วัยเด็กของเขาเต็มไปด้วยความสุข
พวกเขาอยู่ด้วยกันที่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแถบชานเมือง ตอนเช้ากินแพนเค้กกับน้ำส้ม ตอนบ่าย
วิ่งเล่นในทุ่งหญ้า ตอนกลางคืนถ้าไม่อ่านหนังสือก็ดูดาว ที่ชอบที่สุดคือสุดสัปดาห์ไปปีนเขาด้วยกัน
ผลัดกันล้ม ผลัดกันลุก จูงมือกันมาตลอด ทั้งชีวิตมีกันอยู่แค่สี่คน พ่อ แม่ ไม้ และซุง
วิ่งเล่นในทุ่งหญ้า ตอนกลางคืนถ้าไม่อ่านหนังสือก็ดูดาว ที่ชอบที่สุดคือสุดสัปดาห์ไปปีนเขาด้วยกัน
ผลัดกันล้ม ผลัดกันลุก จูงมือกันมาตลอด ทั้งชีวิตมีกันอยู่แค่สี่คน พ่อ แม่ ไม้ และซุง
“ไม้ รอด้วยสิ”
“รีบๆ ขึ้นมาสิซุง ปีนช้าจัง”
“ก็เมื่อกี๊วิ่งไล่จับกันตั้งนานนี่นา ปวดขาหมดแล้ว”
“พี่ก็วิ่งกับนาย ไม่เห็นปวดเลยย”
“ไม้อะ!”
ไม้กับซุงเป็นฝาแฝดกัน ไม้คลอดออกมาก่อนเลยเป็นพี่ของซุงเพียงไม่กี่นาที เด็กทั้งสองรูปร่างหน้าตา
คล้ายคลึงกันมาก ต่างกันก็แค่ไม้ผมเหยียดเหมือนพ่อ แต่ซุงผมหยักสกเหมือนแม่ นั่นทำให้พอจะแยก
ทั้งสองออกจากกันง่ายหน่อย เพราะนอกนั้นก็เหมือนกันไม่มีผิด ทั้งดวงตาเรียวรีที่โค้งขึ้นเป็นพระจันทร์
เสี้ยว แก้มกลมๆ ดันเวลายิ้ม ผิวสีอ่อน และเสียงหัวเราะสดใส
คล้ายคลึงกันมาก ต่างกันก็แค่ไม้ผมเหยียดเหมือนพ่อ แต่ซุงผมหยักสกเหมือนแม่ นั่นทำให้พอจะแยก
ทั้งสองออกจากกันง่ายหน่อย เพราะนอกนั้นก็เหมือนกันไม่มีผิด ทั้งดวงตาเรียวรีที่โค้งขึ้นเป็นพระจันทร์
เสี้ยว แก้มกลมๆ ดันเวลายิ้ม ผิวสีอ่อน และเสียงหัวเราะสดใส
สิบสามปีกว่าที่เด็กทั้งสองเหมือนกันแทบทุกอย่าง จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่ปีที่สิบสี่ ความแตกต่างก็เริ่ม
เด่นชัดขึ้น เหมือนเด็กทั่วไปที่เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ลักษณะของแต่ละคนก็จะเด่นชัดขึ้นมา ไม้ปราด
เปรียว ว่องไวกว่า ในขณะที่ซุงพูดจาเก่ง ไม้แข็งแรง และมีพละกำลังมากกว่าซุงที่กลายเป็นคน
เอื่อยๆ และชอบนั่ง นอน มากกว่าเดินหรือวิ่ง
เด่นชัดขึ้น เหมือนเด็กทั่วไปที่เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ลักษณะของแต่ละคนก็จะเด่นชัดขึ้นมา ไม้ปราด
เปรียว ว่องไวกว่า ในขณะที่ซุงพูดจาเก่ง ไม้แข็งแรง และมีพละกำลังมากกว่าซุงที่กลายเป็นคน
เอื่อยๆ และชอบนั่ง นอน มากกว่าเดินหรือวิ่ง
“นายเอาแต่นอนอีกแล้วนะซุง ออกไปปีนต้นไม้ด้วยกันเถอะ”
“ไม่เอาอ่า ไม้ มาดูหนังด้วยกันดีกว่า”
“ค่อยดูตอนกลางคืนก็ได้นี่นา”
“วันนี้อากาศร้อนจะตาย แค่เดินออกหน้าประตูไปก็เหงื่อท่วมแล้วอะ”
“ไปเล่นน้ำที่ลำธารสิจะได้ไม่ร้อน”
“ไปเล่นน้ำเหรอ ไปสิ”
“พี่ชวนมาเล่นน้ำ ไม่ใช่ให้มานั่งแช่น้ำนะซุง!”
“ไม้อะ จะสาดไปสาดมาให้มันได้อะไรขึ้นมา! อยู่เฉยๆ บ้างสิ!”
“เอาแต่นั่งน่ะสิถึงได้ตัวตันๆ แบบนี้ แม่ถึงได้ตั้งชื่อนายว่าซุง! ท่อนซุง!”
“ไม้เน่า!!”
ตามประสาเด็กกำลังโต ฮอร์โมนก็เปลี่ยนแปลง ไม้กับซุงเริ่มทะเลาะกันบ่อย แต่ทุกๆ ครั้งก็ไม่เคย
รุนแรงอะไร มากที่สุดก็แค่เรื่องที่น้องชายน้อยใจอยากจะเปลี่ยนชื่อเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่เห็นลูกตีกัน
ทุกวันก็ได้แต่ยิ้มขำ เพราะทั้งคู่รู้ดีว่าเด็กทั้งสองรักกันแค่ไหน ทะเลาะกันให้ตายยังไงคืนนั้นก็ต้องนอน
กอดกันอยู่ดี
รุนแรงอะไร มากที่สุดก็แค่เรื่องที่น้องชายน้อยใจอยากจะเปลี่ยนชื่อเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่เห็นลูกตีกัน
ทุกวันก็ได้แต่ยิ้มขำ เพราะทั้งคู่รู้ดีว่าเด็กทั้งสองรักกันแค่ไหน ทะเลาะกันให้ตายยังไงคืนนั้นก็ต้องนอน
กอดกันอยู่ดี
“ซุงจะขอแม่เปลี่ยนชื่อ ซุงไม่ชื่อซุงแล้ว”
“แล้วจะชื่ออะไรล่ะ?”
“โมก”
“ต้นโมก?”
“อือ ไม้กับโมก ก็ยังเข้ากันอยู่นะ”
“ดอกโมกหอม”
“อื้อ”
“อืม นายเองก็หอม”
อายุสิบสี่กว่า ความเปลี่ยนแปลงเริ่มเกิดขึ้นทีละนิด เด็กทั้งสองเรียนหนังสือที่โรงเรียนเล็กๆ แถว
บ้านซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนวิชาสามัญทั่วไป เลข วิทย์ สังคม ภาษา แต่ขาดวิชาสำคัญหนึ่งไป และ
เป็นความตั้งใจของคุณพ่อคุณแม่เองที่อยากให้ลูกทั้งสองใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสบายใจมากที่สุด
อย่างน้อยก็ในสิบห้าปีแรกของชีวิต
บ้านซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนวิชาสามัญทั่วไป เลข วิทย์ สังคม ภาษา แต่ขาดวิชาสำคัญหนึ่งไป และ
เป็นความตั้งใจของคุณพ่อคุณแม่เองที่อยากให้ลูกทั้งสองใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและสบายใจมากที่สุด
อย่างน้อยก็ในสิบห้าปีแรกของชีวิต
“Happy Birthday my dear sons, happy birthday to you”
ไม้กับซุงยิ้มจนปวดแก้ม สองฝาแฝดหลับตาขอพรแล้วเป่าเทียนเค้กวันเกิดพร้อมกัน หลังจากกินเค้กกัน
จนอิ่มเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็วิ่งขึ้นห้องไปอาบน้ำและเตรียมตัวเข้านอน วันนี้ทั้งสองเข้านอนเร็วเป็น
พิเศษเพราะของขวัญวันเกิดคือการไปปิคนิคบนเขาพรุ่งนี้
จนอิ่มเรียบร้อยแล้วทั้งสองก็วิ่งขึ้นห้องไปอาบน้ำและเตรียมตัวเข้านอน วันนี้ทั้งสองเข้านอนเร็วเป็น
พิเศษเพราะของขวัญวันเกิดคือการไปปิคนิคบนเขาพรุ่งนี้
“ซุง หลับรึยัง?”
“ยัง แต่เกือบแล้ว ไม้พูดขึ้นมาซุงตื่นเลย”
“สรุปว่ายังชื่อซุง”
“มันชินแล้วอะ ไม่โมกก็ได้”
เด็กทั้งสองหัวเราะกันเบาๆ ก่อนที่ไม้จะยกมือขึ้นลูบหัวน้อง
“นายมีกลิ่นหอมๆ ออกมาอีกแล้วนะ”
“อือ ไม้ก็เหมือนกัน”
“กลิ่นเหมือน ทุ่งหญ้าแถวลำธารเลยนะ”
“อื้อ สดชื่น แล้วก็หอมแบบฉ่ำๆ ใช่มั้ย”
“ใช่”
“สงสัยเราไปเล่นแถวนั้นมากไปจนตัวซับกลิ่นมาแล้วมั้งเนี่ย”
“ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น”
ไม้มองหน้าซุงนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะถามต่อ
“เมื่อกี๊นายอธิษฐานอะไรเหรอ?”
“ไม้ล่ะ?”
“พี่ถามนายก่อนนะ”
“ไม้ถามก่อน ก็ตอบก่อนสิ”
“นายนี่ ฉันอธิษฐานขอให้พ่อ แม่ พี่ นาย มีความสุข สุขภาพแข็งแรงแบบนี้ตลอดไป”
“ขอเป็นคนแก่เลย”
“แล้วก็ขอให้พ่อสร้างบ้านบนต้นไม้ให้ด้วย”
“ซุงก็อยากได้! ขอให้เป็นจริงนะ!”
“แล้วนายล่ะ ขออะไรไป”
“ก็ คล้ายๆ กันนั่นแหละ ซุงขอให้ครอบครัวเรามีความสุขแบบนี้ตลอดไป”
“แค่นี้เหรอ?”
“อื้อ คิดไม่ออก ไม้ขอเร็วมากเลย ซุงขอยังไม่ทันเสร็จก็ต้องเป่าเทียนแล้ว”
“บอกพี่ก็ได้นี่นา พี่รอได้”
“ไม่หรอก อยากกินเค้กแล้วด้วย บัทเทอร์วานิลลาร้านนี้อร่อยมากเลยเนอะ”
“อื้อ”
“กินแบบนี้ทุกปีเลยดีกว่า”
“อื้อ กินเค้กด้วยกันแบบนี้ทุกปีเลยนะ”
“อือ”
ซุงคงเริ่มง่วงแล้วล่ะ ไม้มองน้องตาปรือทำท่าจะหลับเต็มที
“ซุง”
“อือ”
“พี่พูดไม่บ่อย”
“หือ?”
“แต่พี่รักนายนะ”
“อื้อ รักเหมือนกัน นอนกันเถอะ ง่วงจะแย่แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ตื่นไม่ขึ้นอดไปปิคนิคนะ”
“อื้อ ฝันดีนะ ท่อนซุง”
“ไม้เน่า”
แต่วันรุ่งขึ้นทั้งสองก็ไม่ได้ไปปิคนิคเพราะซุงมีไข้สูง คุณพ่อรีบพาไม้ออกจากห้องทันทีในขณะที่คุณแม่คอย
ดูแลซุงอยู่ไม่ห่าง ไม้ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ซุงไม่ได้เป็นไข้ธรรมดาแน่นอน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่
ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปหาน้อง และเขาคงไม่รู้สึกแปลกๆ แบบนี้ด้วย อะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้น อะไร
บางอย่างที่ร้ายแรง คุณพ่อนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเรียกให้ไม้มานั่งข้างกันบนโซฟา
ดูแลซุงอยู่ไม่ห่าง ไม้ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ซุงไม่ได้เป็นไข้ธรรมดาแน่นอน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่
ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปหาน้อง และเขาคงไม่รู้สึกแปลกๆ แบบนี้ด้วย อะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้น อะไร
บางอย่างที่ร้ายแรง คุณพ่อนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเรียกให้ไม้มานั่งข้างกันบนโซฟา
“ไม้ ลูกก็รู้ใช่มั้ย ว่าซุงไม่ได้เป็นไข้ปกติ”
“ครับ”
“ตอนนี้ลูกรู้สึกยังไงบ้าง?”
ไม้ไม่ตอบ เขาตอบไม่ได้
“เอาล่ะ พ่อขอโทษที่ทำให้ลูกต้องอึดอัดใจแบบนี้ จริงๆ พ่อควรจะบอกลูกเร็วกว่านี้ แต่พ่อไม่อยากให้
ลูกต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความกดดันแบบที่พ่อกับแม่เคยเป็น ถึงยังไงพ่อก็ต้องบอกลูกสักวันก็เถอะ”
ลูกต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความกดดันแบบที่พ่อกับแม่เคยเป็น ถึงยังไงพ่อก็ต้องบอกลูกสักวันก็เถอะ”
ไม้เริ่มไม่อยากรู้แล้วว่าคุณพ่อจะบอกอะไร สีหน้าของคุณพ่อไม่ดีเลย
“แม่ ซุงเป็นอะไร ทำไมมันร้อนไปหมดเลย”
“แม่ขอโทษลูก แม่ควรจะบอกลูกเร็วกว่านี้ แม่ไม่อยากให้ลูกต้องเจอกับเรื่องแบบนี้เลย”
“แม่ ซุงเป็นอะไร? แม่พูดเรื่องอะไร?”
วันรุ่งขึ้นคุณแม่และคุณพ่อพาเด็กทั้งสองไปตรวจร่างกาย บนรถเด็กทั้งสองนั่งตัวเกร็ง ทั้งกลัว ทั้งสับ
สน เรื่องทั้งหมดใหม่สำหรับพวกเขามาก และมันน่าตกใจ เพราะพวกเขาไม่เคยรู้เลยว่ามันมีอยู่
สน เรื่องทั้งหมดใหม่สำหรับพวกเขามาก และมันน่าตกใจ เพราะพวกเขาไม่เคยรู้เลยว่ามันมีอยู่
‘เพศสภาพรอง’ อัลฟ่า เบต้า โอเมก้า
ซุงรู้แล้วว่าเขาเป็นอะไร โอเมก้า ถึงจะยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่จากที่คุณแม่อธิบาย มันฟังดูน่า
กลัว และอันตรายมาก เขากังวลไปหมด กลัว แม้กระทั่งพี่ชายของตัวเอง ไม้เองก็สังเกตเห็น เขา
ดึงมือน้องมากุมไว้แล้วส่งยิ้มให้
กลัว และอันตรายมาก เขากังวลไปหมด กลัว แม้กระทั่งพี่ชายของตัวเอง ไม้เองก็สังเกตเห็น เขา
ดึงมือน้องมากุมไว้แล้วส่งยิ้มให้
“ไม่เป็นไรนะซุง ไม่ต้องกลัว พี่จะดูแลซุงเอง”
ไม้เดินโอบไหล่ซุงที่ร้องไห้จนตาบวมเข้าไปในโรงพยาบาล หลังจากรอผลอยู่นาน ซุงก็ได้รับการยืน
ยันว่าเป็นโอเมก้า และไม้เป็นอัลฟ่า ระหว่างทางกลับบ้านคุณพ่อคุณแม่สัญญาว่าจะเริ่มสอนเรื่องนี้
อย่างจริงจัง ซุงกับไม้นั่งกอดกันบนเบาะ ไม้ลูบหัวน้องที่ยังตัวสั่นอยู่เล็กน้อย
ยันว่าเป็นโอเมก้า และไม้เป็นอัลฟ่า ระหว่างทางกลับบ้านคุณพ่อคุณแม่สัญญาว่าจะเริ่มสอนเรื่องนี้
อย่างจริงจัง ซุงกับไม้นั่งกอดกันบนเบาะ ไม้ลูบหัวน้องที่ยังตัวสั่นอยู่เล็กน้อย
“คืนนี้ลูกต้องแยกกันนอนนะ เพื่อความปลอดภัย ไม้ ซุง ลูกมานอนกับพ่อแม่มั้ย?”
“ไม่เป็นไรครับแม่ ให้ซุงนอนห้องเราเถอะ เดี๋ยวผมลงมานอนห้องนั่งเล่นเอง ถุงนอนก็มี”
ความเปลี่ยนแปลงมันใหญ่ และเยอะมากเกินไปภายในวันเดียว สองแฝดต้องมารับรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มี
แค่ผู้ชาย ผู้หญิง แต่ยังมีสิ่งที่เรียกว่า อัลฟ่า เบต้า โอเมก้าอีก สิ่งที่ถูกกำหนดไว้และไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ ต้องยอมรับสภาพไปเท่านั้น คืนนี้เป็นคืนแรกที่ทั้งคู่แยกกันนอน แน่นอนว่าทั้งสองคน
นอนไม่หลับ เพราะอย่างนั้นซุงถึงแอบย่องลงมาที่ห้องนั่งเล่นตอนเกือบเที่ยงคืน ไม้เองที่ยังนอนไม่
หลับพอเห็นน้องลงมาก็ตกใจรีบลุกขึ้นนั่ง
แค่ผู้ชาย ผู้หญิง แต่ยังมีสิ่งที่เรียกว่า อัลฟ่า เบต้า โอเมก้าอีก สิ่งที่ถูกกำหนดไว้และไม่สามารถ
เปลี่ยนแปลงได้ ต้องยอมรับสภาพไปเท่านั้น คืนนี้เป็นคืนแรกที่ทั้งคู่แยกกันนอน แน่นอนว่าทั้งสองคน
นอนไม่หลับ เพราะอย่างนั้นซุงถึงแอบย่องลงมาที่ห้องนั่งเล่นตอนเกือบเที่ยงคืน ไม้เองที่ยังนอนไม่
หลับพอเห็นน้องลงมาก็ตกใจรีบลุกขึ้นนั่ง
“ซุง ลงมาทำไม?”
“ซุงนอนไม่หลับ ไม้เองก็ด้วยใช่มั้ย?”
“ใช่ แต่ซุงลงมาไม่ได้นะ”
“ทำไม”
“พี่ เป็นอัลฟ่า ซุงเป็นโอเมก้า ซุงไม่ปลอดภัย”
“ทำไมล่ะ”
ไม้เงียบ ตัวเขาเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก เขาแค่ทำตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกเท่านั้น โอเมก้ามี
บางอย่างที่ทำให้อัลฟ่าควบคุมตัวเองไม่ได้ และอัลฟ่าก็มีบางอย่างที่ทำให้โอเมก้าขัดขืนไม่ได้
เขารู้แค่นี้ และมันก็ฟังดูน่ากลัวพอแล้ว เพราะงั้นตอนที่ซุงลงนั่งบนโซฟาเขาถึงรีบไล่น้องให้กลับขึ้นไป
อีกครั้ง
บางอย่างที่ทำให้อัลฟ่าควบคุมตัวเองไม่ได้ และอัลฟ่าก็มีบางอย่างที่ทำให้โอเมก้าขัดขืนไม่ได้
เขารู้แค่นี้ และมันก็ฟังดูน่ากลัวพอแล้ว เพราะงั้นตอนที่ซุงลงนั่งบนโซฟาเขาถึงรีบไล่น้องให้กลับขึ้นไป
อีกครั้ง
“ซุง กลับขึ้นห้องไปเถอะ”
“ทำไม ไม้ก็ยังเป็นไม้ ไม้จะทำร้ายซุงเหรอ?”
ไม่ คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว แฝดคนน้องถึงได้พูดต่อ
“ซุงไม่อยากให้เรื่องนี้มาทำให้เราห่างกัน ซุงมีไม้อยู่คนเดียว อย่าไล่ซุงเลย”
“พี่ไม่ได้อยากไล่ซุง”
“งั้นให้ซุงนอนด้วยคนนะ”
ซุงมุดเข้ามานอนในถุงนอนกับไม้จนได้ ไม้ดึงซูนเข้ามากอดแล้วลูบหัวน้องเบาๆ
“เราจะผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ต้องกลัวนะ พี่จะไม่ทิ้งนาย”
กลิ่น กลิ่นหอมๆ นั่นอีกแล้ว ไม้ซุกหน้าลงกับกลุ่มผมของน้องชาย กลิ่นมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มือของซุง
วางอยู่บนอกของเขา เอวของซุงอยู่ในอ้อมแขนของเขา ไออุ่นจากทุกลมหายใจ กลิ่นหอมที่ฟุ้ง
กระจายออกมาเมื่อน้องขยับตัว ซุงเงยหน้าขึ้นมามองเขา และไม้ก็ได้เห็นสีหน้าของน้องที่ไม่เคย
เห็นมาก่อน ซุงเองก็คงรู้สึกเหมือนกัน แก้มน้องแดงปลั่ง ปลายนิ้วที่แตะลงมาบนใบหน้าของเขาสั่น
เทา ร่างกายของน้องร้อนขึ้นเรื่อยๆ
วางอยู่บนอกของเขา เอวของซุงอยู่ในอ้อมแขนของเขา ไออุ่นจากทุกลมหายใจ กลิ่นหอมที่ฟุ้ง
กระจายออกมาเมื่อน้องขยับตัว ซุงเงยหน้าขึ้นมามองเขา และไม้ก็ได้เห็นสีหน้าของน้องที่ไม่เคย
เห็นมาก่อน ซุงเองก็คงรู้สึกเหมือนกัน แก้มน้องแดงปลั่ง ปลายนิ้วที่แตะลงมาบนใบหน้าของเขาสั่น
เทา ร่างกายของน้องร้อนขึ้นเรื่อยๆ
“แม่ผิดเอง ถ้าไม่ใช่เพราะแม่ เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น”
คุณพ่อคุณแม่โทษตัวเอง พวกเขาร้องไห้ และกอดลูกทั้งสองไว้ คนหนึ่งในห้องนอน อีกคนที่ห้องนั่งเล่น
พวกเขาไม่อยากจะคิดว่าถ้าลงมาห้ามไว้ไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น กลิ่นหอมฉุนฟุ้งกระจายไปทั่วบ้าน
ลูกชายสองคนที่ยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต เกือบจะพลั้งพลาดเพราะความหละหลวม
พวกเขาไม่อยากจะคิดว่าถ้าลงมาห้ามไว้ไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น กลิ่นหอมฉุนฟุ้งกระจายไปทั่วบ้าน
ลูกชายสองคนที่ยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต เกือบจะพลั้งพลาดเพราะความหละหลวม
จะไม่มีการทำผิดซ้ำสองเป็นอันขาด
และความผิดซ้ำสองก็ไม่เกิดขึ้นจากคุณพ่อและคุณแม่ อย่างน้อยก็ในเรื่องนี้ แต่อีกหนึ่งความลับที่ปิดไว้
กลับมาเล่นงานชีวิตของแฝดทั้งสองแทน
กลับมาเล่นงานชีวิตของแฝดทั้งสองแทน
“คุณเป็นใครครับ?”
“ฉันเป็นปู่ของเธอ อัลฟ่าน้อย”
“คุณปู่? แล้ว คุณปู่ให้คนจับตัวพ่อกับแม่ไว้ทำไมครับ?”
“พ่อกับแม่ของเธอ เพื่อความสุขส่วนตัว เลยพากันหนีออกมาอยู่ที่ชานเมือง ทำให้เธอกับน้องไม่ได้รับ
ในสิ่งที่ควรจะได้ เงินทอง การศึกษา ฐานะ และการเป็นคนของตระกูลเรา”
ในสิ่งที่ควรจะได้ เงินทอง การศึกษา ฐานะ และการเป็นคนของตระกูลเรา”
หมายความว่ายังไง ซุงกับไม้กอดกันแน่น ซุงไม่กล้าเปิดปากสักคำ ถึงเขาจะยังไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก
แต่เขารู้สึกได้ถึงความน่ากลัวบางอย่างจากคนคนนี้ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นปู่ สองแฝดถูกนำตัวเข้าเมือง
โดยที่คุณพ่อกับคุณแม่ห้ามอะไรไม่ได้เลย ได้แค่กอดกันครั้งสุดท้ายเท่านั้น คุณแม่สะอื้นจนตัวสั่นไปหมด
สองแขนรวบกอดลูกรักไว้แน่น
แต่เขารู้สึกได้ถึงความน่ากลัวบางอย่างจากคนคนนี้ คนที่ได้ชื่อว่าเป็นปู่ สองแฝดถูกนำตัวเข้าเมือง
โดยที่คุณพ่อกับคุณแม่ห้ามอะไรไม่ได้เลย ได้แค่กอดกันครั้งสุดท้ายเท่านั้น คุณแม่สะอื้นจนตัวสั่นไปหมด
สองแขนรวบกอดลูกรักไว้แน่น
“แม่ขอโทษ เพราะแม่ ทำให้ลูกต้องเจอเรื่องแบบนี้”
เพราะแม่ พวกเขาถึงต้องเจอเรื่องแบบนี้ หลังจากนั้นเด็กทั้งสองก็ต้องจากทุ่งหญ้าและลำธารที่คุ้นเคย
เข้าสู่เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง บ้านไม้หลังเล็กกลายเป็นคฤหาสน์หินอ่อน เย็นเยียบและอึมครึม
วันแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยน้ำตา แต่เพราะมีกันและกันก็เลยผ่านมาได้ จนกระทั่งครบ
หนึ่งอาทิตย์คุณปู่ก็ประกาศว่าทั้งสองจะต้องเข้าโรงเรียน แต่จะไม่ได้ไปด้วยกัน
เข้าสู่เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง บ้านไม้หลังเล็กกลายเป็นคฤหาสน์หินอ่อน เย็นเยียบและอึมครึม
วันแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยน้ำตา แต่เพราะมีกันและกันก็เลยผ่านมาได้ จนกระทั่งครบ
หนึ่งอาทิตย์คุณปู่ก็ประกาศว่าทั้งสองจะต้องเข้าโรงเรียน แต่จะไม่ได้ไปด้วยกัน
“อัลฟ่าก็ต้องไปโรงเรียนของอัลฟ่า ส่วนโอเมก้า ก็ต้องไปสถานที่ที่เหมาะสม”
โรงเรียนประจำ ไม้กับซุงร้องไห้แทบตายเมื่อเห็นกระเป๋าเดินทางใบเขื่องสองใบในท้ายรถ โดยที่
ไม่ทันตั้งตัวทั้งสองก็เหลือเวลาแค่ยี่สิบนาทีบนรถที่จะได้อยู่ด้วยกัน ก่อนที่จะจากกันนานแค่ไหนก็ไม่รู้
ไม่ทันตั้งตัวทั้งสองก็เหลือเวลาแค่ยี่สิบนาทีบนรถที่จะได้อยู่ด้วยกัน ก่อนที่จะจากกันนานแค่ไหนก็ไม่รู้
“ไม้ ไม่เอานะ ไม่ไป ไม้อย่าทิ้งซุงนะ ไม่เอา ไม้เอาซุงไปด้วยนะ”
น้องร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร แต่ไม้มีเวลาไม่มากแล้ว และเขาต้องเข้มแข็งเพื่อจะปลอบน้อง
ให้ได้
ให้ได้
“ซุง ไม่ร้องไห้นะ ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว แบมือมาสิ”
ไม้วางก้อนหินกลมสีขาวลงบนฝ่ามือน้อง แล้วหยิบอีกก้อนจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาให้ดู
“เก็บหินนี่ไว้นะ รู้ใช่มั้ยว่าเป็นหินอะไร”
“หินจากลำธารที่เราไปเล่นด้วยกัน”
ไม้ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาน้องที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้ง ซุงสะอื้นจนใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมด ไม้ทั้งสงสาร
น้อง ทั้งปวดใจที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย
น้อง ทั้งปวดใจที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย
“ใช่ เก็บไว้ดีๆ แล้วเวลาที่คิดถึงพี่ก็กำมันไว้นะ พี่จะอยู่กับซุงตลอด ไม่ต้องกลัว พี่เองก็จะกำหินของพี่
ไว้เหมือนกันเวลาที่พี่คิดถึงนาย”
ไว้เหมือนกันเวลาที่พี่คิดถึงนาย”
“ซุงคิดถึงบ้าน ซุงไม่อยากไปโรงเรียน ซุงไม่อยากแยกกับไม้ ไม้เรากลับบ้านกันนะ”
“ไม่เอานะ ไม่งอแงนะ ซุงก็รู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ใช่มั้ย?”
“แต่ซุงไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วไม้”
“ซุง เข้มแข็งไว้นะ เราต้องผ่านมันไปให้ได้นะ”
“ไม้ ซุงรักไม้”
“พี่ก็รักซุงที่สุด อีกไม่นานเราก็จะได้กลับมาเจอกันแล้ว อดทนหน่อยนะ”
“ไม้! อย่าไป ไม้!!”
จากอาทิตย์เป็นเดือน จากเดือนเป็นปี คุณปู่ของสองแฝดไม่ได้บอกกับทั้งคู่ แต่เขาตั้งใจส่งไปอยู่โรง
เรียนประจำและไม่ให้กลับมาที่บ้านเลยตลอดช่วงมัธยมปลาย เหตุผลก็เพราะทั้งสองโตมาแบบไม่รู้
‘บทบาท’ ของตนเองมาตลอด และเขาตั้งใจจะปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมด โดยไม่สนว่าการทำอย่างนี้จะ
กระทบกระเทือนจิตใจของหลานทั้งสองอย่างไรบ้าง สามปีที่ต้องอยู่แยกกันทั้งซุงและไม้ต่างก็ทุกข์
ทรมานมาก จนในที่สุดเมื่อจบการศึกษา ทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้กลับมาที่บ้าน
เรียนประจำและไม่ให้กลับมาที่บ้านเลยตลอดช่วงมัธยมปลาย เหตุผลก็เพราะทั้งสองโตมาแบบไม่รู้
‘บทบาท’ ของตนเองมาตลอด และเขาตั้งใจจะปูพื้นฐานใหม่ทั้งหมด โดยไม่สนว่าการทำอย่างนี้จะ
กระทบกระเทือนจิตใจของหลานทั้งสองอย่างไรบ้าง สามปีที่ต้องอยู่แยกกันทั้งซุงและไม้ต่างก็ทุกข์
ทรมานมาก จนในที่สุดเมื่อจบการศึกษา ทั้งสองก็ได้รับอนุญาตให้กลับมาที่บ้าน
ซุงกลับมาถึงก่อน เขานั่งรอไม้อยู่ในห้อง มือกำก้อนหินสีขาวแน่น ผ่านมาแล้วสามปี อะไรหลายๆ
อย่างก็เปลี่ยนไปมาก ทุกๆ อย่างในชีวิตที่เคยเชื่อ เคยหวังไว้พังทลายลงหมด ความมั่นใจหดหาย
ความมั่นคงก็ไม่มี แต่มีอยู่อย่างเดียวที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือความรักที่เขามีให้กับไม้ และเขาหวังว่า
ไม้เองก็ยังเหมือนเดิม
อย่างก็เปลี่ยนไปมาก ทุกๆ อย่างในชีวิตที่เคยเชื่อ เคยหวังไว้พังทลายลงหมด ความมั่นใจหดหาย
ความมั่นคงก็ไม่มี แต่มีอยู่อย่างเดียวที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือความรักที่เขามีให้กับไม้ และเขาหวังว่า
ไม้เองก็ยังเหมือนเดิม
ซุงได้ยินเสียงรถเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าบ้านแล้ว เขาย่องไปคุกเข่าใต้หน้าต่างแล้วยกตัวขึ้นเล็กน้อยพอ
มองเห็น ไม้กลับมาแล้ว เขามั่นใจ เขาเห็นหลังอีกฝ่ายไวๆ ไม่ชัดมาก แต่ก็ไม่มีทางเป็นใครอื่นไปได้
ซุงคลานกลับมานั่งที่เตียง แต่นั่งไปครู่เดียวก็ดีดตัวขึ้นมายืน เขาหันมองเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ
ลังเลว่าจะไปนั่งดีมั้ย แต่ก็ได้แต่เดินวนไปวนมาในห้อง ทำยังไงดีนะ ทำยังไงดี กำลังจะได้เจอกัน
แล้วหลังจากรอมานาน แต่เขากังวลไปหมดเลย จนกระทั่งกลิ่นหนักๆ เหมือนดินและต้นไม้ใกล้เข้ามา
ซุงตัวสั่นไปหมด เพราะมันเป็นกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย แต่เขารู้ได้ทันที
มองเห็น ไม้กลับมาแล้ว เขามั่นใจ เขาเห็นหลังอีกฝ่ายไวๆ ไม่ชัดมาก แต่ก็ไม่มีทางเป็นใครอื่นไปได้
ซุงคลานกลับมานั่งที่เตียง แต่นั่งไปครู่เดียวก็ดีดตัวขึ้นมายืน เขาหันมองเก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ
ลังเลว่าจะไปนั่งดีมั้ย แต่ก็ได้แต่เดินวนไปวนมาในห้อง ทำยังไงดีนะ ทำยังไงดี กำลังจะได้เจอกัน
แล้วหลังจากรอมานาน แต่เขากังวลไปหมดเลย จนกระทั่งกลิ่นหนักๆ เหมือนดินและต้นไม้ใกล้เข้ามา
ซุงตัวสั่นไปหมด เพราะมันเป็นกลิ่นที่ไม่คุ้นเคย แต่เขารู้ได้ทันที
ว่ามันเป็นกลิ่นของอัลฟ่า
และไม่ได้มีแค่คนเดียว
ประตูห้องเปิดออก ผู้ชายสามคนเดินเข้ามาในห้อง มีอยู่แค่คนเดียวที่ซุงรู้จัก ถึงอีกคนจะดูเปลี่ยนไปมากก็ตาม ไม้สูงขึ้น หน้าตอบลง แต่ตัวหนาขึ้น ตอนนี้เขาดูสูงใหญ่ และมาพร้อมกับกลิ่นที่น่ากลัว ซุงไม่แน่ใจว่าเป็นกลิ่นของใครกันแน่ แต่เพราะมันปนกันมา ซุงเลยรู้แต่ว่าคนที่เข้ามาในห้องนั้นอันตราย เหตุผลง่ายๆ ก็คือ พวกเขาทุกคนเป็นอัลฟ่า ไม้ผมยาวขึ้นจนลงมาปรกคิ้ว เขาเสยมันขึ้นลวกๆ แล้วเดินมาหาน้องที่นั่งคุดคู้อยู่ข้างเตียง แต่เมื่อก้าวเข้าไปใกล้ น้องก็ขนับถอยไปอีก ไม้หยุดยืนอย่างตกใจแล้วค่อยๆ ย่อตัวลงนั่ง
“ซุง”
เขาเรียกเบาๆ น้องจ้องหน้าเขานิ่ง มือทั้งสองกำแน่นวางอยู่บนตัก ผมหยักสกถูกตัดสั้นดูเรียบร้อย แก้มกลมๆ ตอนเด็กๆ หายไปแล้วเหมือนเขา ทั้งสองโตขึ้นมาก และมีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไป แต่อะไรล่ะที่เปลี่ยน ทำไมซุงถึงเป็นแบบนี้ น้องทำเหมือนกับว่า
กลัวเขา อย่างนั้นแหละ
“ซุง ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่กอดพี่หน่อยเหรอ?”
ซุงยังคงนิ่ง แต่ตาเหลือบมองหลุกหลิกไปมา เขาแอบเห็นว่าน้องมองไปด้านหลังอยู่บ่อยครั้ง ไม้คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นแล้วค่อยๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้ น้องเป็นโอเมก้า มีอัลฟ่าอยู่ในห้องหลายคนอาจจะตกใจ กลิ่นสามารถทำอะไรกับอารมณ์เราได้หลายอย่าง จากที่เขาเรียนมากลิ่นของอัลฟ่าก็ค่อนข้างหนักหน่วงอยู่สำหรับโอเมก้า แต่ถ้าค่อยๆ คุ้นเคยกันไปก็ไม่น่ามีปัญหา”
“ไม่ต้องกลัวนะ นี่เพื่อนพี่เอง วายุกับมิว”
น้องไม่ตอบ ไม้เลยพูดต่อขณะที่มือด้านหนึ่งยันพื้นแล้วค่อยๆ เลื่อนตัวเข้าหาอีกนิด
“พี่เล่าให้พวกเขาฟัง ว่าพี่มีน้องฝาแฝดเป็นโอเมก้า พวกเขาก็เลยอยากมาดู”
ซุงสะดุ้งเล็กน้อย นั่นทำให้ไม้ชะงัก มือที่เอื้อมออกจะลูบหัวน้องชะงักกลางอากาศ ซุงชันเข่าขึ้น สายตาจ้องเพื่อนของเขานิ่งก่อนจะหลุบตาลงมองพื้น ไม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขากำลังเริ่มกลัว เกิดอะไรขึ้นกับซุง? เขารู้ว่าโอเมก้าอ่อนไหว เขารู้ว่าโอเมก้ามีปฏิกิริยาที่รุนแรง โดยเฉพาะกับอัลฟ่า และน้องก็ห่างจากเขาไปนาน แต่นี่มันแปลก น้องเหมือนกับกลัวอะไรตลอดเวลา บางทีอาจจะดีกว่าถ้าเขาค่อยๆ คุยกับน้องตามลำพัง
“วา มิว โทษที ช่วยออกไปก่อนได้มั้ย? ห้องพวกนายอยู่ด้านซ้ายติดกับห้องนี้เลย ไปเก็บของอะไรก่อนแล้วกัน”
เพื่อนทั้งสองออกไปแล้ว ซุงดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย ไม้มองหน้าน้อง พยายามสังเกตอาการต่างๆ ซุงไม่ยอมสบตาเขาเท่าไหร่ มองพื้นบ้าง มองมือตัวเองบ้าง ไม้ค่อยๆ นั่งลงกับพื้นแล้วหยิบก้อนหินออกมาจากกระเป๋ากางเกง พอซุงเห็นมันถึงได้ดูหายหวาดกลัวลงบ้าง
“ไหน เอามาให้พี่ดูซิ ของนายยังอยู่มั้ย?”
ไม้คิดว่าน้องจะหน้าบึ้งแล้วบอกว่า ‘อยู่สิ! จะทำหายได้ยังไง!’ แต่น้องแค่แบมือให้ดูว่าตัวเองกำอยู่เหมือนกันเท่านั้น ไม้ดึงมือน้องมาจับไว้ ซุงยังดูเกร็งๆ อยู่ แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้ถอยหนี นั่นเป็นสัญญาณที่ดี
“ไม่ได้เจอกันตั้งสามปี ผอมลงเยอะเลยนะ ไม่เป็นท่อนซุงเหมือนก่อนแล้ว”
น้องไม่ได้ยิ้มอย่างที่เขาคิดไว้ ไม่ได้โวยวายด้วย
“แต่แห้งไปหน่อยนะ อาหารไม่อร่อยเหรอ? ปกตินายกินง่ายออก”
“พวกเขา ให้ผมคุมน้ำหนัก”
“หือ?”
น้องตอบแล้ว ไม้โน้มหน้าเข้าไปหาอีกเล็กน้อย พยายามมองสีหน้าซุงที่ก้มหน้าอยู่ และไม้ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าน้องกำลังจะร้องไห้ เกิดอะไรขึ้น? สามปีที่ผ่านมา น้องต้องเจอกับอะไรกันแน่? ไม้รีบเช็ดน้ำตาให้น้องแล้วค่อยๆ ดึงตัวขึ้นมานั่งบนตัก แขนข้างหนึ่งโอบเอวน้องไว้ อีกมือลูบหลังเบาๆ พยายามปลอบโยนทั้งๆ ที่ในใจตัวเองก็ร้อนรุ่มไปหมด
“ไม่เอา ไม่ร้องแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว นายไม่ต้องไปสนนะ ใครจะให้นายคุมน้ำหนัก ตอนนี้นายอยู่กับพี่ พี่จะให้นายกินทุกอย่างที่อยากกินเลย ดีมั้ย?”
น่าเป็นห่วงมาก เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ซุงร้องไห้ไม่หยุด สองมือกำเสื้อเขาแน่น ไม้ได้แต่กอดน้องไว้อย่างนั้น ไม่พูด ไม่ถามอะไร จนซุงค่อยๆ หยุดร้องไปเอง ไม้อยากให้เวลาน้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเขาคิดว่ามันหนักหนาอยู่พอสมควร แต่เขาเองก็ร้อนใจมากเหมือนกัน ไม้ใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาให้น้องก่อนจะเริ่มถาม
“ซุง เกิดอะไรขึ้นที่โรงเรียนเหรอ? ทำไมคุณครูถึงสั่งให้นายคุมน้ำหนัก? เล่าให้พี่ฟังได้มั้ย”
ซุงขมวดคิ้ว ก่อนจะตอบด้วยเสียงสั่นๆ
“ไม่ใช่โรงเรียน ไม้ ซุงถูกส่งไปสถานฝึกอบรมโอเมก้า”
“ว่าไงนะ??”
“ไม่มีคุณครู มีแต่เจ้าหน้าที่ พวกเขาสั่งให้พวกเราคุมอาหาร เดินเบาๆ ห้ามโวยวาย ห้ามแสดงมารยาทที่ไม่ดี ห้ามเถียง ห้ามบ่น ห้ามออกนอกลู่นอกทาง โอเมก้าที่อยู่ในนั้นไม่ใช่นักเรียน พวกเขาเป็นนักโทษ ทุกวันเราไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ถูกสอนให้ทำตัวแบบนั้น แบบนี้ ตามที่พวกเจ้าหน้าที่สั่ง ซุงไม่มีความสุขเลยไม้”
ไม้เพิ่งรู้ความจริงที่น่าเกลียดของตระกูลจากการไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนสำหรับอัลฟ่า ทุกคนที่นั่นเป็นลูกหลานของตระกูลที่ดี มีฐานะ และถูกฝึกสอนและอบรมมาอย่างเข้มงวดตั้งแต่เด็ก ช่วงเทอมแรกก็ลำบากพอสมควร ไม้ไม่เคยแม้แต่จะเข้าเมือง อะไรๆ ก็ไม่รู้ ไม่เคยไปหมด ใหม่มากกับทุกๆ อย่าง นักเรียนที่นั่นแทบทุกคนรู้จักหรือเคยเห็นหน้ากันมาก่อนอยู่แล้ว ตามหนังสือพิมพ์ หรือตามงานเลี้ยงที่เคยไปเข้าร่วม ไม้เหมือนเป็นเหมือนคนนอกอยู่นาน เขาเพิ่งรู้จักตัวเองมากขึ้นก็ตอนอยู่ที่นั่น ตระกูลของเขาเป็นตระกูลอัลฟ่า ตระกูลที่คลั่งไคล้ในความเป็นอัลฟ่าถึงขนาดที่ลูกหลานทุกรุ่นจะมีเบต้า หรือโอเมก้าเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ ลูกสะใภ้หรือลูกเขยทุกคนจะต้องได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีเพื่อทำให้ตระกูลมีเลือดอัลฟ่าบริสุทธิ์ต่อไป
จนมาถึงรุ่นพ่อของเขา คุณพ่อเบื่อและเกลียดธรรมเนียมของตระกูลมาก เลยเลือกที่จะหนีออกจากบ้านไปอยู่ชานเมืองกับคนรักซึ่งก็คือคุณแม่ของซุงและไม้ ที่เป็นโอเมก้า ทีแรกคุณปู่ก็ตั้งใจจะตัดขาดลูกชายคนเล็กออกจากตระกูล แต่ลูกชายคนโตด่วนจากไปเสียก่อนจะมีหลาน ส่วนลูกชายคนที่สองก็มีลูกสาวหนึ่ง ลูกชายหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงพอ คุณปู่ที่ต้องการจะมีหลานชายอัลฟ่าไว้สืบสกุลมากๆ เลยต้องตามตัวหลานชายอีกสองคนที่เหลือกลับมา ถึงแม้ว่าคนหนึ่งจะเป็นโอเมก้าก็ตาม
เรื่องนี้ไม้เองก็ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน แต่ก็เป็นเรื่องที่นักเรียนหลายๆ คนเชื่อ อย่างน้อยเรื่องที่ตระกูลเขาบ้าคลั่งความเป็นเลือดอัลฟ่าบริสุทธิ์ก็เป็นเรื่องจริงแน่นอน
ถึงแม้ว่าไม้จะไม่ชอบใจปู่ตัวเอง หรือเกลียดที่ถูกต้องการตัวเพียงเพราะตัวเองเป็นอัลฟ่าก็ตาม แต่ไม้ก็พยายามอย่างที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อพ่อ แม่ และน้อง ในฐานะอัลฟ่าเขาก็ต้องการจะเข้มแข็งเพื่อปกป้องคนที่เขารัก ไม้ตั้งใจเรียนอย่างหนัก ทำกิจกรรมทุกอย่าง ถึงแม้ว่าการเรียนในโรงเรียนนี้จะหนักหนามากก็ตาม อัลฟ่าถูกตั้งความคาดหวังไว้สูง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องบุคลิก เรื่องสภาพร่างกาย เรื่องการตัดสินใจ ทุกอย่างนี้อัลฟ่าจะต้องทำให้ดีเยี่ยม เหตุผลเพียงเพราะ ‘เป็นอัลฟ่า’
กว่าไม้จะปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น ให้เรียนตามเพื่อนให้ทัน ให้ร่างกายแข็งแรงได้ ก็ทำให้เขาทั้งเครียด ทั้งกดดันอยู่มาก แต่ในที่สุดเขาก็ผ่านมันมาได้ และยังได้เพื่อนดีๆ มาสองคน เขาเคยคิดว่าซุงคงจะสบายกว่าเขามาก เพราะจากที่เรียนมา โอเมก้าดูเหมือนจะไม่มีหน้าที่อะไรมากนัก แน่นอนว่าไม่มีใครคาดหวังจะให้เป็นเสาหลักของบ้านหรือเป็นผู้นำอะไร เพราะงั้นไม้ถึงตกใจที่ต้องมารับรู้เรื่องราวของซุงอย่างนี้
“ซุงคิดถึงไม้ คิดถึงทุกวันเลย”
“พี่ก็คิดถึงนายเหมือนกัน ทุกวัน”
“ไม้อยู่ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้าง”
“เครียดนะ กดดัน แต่คงไม่มากเหมือนซุงหรอก”
“ก็ดีแล้ว ซุงไม่อยากให้ไม้ต้องมาเจออะไรเหมือนซุงหรอก”
“หิวมั้ย? พี่ซื้อขนมมาเต็มเลย มีหลายอย่างที่ซุงน่าจะชอบนะ”
น้องยิ้มแล้ว
เย็นวันนั้นสองแฝดต้องกินข้าวเย็นกับคุณปู่ ซุงทั้งกังวล ทั้งกลัว คุณปู่คือคนที่ส่งให้เขาไปอยู่ในสถานที่แบบนั้น และจากที่ไม้เล่าให้ฟัง คุณปู่น่าจะไม่ชอบเขา เพราะเขาเป็นโอเมก้า นอกจากนั้นเขายังต้องกินข้าวร่วมโต๊ะกับอัลฟ่าอีกตั้งสี่คน ถึงเขาจะรักไม้ แต่ยังไงไม้ก็คืออัลฟ่า ไม้ยังทำให้เขากลัว ให้เขาเกร็งได้โดยไม่รู้ตัว แต่อย่างน้อยในตอนบ่ายเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากแลเว ไม่เอาขนมให้เขากิน เล่าเรื่องสนุกๆ ที่โรงเรียนให้ฟัง แน่นอนว่าซุงอิจฉา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาเลือกเกิดไม่ได้สักหน่อย อย่างน้อยแค่มีไม้อยู่ข้างๆ ก็คงพอแล้ว
“ไม่กลัวนะซุง นั่งข้างพี่ ถ้านายไม่สบายใจเมื่อไหร่บอกพี่ พี่จะพานายกลับห้องเลย ดีมั้ย?”
“มะ ไม่ได้หรอกไม้ ทำแบบนั้นไม่ได้ เสียมารยาทรู้มั้ย”
“ไม่ต้องสนอะไรทั้งนั้น พี่อยากให้นายอยู่ในที่ๆ นายสบายใจและมีความสุขที่สุด เข้าใจมั้ย?”
“เข้าใจครับ”
“มา จับมือพี่ ลงไปข้างล่างกัน”
ซุงรู้ ว่าคุณปู่ไม่ได้รักพวกเขา ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกันคุณปู่ไม่เคยแสดงท่าทีว่ารักหรือเอ็นดูพวกเขาเลย คุณปู่เป็นคนที่ดูน่ากลัวและน่าเกรงขาม เหมือนผู้มีพระคุณมากกว่าคนในครอบครัว โดยเฉพาะกับเขา หลังจากที่ไม้เล่าเรื่องเกี่ยวกับตระกูลให้ฟัง เขาก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น คุณปู่คงเห็นไม้เป็นแค่อัลฟ่าที่จะมาเป็นหนึ่งในความภูมิใจของตระกูล ส่วนเขา ก็คงเป็นข้อผิดพลาดที่รกหูรกตาที่สุด เขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมคุณปู่ต้องพาตัวเขามาด้วย ทั้งๆ ที่ไม้คนเดียวก็น่าจะพอ แต่เขาก็เพิ่งจะมารู้วันนี้เอง
“หนูวายุกับหนูมิวมาเที่ยวบ้านเหรอ?”
“ครับ พวกผมกับไม้สนิทกันมาก เห็นไม้บอกว่ามีน้องชายฝาแฝด พวกผมก็เลยอยากมาเจอ”
“ก็ดีนะ รู้จักกันไว้ พ่อแม่พวกหนูลุงก็รู้จัก คงไม่มีปัญหาอะไร”
ซุงนั่งตัวแข็ง คุณปู่เหลือบมามองหน้าเขาครั้งแรกตั้งแต่นั่งร่วมโต๊ะกัน วายุกับมิวยังคงยิ้มน้อยๆ ตามมารยาทในขณะที่ไม้เพิ่งจะเริ่มเข้าใจ ว่าการที่เขาพาเพื่อนที่เป็นอัลฟ่า ‘มาเจอ’ น้องที่เป็นโอเมก้าถึงบ้านหมายความว่ายังไง เขาเอื้อมมือมาจับมือซุงใต้โต๊ะ มิน่าล่ะน้องถึงได้ดูตื่นกลัวตอนที่เขาบอกว่าพาเพื่อนมาหา มิวกับวายุเองก็มาจากตระกูลที่ดี คุณปู่คงคิดจะจับคู่ให้ซุงกับเพื่อนของเขาแน่ๆ
“ไม้ เรื่องมหาวิทยาลัยปู่จัดการเรียบร้อยแล้ว เริ่มเรียนเดือนหน้า เรียนในเมืองนี่แหละ ไม่ต้องไปไกลๆ แล้ว”
“ซุงเรียนที่เดียวกับผมรึเปล่าครับ?”
คุณปู่ทำสีหน้าบางอย่าง ที่ทำให้ซุงรีบก้มหน้าและไม้บีบมือน้องแน่น
“มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่สำหรับอัลฟ่าเท่านั้น โอเมก้าจบจากสถาบันแล้วก็จบกัน”
“แล้วหลังจากนี้น้องจะทำอะไรต่อครับ?”
คุณปู่เหลือบมองวายุและมิวก่อนจะหันมายิ้มให้ไม้
“เตรียมตัวแต่งงาน แล้วก็มีเหลนให้ฉันน่ะสิ”
ไม้แทบจะอยากจะลุกขึ้นต่อยปู่ตัวเอง แต่เขารู้ดีว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ พอกลับขึ้นมาบนห้องเขาก็ดึงน้องมากอดแน่น เขารู้แล้ว รู้แล้วว่าซุงต้องเจอกับสถานการณ์แบบไหน แค่ฟังนิดเดียวเขาเองยังทนไม่ได้ แล้วซุงล่ะจะรู้สึกยังไง มิวและวายุเคาะประตูขอเข้ามาในห้อง ไม้ดึงน้องมานั่งบนโซฟาด้วยกันในขณะที่เพื่อนทั้งสองนั่งลงบนโซฟาอีกตัว
“นายก็คงรู้แล้วว่าปู่นายตั้งใจจะจับฉันหรือมิวให้คู่กับน้องของนาย”
“พวกนายเอง รู้ตั้งแต่ก่อนจะมาแล้วรึเปล่า?”
“จริงๆ พ่อแม่ฉันก็มีพูดอยู่บ้าง บ้านนายน่ะมีชื่อเสียงที่ดี ถึงความคิดจะทุเรศไปหน่อย แต่ก็เป็นบ้านที่มีชื่อเสียง ฐานะ แล้วก็เป็นสายเลือดที่มีแต่คนเก่งๆ ทั้งฉลาด ทั้งแข็งแรง-”
“ก็เลยจะมาเอาน้องฉันไปรึไง!?”
“ฟังก่อนสิเห้ย! อย่าพึ่งโมโห! เราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้ว? คิดว่าฉันจะทำอะไรแบบนั้นรึไง?”
ไม้ถอนหายใจหนัก แต่ก็ยอมขอโทษวายุ เขารู้ดีว่าเพื่อนของเขาทั้งสองแค่อยากจะช่วยเขาเท่านั้น มิวที่นั่งเงียบอยู่นานเป็นคนพูดต่อ
“ปกติบ้านนายมีแต่อัลฟ่า แล้วยังคัดแค่อัลฟ่าที่เป็นผู้หญิงมาจากตระกูลดีเท่านั้นมาเป็นสะใภ้ บางทีถึงขนาด-”
“ที่พวกฉันจะพูดก็คือ ถ้าคุณปู่นายประกาศเรื่องน้องนายขึ้นมาเมื่อไหร่ มีอัลฟ่าจากสิบๆ ครอบครัวมารอต่อแถวแน่นอน และนายจะห้ามยังไงปู่นายก็คงไม่ฟังอยู่แล้ว”
ไม้ดึงซุงมากอดแน่น หวง เขาหวงน้องมาก น้องที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิด น้องที่รักและดูแลมาอย่างดี ถึงก่อนนี้จะทะเลาะกันไปบ้าง แต่พอถูกพามาที่นี่เขาก็รู้ว่าเขาขาดน้องไม่ได้ ตลอดสามปีที่ต้องแยกกัน กว่าจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เขาก็ต้องเสียน้องไปให้ใครก็ไม่รู้อย่างนั้นเหรอ?
“เพราะงั้น มันไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าอัลฟ่าที่จะมาดูแลน้องนาย จะเป็นคนที่นายรู้จักดีอยู่แล้ว อย่างพวกเรา”
ไม้มองหน้าเพื่อนทั้งสองอย่างตกใจ แต่พอเขาค่อยๆ คิด เขาก็เริ่มเข้าใจว่ามันคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ถึงเขาจะไม่ยอมให้น้องไปเป็นของเพื่อน ยังไงคุณปู่ก็ต้องพาน้องไปให้ใครคนอื่นอยู่แล้ว เพราะงั้นคงดีกว่าถ้าจะเป็นใครที่ไว้ใจได้ ใครที่เขามั่นใจว่าจะไม่ทำร้ายน้อง
เพราะยังไงเขาก็เก็บน้องไว้กับตัวไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะต้องการแค่ไหนก็ตาม
“ไม้ ไม้จะทิ้งซุงเหรอ?”
น้องถามเขาเสียงเบา ไม้ยกมือขึ้นลูบผมฟูๆ ของน้องเบาๆ นิ้วลูบลงมาที่แก้มก่อนจะวกขึ้นไปเกลี่ยน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอออก ไม้โน้มหน้าเข้าจูบหน้าผากน้องเบาๆ
“ไม่มีวัน พี่ไม่มีวันทิ้งซุง แต่ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ คุณปู่อาจจะพาซุงไปจากพี่จริงๆ เข้าใจมั้ย?”
“แล้ว จะเป็นใครดีล่ะ?”
วายุพูดขึ้นมาทำให้ซุงและไม้หันไปหาพร้อมกัน ไม้มองหน้าเพื่อนทั้งสองอย่างพิจารณา วายุเป็นคนหน้าดุ ตาคมๆ กับผิวสีซีดๆ ร่างกายดูเหมือนจะเก้งก้าง แต่จริงๆ แล้วแข็งแรงมาก วายุเป็นคนเงียบๆ แล้วก็พูดจาขวานผ่าซาก อาจจะทำให้ซุงกลัว และอึดอัดได้ แต่ในขณะเดียวกัน วายุก็เป็นคนละเอียด และเอาตัวรอดเก่ง น่าจะปกป้องซุงได้ดี ส่วนมิว เป็นคนตัวสูงใหญ่ ผิวสีเข้ม นอกจากจะแข็งแรงกว่าวายุแล้ว มิวยังเป็นคนใจดี ดูแลคนอื่นเก่ง เอาใจใส่ แล้วก็อ่อนโยน แต่หลายๆ ครั้งมิวก็เป็นคนหัวอ่อนจนเกินไป คุณครูที่โรงเรียนพูดอยู่ประจำว่ามิวเหมือนอัลฟ่าแค่ร่างกายภายนอกเท่านั้น แต่เรื่องความเด็ดขาดนั้นไม่มีเลย เขาก็ไม่รู้ว่ามิวจะปกป้อง ดูแลซุงได้แค่ไหน
“หรือให้ซุงเป็นคนเลือกเองดีมั้ยล่ะ? ยังไงก็ชีวิตเขา”
ไม้ก็อยากจะให้น้องได้เป็นคนตัดสินใจเองเหมือนกัน เพราะคนที่ต้องไปอยู่กับเพื่อนเขาก็คือน้องเอง แต่น้องไม่รู้จักเพื่อนทั้งสองของเขาสักหน่อย เพราะงั้นคงเลือกไม่ได้หรอก
“ฉันว่า คุณปู่คงยังไม่รีบมาก อย่างน้อยสองสามอาทิตย์นี้ ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ฉันจะให้ซุงทำความรู้จักกับพวกนายไปก่อนแล้วกัน พวกนายช่วยอยู่ที่นี่นานหน่อยได้มั้ย?”
“ได้สิ ไม่ได้อยากกลับบ้านเท่าไหร่อยู่แล้ว”
อย่างน้อย ช่วงเวลาสองสามอาทิตย์นี้เขาก็จะได้อยู่กับน้องทุกวัน เขาคงพอทำให้น้องสบายใจขึ้นบ้าง และเขาคงต้องวางแผนดีๆ จะทำยังไงให้เขาและน้องรอดพ้นจากคุณปู่ เพราะเขาไม่มีทางยอมให้น้องต้องมีลูกให้คุณปู่ทั้งๆ ที่ไม่ต้องการหรอก
No comments:
Post a Comment