนเริ่มปวดคอมินกยูก็พลิกตัวพี่ให้ติดผนังแทน ความสูงที่ต่างกันพอควรทำให้มินกยูสอดแขนเข้าใต้ต้นขาพี่ชายแล้วยกตัวขึ้น ซูนยองยกแขนขึ้นรัดรอบลำคอน้องอย่างตกใจ
“นะนี่ ไหวเหรอ?”
“อะไรไหวครับ?”
“ฉัน เอ่อ หนักนะ”
“ไม่หนักหรอกซูน คิดมาก ผมออกกำลังกายจนกล้ามแน่นขนาดนี้ ส่วนหนึ่งก็ไว้อุ้มซูนเนี่ยแหละ”
“โห วันๆ คิดแต่เรื่องแบบนี้เหรอ?”
“ไม่รู้สิ ซูนเองก็มองผมตาเชื่อมบ่อยเหมือนกัน อย่าคิดว่าไม่เห็นนะ”
“โอเค หายกัน”
ซูนยองจับท้ายทอยน้องชายแน่นแล้วกระชากเข้ามาจูบต่อ มืออีกข้างบีบต้นแขนแข็งๆ อย่างมันเขี้ยว เดี๋ยวนี้มินกยูหุ่นดีขึ้นมาก กล้ามแน่นไปทั้งตัว ทรงผมก็ตัดสั้นลง เป็นทรงมากขึ้น ไม่ได้เละๆ เทะๆ เหมือนเมื่อก่อน ผิวพรรณก็ดูแลอย่างดี นวลเนียนไปหมด
“อ๊ะๆ ซูน อย่าหื่นสิ เผลอไม่ได้เลยชอบแอบจับนมผมอะ”
“ใครให้นายออกกำลังกายจนมันแน่นขนาดนี้ล่ะ”
“ลามกกกก!”
“ไหน มาให้บีบหน่อย”
“ซูนบ้าาา~”
“กลับมาแล้วจ้า”
“ว้ากกกกกกกกกกกก”
“ขอบคุณลูกๆ มากนะ ที่อุตส่าห์ทำอาหารไว้เซอร์ไพรส์แม่น่ะ”
คุณแม่เป็นคนประเภทที่รู้เยอะ แต่ไม่ค่อยพูด คุณแม่ไม่ได้ว่าอะไรที่น้ำซุปเหลือนิดเดียว ไม่ได้ว่าอะไรที่เค็มปี๋แถมยังปนๆ ขม ไม่ได้ว่าอะไรที่หมูสับก้อนใหญ่เท่ากำปั้น แล้วก็ไม่ได้ว่าอะไรที่เปิดเข้าบ้านมาเจอซูนยองนอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นโดยที่มีมินกยูล้มลุกคลุกคลานอยู่ข้างๆ คุณแม่จัดการช่วยชีวิตสุกี้ แล้วตักแบ่งมานั่งกินกับสองพี่น้องที่โต๊ะ
“แล้วนี่ใครเป็นคิดจะทำล่ะ?”
“ก็ ช่วยๆ กันคิดช่วยกันทำครับ ขอโทษนะครับ ไม่อร่อยเลย”
“ก็ใช้ได้แหละลูก ลูกหมูลูกหมาของแม่ทำได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว”
“แมมมม่อะ”
มินกยูแอบลูบหลังช่วงล่างของซูนยองเบาๆ ใต้โต๊ะ เมื่อกี๊ตกใจที่คุณแม่เปิดประตูเข้ามาตอนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลยเผลอปล่อยซูนยองตกพื้น สูงก็ไม่มาก แต่ด้วยน้ำหนักตัวของคนพี่ที่ช่วงนี้นั่งๆ นอนๆ เยอะเลยถึงพื้นเร็ว แถมยังกระแทกแรง คิดแล้วก็ต้องกัดปากกลั้นขำ ซูนยองหันมาแยกเขี้ยวใส่แล้วตีมือน้องชายแต่มินกยูก็ไม่ปล่อยง่ายๆ ยื้อไปยื้อมาจนคุณแม่พูดขึ้นมาเสียงเนิบๆ
“เลิกเล่นกันแล้วกินข้าวให้หมดเร็วเข้า ไม่งั้นล้างครัวด้วยนะลูก”
“คร้าบบบบบ”
No comments:
Post a Comment