แหม ก็การเป็นแฮมสเตอร์อยู่กับบ้านเนี่ย มันน่าเบื่อออกนี่นา
ผมนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนโซฟา ในมือมีถุงเมล็ดฟักทองอบแห้ง ตรงหน้าเป็นหนังอะไรซักอย่างที่ดูแล้วก็เพลินๆ ดี วอนูนอนเหยียดอยู่ข้างๆ ผม ปลายหางแกว่งนิดๆ สีหน้าเบื่อหน่าย มิงนอนอยู่บนพื้นพรมด้านล่าง หูกระดิกเป็นช่วงๆ แต่จากเสียงกรนเบาๆ ผมคิดว่าเขาคงหลับไปนานพอสมควรแล้วล่ะ
ซึงชอลออกไปทำงานเหมือนทุกวัน และพวกเราก็นั่งๆ นอนๆ ดูทีวีอยู่ที่บ้าน เหมือนทุกวัน ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ความเป็นอยู่แบบนี้ก็เรียกได้ว่าเหมือนฝันเลยล่ะ มีบ้านให้อยู่ มีเตียงให้นอน มีข้าวให้กิน จริงๆ แล้วผมก็รู้สึกขอบคุณซึงชอลมากเลยล่ะ เขาใจดีกับพวกเรามากๆ แล้วยังอดทน พยายามใจเย็นตลอด จริงๆ ถ้าเป็นคนอื่นละก็ป่านนี้พวกเราถูกถีบส่งออกไปนอนข้างถนนแล้ว
แต่ว่า ชีวิตที่ดีแต่ซ้ำซากจำเจแบบนี้ บางทีมันก็ น่าเบื่อเหมือนกันนะ
เพราะงั้นพวกเราก็เลยเรียนรู้ที่จะหา ‘ความสนุก’ กันเองน่ะสิ
“วอนู”
“อือ”
“เบื่อ”
“อือ”
“คืนนี้ไปกัน”
“..อือ”
“ซึงชอลกลับมาแล้ววว~”
“อืม มาแล้วๆ ซื้อขนมมาฝากด้วย”
“เย่~~”
ผมแอบเห็นวอนูเบ้ปากนิดหน่อย แต่ผมไม่สนหรอก นี่เป็นวิธีของผมนี่ ถ้าทำตัวน่ารักเข้าไว้ซึงชอลก็จะเอ็นดูผมมากที่สุดนี่นะ แล้วอะไรๆ มันก็จะง่ายขึ้น แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ ผมรักซึงชอลจริงๆ แล้วปกติผมก็น่ารักอยู่แล้วด้วย แต่เวลาแบบนี้ต้องทำพิเศษขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง ผมกอดแข้งกอดขาซึงชอลในขณะที่เขาเทข้าวใส่จาน วันนี้เขาดูเหนื่อยๆ
“ซึงชอลวันนี้ที่ทำงานเหนื่อยเหรอ?”
“อื้ม ก็ พอสมควรนะ”
“งั้นวันนี้ซึงชอลรีบนอนแต่เช้าเลยนะะ พักมากๆ รู้เปล่า พรุ่งนี้วันเสาร์ นอนยาวๆ เลยนะ”
“นอนยาวไม่ได้มั้ง พวกนายต้องมาปลุกฉันให้ทำข้าวเช้าให้แต่เช้าอยู่แล้ว”
“อ่าา พรุ่งนี้ไม่ปลุกก็ได้นะงดไว้วันหนึ่ง”
“หืมม เหรอ?”
“อื้อ แต่ซึงชอลทำข้าวพรุ่งนี้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยสิ แล้วใส่ตู้เย็นไว้เดี๋ยวพรุ่งนี้มาอุ่นเอง”
“เห้อ..”
ทำไมล่ะ เรื่องอาหารมันสำคัญไม่ใช่เหรอ ถ้าไม่มีอาหารจะมีแรงได้ไง! สารอาหารทำให้ร่างกายเราสมบูรณ์แข็งแรงนะ! แล้วข้าวเช้าก็เป็นมื้อที่สำคัญที่สุดด้วยอะ!!
“ซึงชอล สองทุ่มกว่าแล้ว นอนเลยสิ ไม่ง่วงเหรอ?”
วอนูหันมาจ้องผมเขม็ง หางส่ายไปมาช้าๆ ซึงชอลมองผมงงๆ หันมองนาฬิกา แล้วหันมามองหน้าผมอีกครั้ง โอเค บางทีผมอาจจะดูมีพิรุธมากไปจริงๆ แต่ทำไงได้ล่ะ ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นตั้งนานแล้ว แล้วซึงชอลก็เอาแต่นั่งดูทีวีอยู่ได้ ผมดูมาทั้งวันแล้ว เบื่อจะตาย ซึงชอลยังมองผมอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นปิดทีวีแล้วเดินขึ้นห้องไป
“จะนอนแล้วเหรอ?”
“เอ่อ อื้ม”
“ราครีสวัสดิ์นะซึงชอลล~”
“อื้อ”
พอได้ยินเสียงปิดประตูห้องนอนปุ๊บ พวกผมก็รีบลุกจากโซฟาปั๊บ วอนูกับผมหยิบเสื้อฮู้ดตัวใหญ่สีดำมาใส่เหมือนทุกครั้งในขณะที่มิงนั่งทำหน้าเลิ่กลั่กบนพื้น เอาอีกแล้วสินะ
“ชะ ชิ วอนู จะไปกันจริงๆ เหรอ แล้ว แล้วซึงชอลล่ะ”
“ซึงชอลทำไม”
วอนูถามห้วนๆ ท่าทางเขาจะอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่ อาจจะเป็นเพราะผมทำตัวน่าสงสัยเมื่อกี๊ด้วย
“ก็ ก็ปล่อยซึงชอลอยู่บ้านคนเดียว อันตรายออก”
ฟังแล้วตลกเป็นบ้า
“ซึงชอลอยู่คนเดียวเนี่ยเหรออันตราย ขโมยที่คิดจะเข้ามาในบ้านสิอันตราย แต่ถ้านายเป็นห่วงมากอยากจะนอนเป็นหมาเฝ้าบ้านอยู่ที่นี่ก็ได้นะ”
มิงหูตก หางตกทันที นั่นทำให้ผมรู้สึกผิดนิดหน่อย วอนูเองก็คงรู้ตัวว่าพูดแรงเกินไปเพราะเขารีบหันหน้าหนีแล้วกระแอมไอเบาๆ วอนูน่ะจะให้ขอโทษคงไม่ทำหรอก แล้วก็ปลอบคนอื่นไม่เก่งด้วย เพราะงั้นผมเลยเข้าไปกอดมิงไว้แทน เอาหน้าไปถูๆ กับหน้าผากมิงแล้วก็จูบเบาๆ
“ซึงชอลไม่เป็นอะไรหรอกมิง ซึงชอลเก่งจะตายไปอะ เราออกไปกันตั้งหลายครั้งแล้วไม่เห็นเคยมีปัญหาเลยนี่นาใช่มั้ยล่ะ”
“งือ..”
“แต่ถ้านายไม่สบายใจ นายอยู่ที่นี่ก็ได้นะ มีนายอีกคนซึงชอลก็คนจะอุ่นใจขึ้นนะ”
มิงช้อนตาขึ้นมองผมแล้วเลียแก้มผมก่อนจะฟุบตัวลงนอนกับพื้นพรม หมายความว่าครั้งนี้เขาคงไม่ไปด้วยสินะ แต่ก็ ไม่เป็นไรหรอก ผมหันไปมองหน้าวอนู เขาเองก็มองผมอยู่เหมือนกัน มิงไม่ไปด้วยแบบนี้พวกเราก็อาจจะได้ไปที่แปลกใหม่บ้างนะ
“วอนู วันนี้เราจะไปไหนกัน?”
วอนูหันมาส่งยิ้มให้ผม ซึ่งเขาไม่ทำแบบนี้บ่อยและมันน่ากลัวมาก รู้สึกเหมือนจะพาไปนรกยังไงไม่รู้
“ผับ”
“อะไรผับ”
“ผับ ไนท์คลับ ไอ้แฮมสเตอร์โง่”
“ไม่ได้โง่! พูดผับมาคำเดียวนึกว่ายังพูดไม่จบ!”
แน่นอนว่าพวกเราไม่มีเงินติดตัว จะขึ้นรถก็ไม่ได้อยู่แล้ว ปกติก็จะออกมาเดินเล่นแถวบ้านนั่นแหละ มิงชอบมาก ตื่นเต้นทุกครั้ง แต่เพราะมิงขี้กลัว พอจะออกจากบ้านทีไรก็จะถอยทุกที ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกเลยที่วอนูบอกให้มิงอยู่บ้าน แต่พอมิงไม่มาด้วย ผมก็รู้สึกว่าเราคงไปได้ไกลจากตัวบ้านมากขึ้น จากที่วอนูเล่า เราจะไปผับลับๆ ของสัตว์ผสมกัน อาจจะมีคนธรรมดาบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วคนที่ไปจะเป็นสัตว์ผสม นั่นทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก
“แต่ว่า เราไม่มีเงินนะวอนู”
“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้จักกับเจ้าของผับ”
“โห ฟังดูเท่เนอะ”
ผมพูดประชดขึ้นมาหน่อยแต่วอนูก็ไม่ได้หันมา
“แล้วไปรู้จักเขาได้ยังไงล่ะ?”
“ตอนกลางวันที่ฉันแอบออกมาข้างนอกบ้าง ฉันก็รู้จักกับแมวแถวนี้น่ะสิ เจ้าของผับคนนี้เขาชอบแมวมาก เวลาแมวคนอื่นๆ ไปหาเขา ฉันก็ไปด้วยบ้างก็เลยได้รู้จัก”
“งั้นเหรอ”
เชอะ ใช่สิ แมวกระโดดเฟี้ยวฟ้าว ไปมาหาสู่กันง่ายนักนี่ แล้วก็ถูกปล่อยให้ออกมาเที่ยวเล่นได้ด้วย ดูแฮมสเตอร์แบบผมสิ วันๆ เอาแต่กิน นั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ้าน อย่างดีก็วิ่งรอบบ้าน จะไปมีสังคมได้ยังไง หึ!
“วอนู ชิเริ่มเหนื่อยแล้ว”
“ทนหน่อย ผับอยู่ไกลนิดหนึ่ง แต่เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
ร่างกายของพวกเราเป็นครึ่งสัตว์เลยทำให้เดินได้นานก็จริง แต่นี่ก็ออกจะไกลไปหน่อย ผมนึกภาพตอนเดินกลับไม่ออกเลย ในที่สุดหลังจากผ่านมากว่าครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึง ทางเข้าเป็นบันไดทอดยาวลงไปใต้ดิน ดูแล้วน่าขนลุกนิดหน่อย แต่พอเดินลงมาไม่กี่ขั้นก็ได้ยินเสียงเพลงดังขึ้นมา ตามทางเดินติดไฟสีๆ เต็มไปหมด ชักจะตื่นเต้นแล้วสิ
“ฉันรู้จักกับคุณเหวิน”
“รหัสผ่าน”
“... เหมียวเหมียวรักคุณเหวิน”
“ตามมา”
ผมพยายามมองหน้าวอนู แต่เขาหันหนีตลอด รหัสผ่านอะไรกัน แปลกชะมัด ไม่นานผู้ชายตัวสูงใหญ่ก็พาเราเดินผ่านทางเดินมืดๆ ไปจนถึงด้านในสุดที่มีประตูบานใหญ่ลงกลอนอย่างหนาแน่นอยู่ เขากดรหัสผ่านแล้วพาเราเข้าไปด้านใน โค้งตัวเร็วๆ แล้วก็กลับออกไป ด้านในห้องเป็นสีโทนแดงเข้ม ทั้งวอลเปเปอร์ ทั้งพื้นพรม มีโซฟาหลายตัว ตู้ใหญ่ๆ เยอะแยะ แล้วก็มีกลิ่นหวานๆ ผู้ชายคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ท่าทางสบายยิ้มกว้างเมื่อเห็นเราเดินเข้ามา ไม่สิ น่าจะยิ้มเพราะวอนูมากกว่า ดวงตาเขาทั้งคม ทั้งกลม จนไม่รู้ว่าควรจะกลัวหรือไม่กลัวดี ดูท่าทางมีอำนาจ แต่ก็เป็นมิตรอยู่
“วอนู วันนี้มาหาฉันถึงที่นี่เลยเหรอ แปลกใจจัง”
“ไม่ได้มาหาคุณสักหน่อย แล้วรหัสผ่านเนี่ย เปลี่ยนไม่ได้เหรอ”
เขายิ้มกริ่มแล้วหรี่ตามองวอนู
“ไม่ได้หรอก ฉันให้รหัสผ่านนี้เฉพาะกับแมวน้อยอย่างพวกเธอเท่านั้นนี่นา”
วอนูมีสีหน้าไม่พอใจนิดหน่อยก่อนจะดึงฮู้ดคลุมหัวออกแล้วกระแทกตัวนั่งลงบนโซฟา สายตาของผู้ชายคนนั้นเลยมาจ้องที่ผมแทน ผมไม่รู้จะทำตัวยังไงก็เลยโค้งไปหนึ่งทีแล้วรีบลงนั่งข้างๆ วอนู
“พาเพื่อนมาด้วยเหรอวอนู ดูเหมือนจะไม่ใช่แมวนะ”
“แฮมสเตอร์ ชื่อชิ”
“สวัสดีนะชิ เรียกฉันว่าคุณเหวินก็ได้ แล้ววันนี้มาเที่ยวกันเหรอหืม?”
“อื้ม ครั้งแรก”
“มาได้ถูกวันนะ ทุกศุกร์ปลายเดือนจะมีปาร์ตี้ ธีมของวันนี้ก็เข้ากับพวกเธอทีเดียวล่ะ”
สายตาไม่น่าไว้ใจเลย คุณเหวินลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินเปิดตู้ใบใหญ่ตู้หนึ่ง เขาเลือกของอยู่สักพักก็เดินมาหาพวกเรา ผมมองของในมือเขาแล้วก็กระเถิบตัวเข้าชิดวอนูมากขึ้น คุณเหวินยิ้ม
“ไม่ต้องกลัวหรอกชิ อะ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันสิ พวกเธอต้องเข้ากับชุดพวกนี้แน่ๆ เลย”
“เรื่องเงิน ฉัน-”
“ฉันไม่เก็บเงินกับแมวเหมียวของฉันหรอก มีข้อแลกเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ขั้นแรกก็ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะสิ”
เป็นเพราะกินขนมมากไปแน่ๆ เลย ให้ตายสิ ผมมองกระจกแล้วถอนหายใจเป็นรอบที่ร้อย เสื้อแขนยาวบางๆ สีดำ กับเส้นหนังอะไรไม่รู้เกะกะพาดตรงนู้นรัดตรงนี้เต็มตัวไปหมด มันพอจะพรางพุงได้อยู่หรอกนะ แต่กางเกงหนังนี่สิ รัดมากเลย เกือบจะติดกระดุมไม่ลงอยู่แล้ว แน่นไปหมดเลย โดยเฉพาะต้นขา จะขาดมั้ยเนี่ย
“วอนู ชิอ้วนมากมั้ย”
ผมหันไปถามวอนูทีากำลังง่วนอยู่กับเส้นหนังที่รัดนู่นนี่ตามตัวเหมือนของผม เขาเงยหน้าขึ้นมองอยู่ครู่หนึ่ง ผมจับปลอกคอหนังแล้วดึงเบาๆ คลายความอึดอัด ใส่แบบนี้จะยิ่งดูตันๆ มั้ยเนี่ย
“อือ อ้วน”
วอนูบ้าที่สุด
ชุดของวอนูคล้ายๆ ของผม คือเสื้อแขนยาวตัวบางสีดำ กับกางเกงหนัง แต่กางเกงของเขาเหมือนจะหนากว่าของผม แล้วก็มีรอยขาดเต็มไปหมดเลย เขาเองก็ต้องสวมปลอกคอเหมือนกัน ผมอยากจะถามว่าเขารู้สึกอึดอัดเหมือนผมมั้ย แต่ไม่อยากได้คำตอบว่า เพราะนายอ้วน น่ะสิ ก็เลยไม่ถาม พอเดินออกมาจากห้องแต่งตัว คุณเหวินก็มองพวกเราหัวจรดเท้าพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ เอาตรงๆ ผมว่าคุณเหวินดูชั่วๆ นิดหน่อย แต่วอนูบอกว่าไว้ใจได้ ผมก็เชื่อ
“เปลี่ยนชุดแล้ว แล้วข้อแลกเปลี่ยนคืออะไรล่ะ?”
“อืมม ปาร์ตี้วันนี้ ธีมคือ ‘ชุดหนัง’ แล้วก็ต้องมีเวทีเปิดนะ ให้พวกเด็กๆ ของฉันเต้นก็ได้ แต่มันเริ่มจะจำเจแล้วฉันก็เลยอยากหา อะไร ‘ใหม่ๆ’ ฉันคิดว่าพวกเธอสองคนน่าจะเหมาะ”
เต้นเปิดเนี่ยนะ จะบ้าเรอะ! ปกติมีแค่เต้นแอโรบิคลดพุงนิดหน่อยเอง
“แล้วสำหรับเพลงที่ฉันเตรียมไว้ ฉันว่าคนที่เหมาะที่สุดก็คือ นาย แฮมสเตอร์น้อย”
“ห๊าาาาาาา!!!?”
บ้า บ้า บ้า บ้าไปแล้วแน่ๆ บ้า! ผมถูกพาตัวออกมาจากห้องโดยที่วอนูมัวแต่หัวเราะอยู่บนโซฟา เพื่อนชั่ว!! ผมจะไปเต้นได้ยังไงกัน แล้วยังใส่ชุดแบบนี้ ขา ขาใหญ่ออกจะตายไปไม่ใช่เหรอ วอนูก็บอกว่าอ้วนนี่นา ผมยืนตัวสั่นอยู่หลังเวที รู้สึกอยากกลับบ้านขึ้นมา รู้แบบนี้นอนเฝ้าบ้านกับมิงดีกว่า ผมกำลังคิดจะหนี ถึงจะไม่รู้ทางกลับบ้านก็จะหนีแล้ว แต่อยู่ๆ ก็มีมือมาจับไหล่ผมไว้ทำให้ผมรีบหันกลับไปหา
“นาย คนที่จะมาเต้นเปิดวันนี้สินะ?”
“ไม่ใช่ได้มั้ยอะ”
ผมพูดเสียงสั่นๆ ทำให้เขารู้ว่าไม่ได้กำลังกวนตีน เขาหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วยื่นแก้วที่มีของเหลวสีเข้มอยู่ด้านในให้ผม
“ฉันเข้าใจ ครั้งแรกฉันก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน แต่กินนี่ลงไปแล้วจะดีเอง”
“อะไรเหรอ?”
เขาเลิกคิ้วแล้วโน้มหน้าเข้ามาหาผมจนปลายจมูกติดกัน ดวงตาของเขาเรียวชี้ขึ้นเล็กน้อย และจากสัมผัสที่ปลายจมูกนี่ เขาคงจะเป็นแมว หนึ่งใน เหมียวเหมียวรักคุณเหวิน รึเปล่านะ
“นาย ไม่ใช่แมวนี่ มาได้ยังไงล่ะเนี่ย”
“เป็นเพื่อนกับวอนูอะ แล้วอยู่ดีๆ คุณเหวินก็ให้ฉันมาเต้น เขาบอกว่าฉันน่าจะเข้ากับเพลงวันนี้น่ะสิ”
แมวตัวสูงไล่สายตามองผมจนมาหยุดอยู่ที่ต้นขาแล้วก็ยิ้มออกมา
“อ้วนใช่มั้ย น่าเกลียดมากรึเปล่า”
“อ้วน? น่าเกลียด? ไม่หรอก ฉันเข้าใจเลยล่ะว่าทำไมคุณเหวินเลือกนาย นายเหมาะมากเลยนะ อีกอย่าง”
เขาวางมือลงบนต้นขาของผมแล้วบีบนวดเบาๆ ทำให้ผมสั่นไปทั้งตัว
“ขานายน่ะ เซ็กซี่มากเลยนะ รู้มั้ย”
“จริงเหรอ?”
“อื้ม มากๆ เลย”
เขายื่นแก้วให้ผมอีกครั้ง และผมก็รับมาถือไว้ เขาหยิบแก้วมาจากไหนไม่รู้อีกใบแล้วยื่นมาหาผมพร้อมรอยยิ้ม
“มา ดื่มกันดีกว่า เดี๋ยวฉันก็จะขึ้นไปเต้นกับนายด้วยเหมือนกัน”
“เอ๊ะ เหรอ! แบบนี้ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย คิดว่าต้องเต้นคนเดียวซะอีก”
“ไม่หรอก มีกันสามสี่คน แต่นายน่าจะเป็นดาวเด่นของคืนนี้นะ”
“อ่า เหรอ”
“ไม่ต้องห่วงไป เดี๋ยวฉันช่วยนายเอง”
ขมปี๋เลย แสบคอด้วย นี่มันน้ำอะไรเนี่ย พอไหลลงคอไปแล้วผมมึนไปหมดเลย ร้อน ร้อนลงไปถึงในท้องเลย ผมเกือบเซถอยหลังจนล้ม แต่แมวแปลกหน้าที่เป็นคนให้น้ำผมดื่มก็ดึงผมไว้ได้ทัน เขาหัวเราะแล้วดึงผมให้เอนตัวไปพิงเขา เขากระซิบที่ข้างหูผมว่าอีกเดี๋ยวก็จะรู้สึกดีขึ้น และมันก็คงได้เวลาต้องขึ้นเวทีพอดี หลังจากนั้นประมาณสิบนาทีทุกอย่างมึนงงไปหมด แสงสีแดง เสียงดนตรีดังสนั่น ร่างกายของผมขยับไปเอง ได้ยินเสียงโห่ร้องเป็นช่วงๆ ผมก้มลงมองหน้าขาตัวเอง มือของใครไม่รู้จับๆ ลูบๆ มันอยู่ได้ ผมเอนตัวไปด้านหลัง คอไปซบเข้ากับไหล่ของใครคนหนึ่ง อ้อ แมวคนเดิมนั่นแหละ เขายิ้มให้ผมแล้วจับผมโยกเอวไปด้วยกัน เสียงโห่ร้องดังขึ้นกว่าเก่า มือใครไม่รู้อีกคนมาจับช่วงอกผม รู้สึกหวิวๆ เย็นๆ ผมมองหน้าท้องตัวเองแล้วพยายามยกมือขึ้นมาปิด ริมฝีปากของใครไม่รู้จูบลงมาที่ช่วงคอ ใครกัน บีบต้นขาผมจนเจ็บ ยังไม่ทันที่ผมจะบิดตัวหนีจากเขาได้ ไฟก็ดับลงก่อน เสียงเชียร์ดังกึกก้องจนปวดหู แล้วใครคนหนึ่งก็พยุงตัวผมลงเวทีไป สติของผมแทบไม่มีแล้ว และตอนนั้นเองที่ผมวูบไป
ผมตื่นขึ้นมาอีกทีเพราะเสียงที่คุ้นหู ผมลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ให้ได้สิ หนักทั้งหัว หนักทั้งเปลือกตาเลย แต่ในที่สุดผมก็มองเห็นชัดขึ้น พรมสีแดง บ้านซึงชอลมีพรมที่ไหน ยิ่งพรมดูแพงแบบนี้ยิ่งไม่ใช่เลย อา ใช่แล้ว ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านสินะ นี่มัน? ผมเหลือบสายตาขึ้นอีกนิดเมื่อได้ยินเสียงร้องเหมือทรมานดังขึ้นอีกครั้ง แล้วก็ต้องตกใจจนตาแทบถลน
วอนู นั่นวอนูนี่นา วอนูนั่งอยู่บนตักของคุณเหวิน คอแหงนมาด้านหลัง ทำไมเสื้อเป็นแบบนั้นล่ะ แล้วทำไมกางเกงถึงหลุดมาครึ่งตัว คุณเหวินซุกหน้าอยู่กับช่วงอกของวอนู มือสองข้างจับเอววอนูไว้แน่นแล้วตัววอนูก็ขยับขึ้นๆ ลงๆ ผมพยายามยันตัวลุกขึ้นเพื่อจะมองให้ชัดๆ แต่ก็ไม่ไหว ได้แต่พลิกตัวนิดหน่อยเท่านั้น วอนู เสียงวอนูร้อง เสียงเหมือนเจ็บเลย เป็นอะไรรึเปล่านะ แต่วอนูบอกว่าคุณเหวินไว้ใจได้นี่นา วอนูซบหน้าไปกับไหล่คุณเหวินแล้ว ผมเลยไม่เห็นสีหน้าเขา แต่ตอนนี้เห็นก้นเขาเต็มๆ เลยแหละ
นั่นมัน.. หรือว่าเขากำลัง..
ผมรีบหลุบตาลงมองพื้น แต่ไม่กี่วินาทีก็ต้องหันกลับไปมองใหม่ ผมยังไม่เคยเห็น อะไรแบบนี้กับตาตัวเองเลย ผมตั้งใจมองคุณเหวินที่จับตัววอนูไว้แน่น และทั้งสองร่างที่เขย่าไปพร้อมๆ กัน วอนูร้องเสียงดังเลย และนั่นทำให้ผมเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาบ้าง จนเหงื่อซึมเลย แล้วก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ
แย่แล้วสิ
ผมรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งตอนที่รู้สึกถึงสัมผัสที่ต้นขา อะไร หรือใครบางคนกำลังยุ่งอยู่กับร่างกายของผม ผมพยายามลืมตาแต่ทุกอย่างก็มืดไปหมดเลย กระพริบตาอยู่นานกว่าจะเริ่มเห็นลางๆ ใครบางคนที่มีผมสีดำสนิทกำลังคร่อมทับอยู่บนตัวผม เสื้อของผมเลิกเปิดมาอยู่ที่ช่วงอก และตอนนี้เขาก็กำลังลูบต้นขาผมผ่านกางเกงหนัง
“ฮื่ออ ใคร ออกไปนะ”
เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผม แล้วก้มลงมาจูบที่หน้าผากผมเบาๆ
ใคร มองหน้าไม่ชัดเลย ใครกันนะ
“ไม่ต้องกลัว ฉันจะช่วยเอง”
ใคร? ช่วยอะไร?
ผมถูกพลิกตัวลงนอนคว่ำทำให้ผมไม่สามารถเห็นหน้าเขาได้อีก ตอนนี้ผมเห็นแต่หมอน และหัวของผมก็เริ่มมึนขึ้นเรื่อยๆ กางเกงของผมถูกดึงลงไปกองที่หน้าขา และสัมผัสแปลกประหลาดก็เริ่มขึ้นในที่ที่ผมไม่กล้าคิดถึงจนผมได้แต่ยกแขนขึ้นกอดหมอนและฝังหน้าลงกับความนุ่มนิ่ม
“อื๊ออ!!”
“ชู่วว ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”
ทำไมทำแบบนี้ล่ะ มันสกปรกไปหมดเลยนะ ผมถีบขาไปมา อยากจะสลัดกางเกงที่แสนอึดอัดนี่ออก แต่เขาก็กดสะโพกไว้กับเตียงและชมผมว่า ขาของผมดูเซ็กซี่มากตอนที่ใส่กางเกงหนังตัวนี้ ยังไม่ทันให้ผมได้หายใจหายคอเขาก็ซุกใบหน้าลงมาอีกครั้ง ผมร้องประท้วงเข้าไปในหมอนนุ่ม เขาหัวเราะออกมาอีกระลอกแล้วเริ่มทำมันอีกครั้ง ไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับผมมาก่อนเลย มันแปลกใหม่ และทำให้ผมกลัว แต่ในขณะเดียวกันมันก็น่าตื่นเต้น และทำให้ผมรู้สึกดีจนตัวสั่นไปหมด ร่างกายของผมบิดเร่าไปมากับความรู้สึกอัดแน่นที่หาทางออกไม่ได้
และในที่สุดเขาก็หยุดลง
ผมกำลังจะเงยหน้าขึ้นหันไปมองหน้าเขา แต่เขาก็ดึงเอวผมขึ้นจนหัวเข่าตั้งขึ้นบนเตียง และยังไม่ทันที่ผมจะได้ขยับตัวหนี ‘บางอย่าง’ ที่ผมไม่คุ้นเคยก็เกิดขึ้น ผมร้องออกมาเต็มเสียง เขาโน้มตัวลงมาหาและปลอบโยนด้วยจูบที่ขมับ มือของเขาข้างหนึ่งจับเอวผมไว้แน่น และอีกข้างลูบต้นขาของผมไม่หยุด และไม่นาน ตัวของผมก็สั่นไปมา เหมือนกับวอนูที่ผมเห็น
เขาชมผมไม่หยุด เสียงของเขาดังอยู่ที่ริมใบหู ‘เด็กดี’ ‘เก่งมาก’ ‘น่ารักที่สุด’ แล้วก็อะไรเกี่ยวกับต้นขา หรืออะไรแน่นๆ นี่แหละ ผมได้แต่สะอื้นออกมาเพราะอารมณ์มันปนเปกันไปหมด แต่ผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารู้สึกดี ผมยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดปากตัวเอง เพราะเสียงของผมเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนน่าอาย เขาดึงมือผมไปจูบแล้วส่งนิ้วชี้กับนิ้วกลางเข้ามาในปากผมแทน ผมหลับตาแล้วกัดนิ้วเขาระบายอารมณ์ที่ปั่นป่วนด้านในจนแทบแตกระเบิด
“อย่างนั้นแหละ เด็กดี”
แล้วสติก็ของผมก็ดับวูบไปอีกครั้ง
“ชิ ชิ~ งิ้ง ชิ~”
เสียงใครงุ้งงิ้งอะไรข้างหูเนี่ย ผมพยายามลืมตา แต่ก็ลืมไม่ขึ้นเลย ลิ้นอุ่นๆ แลบเลียไปหน้าผมช้าๆ และนั่นก็ทำให้ผมรู้ว่าเขาคือมิงนั่นเอง ผมยกมือขึ้นเปะปะไปจิ้มโดนลูกตาเขาจนร้องจ๊าก
“เจ๊บบบ ชิ!”
“ขอโทษษ ฉันลืมตาไม่ขึ้นเลย โอย อยากอ้วก”
“เมื่อคืนไปไหนกันมาเหรอ วอนูเองก็ลุกไม่ขึ้นเหมือนกัน”
นั่นทำให้ความทรงจำไหลกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว ผับ เต้น เครื่องดื่มนั่น คุณเหวินกับวอนู และก็ผมกับ-
ผมรีบผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว แต่ก็มึนจนหัวทิ่มกลับลงไปอีกรอบ แถมยังปวดไปทั้งตัวเลย มิงรีบเข้ามาประคองผมให้นอนลงดีๆ ผมปวดหัวจนแทบอยากจะตัดหัวขว้างทิ้ง เพราะงั้นผมจะยังไม่คิดถึงเรื่องเมื่อคืนก็แล้วกัน ใครคนนั้น ที่ทำเรื่องแบบนั้นกับผม
“แล้ว เมื่อคืนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ”
“อะ เอ่อ ก็ไม่มีอะไร”
“งั้นเหรอ แต่ก็อาจจะดีแล้วล่ะนะที่มิงไม่ได้ไปด้วยน่ะ ไม่น่าจะชอบหรอก โอย ปวดหัว”
“นะ นั่นสินะ”
ผมนอนนิ่งๆ ลืมตาดูเพดานอยู่สักพักก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นบ้าง มิงนอนกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนพรมข้างๆ ฟูกของผม เรามีฟูกกันคนละอัน อยู่คนละมุมในห้อง แต่มิงชอบนอนกลิ้งบนพรมมากกว่าผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ผมกับวอนูจะอยู่บนฟูก-
วอนู!
ผมรีบหันไปมองทางฟูกของวอนูทันที วอนูนอนหันหน้าเข้ากำแพงผมเลยเห็นแต่ด้านหลัง แล้วเขาก็ห่มผ้าจนเห็นแต่ผมฟูๆ โผล่ออกมาด้วย ท่าทางจะยังไม่ตื่นเหมือนกัน แต่วอนูตื่นสายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก จะให้ไปเปิดผ้าห่มถามก็คงไม่ดี ผมเลยหันไปหามิงที่นอนเล่นอยู่บนพื้นแทน
“ตอนนี้กี่โมงแล้วเหรอ?”
“น่าจะสิบโมงกว่านะ”
“ซึงชอลยังไม่ตื่นเหรอ?”
“เอ่อ ไม่รู้สิ”
“แปลกแฮะ ปกติถึงเขาจะเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่น่าจะนอนเป็นสิบกว่าชั่วโมงแบบนี้นี่นา”
แล้วซึงชอลก็เปิดประตูเข้ามาพอดี
เขาถือจานข้าวของเราสามคนเข้ามาในห้อง ซึ่งแปลกมาก ปกติเขาไม่ค่อยเข้ามาในห้องนี้หรอก จะมาบ้างก็ตอนมาดุเท่านั้น แล้วปกติเราก็จะออกไปกินข้าวกันที่ห้องนั่งเล่นด้วย แต่นี่ซึงชอลถืออาหารเข้ามาให้ในห้องงั้นเหรอ?
“อรุณสวัสดิ์ชิ ตื่นแล้วเหรอ หิวรึยัง?”
“เอ่อ ก็หิวนะ”
ผมกินขนมปังปิ้งพลางมองซึงชอลไปพลาง แปลกจริงๆ นะ ซึงชอลเขย่าตัววอนูเบาๆ แต่พอไม่ตื่นเขาก็แค่ถอนหายใจแล้ววางชามอาหารไว้ใกล้ๆ เตียงเท่านั้น ไม่ดุ ไม่บ่น ซึงชอลเดินมาหาผมที่เตียงแล้วลูบหัวผมเบาๆ
“เป็นยังไงบ้าง”
“หื้อ? อะ อะไรเหรอ อะไรเป็นยังไง?”
“ปวดหัวมั้ย?”
เอ๊ะ?
ผมนิ่งค้างไปแป๊ปนึงแล้วก็หันไปมองมิง แต่มิงหูตกมองหน้าซึงชอล ไม่ยอมสบตาผม ซึงชอลจูบหน้าผากผมเบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินกลับออกไป มิงก็คาบชามข้าวตัวเองตามออกไปด้วย ทิ้งให้ผมนั่งงงอยู่ในห้อง
หรือว่าซึงชอลจะรู้? แล้วทำไมเขาไม่ดุเลยล่ะ?
แล้วเสียงวอนูก็ดังขึ้น
“ซึงชอลไปพาตัวเรากลับบ้านเมื่อคืน ฉันก็ไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไง”
“วะ ว่าไงนะ?”
“แล้วสภาพเราก็.. เละเทะทั้งคู่”
“แล้ว มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
“ไม่รู้สิ”
เมื่อคืนหลังจากผมดื่มน้ำขมๆ นั่นแล้ว เกิดอะไรขึ้นบ้าง วอนูกับคุณเหวินเป็นอะไรกันกันแน่ แล้วใคร คนคนนั้นเป็นใคร แล้วซึงชอลไปที่ผับได้ยังไง พาเรากลับมาแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง!?
มันเป็นยังไงกันเนี่ย!!
No comments:
Post a Comment