Wednesday, 31 October 2018

[OS] Embrace it #minwonsoon

วันฮาโลวีน วันที่ผีร้ายออกมาเพ่นพ่าน วันที่ ‘มนุษย์’ ควรระวังตัว อยู่ในบ้านไม่ออกไปไหน


แต่ไม่ใช่กับเมืองนี้


ซูนยองเหนื่อยเหลือเกิน แขนและขาเต็มไปด้วยแผลจากกิ่งไม้ แต่เขาก็ยังคงวิ่งต่อไป น้ำตาไหลอาบแก้มมาเกือบชั่วโมงก็ยังไม่มีทีท่าจะหยุดลง หัวใจเต้นรัวเร็วด้วยความหวาดกลัว เสียงหัวเราะดังลั่นมาจากด้านหลังทำให้เขาต้องพยายามเร่งฝีเท้าขึ้นอีก แม้ว่าร่างกายจะรับไม่ไหวแล้วก็ตาม


“มาให้จับซะดีๆ แฮมสเตอร์น้อย!”


เมืองที่มีสัตว์ผสมปะปนอยู่กับมนุษย์ 364 วันก็ไม่เคยมีการแบ่งแยกใดใด แต่มีเพียงหนึ่งวันเท่านั้นที่ ‘ผีร้าย’ จะออกมา ใบหู หาง เขี้ยวเล็บไม่สามารถปกปิดได้อีกต่อไป และในเวลา 24 ชั่วโมงนั้นเองที่การไล่ล่าจะเกิดขึ้น


มนุษย์จะไล่จับสัตว์ผสม ด้วยเหตุผลหลายอย่างต่างกันไป จับไปเลี้ยงบ้าง เพราะเมื่อตัวตนถูกเปิดเผย สัตว์ผสมก็จะไม่สามารถกลับไปปะปนกับมนุษย์ธรรมดาในสังคมได้อีก บ้างก็ถูกจับไปทรมาน เพราะสัตว์ผสม ถึงจะคล้ายมนุษย์ยังไงก็ยังเป็นสัตว์ มนุษย์หลายพวกน่ะรังเกียจนักล่ะ หรือถ้าไม่อย่างนั้น ก็จะถูกฆ่าทิ้งเสีย เพื่อให้สังคมมีแต่เพียงมนุษย์เท่านั้น เป็นการกำจัด ‘ผีร้าย’ ที่แฝงตัวอยู่ในสังคมให้สิ้นซาก


“จะวิ่งไปไหนวะ! มานี่!!”


ซูนยองสะดุ้งตัวโยน และนั่นทำให้เขาก้าวพลาดจนสะดุดรากไม้ล้ม เสียงหัวเราะดังแผดลั่นในขณะที่ซูนยองตะเกียกตะกายลุกขึ้น วิ่งไปได้อีกไม่ไกล มนุษย์กลุ่มนั้นก็โยนบ่วงมารัดคอเข้าจนได้ แรงกระตุกทำให้ซูนยองล้มหงายลงกับพื้น กลัวจนตัวสั่น กลัวจนร้องไม่ออกเมื่อมนุษย์ยืนล้อมวงรอบตัวเขา รอยยิ้มแสยะและเสียงหัวเราะทำให้ซูนยองรู้สึกหายใจไม่ออก


“โง่นัก หลบอยู่ในบ้านดีๆ ก็คงรอดแล้ว แต่ก็อย่างนี้แหละนะ สัตว์มันจะมีสมองอะไรเยอะแยะ”


ซูนยองจะลุกหนีก็ถูกถีบเข้าที่ท้องอย่างแรง หนึ่ง สอง สามครั้ง และยังถูกเหยียบซ้ำจนขยับไปไหนไม่ได้


“เอายังไงกับมันดี”


“ตรงนี้มันมืด เอากลับไปที่บ้านดีกว่า จะได้ให้เห็นกันชัดๆ สีหน้าของมันตอนเราถลกหนังมันออกมา มีคนรอดูอยู่เพียบเลย”


ไม่นะ!


ซูนยองหวีดร้องเสียงดัง ถึงจะเจ็บจนจุกแต่ก็ไม่ยอมถูกมัดง่ายๆ มนุษย์เหล่านั้นทั้งเตะ ทั้งต่อยจนปวดไปทั้งตัว แต่ซูนยองจะขอสู้ให้ถึงที่สุด เพราะมันอาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตแล้ว น่าเสียดาย ยังไงเขาก็สู้แรงคนถึงห้าคนไม่ได้ ซูนยองถูกมัดขากับแขนไว้กับขอนไม้และถูกแบกหามไปเหมือนสัตว์ป่าที่ถูกล่า เขาคงจะต้องพบจุดจบอันโหดร้ายในอีกไม่ถึงชั่วโมงนี้แล้ว ซูนยองร้องไห้เสียงดัง เสียงโหยหวนของเขาดังก้องไปทั่วป่า แต่พวกมนุษย์ไม่ได้ทำร้ายอะไรเขาอีก ดูเหมือนจะชอบใจเสียอีก


แล้วซูนยองก็เห็น ดวงตาสีเหลืองทองในความมืดสองคู่ จ้องตรงมาทางนี้ พวกมนุษย์มัวแต่คุยเล่นกันเสียงดังลั่นป่า เลยไม่ทันระวังตัว แต่ซูนยองเห็น ร่างใหญ่สองร่างปกคลุมไปด้วยขนสีดำสนิท และสีเทา กระโจนออกมาจากทางซ้าย เขี้ยวโง้งสีงาสะท้อนแสงจันทร์ เสียงคำรามดังกึกก้อง


ซูนยองร่วงลงบนพื้น เจ็บ แต่ไม่มาก เขาลืมตาโพลงมองมนุษย์ถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ต่อหน้า เลือดไหลอาบผืนดิน เสียงหัวเราะหยุดลงซักที ป่าเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเท่านั้น เท้าสองคู่หยุดลงตรงหน้าซูนยอง เชือกถูกปลดออกและในเวลาไม่กี่วินาทีซูนยองก็เป็นอิสระ เขาเหลือบตาขึ้นมองช้าๆ


หมาป่านั่นเอง คนหนึ่งผิวสีขาวซีด ดวงตาคมและมีเรือนผมสีเทา อีกคนตัวใหญ่กว่าหน่อย ผิวสีเข้ม ผมสีดำสนิท ดวงตาโตกว่าหน่อย แต่ไม่ได้มีแววเป็นมิตรกว่ากันนัก


“โง่ขนาดไหนถึงออกมาวิ่งเล่นในคืนแบบนี้ เจ้าพวกสัตว์เลี้ยง”


สัตว์เลี้ยง คำดูถูกที่พวก ‘สัตว์ป่า’ มักใช้เรียกสัตว์ผสมที่ตัดสินใจอยู่ในเมือง และพยายามแฝงตัวไปกับมนุษย์ สัตว์ป่าอย่างพวกเขาสมเพชพวกที่พยายามปิดบังตัวตนของตนเองและใช้ชีวิต ‘ปลอมๆ’ อยู่ในเมืองนัก ซูนยองไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดของสัตว์ป่า แต่ในตอนนี้สมองเขาโล่งไปหมด คิดอะไรไม่ออกเลย


“เป็นใบ้หรือยังไง หรือว่าถูกอัดจนสมองแตกไปแล้ว”


“วอนอู”


วอนอู หมาป่าปากเสียนี่ชื่อวอนอูนั่นเอง ซูนยองตัดสินใจว่าอีกคนดูจะนิสัยดีกว่า วอนอูหันไปมองหมาป่าตัวโตนิดหนึ่งแล้วหันมาจ้องซูนยองนิ่งก่อนจะลุกหนีไป


“ฉันชื่อมินกยูนะ นายล่ะ?”


“ซูนยอง”


“ตอนนี้นายบาดเจ็บหนักเลยนะซูนยอง นายจะทำยังไงต่อ?”


นั่นสินะ จะทำยังไงต่อดี กลับเข้าเมืองไปตอนนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว มนุษย์คงลาดตระเวนกันทุกถนน และยิ่งมีกลุ่มมนุษย์เห็นเขาวิ่งหนีเข้ามาในป่าตั้งหลายคน คงจะรู้กันทั่วแล้วว่าเขาเป็นสัตว์ผสม มากไปกว่านั้นคือมนุษย์ถูกฆ่าในป่าอีกตั้งห้าคน เพราะเขา ยังไงก็คงกลับไปไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะวันนี้ หรือวันไหน นั่นทำให้ซูนยองรู้สึกน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง ชีวิตของเขากำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว จากนี้ไปจะทำยังไงดีนะ ทั้งบ้าน ทั้งงาน ชีวิตในเมืองของเขามันจบลงแล้วจริงๆ แล้วตัวเขาจะไปอยู่ที่ไหน


มินกยูมองซูนยองที่ทั้งตัวมีบาดแผลและรอยช้ำนอนขดตัวร้องไห้บนพื้นแล้วก็ถอนหายใจออกมา เขารู้ว่าไม่ควรพากลับไปที่บ้าน บ้านของเขากับวอนอูไม่ใช่โรงทาน และเขาทั้งสองคนก็ไม่ได้ใจบุญจะช่วยเหลือใครพร่ำเพรื่อ แต่ที่ช่วยในครั้งนี้ เพราะยังไงเขาก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำจะทนมองแฮมสเตอร์ตัวเล็กๆ ถูกมนุษย์ฆ่าอย่างทารุณได้ และในเมื่อช่วยแล้วก็ไม่สามารถทิ้งกลางทาง เพราะปล่อยให้นอนในป่าทั้งๆ ที่สภาพเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้ตายนั่นแหละ


ยังไงก็คงไม่มีทางเลือกแล้วสินะ


“งั้นคืนนี้ นายมาพักที่บ้านฉันก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้จะทำยังไงต่อก็ค่อยคิด”


วอนอูจะต้องไม่พอใจแน่ๆ


ซูนยองเดินไม่ไหว มินกยูอุ้มแฮมสเตอร์ที่ตัวสั่นเทาไว้แล้วเดินกลับบ้าน วอนอูแยกเขี้ยวใส่เขาแล้วแปลงร่างเป็นหมาป่าวิ่งกลับไปก่อนแล้ว มินกยูต้องไปคุยกับวอนอูทีหลัง ตอนนี้เขาอยากจะคุยกับซูนยองก่อน ยังไงซูนยองก็คงต้องอยู่ที่บ้านเขาสักสามสี่วันเป็นอย่างต่ำ เขาคิดว่าคงจะนานกว่านั้นด้วย กว่าจะตั้งหลักได้อีกครั้ง ไม่ง่ายเลย


“ทำไมถึงออกมานอกบ้านล่ะ”


คำถามง่ายๆ ที่ทำให้ซูนยองอยากจะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง นึกแล้วก็ยิ่งอยากทุบหัวตัวเอง โง่ โง่จริงๆ


“มันฟังดูโง่มาก แล้วฉันก็รู้ ว่าฉันโง่มากๆ แต่ เพื่อนที่ทำงานชวนไปที่บ้าน พวกเราสนิทกันมาหลายปีแล้ว ถึงจะไม่เคยบอก แต่ฉัน ฉันคิดว่ามันจะไม่เป็นไรคิดว่าพวกเขาจะรับได้”


อ่อนต่อโลก คิดตื้นๆ มองโลกสวยงามเกินไป มินกยูไม่ได้พูดออกมาเพราะเขารู้ว่าซูนยองเองก็คงรู้อยู่แล้ว และคงรู้สึกแย่กับตัวเองมากอยู่แล้วด้วย ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องซ้ำเติมอีก เขาแค่กระชับแขนรอบไหล่แฮมสเตอร์ตัวเล็กอีกหน่อยและเปลี่ยนเรื่องพูด


“เคยเข้ามาดูเมืองในป่ามั้ย?”


“เมืองในป่า? ในป่ามีเมืองด้วยเหรอ?”


“มีสิ ไม่งั้นพวกเราจะอยู่กันยังไง”


“คิดว่า อยู่แบบ..”


แบบสัตว์สินะ ก็ยังดีที่ซูนยองพูดกับเขา ถ้าเป็นวอนอูล่ะก็ป่านนี้คงโดนขย้ำแล้วล่ะ วอนอูเกลียดพวก ‘สัตว์เลี้ยง’ ที่สุด เพราะโง่ เหยาะแหยะ แล้วก็น่ารำคาญ หวังว่าสองคนจะไม่ตีกันมากนักนะ ไม่สิ หวังว่าวอนอูจะไม่สติหลุดพลั้งมือฆ่าแฮมสเตอร์ตัวนี้ซะก่อน สำหรับมินกยูเขาคิดว่า ไม่รู้ถือว่าไม่ผิด จริงๆ ก็เรียกได้ว่าโง่นั่นแหละ ไม่รู้จักศึกษา แล้วก็ไม่ใส่ใจ แต่ว่าแล้วจะได้อะไร ก็ต้องค่อยๆ สอนค่อยๆ บอกไปนั่นแหละ


“มี เหมือนเมืองของพวกมนุษย์นั่นแหละ แต่มีแต่พวกเรา”


จริงอย่างที่มินกยูว่าจริงๆ ในป่าเองก็มีเมืองเหมือนกัน ที่ไม่มีใครเคยรู้เพราะในเมืองกลัวป่ากันมาก ทุกคนรู้ดีว่าในป่ามีสัตว์ป่าอยู่ และสัตว์ป่าก็ไม่เป็นมิตรกับใคร ที่วันนี้มนุษย์ห้าคนนั่นต้องมาตายในป่าก็คงยิ่งทำให้คนในเมืองกลัวป่ากันมากขึ้นไปอีก แต่เพราะความกลัวนี่แหละที่ทำให้เมืองในป่าดูสงบสุขดีกว่ากันมาก คืนวันนี้ก็เหมือนทุกๆ คืน เงียบสงบ ไม่มีเรื่องอะไร บ้านของวอนอูและมินกยูไม่ใหญ่มาก แต่ก็ดูอบอุ่น โคมไฟหน้าบ้านสาดแสงสีส้มทำให้เห็นแปลงดอกไม้เล็กๆ ที่ซูนยองรู้สึกว่าไม่เข้ากับหมาป่าทั้งสองเท่าไหร่


แต่เราก็ไม่เคยตัดสินใครจากภายนอกได้อยู่แล้ว


“คืนนี้นายนอนที่โซฟานี่แล้วกัน เดี๋ยวฉันไปเอาหมอนกับผ้าห่มมาให้”


ซูนยองปวดระบมไปทั้งตัว เขาค่อยๆ ล้มตัวลงนอนบนโซฟาแล้วหลับตาลง ผ่านไปครู่หนึ่งก็รู้สึกหนาว มินกยูยังไม่ได้เอาผ้าห่มออกมาให้ก็เลยลืมตาขึ้นอีกครั้ง แล้วก็ต้องถอยกรูดไปติดพนักโซฟาเมื่อดวงตาสีเหลืองทองจ้องเขาอยู่ในระยะประชิด วอนอูนั่นเอง


“ว่าไงล่ะ ตอนนี้มีสติพอจะตอบได้รึยัง ทำไมถึงออกมาเดินเพ่นพ่านนอกบ้านในวันแบบนี้”


เหตุผลของเขา ต้องทำให้หมาป่าตรงหน้าหัวเราะเยาะแน่นอนและเขาก็ยังไม่พร้อมจะฟังคำดูถูกตอนนี้ ซูนยองพยายามพลิกตัวหนีแต่วอนอูจับไหล่เขากดไว้บนโซฟาแล้วปีนขึ้นคร่อม ดวงตาเป็นประกายจ้องมองเขานิ่ง เขี้ยวเปื้อนเลือดทำให้ซูนยองตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว


“สัตว์เลี้ยงยังไงก็ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยง พยายามเข้าสังคมกับมนุษย์แล้วสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ทีนี้จะทำยังไงต่อ ชีวิตปลอมๆ ในเมืองของนายจบลงแล้วนี่”


“ทำไมต้องพูดจาแบบนี้ด้วย ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้สักหน่อย!”


“อ๋อเหรอ แล้วอยากให้เป็นแบบไหนล่ะ คิดเหรอว่าสัตว์ผสมแบบพวกเราจะอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้? คิดเหรอว่าพวกมันจะยอมรับ? การที่นายต้องเก็บหูเก็บหางทุกวัน หมกตัวอยู่ในบ้านในวันแบบนี้ยังไม่ทำให้นายคิดได้บ้างหรือไง?”


“วอนอู!”


ซูนยองซุกหน้าลงกับหมอน มินกยูดึงตัววอนอูออกไปแล้วแต่คำพูดของวอนอูยังวนเวียนอยู่ในหัวของเขา นั่นสินะ เขาอยากให้มันเป็นแบบไหนกัน ทั้งๆ ที่ต้องปกปิดตัวตนทุกวันแบบนี้ ต้องกลัวคนอื่นจะจับได้ขนาดนี้ เขายังคิดว่าสักวันถ้าเปิดเผยความจริงออกมา ทุกคนจะรับได้อย่างนั้นเหรอ? ไม่รู้สินะ เขาคงจะโง่มากจริงๆ คงสมควรแล้วที่เป็นแบบนี้งั้นเหรอ อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้


“จะอยู่ที่นี่กินฟรีๆ ไม่ได้ ถ้าหายแล้วก็ต้องทำงาน”


วอนอูพูดแบบนั้นสามวันหลังจากที่ซูนยองมาอาศัยที่บ้าน ซูนยองเข้าใจ เขาเองก็ตั้งใจจะช่วยงานอยู่แล้ว ในเมื่อไม่มีที่ไป ในที่สุดวอนอูก็ต้องยอมรับว่าซูนยองจะมาอยู่ด้วยอีกคน ซูนยองยินดีจะทำงานทุกอย่าง อะไรก็ได้ขอให้บอกมาเท่านั้น แต่ถ้าคนสั่งไม่ใช่วอนอูก็คงดี มินกยูพาเขาออกมาที่แปลงดอกไม้หน้าบ้าน งานแรกของเขาคือรดน้ำต้นไม้เช้าเย็น คอยถอนวัชพืช แล้วก็ใส่ปุ๋ยบ้างเท่านั้น งานต่อมาคือการเอาขยะไปทิ้งตอนกลางคืน ไม่ได้ยากอะไร และไม่ได้หนัก ส่วนการทำความสะอาดบ้านมินกยูบอกว่าให้ทำส่วนห้องนั่งเล่นที่ซูนยองอยู่ก็พอแล้ว ซูนยองทำหน้าที่ทุกอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง มินกยูเองก็ค่อยๆ เป็นกันเองกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ เพราะซูนยองก็พยายามระวังตัวตลอด ไม่ทำตัวเรื่องมาก ไม่ทำตัวเป็นภาระ ทำให้มินกยูรู้สึกดีด้วยได้ไม่ยาก จะมีปัญหาก็แต่วอนอูเท่านั้นแหละ


“ซูนยองนายก็เหมือนคนในบ้านแล้วสินะตอนนี้”


มินกยูและซูนยองหันไปมองหน้าวอนอูอย่างงุนงง แต่จากรอยยิ้มที่เห็นเขี้ยวคมๆ นั่นแล้วซูนยองคิดว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ และเขายิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อวอนอูปีนขึ้นไปนั่งบนตักมินกยูและหันมายิ้มให้เขาอีกครั้ง


“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เกรงใจล่ะนะ”


มินกยูอุ้มวอนอูเข้าห้องไปตั้งแต่เสื้อหลุดไปครึ่งตัวแล้วล่ะ ซูนยองตกใจอยู่เหมือนกัน แต่เขาก็พอรู้อยู่แล้วว่าทั้งสองคนคงมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แค่ไม่เคยเห็นจะๆ เท่านั้นเอง เสียงวอนอูร้องกับเสียงเตียงลั่นทำให้ซูนยองพยายามซุกหน้าเข้าหาหมอน แต่ว่า เขาเองก็มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้างเหมือนกัน และประตูห้องนอนวอนอูก็เหมือนจะจงใจเปิดแง้มๆ ไว้ด้วย ตามันก็ดันเหลือบไปมองอยู่เรื่อยเลย ซูนยองเห็นเข้าพอดี ตอนที่วอนอูพลิกตัวขึ้นมาอยู่ด้านบนแล้วดึงขามินกยูขึ้นมาพาดบนไหล่


“ตาฉันบ้างล่ะ”


“อย่าแรงนักล่ะ พรุ่งนี้ต้องถูบ้าน”


“ไม่ต้องห่วง”


“ไม่ให้ห่วงได้ไง นายทำแรงทุกครั้ง”


“ไม่ใช่ ไม่ต้องห่วงเพราะให้แฮมสเตอร์นั่นถูแทนก็ได้ จริงมั้ย?”


ซูนยองหลบตาแทบไม่ทันเมื่อหมาป่าสีเทาหันมายิ้มให้ วอนอูโหมแรงหนักอย่างที่มินกยูว่าจริงๆ เสียงเตียงกระแทกผนังดังจนคิดว่าบ้านจะพังซะแล้ว มินกยูก็ร้องดังกว่าวอนอูอีกมาก ซูนยองจัดการกับตัวเองไม่ถูกเลย จะนอนก็นอนไม่หลับหรอกเสียงดังขนาดนี้ จะให้ ให้จัดการกับตัวเองแบบอื่น ก็ไม่กล้า รู้สึกแปลกๆ ที่จะทำแบบนั้นกับ เสียงของมินกยูและวอนอูที่ต้องเจอหน้ากันอยู่ทุกวัน


“แฮมสเตอร์อยากร่วมวงด้วยแล้วมั้ง ป่านนี้กางเกงเปียกหมดแล้ว ในเมืองเขาไม่ทำกันแบบนี้ใช่มั้ยล่ะ? มาเปิดหูเปิดตาหน่อยมั้ย?”


“วอนอู อย่า แกล้งซูน ยองแบบ อ่ะ นั้น โอ๊ย เบาหน่อย”


“ว่าไงเจ้าแฮมสเตอร์ มานี่สิ ของมินกยูยังว่างนะ”


ทำไมถึงหยาบโลนกันขนาดนี้!


ซูนยองผ่านพ้นคืนนั้นอย่างทรมานที่สุด มินกยูกับวอนอูแทบไม่พักกันเลย เสียงเตียงกระแทกผนังดังต่อเนื่องจนเกือบถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น และเช้าวันนั้นทั้งสองก็ไม่ลุกจากเตียง ซูนยองถูบ้านด้วยความรู้สึกอัดอั้นอย่างอธิบายไม่ถูก ถูไปถูมาจนไปกระแทกตู้เก็บถ้วยชาม ชามตกลงบนพื้นหลายใบเสียงดังลั่นบ้านไปหมด ยังดีที่ไม่ใช่กระเบื้องเลยไม่แตกเสียหายอะไร แต่ก็มากพอจะทำให้มินกยูเดินกะเผลกออกมาดูได้ แล้วยังมาช่วยเก็บอีกด้วย แต่ซูนยองรู้ดีว่าไม่ใช่เพราะความใจดีอย่างเดียว มินกยูมีอะไรจะพูดกับเขา


“เมื่อคืน ขอโทษด้วยนะ วอนอูเขาเป็นแบบนี้แหละ”


“ชินแล้วล่ะ แต่ก็ แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเกลียดฉันขนาดนี้ด้วย”


ซูนยองรู้แหละว่าฟังดูน่ารำคาญ มาอาศัยบ้านเขาอยู่แล้วยังมานั่งคิดเล็กคิดน้อยอีก มินกยูเงียบไปนิดหนึ่งก่อนจะวางมือลงบนหัวเขา การกระทำที่ทำให้ซูนยองสะดุ้ง มินกยูไม่เคยแตะตัวเขาอีกเลยหลังจากคืนแรกที่เจอกัน


“ไม่ได้เกลียดนายหรอก วอนอูเขาแค่ไม่ชอบสังคมในเมืองน่ะ นายรู้มั้ยว่าทำไมเราถึงมาอยู่ในป่า”


ซูนยองส่ายหน้า


“เพราะมนุษย์กลัว และเกลียดพวกเราสัตว์ป่าไง สัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่ดูไม่มีพิษภัยน่ะ พวกเขายังถือว่าเป็นพวกเดียวกับตัวเองอยู่บ้าง ถึงจะกดให้ต่ำกว่าก็เถอะ แต่สำหรับสัตว์ป่าพวกเขาถือว่าเป็นศัตรู พวกเราถูกตามจับ ตามล่าอยู่เหมือนกัน ทำให้พวกเราต้องหนีมาอยู่ในป่าแบบนี้ พอรวมตัวกันได้มากเข้าพวกเราก็เริ่มสู้กลับ จนพวกมนุษย์เลิกยุ่งกับพวกเรานี่แหละ แต่กว่าจะสงบได้พวกเราก็ถูกทำร้ายมากเหมือนกัน พ่อกับแม่ของวอนอูถูกพวกมนุษย์ฆ่าตายน่ะ เขาถึงได้เกลียดพวกมนุษย์มาก แล้วก็ รวมไปถึงพวกนายที่เลือกที่จะอยู่ในเมืองด้วย ซึ่งมันก็เหมือนเป็นคนละฝั่งกับพวกเราสัตว์ป่าน่ะ เพราะงั้นมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอะไรหรอก วอนอูเขาไม่ได้เกลียดนายนะ”


ซูนยองนั่งคิดเรื่องนี้ทั้งวัน เขาเริ่มจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง ไม่แปลกที่สัตว์ป่าหลายๆ คนจะเกลียดพวกเขาที่เลือกอยู่ในเมือง มันเหมือนการหันหลังให้พวกตัวเอง โดยการพยายามจะเป็นมนุษย์ และเข้ากับฝั่งศัตรู สาเหตุที่วอนอูและมินกยูช่วยเขาในวันนั้นคงเป็นเพราะความโกรธแค้นของวอนอูต่อมนุษย์ด้วย


แล้วเขาล่ะ จะว่าเกลียดมนุษย์ก็ใช่ คนที่ไล่ฆ่าเขาในคืนนั้นก็มนุษย์ คนที่ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนั้นทุกปีก็มนุษย์ คนที่ทำให้เขาต้องพยายามซ่อนตัวตนที่แท้จริงอยู่ตลอดก็คือมนุษย์ แต่เพื่อนร่วมงานของเขาเองก็มนุษย์ คนที่กินข้าวด้วยกันทุกเที่ยงก็มนุษย์ คนที่เลี้ยงสังสรรค์ด้วยกันก็มนุษย์ ซูนยองปวดหัวไปหมด ทำไมต้องเลือกด้วยก็ไม่รู้ เขาอยากหันหลังให้เมืองไปเลย อยู่ในป่าอย่างนี้ต่อไป แต่มันก็ยังมีความรู้สึกตะหงิดๆ อยู่ ความรู้สึกที่ยังติดอยู่ในใจ และคงไม่มีวันจางหายไปถ้าเขาไม่จัดการมันให้เรียบร้อย


“จะกลับเข้าไปในเมือง? จะบ้ารึไง? อยากโดนฆ่ามากใช่มั้ย? หรืออยากทำตัวเป็นฮีโร่สานสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพวกเรา”


ซูนยองรู้อยู่แล้วว่าวอนอูจะต้องโวยวาย แค่มาบอกให้รู้เท่านั้นแหละ แต่คนที่เขาตั้งใจจะคุยด้วยจริงๆ คือมินกยูต่างหาก หมาป่าสีดำนั่งมองหน้าเขานิ่งๆ แต่แววตาดูเป็นกังวลอยู่


“นายคิดดีแล้วเหรอ?”


“ฉันแค่ ไม่อยากให้มันค้างคาน่ะ ขอโทษนะ พวกนายอุตส่าห์ช่วยฉันแท้ๆ แต่ฉันกลับจะโง่กลับไปอีก”


“ก็โง่น่ะสิ”


“ขอโทษ ฉันจะพยายามระวังตัวเองให้มากที่สุด พอเสร็จแล้วก็จะรีบกลับมา ขอบคุณพวกนายมากนะ ที่ให้ฉันอยู่ที่บ้านนี้ด้วยมาตลอดเลย ถ้าไม่มีพวกนายฉันคงตายไปตั้งแต่คืนนั้นแล้ว”


“พูดเหมือนจะไม่กลับมาอีกแล้วงั้นแหละ”


“ฉันก็แค่กลัวๆ น่ะ นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้เรื่องแค่ไหน ฉันหวังว่าฉันจะได้กลับมานะ”


เวลาเลิกงานของบริษัทคือห้าโมงเย็น กว่าจะเดินทางมาถึงบ้านก็น่าจะห้าโมงครึ่งเป็นอย่างเร็ว ยังดีที่บ้านของเขาไม่ได้ไกลจากป่าเท่าไหร่นัก ซูนยองซุ่มอยู่ในพุ่มไม้รอเวลา ในหัวก็อดคิดไปถึงคืนนั้นไม่ได้ คืนที่เขาวิ่งหัวซุกหัวซุนเข้ามาในป่า คืนที่เขาหัวใจเต้นรัวเร็วด้วยความตื่นเต้นที่จะบอกกับเพื่อนเป็นครั้งแรก ว่าเขาเป็นแฮมสเตอร์ ภายในไม่กี่นาที พอได้ยินเสียงตะโกนกู่ร้องมาจากด้านหลัง จากความตื่นเต้นก็กลายเป็นความหวาดกลัว ซูนยองสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้หักจากด้านหลัง แต่พอหันไปมองก็ไม่เห็นอะไร ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก เขาคนนั้นก็เดินผ่านหน้าไปพอดี ยังดีที่ถนนติดกับป่า ทำให้ซูนยองไม่ต้องไปเข้าไปในเมืองมากนัก เขาค่อยๆ ย่องตาม และพอเลี้ยวหัวโค้งก็พุ่งเข้าไปจับแขนอีกคนไว้


“เห้ย! อะไรเนี่ย- ซูนยอง!”


“พี่แทมิน”


เพื่อนร่วมงาน พี่ชายที่เขารักและสนิทด้วยมากที่สุด คนที่ชวนเขาไปปาร์ตี้คืนวันนั้น คนที่เขากำลังจะบอกความจริงด้วย ตอนนี้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว แทมินมองหน้าเขาอย่างตกใจก่อนสายตาจะไปหยุดอยู่ที่ใบหูของเขา ซูนยองคิดว่าทั้งบริษัทคงได้ข่าวแล้วล่ะ ว่าเขาเป็นสัตว์ผสม ทุกปีก็จะเป็นแบบนี้ คนโชคร้ายจะถูกล่า และหายตัวไป วันรุ่งขึ้นก็จะมีข่าวเต็มไปหมด การเปิดโปงสัตว์ในหมู่มนุษย์ นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่ซูนยองตกเป็นข่าวซะเองแบบนี้


“พี่ เอ่อ คงรู้แล้วว่าผมเป็น-”


“อืม พี่รู้”


แทมินดูเกร็งๆ ซูนยองเริ่มใจเสีย แต่อย่างน้อยก็ยังไม่ได้ตะโกนร้องเรียกใคร และยังไม่ได้ทำร้ายอะไรเขา ซูนยองเองก็พูดอะไรไม่ถูก เลยเงียบกันไปครู่หนึ่ง


“คือ ผมมาวันนี้ คือ พี่จำได้ใช่มั้ยคืนนั้นพี่นัดให้ผมไปปาร์ตี้”


“อืม”


“คืนนั้น ผมตั้งใจจะบอกพี่ว่าผมเป็น เป็นอะไร แต่ผมก็ไปไม่ถึงเพราะว่า มีคนจับผมได้ก่อน แล้ว-”


“เจอศพแล้วล่ะ ห้าศพ สภาพยับเยินเลย”


แล้วซูนยองก็เพิ่งเริ่มเข้าใจอะไรลางๆ


“ผมไม่ได้เป็นคนทำนะครับ”


“พี่ก็ ไม่คิดว่าคนอย่างนายจะทำอะไรแบบนั้นได้หรอก แต่มีคนเห็นว่าห้าคนนั้นเขาวิ่งตามนายเข้าไปในป่า แล้วก็กลายเป็นศพไปหมด แถมนายยังหายตัวไปเลย ติดต่อก็ไม่ได้ พี่ก็อดคิดไม่ได้ ว่านาย ว่านายจะกลายเป็น เหมือนพวกที่อยู่ในป่าไปแล้ว”


ซูนยองสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยๆ พูดอธิบาย


“โทรศัพท์ผมคงตกระหว่างทาง ผมถูกรุมทำร้าย และเกือบตาย ถ้าไม่ได้หมาป่าสองคนช่วยผมไว้ซะก่อน ผมกลับเข้าเมืองอีกไม่ได้ และติดต่อพี่ไม่ได้แน่นอนอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ทุกคนรู้ว่าผมเป็นสัตว์ผสม และคงไม่มีใครต้อนรับผมอีก ตอนนี้ผมอยู่ในป่า แต่ผมมาหาพี่ เพราะมีเรื่องอยากจะถาม ผมอยากให้พี่ตอบผมตรงๆ”


“ได้สิ”


“ถ้าพี่รู้ ว่าผมเป็นสัตว์ผสมแต่แรก พี่จะเป็นเพื่อนกับผมมั้ยครับ?”


แทมินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจยาว


“ให้คิดตอนนี้ก็ยากนะ ก็มันเป็นเพื่อนไปแล้วนี่ ฉันก็ยังไม่รู้จะคิดยังไงกับเรื่องสัตว์ผสมอะไรนี่เหมือนกัน เพราะงั้น ถ้าให้เริ่มกันใหม่ ฉันก็ไม่รู้หรอก แต่สำหรับตอนนี้นะซูนยอง นายก็เป็นเพื่อนที่ดี และน้องที่น่ารักของฉัน จะเป็นมนุษย์ เป็นแฮมสเตอร์ หรือจะเป็นไส้เดือนก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะงั้นเลิกทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ตลอดเวลาได้แล้ว มานี่มา”


ซูนยองขี้แยจริงๆ นั่นแหละ ซบหน้าลงกับไหล่แทมินแล้วร้องไห้เสียงดังจนแทมินต้องเอาผ้าเช็ดหน้ามาอุดปากแล้วตบไหล่ปุๆ ถามไถ่ว่าเป็นยังไงบ้าง กินดีอยู่ดีใช่มั้ย บอกว่าที่บริษัทเงียบเหงาไปมากเพราะไม่มีซูนยองคอยร้องเพลงระหว่างทำงาน หรือเต้นหน้าลิฟต์หลังเลิกงาน


“ไม่ใช่ทุกคนจะอคติกับสัตว์ผสมหรอก คนเรารู้จักกันมาตั้งนาน จะใจจืดใจดำกันไปซะหมดเลยมันเป็นไปไม่ได้หรอก หยุดร้องไห้ได้แล้ว พี่ก็หลงคิดว่านายจะเป็นสัตว์อะไรที่เท่ๆ สักหน่อย แต่ก็นะ เหมาะกับนายแล้วล่ะ”


“เหมาะที่ว่าคือน่ารักใช่มั้ยครับ”


“ไม่ต้องมาหลอกให้ชมเลย พี่นี่ไม่น่าหลงคิดว่านายจะเป็นคนฆ่าเจ้าพวกนั้นได้เลย ถึงจะแค่ 2% ก็เถอะ อย่างนายเหรอจะฆ่าใครได้ แล้วไปอยู่ที่นู่นโดนใครรังแกมั้ยล่ะ? โง่ๆ แบบนายเนี่ย”


“พี่แทมินอะ ก็ มีโดนบ้างครับ”


“แล้วเป็นยังไง ไหวมั้ย?”


“ไหวครับ ผมต้องอยู่ให้ไหวแหละ ก็มีบ้านอยู่ที่เดียวแล้วนี่ครับ ยังไงก็ต้องสู้”


“ดีแล้ว อย่ายอมคนให้มันมากนัก ต้องสู้เขาบ้าง เข้าใจมั้ย? สู้นะ!”


“ครับ! ผมจะสู้!”


“แล้วถ้าไม่ไหวยังไงก็บอกพี่ได้ อยากจะเจอเมื่อไหร่ก็มา ยืนดักพี่ตรงหัวมุมแบบวันนี้ก็ได้ จะตะปบ จะกระโดดใส่ก็ตามใจ”


ซูนยองรู้สึกโล่งขึ้นมาก ทั้งดีใจ สบายใจ แล้วก็ตื้นตันใจ อย่างน้อยชีวิตในเมืองของเขาก็ไม่ใช่จะจอมปลอมไปทั้งหมดซะทีเดียว ยังมีแทมินที่ยังคงเป็นห่วงเขาอยู่ อย่างน้อยความสัมพันธ์นี้ก็เป็นของจริง แทมินกลับเข้าบ้านไปหยิบขนมออกมาให้เขา บอกว่าในป่าคงไม่มีชอคโกแลตเพิ่งออกใหม่ล่าสุดแบบนี้ล่ะสิ ซูนยองกอดพี่ชายคนสนิทอีกครั้ง สัญญาว่าจะมาหาอีกบ่อยๆ แล้วเดินกลับบ้าน ในอ้อมแขนมีกล่องชอคโกแลตสีขาว บนใบหน้ามีรอยยิ้ม


มินกยูยืนรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้าน วอนอูยืนพิงกรอบประตูอยู่ตอนที่ซูนยองกลับมาถึง มินกยูหันมายิ้มให้เขา


“กลับมาแล้วเหรอซูนยอง ถืออะไรมาล่ะ”


“ชอคโกแลตน่ะ มากินด้วยกันนะ เพิ่งออกมาใหม่เลย”


“หึ พวกสัตว์เลี้ยง เห่ออะไรของมนุษย์ใหญ่เชียว”


“วอนอูไม่อยากเห่อก็ไม่ต้องกิน”


มินกยูตาโตในขณะที่วอนอูแยกเขี้ยวแล้วเดินเข้ามาประชิดตัวซูนยอง แต่เขาไม่กลัว ที่ผ่านมาเขาอยู่บนความไม่มั่นใจ สภาพจิตใจพังไปหมดเพราะเสียขวัญ และความคิดที่ว่าทุกอย่างในเมืองเป็นภาพลวงตา แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันไม่ใช่ และเขาควรเลิกเกร็ง เลิกกลัว และกลับมาใช้ชีวิตปกติสักที เขาก็เลยฉีกยิ้มสู้หมาป่าสีเทาอย่างไม่เกรงกลัว นั่นทำให้วอนอูยกมือขึ้นหยิกแก้มเขาแรงๆ อย่างมันเขี้ยว


“ไปเจอเพื่อนเข้าหน่อย ทำเป็นเก่งเชียวนะ! ไอ้เจ้าแฮมสเตอร์!”


“ก็ถ้าไม่เห่อก็ไม่ต้องกิน! ไม่ต้องกิน! อื๊อ เจ็บบบ”


“วอนอูพอได้แล้ว อย่าแกล้งซูนยองสิ”


“ก็นายดูมัน! หน้าบานเชียว! น่าหมั่นไส้! จะสู้ฉันเหรอ ห๊ะ!? ทำเป็นหน้าชื่นตาบาน บอกจะสู้ฉันเหรอ!? ดูซิจะเก่งสักแค่ไหน!”


“อะไรเล่า เอ๊ะ นายรู้ได้ยังไง”


นั่นมันที่เขาคุยกับแทมินนี่นา วอนอูหน้าตึงแล้วหมุนตัวหันหลังกลับจะเดินเข้าบ้าน แต่ซูนยองไวกว่า เขาวิ่งตามไปกระตุกชายเสื้อหมาป่าสีเทาไว้


“เมื่อกี๊นายตามฉันไปเหรอ?”


ไม่มีคำตอบจากวอนอู มินกยูเดินมาจับมือวอนอูไว้ข้างหนึ่งแล้วหันมายิ้มให้ซูนยอง


“พอนายออกไปได้ไม่กี่นาที วอนอูก็รีบตามออกไปเลยล่ะ คงจะเป็นห่วงเลยตามออกไปคอยดู-”


“หุบปากมินกยู!”


ซูนยองยิ้มแก้มปริแล้วดึงตัววอนอูให้หันกลับมาหา และก็ต้องยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อเห็นรอยสีแดงจางๆ ที่แก้มขาวซีด วอนอูกำลังเขินอย่างนั้นเหรอ


“จริงเหรอ นายตามฉันไปเพราะเป็นห่วงเหรอ”


“ห่วงบ้าอะไรล่ะ ฉันก็แค่ ช่วยใครแล้วไม่อยากให้มันเสียเปล่า แฮมสเตอร์โง่ๆ อย่างนายน่ะทำแต่เรื่อง!”


“วอนอูเป็นห่วงฉันด้วยล่ะ ไม่เกลียดฉันแล้วเหรอ”


“ฉันเคยบอกตอนไหนว่าเกลียด”


ซูนยองตาโตขึ้นกว่าเดิม วอนอูเริ่มหน้าสีแดงเข้มขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่ทันที่ซูนยองจะได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็สะบัดมือมินกยูทิ้งแล้ววิ่งหายเข้าบ้านไป ทิ้งให้มินกยูกับซูนยองยืนหัวเราะกันอยู่ที่แปลงดอกไม้หน้าบ้าน


หลังจากนั้นทุกๆ อย่างก็ค่อยๆ ดีขึ้น ซูนยองแวะไปหาแทมินทุกอาทิตย์ คุยเล่นอะไรกันตามประสาเพื่อน แทมินมักจะหาของฝากมาให้เขาเสมอ พวกขนมที่มีเฉพาะในเมืองเท่านั้น มินกยูและวอนอูก็จะได้กินขนมใหม่ๆ ไปด้วย และดูทั้งสองคนก็ตั้งหน้าตั้งตารอวันที่ซูนยองจะไปหาแทมินอยู่เหมือนกัน ถึงวอนอูจะไม่ยอมรับก็เถอะ วอนอูคอยตามไปดูซูนยองอยู่ทุกครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ซูนยองจับได้ เพราะวิ่งไล่กวดตาม วอนอูทำท่าจะวิ่งหนี แต่ก็ยังคงไม่เชื่อใจซูนยองที่ชอบ ‘สร้างเรื่อง’ บ่อยๆ เลยยอมให้เดินจับมือกันกลับบ้าน อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าซูนยองปลอดภัยดี และเพราะอย่างนั้น ความสัมพันธ์ของซูนยองและวอนอูก็เลยค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับด้วย


“วอนอูเป็นแบบนั้นแหละ ขี้เขิน ไม่ค่อยแสดงความรักออกมาตรงๆ หรอก อยู่ด้วยกันมาสิบกว่าปีแล้ววอนอูก็ยังไม่กอด ไม่หอมฉันเลย ยกเว้นเวลาอยู่บนเตียง”


“อะ อื้อ”


ซูนยองยังต้องทนกับเสียงเตียงกระแทกผนังอยู่บ่อยๆ เขาว่าหมาป่ามีความต้องการทางเพศสูงอยู่เหมือนกัน จริงๆ กระต่ายกับหนูนี่ล่ะตัวดี แต่ซูนยองเป็นแฮมสเตอร์คนเดียวนี่นา ไม่มีคู่ ก็เลยไม่มีโอกาส หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายเดือน มินกยูก็เริ่มเข้ามาคุยกับเขาในเรื่องนี้ก่อน


“ซูนยอง เราอยู่ด้วยกันมาสักพักแล้วนะ”


“อื้อ”


“นายรู้ใช่มั้ยว่าฉันกับวอนอูเป็นอะไรกัน”


“อือ รู้ ได้ยินเสียงบ่อยเลย”


มินกยูหัวเราะออกมาก่อนจะพูดต่อ


“ตอนนี้นายก็เป็นคนในครอบครัวของเราแล้วนะ พวกเรารักนายนะ”


เป็นครั้งแรกเลยที่มินกยูพูดออกมาตรงๆ การกระทำหลายๆ อย่างมันบ่งบอกออกมาสักพักแล้วล่ะ แต่ซูนยองก็อดเขินไม่ได้อยู่ดี มินกยูน่ะ อบอุ่นและใจดีมากๆ เลย


“ฉันก็รักพวกนายเหมือนกัน”


“เพราะงั้น ฉันเลยอยากถามนายว่า นายอยากจะมาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรามั้ย?”


“ห๊ะ?”


ซูนยองพอจะเข้าใจว่ามินกยูจะหมายความว่าอะไร ก็ เป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ก็เป็นอยู่แล้วนี่ มินกยูเองก็คงเห็นว่าซูนยองไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน วอนอูที่ยืนพิงกำแพงอยู่ข้างหลังทนไม่ไหวเลยเดินมายืนซ้อนหลังซูนยองที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ แขนข้างหนึ่งโอบช่วงไหล่ซูนยองให้ติดกับอกตัวเอง แล้วกระซิบที่ข้างใบหูเสียงต่ำจนซูนยองขนลุกซู่ไปทั้งตัว


“ที่มินกยูตั้งใจจะถามก็คือ นายอยากจะนอนกับพวกฉันมั้ย เจ้าแฮมสเตอร์หน้าโง่”


นอน กับพวกฉัน ซูนยองรู้สึกเหมือนหน้าจะระเบิดให้ได้ มินกยูได้แต่ยิ้มแหยให้กับคำพูดของวอนอู แต่พอเห็นซูนยองหน้าแดงเหมือนมะเขือเทศก็หลุดขำออกมา คำตอบก็คงชัดเจนอยู่แล้วล่ะนะ วอนอูจูบที่ใบหูเล็กๆ ของซูนยองจนทำให้แฮมสเตอร์ตัวน้อยสะดุ้ง มินกยูเขยิบตัวมานั่งชิดกันบนโซฟา มือข้างหนึ่งวางลงบนแขนของซูนยองและค่อยๆ ลูบขึ้นมาที่หัวไหล่ ก่อนจะโน้มหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจเป่ารดใบหน้าอีกฝ่าย


“เรามาอยู่ด้วยตลอดไปเลยนะ ซูนยอง”


“อื้อ”


ในที่สุด เขาก็เจอบ้านแล้วสินะ บ้านที่ไม่ต้องปกปิดตัวตน บ้านที่ไม่มีความหวาดกลัว บ้านที่เป็นที่ของเขาจริงๆ กับหมาป่าที่รักสองคน


1 comment: