Thursday, 19 July 2018

[OS] Sunflower #minsoon

ทุกๆ ปิดเทอมฤดูร้อน มินกยูที่ชอบอะไรแปลกใหม่จะต้องหางานอดิเรกสักอย่างทำแก้เบื่อ บางครั้งก็เป็นกิจกรรมผ่อนคลายสบายๆ อย่างหาเกมส์ใหม่มาเล่น หรือนั่งดูซีรี่ย์สักเรื่องก็สนุกดี แต่บางทีเขาก็ออกไปทำอะไรผาดโผนอย่างปีนผา เรียนโต้คลื่น เรียกได้ว่าปิดเทอมสิบกว่าครั้งในชีวิต เขาแทบจะทำมาหมดทุกอย่างแล้ว

ปีนี้เขาเลยลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยคิดว่าสนใจดูบ้าง

นั่นก็คือการปลูกต้นไม้

คุณแม่ดีใจที่ในครั้งนี้เขาเลือกที่จะอยู่ติดบ้าน คุณพ่อเองก็พอใจที่เขาจะหัดทำงานในสวนบ้าง เพราะคุณพ่อชอบสวนสวยๆ แต่ไม่ทำเอง พอมินกยูเริ่มมาสนใจท่านก็เลยชอบใจใหญ่ มินกยูเริ่มจากหาประเภทดอกไม้ก่อน อากาศฤดูร้อนอบอ้าว ที่สวนด้านหลังบ้านของเขาแดดแรงดีตลอดวัน เพราะอย่างนั้นเขาจึงเลือกจะปลูกดอกไม้ที่ชอบแดด พอค้นไปค้นมาเขาก็สะดุดที่รูปดอกไม้สีเหลืองขนาดใหญ่

ดอกทานตะวัน

มินกยูเป็นคนชอบสีเหลืองอยู่แล้ว ขนาดดอกก็ใหญ่ดี ปลูกเรียงเป็นแถวคงจะสวยน่าดู ถึงสวนหลังบ้านจะไม่ได้ใหญ่มากแต่ก็คงพอได้สักแถวสองแถว คุณพ่อก็น่าจะชอบด้วย มินกยูเริ่มอ่านวิธีการปลูกอย่างละเอียด ดูคร่าวๆ แล้วก็คิดว่าน่าจะปลูกได้ไม่มีปัญหา บ่ายวันนั้นก็เลยออกไปซื้อเมล็ดทานตะวันและจะปลูกเย็นวันนั้นเลย

นี่คงเป็นปิดเทอมฤดูร้อนอีกหนที่มินกยูจะเพลิดเพลินไปกับงานอดิเรกใหม่ และมันก็คงจบก่อนเปิดเทอม และเขาก็กลับไปใช้ชีวิตเหมือนปกติ ปิดเทอมก็คงเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีความสุข แต่ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมายเหมือนอย่างทุกปี

แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น

เมื่อมินกยูพรวนดินเรียบร้อย เปิดถุงเมล็ด และพบกับ ‘เขา’ เข้า
มินกยูแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ‘เขา’ ที่ตัวเล็กเท่านิ้วโป้ง นอนปะปนอยู่กับเมล็ดภายในถุง ร่างกายเหมือนกับมนุษย์ทุกอย่าง เส้นผมสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาเรียวรีเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เนื้อตัวเปื้อนดินจนเป็นสีน้ำตาล สกปรกมอมแมม พอเห็นมินกยูเข้าก็ร้องจ๊าก แล้วพยายามขุดหาที่ซ่อน มินกยูจ้องเขานิ่งตาไม่กระพริบ ปากยังหุบไม่ลงด้วยซ้ำ

อะไรกัน?

แผนการปลูกทานตะวันภายในวันนั้นเป็นต้องพับเก็บไปก่อน มินกยูรีบวิ่งกลับขึ้นมาที่ห้องของตัวเอง ปิดประตูลงกลอนเรียบร้อย แล้วค่อยๆ เทเมล็ดทานตะวันลงบนโต๊ะ เจ้าตัวเล็กเท่าหัวแม่โป้งก็กลิ้งหลุนๆ ออกมาด้วย ยิ่งอยู่ในที่โล่ง เขาก็ยิ่งหวาดกลัวเข้าไปอีก ร้องไห้จ้าแล้วพยายามกระโจนกลับเข้าถุง แต่พอเห็นว่าด้านในไม่มีเมล็ดให้ซ่อนตัวอีกแล้ว เจ้าตัวเล็กก็วิ่งวุ่นบนโต๊ะ แล้วจบลงด้วยเผ่นหนีเข้าไปในซอกระหว่างกองหนังสือกับอ่างเลี้ยงปลาของเขาแทน

มินกยูไม่ละความพยายาม เขาเอนหน้าลงแนบกับโต๊ะ เพ่งมองเจ้าตัวเล็กที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในซอกมืดๆ พอเห็นปลากัดของเขาว่ายผ่านก็ร้องออกมาเสียงดังแล้ววิ่งไปชนหนังสือจนล้มลงนอนแอ้งแม้งกับพื้น มินกยูร้อนใจเลยใช้ปลายนิ้วเขี่ยเจ้าตัวเล็กออกมานอนมึนอยู่บนฝ่ามือของตัวเอง พอเห็นว่าไม่มีแผลอะไรก็โล่งใจ แต่เจ้าตัวเล็กพอเริ่มหายมึนก็ร้องไห้ออกมาอีก เสียงเล็กๆ โวยวายอะไรฟังไม่ได้ศัพท์ มินกยูเลยยื่นหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นแล้วเอียงหูเข้าหา

“ยักษ์!! ฮืออ ยักษ์!! ตายแน่ๆ เลย ตายแน่ๆ อย่ากินเรานะ อย่ากินเรานะยักษ์!!”

มินกยูพยายามลดเสียงให้เบาที่สุดแล้วตอบกลับไป

“ไม่กินหรอก ไม่ต้องกลัวนะ ฉันไม่ทำอะไรนายหรอก ถ้าฉันจะทำคงทำไปแล้ว จริงมั้ย?”

เจ้าตัวเล็กจ้องมองมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่ง สูดน้ำมูกฟืดๆ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนฝ่ามือของเขา ก่อนจะพูดออกมาเสียงสั่น

“ไม่ทำอะไรเราแน่ๆ นะ?”

“อื้อ ไม่ทำหรอก”

“ดะ ดีจัง เราก็เหนื่อยแล้ว”

น่ารักแฮะ

มินกยูหยิบผ้าขนหนูผืนที่นุ่มที่สุดมาขยำเป็นก้อนขยุกขยุยให้เจ้าตัวเล็กได้นั่ง ส่วนหนึ่งที่ใช้ผ้าขนหนูเพราะจะให้ห่อตัวด้วย ก็เจ้าตัวเล็กล่อนจ้อนไม่ได้ใส่เสื้อผ้านี่นะ ฝาขวดน้ำกลายเป็นบ่อน้ำให้เจ้าตัวเล็กดื่ม และเศษคุกกี้ที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าทำร่วงไว้กลายเป็นอาหารว่าง เจ้าตัวเล็กค่อยๆ คลายความหวาดกลัวลง ซุกตัวเข้าหาผ้าขนหนู และเริ่มคุยกับเขา

“ฉันชื่อมินกยูนะ นายชื่ออะไรล่ะ?”

“เอ่อ ไม่รู้เหมือนกัน ไม่มีชื่ออะ”

“ไม่มีเหรอ? เออ… งั้น ฉันตั้งให้ก่อนมั้ยล่ะ?”

“ก็ได้”

“ฉันเรียกนายว่าเจ้าตัวเล็กก่อนก็แล้วกัน”

เจ้าตัวเล็กพยักหน้าหงึกหงักพลางเคี้ยวเศษคุกกี้ไปด้วย

“นาย เป็นใครเหรอ?”

“อือ ไม่รู้จะบอกว่าเป็นใครดี เรามาจากที่ๆ มีดอกไม้สีเหลืองเต็มไปหมด สวยมากๆ เลยล่ะ แล้วอยู่ดีๆ ก็ถูกจับใส่ถุงมา แล้วก็มาโผล่ที่นี่ล่ะ”

“นายมีเพื่อนคนอื่นที่ตัวเล็กๆ เหมือนนายบ้างมั้ย”

เจ้าตัวเล็กส่ายหน้า

“เท่าที่จำได้ เราก็อยู่แต่กับดอกไม้สีเหลืองนะ”

“อืมม นายจำอะไรเกี่ยวกับที่นั่นได้อีกมั้ย?”

“ไม่เลย”

“แบบนี้ฉันก็พานายกลับไปส่งไม่ได้น่ะสิ”

มินกยูตะครุบปากตัวเองไม่ทัน เขาเผลอพูดอะไรพล่อยๆ ออกมาจนได้ เจ้าตัวเล็กเม้มปากแล้วก้มหน้าต่ำจนชิดอกดูท่าทางพร้อมจะปล่อยโฮเต็มที่ เขาไม่อยากทำให้เจ้าตัวเล็กร้องไห้นี่นา มินกยูพยายามหาทางปลอบ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นกองเมล็ดทานตะวันที่เพิ่งซื้อมา เขาหยิบมาจำนวนหนึ่งแล้วยื่นไปตรงหน้าเจ้าตัวเล็ก

“ไม่ต้องเศร้าไปนะ นี่ไง เมล็ดพวกนี้ก็โตมาเป็นดอกไม้สีเหลืองได้เหมือนกันนะ”

เจ้าตัวเล็กเงยหน้าขึ้นแล้วช้อนตามองหน้าเขาอย่างมีความหวัง

“ฉันจะรีบปลูกมันพรุ่งนี้เลย แล้วจะขยันรดน้ำ ใส่ปุ๋ย อีกไม่กี่เดือนนายจะมีดอกไม้สีเหลืองเยอะแยะเลย นะ”

“จริงๆ นะ?”

“จริงสิ”

คืนนั้นมินกยูให้เจ้าตัวเล็กนอนที่โต๊ะทำงานนั่นแหละ เจ้าตัวเล็กซุกตัวเข้าหาก้อนสำลีที่เป็นหมอน และผ้าขนหนูที่เป็นทั้งเตียงทั้งผ้าห่ม มินกยูยังไม่เข้าใจนักว่าเจ้าตัวเล็กคือสิ่งมีชีวิตอะไรกันแน่ และแน่นอนเขายังทั้งตกใจ และไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นกับตัว แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเขาก็ต้องรับมือให้ดีที่สุด ตกใจโวยวายไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ถ้าเขายิ่งตกใจ เจ้าตัวเล็กก็คงยิ่งใจเสียไปด้วย เอาเป็นว่าเขาจะพยายามใจเย็นๆ และค่อยๆ ทำทีละอย่าง เริ่มจากการปลูกต้นทานตะวันก่อนเลยพรุ่งนี้เช้า

“ฮัดชิ่ว!”

“ขอโทษนะ ฉันไม่รู้ว่านายหนาว”

“ไม่หรอก เราไม่ได้บอกเองแหละ”

เจ้าตัวเล็กเหมือนจะไม่สบาย มินกยูเลยรีบปิดแอร์ เปิดหน้าต่างตั้งแต่เช้า พอโดนแดดอุ่นๆ ลมอ่อนๆ เข้าหน่อยเจ้าตัวเล็กก็ดูอาการดีขึ้น มินกยูตัดสินใจว่าต่อไปเขาจะไม่เปิดแอร์อีก แต่เปลี่ยนเป็นใช่พัดลมแทน ถึงอากาศจะร้อนก็เถอะ เขาเทน้ำอุ่นใส่ถ้วยมาวางไว้ใกล้ๆ เจ้าตัวเล็ก ไม่นานเจ้าตัวเล็กก็เอนตัวเอาแก้มไปแนบ มินกยูเอาคางเกยโต๊ะมองแล้วก็อดยิ้มไม่ได้

“อาบน้ำ?”

“อื้อ”

“อะไรเหรอ?”

ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กจะไม่รู้ว่าอะไรคือการอาบน้ำ มินกยูเลยต้องจับเจ้าตัวเล็กอาบน้ำในขัน ใช้คอตตอนบัดชุบน้ำสบู่ถูๆ ให้ตามตัว ดูท่าทางเจ้าตัวเล็กจะชอบไม่ใช่น้อย ตีแขนตีขาเล่นน้ำสนุกใหญ่ ระหว่างที่เจ้าตัวเล็กกลิ้งไปมาในผ้าขนหนูเพื่อเช็ดตัวมินกยูก็เอาผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าของตัวเองมาตัดๆ แปะๆ พอให้ใส่เป็นเสื้อได้ ส่วนกางเกงเขาขอยอมแพ้ แต่เจ้าตัวเล็กก็ไม่ได้ติดใจอะไร

“เอาล่ะ ฉันจะเริ่มปลูกแล้วนะ”

“อื้อ!”

ระหว่างที่มินกยูขุดหลุม หยอดเมล็ด โกยดินทับ รดน้ำ เจ้าตัวเล็กก็กระโดดโลดเต้นไปมา มินกยูพยายามจะห้ามไม่ให้วิ่งเข้าไปเล่นส่วนที่มีหญ้าเพราะกลัวจะตามหาไม่เจอ แต่เจ้าตัวเล็กก็ยังซน วิ่งเข้าไปจนได้ มินกยูกำลังจะหยิบเจ้าตัวเล็กกลับไปวางในตะกร้าอุปกรณ์ที่ถือออกมาด้วย แต่พอเห็นเจ้าตัวเล็กยิ้มกว้าง แก้มสีแดงปลั่ง ก็ได้แต่ยิ้มตาม เจ้าตัวเล็กคงจะโตมากับธรรมชาติ พอได้กลับมาอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าอีกครั้งเลยสดชื่นขึ้นกว่าเมื่อวานมาก

“มินกยู!”

“อะไรๆ?”

“เรียกไม่ได้ยินอะ เราจะบอกว่า เสร็จแล้วรดน้ำต้นไม้ต้นอื่นด้วยนะะ เขาหิวกันหมดแล้ว เอ้อ แล้วก็ที่ปกติรดไม่พอนะ ช่วงนี้อากาศร้อน ฝนก็ไม่ค่อยตกด้วย”

“อ่า โอเค”

หรือว่าเจ้าตัวเล็กจะเป็นภูตก็ไม่รู้นะ มินกยูรดน้ำต้นไม้ทั้งสวนตามที่เจ้าตัวเล็กบอก โดยที่เจ้าตัวมานั่งบนไหล่ คอยบอกว่าต้นไหนรดเยอะรดน้อย เวลาจะคุยกันก็ลำบากหน่อยเพราะขนาดตัวต่างกันมาก อยู่ไกลกันหน่อยเดียวเสียงของเจ้าตัวเล็กก็ดังมาไม่ถึงหูมินกยูแล้ว กว่าจะปลูก จะรดน้ำต้นไม้เสร็จก็บ่ายแก่ๆ มินกยูกลับเข้ามาในห้อง เริ่มจัดการกันเมล็ดทานตะวันอีกส่วนที่เก็บไว้ เจ้าตัวเล็กนั่งมองเขาห่อแต่ละเมล็ดในกระดาษทิชชู่ และพรมน้ำจนชุ่ม ใส่ไว้ในกระบะขนาดกลาง

“ทำอะไรเหรอ?”

“นี่เป็นวิธีเตรียมเมล็ดน่ะ พอมันเริ่มงอกก็ค่อยเอาลงดิน วิธีนี้น่าจะช่วยให้งอกง่ายขึ้นด้วยนะ”

“ทำไมไม่ทำแบบนี้ทั้งหมดเลยล่ะ?”

“ไม่มีกระบะใหญ่ขนาดนั้นน่ะสิ แล้วก็ อยากลองทำทั้งสองแบบด้วย กระบะอันนี้ถือว่าเป็นสวนในบ้าน ยกให้นายดูแลก็แล้วกัน ดีมั้ย?”

เจ้าตัวเล็กยิ้มแฉ่งแล้วพยักหน้าเร็วๆ

มินกยูตื่นขึ้นเพราะเสียงเพลง ใครสักคนกำลังร้องเพลงอยู่ พอเพ่งมองดีๆ ก็เห็นเงาขยับไปมาในกระบะพลาสติกใส เจ้าตัวเล็กกำลังเต้นรำไปรอบๆ เมล็ดทานตะวันพร้อมกับร้องเพลงไปด้วย เป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้องอะไร แต่ถึงจะมีแค่ทำนอง ก็ทำให้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวาไปด้วย มินกยูนอนมองเงาไหวๆ จากแสงแดดอ่อนอยู่อย่างนั้น เป็นเช้าวันอาทิตย์ที่สดใสจริงๆ

“มินกยู งอกแล้วล่ะ! เอาลงดินได้แล้วล่ะ~”

ระหว่างที่มินกยูเอาเมล็ดลงดิน เจ้าตัวเล็กก็ยืนให้กำลังใจไม่ห่าง มินกยูเอามือตบดินที เจ้าตัวเล็กก็กระโดดเหยียบดินที พอมินกยูรดน้ำ เจ้าตัวเล็กก็เต้นรำไปรอบๆ คอยเหยียบดินตรงนู้นที ตรงนี้ที ทุกวันทั้งเช้าเย็น เจ้าตัวเล็กจะออกไปดูแลต้นไม้ รดน้ำพรวนดินพร้อมกับมินกยูจนตัวเปียกน้ำเปื้อนดินไปหมด มินกยูต้องจับอาบน้ำถูสบู่ให้เรียบร้อยถึงจะปล่อยให้ไปนอนกลิ้งบนผ้าขนหนูต่อได้

“อย่านะๆ! อย่ามาจิกนะ!”

“เจ้าตัวเล็ก ระวัง!”

นก หอยทาก กระรอกเป็นศัตรูตัวร้ายของการปลูกต้นทานตะวัน มินกยูจะทำรั้วตาข่ายมากั้นก็ไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ที่มาจิกต้นอ่อนในสวนก็คือนก จะให้คลุมปิดยังไงไหว เจ้าตัวเล็กนี่แหละที่คอยเกาะกระจกมองอยู่ตลอด พอมีนกมาก็รีบวิ่งไปไล่โดยที่ไม่ได้นึกถึงขนาดตัวตัวเองเลย เคยเกือบโดนจิกไปหลายครั้ง มินกยูเลยต้องเป็นคนไล่แทน เอาเสื้อกับหมอนมาทำเป็นหุ่นไล่กา และเอาโมบายเปลือกหอยมาห้อยไว้ก็ช่วยได้บ้าง แต่ในช่วงแรกๆ เจ้าตัวเล็กก็ยังคอยจ้องเขม็งอยู่ตลอดวันอยู่ดี

หลังจากต้นทานตะวันเริ่มโตขึ้นมาก แค่ออกไปรดน้ำวันละครั้งก็พอ ระหว่างวันที่อยู่ในบ้าน มินกยูก็อ่านนู่น อ่านนี่ให้เจ้าตัวเล็กฟัง ถึงเจ้าตัวเล็กจะดูงงๆ ไม่รู้ว่าตัวเองมาจากไหน หรือแม้กระทั่งเป็นใคร แต่เจ้าตัวเล็กก็มีเรื่องมาเล่าบ้างเหมือนกัน ส่วนมากก็ไม่มีเรื่องราวอะไร เป็นแค่ฉากของที่ไหนสักแห่ง ต้นไม้เขียวชอุ่ม แสงแดดสาดส่องบนทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้สีม่วง ปุยดอกสีขาวปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า เจ้าตัวเล็กเล่าทีไร ดวงตาก็จะเป็นประกายอยู่ตลอด มินกยูหวังว่าสักวันเขาจะได้พาเจ้าตัวเล็กกลับไปยังที่ที่จากมา

“มินกยู! ต้นนี้หัก!”

การปลูกต้นทานตะวันไม่ได้ง่ายเลย ลำต้นสูงใหญ่ก็จริง แต่ไม่ได้แข็งแรงนัก มินกยูเอาไม้มาดามไว้ทุกต้นแล้วแต่ก็ยังมีหลายต้นที่โดนลมพัดแรงจนหักงอ เจ้าตัวเล็กทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ สองแขนดึงเจ้าต้นทานตะวันมากอดไว้แน่นจนตัวแทบจะหล่นจากมือมินกยู มินกยูยืนอยู่อย่างนั้นจนกว่าเจ้าตัวเล็กจะผละออกเอง

“ไม่ต้องห่วงไปหรอกนะเจ้าตัวเล็ก ฉันจะพยายามเต็มที่เลย จะดูแลพวกมันให้ดีที่สุดเลย นะ”

เจ้าตัวเล็กไม่ตอบ แต่ปีนขึ้นมาเกาะที่คอมินกยูแทน มินกยูรู้สึกจักจี้นิดหน่อยแต่ก็ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กซุกอยู่แบบนั้น เขาไม่เคยปลูกต้นไม้ มันยากกว่าที่เขาคิดนิดหน่อย แต่คงเป็นเพราะเขามีแรงกดดันด้วย จริงๆ เขาก็ไม่ได้เครียดอะไรมากในตอนแรก คิดว่าถ้าออกดอกสักต้นก็คงพอแล้ว แต่พอมีเจ้าตัวเล็กอยู่แบบนี้เขาก็อยากให้ทุกต้นเติบโตและออกดอกอย่างดี เขาไม่อยากให้เจ้าตัวเล็กเสียใจ

“มินกยู! มีดอกตูมแล้ววว มินกยู!”

มินกยูตื่นเต้นดีใจไปกับเจ้าตัวเล็กที่กระโดดกอดต้นทานตะวันจนแทบเอามือไปรองไว้ไม่ทัน ระหว่างที่คอยระวังไม่ให้เจ้าตัวเล็กร่วงเขาก็สังเกตเห็นปอยผมสีเหลืองอ่อนที่ขึ้นที่กลางหัวของเจ้าตัวเล็ก พอถามว่าคืออะไร เจ้าตัวเล็กก็จับๆ ผมแล้วส่ายหน้าบอกว่าไม่รู้

“มินกยู เราว่าพรุ่งนี้ดอกน่าจะบานแล้วล่ะ!”

“อืม น่าจะใช่นะ นายจะได้เห็นดอกไม้สีเหลืองของนายแล้ว”

“อื้ออ!”

และวันรุ่งขึ้น เจ้าตัวเล็กก็รบเร้าให้เขาพาออกไปดูดอกทานตะวันแต่เช้า มินกยูก็ตามใจ พาออกไปยืนรอตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เจ้าตัวเล็กเกาะนิ้วของเขาแน่น จ้องมองดอกทานตะวันอย่างใจจดใจจ่อ แต่เจ็ดโมงก็แล้ว แปดโมงก็แล้ว ดอกทานตะวันก็ยังไม่บานสักทีจนมินกยูต้องเกลี้ยกล่อมให้เข้าไปกินอาหารเช้าก่อน เจ้าตัวเล็กกินเศษซีเรียลไปหน่อยเดียวก็นั่งก้มหน้าเขี่ยปลายนิ้วตัวเองเล่น มินกยูรีบดื่มนมจนหมดแล้วค่อยๆ หยิบเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอีกครั้ง

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก เดี๋ยวก็บานเองนั่นแหละ นะ”



“มินกยู!! บานแล้วล่ะ!! บานแล้ววว!”

แล้วก็เป็นอย่างที่มินกยูพูดจริงๆ ช่วงเก้าโมงกว่าๆ ในที่สุดดอกทานตะวันก็บานจริงๆ มินกยูพาเจ้าตัวเล็กเข้าไปดูใกล้ๆ เจ้าตัวเล็กกระโดดกอดดอกไม้ด้วยความดีใจ มินกยูยืนมองอยู่ข้างๆ ราวสิบนาที เจ้าตัวเล็กก็หันมาบอกเขาด้วยความเกรงใจว่าให้กลับเข้าบ้านไปก่อนก็ได้เพราะตัวเองคงจะอยู่จนถึงเย็น มินกยูกังวล กลัวเจ้าตัวเล็กจะร่วงจากดอกลงพื้น ไม่ใช่เตี้ยๆ ซะด้วย แต่เจ้าตัวเล็กยืนยันว่าไม่เป็นไร เพราะมีทั้งไม้ค้ำ ทั้งเชือกฟางผูกไว้ ไม่ตกแน่ๆ มินกยูลังเลอยู่นิดหน่อยก็เดินกลับขึ้นห้อง เพราะอากาศร้อนมากจริงๆ

ช่วงบ่ายแก่ๆ มินกยูออกมาหาเจ้าตัวเล็กอีกครั้ง ถึงเจ้าตัวจะบอกว่าจะอยู่ถึงเย็นก็เถอะ แต่เขาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เขาถือฝาขวดน้ำที่มีน้ำอยู่เต็มออกมาด้วย ไม่รู้เจ้าตัวเล็กจะหิวรึยัง ปกติไม่ค่อยกินอะไรเท่าไหร่แต่เขาก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี

ดวงอาทิตย์ที่คล้อยต่ำใกล้จะลับขอบฟ้าสาดแสงสีส้มเหลืองย้อมสวนหลังบ้านของเขา กลีบดอกทานตะวันสีเหลืองไหวไปตามสายลม เจ้าตัวเล็กนอนขดตัวอยู่ในกลุ่มเกสร เรือนผมสีน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีส้มทองสะท้อนกับแสงอาทิตย์ พอมินกยูเดินเข้าไปใกล้ เจ้าตัวเล็กก็ลุกขึ้นนั่งและส่งยิ้มมาให้เขา

“หิวน้ำมั้ย? อยากกลับเข้าบ้านรึยัง?”

“อื้อ กลับก็ได้”


หลังจากนั้นเจ้าตัวเล็กก็อยู่ในบ้านน้อยลง มินกยูต้องผูกเชือกฟางจากเสาต้นหนึ่งไปอีกต้นเมื่อให้เจ้าตัวเล็กปีนป่ายไปยังดอกทานตะวันแต่ละต้นได้ง่ายๆ ในตอนเช้า เจ้าตัวเด็กจะวิ่งเล่นบนเชือกฟาง กอดดอกนั้นที จูบดอกนี้ที พอมินกยูรดน้ำเสร็จก็กระโดดโลดเต้นใหญ่ ช่วงบ่ายที่มินกยูกลับเข้าไปในบ้านเจ้าตัวเล็กก็จะนอนเล่นบนเกสรดอกไม้ สลับไปมาไม่ซ้ำต้น พอตกเย็น ก่อนที่มินกยูจะออกมารับกลับเข้าบ้าน เจ้าตัวเล็กจะร้องเพลงให้ดอกไม้ เป็นเพลงที่ต่างจากที่มินกยูเคยได้ยินตอนที่เพาะเมล็ดในห้อง เป็นเพลงที่ช้าลง และฟังดูผ่อนคลายมากกว่าเพลงสดใสในตอนนั้น มินกยูคิดว่ามันเหมือนเพลงกล่อมเด็กเข้านอน

วันเวลาผ่านไปอย่างนี้อยู่เดือนกว่าๆ วันเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข และสดใสเหมือนกับสีเหลืองของกลีบดอกทานตะวัน แต่ดอกทานตะวันก็เหมือนกับทุกสิ่งในโลกนี้ ไม่ยืนยาว พืชล้มลุกที่มีดอกสีเหลืองสดใสนี้ก็มีช่วงเวลาของมัน


พักหลังมานี้เจ้าตัวเล็กแปลกไป มินกยูสังเกตเห็นได้ไม่ยากเพราะโดยปกติแล้วเจ้าตัวเล็กจะกระตือรือร้นและร่าเริงมาก แต่เดี๋ยวนี้เจ้าตัวเล็กเชื่องช้าลง ไม่ได้กระโดดโลดเต้นเหมือนเก่า เสียงร้องเพลงค่อยๆ ช้าลงทุกวัน และทำนองเพลงก็เปลี่ยนไป จากสดใสเป็นผ่อนคลาย จากผ่อนคลายก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย

เพลงที่เหมือนกับการจากลา

“มินกยู ดอกทานตะวันเริ่มเหี่ยวแล้วนะ”

“อืม”

“มินกยูเองก็เห็นใช่มั้ย ว่าเราเองก็ด้วย”

เส้นผมสีส้มทองของเจ้าตัวเล็ก เริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทา ถึงเจ้าตัวเล็กจะยังมีรอยยิ้มสบายๆ อยู่บนใบหน้า ถึงเจ้าตัวเล็กจะยังนอนเอกเขนกอยู่ในเกสรดอกไม้เหมือนทุกวัน แต่มินกยูรู้ดี ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น แสงสีส้มจากดวงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องลงบนแปลงดอกทานตะวันของเขา ทำให้เขานึกถึงวันแรกที่เหล่าดอกไม้บาน วันนั้นที่เต็มไปด้วยความสุขและความอิ่มใจ แต่วันนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกวูบโหวง จนอยากจะร้องไห้ออกมา

“มินกยู ขอบคุณนะที่ดูแลเราอย่างดีมาโดยตลอด ขอบคุณที่เอาใจใส่ดอกทานตะวันพวกนี้ทุกวันไม่มีขาดเลย”

“ไม่เป็นไรหรอก”

“ทั้งเรา ทั้งดอกทานตะวันทำให้มินกยูเหนื่อยมามากเลยนะ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ ขอบคุณที่อดทน และเอาใจใส่พวกเรามาโดยตลอดนะ”

“ไม่เป็นไร”

ปิดเทอมฤดูร้อนกำลังจะจบลงแล้ว งานอดิเรกใหม่ของมินกยูก็กำลังจะสิ้นสุดลง มินกยูกำลังจะต้องกลับไปใช้ชีวิตวัยเรียนเหมือนปกติ

ดอกทานตะวันที่เคยมีสีเหลืองสด เริ่มแห้งเหี่ยวลง ลำต้นและใบที่เคยเป็นสีเขียวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และเจ้าตัวเล็ก ที่เริ่มอ่อนแรงลง จนกำลังจะจางหายไป

แต่รอยยิ้มสุดท้ายนั้นยังคงสดใสอยู่เสมอในความทรงจำของมินกยู รอยยิ้มภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็นนั่น ที่เขาจะไม่ทีวันลืม เหตุผลที่ทำให้ฤดูร้อนของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล



“เราจะไม่มีวันลืมมินกยูเลย ขอบคุณจริงๆ นะ”



“ลาก่อนนะ”






No comments:

Post a Comment