Friday, 2 March 2018

Driving Lesson #minsoon

“เรียนขับรถ?”

“อื้อ เรียนจบแล้วก็ว่างแล้วไงฉันจะได้รับส่งนายได้ด้วย เวลานายไปทำงานที่ไหนยังไง-”

“ฮื้อออ ซูนนนนน"

“หยุดๆ อย่าเลย เดี๋ยวเขาก็มาแล้ว"

“ครูสอนขับรถเหรอ? เรียนวันนี้เลยเหรอ? เร็วจัง"

“อื้อ ก็ คุยๆ กันแล้วว่างพอดีก็เลยเรียนเลย"

“คุยๆ กัน? กับครูอะนะ?”

“อื้อ ก็ จริงๆ ก็เพื่อนฉันเองนี่แหละ เพื่อนสนิทเลย มันขับรถมาหลายปีแล้ว ขับดีใช้ได้ฉันเลยให้มาสอนน่ะ"

“แล้วไม่ต้องไปเรียนกับที่โรงเรียนเหรอฮะ? แบบนี้ไม่อันตรายเหรอ?”

“ไม่หรอก มันจะพาไปขับวนแถวลานว่างน่ะ ถึงฉันจะเหยียบมิดก็ใช้เวลาห้านาทีกว่าจะชนกำแพง ยังไงก็น่าจะหยุดทันนั่นแหละ เขาว่ามางี้นะ"

“เหรอ~”

คงเพราะเป็นเพื่อนสนิทกันซูนยองเลยไม่เปลี่ยนชุด ใส่เสื้อยืดสีเขียวอ่อนตัวเน่ากับกางเกงบอลเดินลากรองเท้าแตะออกไปหน้าบ้านก่อนจะโดนเพื่อนไล่ให้กลับใส่รองเท้าผ้าใบเพราะรองเท้าแตะจะทำให้ขับรถลำบาก มินกยูอาศัยจังหวะซูนยองก้มเปลี่ยนรองเท้ารีบกระโจนขึ้นรถไถลลงมานอนบนเบาะหลังได้อย่างเท่สุดๆ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเพื่อนของซูนยองปรายตามามองจากที่นั่งคนขับอยู่แล้ว มินกยูจ้องอยู่ครู่หนึ่งก็จำได้ นี่เป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทสองคนของซูนยอง ก๊วนตาตี่ที่เขาแอบตั้งชื่อให้ มีพี่เตี้ย พี่สูง แล้วก็พี่อ้วน ซึ่งก็คือซูนยองนั่นเอง คนนี้คือพี่สูง

หน้าตาเย็นชาเป็นบ้าเลยแฮะ

“มาแล้วๆ โทษที- เห้ย มินกยู ขึ้นมาทำไมเนี่ย"

“แฮ่ๆ ขอไปด้วยน้า อยากรู้ว่าซูนขับรถเป็นไงอะ"

“ควรจะขอฉันมากกว่ามั้ย นี่รถฉัน อยู่ๆ ก็กระโดดขึ้นมายังไม่ได้อนุญาตสักคำ"

มินกยูหูลู่หางลู่ทันที ก็ยอมรับแหละว่าเขาอาจจะไม่มีมารยาทนิดหนึ่งที่ขึ้นรถมาโดยไม่ถามเจ้าของก่อน แต่ก็ คิดว่าเป็นเพื่อนกับซูนยองไม่น่าจะต้องเกรงใจอะไรมาก คิดว่าเล่นๆ ด้วยได้ เขาคงคิดผิด ซูนยองพอเห็นมินกยูหน้าสลดหดหู่ไปก็รีบเอื้อมมือไปลูบหัว เขารู้ว่าวอนอูค่อนข้างถือเรื่องพวกนี้ ก็เพื่อนเขาน่ะโลกส่วนตัวสูง แน่นอนว่าไม่ชอบให้ใครมาก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตแบบนี้

หรือจริงๆ เขาเข้าข้างน้องมากไป ไอ้การกระโดดขึ้นรถคนอื่นไม่ขออนุญาตนี่ก็ออกจะเกินไปนิดหนึ่ง

“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะรู้มั้ย วอนอู ขอโทษแทนมินกยูด้วยนะ เอ่อ มินกยูนายรออยู่บ้านนะ-”

“รัดเข็มขัดดีๆ ด้วย"

“เย้ย"

มินกยูยังไม่ทันจะลงจากรถวอนอูก็กดล็อครถแล้วขับออกไปก่อนแล้ว มินกยูกระพริบตาปริบๆ มองหน้าซูนยองที่ดูงงพอกัน แต่ขับออกมาแบบนี้แล้วก็คงหมายความว่าให้ไปด้วยได้นั่นแหละนะ ทีแรกมินกยูคิดว่าจะได้คุยเล่นอะไรไปเรื่อยระหว่างทางแต่กลายเป็นเงียบฉี่ไปเพราะเขากลัวหัวหดไปแล้วเรียบร้อย ซูนยองเหลือบมองน้องชายที่นั่งตัวเกร็งแล้วก็เลยเริ่มชวนเพื่อนคุย

“ช่วงนี้ทำอะไรบ้าง? หางานรึยัง?”

“ดูๆ อยู่ แต่ยังไม่แน่ ขอพักก่อน"

“เหมือนกัน กว่าจะจบได้ เหนื่อยเนอะ"

“อือ"

“เออ ยังไม่ได้แนะนำเลย เคยเจอกันแล้วรอบหนึ่งแต่ไม่รู้จะกันได้มั้ย นี่มินกยูนะ น้องฉันเอง มินกยูนี่วอนอู เพื่อนฉัน"

“นายพูดถึงเด็กนี่บ่อยจะตาย จะจำไม่ได้ได้ยังไง"

“ก็ แค่พูดถึงนี่เคยเจอแค่ครั้งเดียวเองมั้ง"

“เด็กที่พุ่งออกมาจากบ้านนายมันจะยังมีคนไหนไปได้อีก"

“เออน่า บ่นจริง แล้วนี่เอารถที่บ้านมาให้ฉันฝึกขับไม่กลัวฉันทำพังรึไง"

“นายจะไม่ได้ขับชนอะไรทั้งนั้นแหละซูนยอง"

“มั่นใจจัง ฉันยังไม่มั่นใจในตัวเองเลย"

รู้สึกเหมือนเป็นตัวประกอบเลยแฮะ มินกยูได้แต่นั่งฟังซูนยองคุยกับเพื่อนไปเรื่อยๆ เขาไม่เคยได้ยินซูนยองคุยกับเพื่อนยาวๆ แบบนี้มาก่อนเลย รู้สึกต่างจากซูนยองเวลาอยู่กับเขานิดหน่อย แต่บอกไม่ถูกว่าตรงไหน เพื่อนคุยกันเขาก็ไม่อยากขัด มินกยูเลยกดโทรศัพท์เล่นแทน เล่นเกมส์นู่นนี่ไปเรื่อย รู้ตัวอีกทีก็มาถึงลานว่างที่ซูนยองจะฝึกขับแล้ว พอซูนยองลงนั่งที่คนขับมินกยูก็อดตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้

รู้สึกเหมือนจะขึ้นรถไฟเหาะยังไงไม่รู้

“นี่เกียร์ n ว่าง r ถอย d ไป พวงมาลัยหมุนซ้ายไปซ้ายหมุนขวาไปขวา เบรคซ้ายคันเร่งขวา เหยียบเท้าขวาเท้าเดียว ไฟเลี้ยวอยู่ขวา ขึ้นบนไฟขวาลงล่างไฟซ้าย กระจกข้างดูด้วย กระจกมองหลังปรับเอา มาเริ่มกันเลย-”

“มาเริ่มกันเลยบ้าอะไรว้อย!! พูดติดกันเป็นพืดแบบนี้ใครจะไปจำได้ เดี๋ยวพูดใหม่สิฉันจะจดโน้ต"

“จดทำบ้าอะไรตอนขับจะอ่านไปด้วยมั้ยล่ะหรือจะเอาโพสอิทแปะเพดานรถ"

“จะบ้ารึไงใครจะไปอ่านไปขับไป แต่แค่จดไว้โว้ยจะได้อ่านทวนคืนนี้"

“นี่มันไม่ใช่สอบนะไอ้โง่เง่าเต่าตุ่น ขับไปเดี๋ยวก็จำได้เองไอ้หัวปลา"

ทำไมต้องหัวปลา????

“มันเป็นคำด่าภาษาเยอรมันน่ะมินยู-”

“อ่าว นี่ผมพูดออกมาเหรอเนี่ย"

“ดุม ดุมทั้งพี่ทั้งน้อง"

“อย่าว่ามินกยู! ไอ้แว่นบาาาากะ!”

มินกยูอยากจะห้ามเหมือนกัน แต่ดูท่าทางจะทะเลาะกันเป็นปกติอยู่แล้วเขาเลยพยายามทำตัวเล็กๆ นั่งแอบๆ อยู่เบาะหลังแทน กว่าจะด่าสารพัดภาษากันเสร็จก็ผ่านไปราวสิบนาที วอนอูดันแว่นขึ้นจมูกแล้วเบะปากใส่เพื่อนทั้งๆ ที่ยังหน้าตายอยู่ ในขณะที่ซูนยองแสดงสีหน้าอย่างเต็มที่ทั้งคิ้วทั้งจมูกทั้งปากแต่ตาเล็กไปหน่อยเลยไม่เห็นว่าเป็นยังไงบ้างแก้มดันหมด มินกยูเกาะเบาะคนขับให้กำลังใจพี่เต็มที่แต่อยู่ๆ ก็กระเด็นกลับไปชนพนักเบาะตัวเอง นั่งเอ๋ออยู่ครู่หนึ่งถึงรู้ว่าเมื่อกี๊ซูนยองเหยียบคันเร่งกระชาก 'ไปหน่อย'

“ไอ้หัวปลา! ไอ้มะเขือเทศ! เหยียบคันเร่งแบบนั้นได้ไง! ค่อยๆ สิ ค่อย- อั่ก! ควอน ซูนยอง!!! ค่อยๆ เป็นมั้ย ค่อยๆ!!”

“กะก็พยายามอยู่นี่ไงเล่าปัดโธ่!”

“ค่อยๆ! ค่อยๆ! ทีนี้ลองหมุนพวงมาลัยไปทาง- ค่อยๆ!!”

“ก็พยายามอยู่นี่ไงเล่าก็กดนิดเดียวแล้วมันไม่ขยับก็ต้องกดมากสิวะ!”

“ใจเย็นๆ ได้มั้ย! เดี๋ยวมันก็ไปเอง! จะรีบไปชนกำแพงรึไง!”

“อุรุซาาาาาาาาาาาายยยยยยยยยยยยยย!!!”

“ดูเอ้าาาาาาาาาาาาคคคคคคคคคคคคคค!!”

มินกยูไม่เคยดีใจที่ได้ลงจากรถมากเท่านี้มาก่อน หลังจากกระฉึกกระฉักกันอยู่ชั่วโมงกว่าวอนอูก็กระชากซูนยองลงจากที่นั่งคนขับแล้วขับมาร้านอาหารอย่างเกรี้ยวกราด แต่ขนาดเกรี้ยวกราดแบบขบฟันดังกรอดๆ แล้วก็ยังขับนุ่มว่าซูนยองอีก ปกติแล้วมินกยูก็ไม่ได้รู้สึกว่าซูนยองไม่เก่งอะไรเป็นพิเศษ เรียนก็ดี ไม่มีวิชาไหนแย่เป็นพิเศษ เล่นกีฬาก็พอได้ วิ่งก็เก่ง แต่วันนี้เขาค้นพบแล้วว่าซูนยองห่วยอะไร ขับรถนี่แหละ ใช่เลย วอนอูจอดรถอย่างมืออาชีพแล้วเดินนำเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดูหรูระดับหนึ่ง ซูนยองก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเองแล้วหันไปมองมินกยูที่เปลี่ยนจากกางเกงบอลเป็นกางเกงยีนส์ก่อนออกจากบ้านแล้ว น้องชายกลั้นขำแทบไม่ไหวเมื่อมองสภาพพี่ชายสลับกับหน้าตาร้านอาหาร ซูนยองหน้าบูด ตีมินกยูไปทีหนึ่งแล้วก้าวเร็วๆ เข้าร้านอาหารไป

“ชาเขียวร้อนนะครับ ปวดหัวจะแย่แล้ว"

“ปะ ปัดโถ่ ก็ไม่ได้ตั้งใจนี่"

ซูนยองจ๋อยพอดูเลยแหละ ก็คงค้นพบพร้อมเขานี่แหละว่าตัวเองห่วยอะไร มินกยูที่นั่งฝั่งเดียวกันดึงมือพี่มาจับใต้โต๊ะแล้วยิ้มกว้างใส่ถึงตัวเองก็ปวดหัวอยากอ้วกเหมือนกัน ซูนยองยิ้มอ่อนให้น้องแล้วใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือน้องเบาๆ ในขณะที่วอนอูเช็ดแว่นอยู่ โต๊ะของพวกเขาอยู่ในโซนที่ค่อนข้างส่วนตัว มินกยูมองซ้ายขวาเห็นว่าไม่มีคนแล้วก็ยื่นหน้าไปหอมแก้มพี่ทีหนึ่ง ซูนยองยิ้มแล้วหอมแก้มน้องคืน

“เกรงใจกันบ้างก็ได้"

“อ่าว มองเห็นเหรอ?”

“ฉันตาสั้น ไม่ได้ตาบอด"

ซูนยองไม่ได้มีท่าทีเครียดเหมือนทุกทีที่มีคนจับได้ แล้ววอนอูเองก็ดูไม่ได้ตกใจอะไร มินกยูเลยคิดว่าซูนยองน่าจะบอกเพื่อนเรื่องเขาแล้ว เพราะงั้นเขาเลยเอนหัวซบไหล่ซูนยอง ออดอ้อนเต็มที่ถึงวอนอูจะใส่แว่นแล้วก็ตาม ซูนยองก็ไม่ได้ว่าอะไรแถมยังลูบหัวเขาอีกต่างหาก เอาจริงๆ มินกยูก็ไม่ได้อยากอ้อนอะไรนักหนาแต่มึนหัวจริงๆ

“สรุปว่าเป็นแฟนกันแล้วสิ ใช่มั้ย?”

“ก็ อื้อ"

“ก็ดี"

“เหรอ?”

“มีอะไรไม่ดี? รักกันก็ดีแล้วนี่"

มินกยูชักจะเริ่มชอบพี่ตัวสูงคนนี้แล้ว พูดได้ดี

วอนอูกินข้าวหน้าปลาดิบ คีบกินเป็นคำๆ ในขณะที่สองพี่น้องกินคัตสิด้ง ยัดใส่ปากเป็นกองๆ วอนอูหรี่ตามองอยู่เป็นพักๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะก็ไม่ได้เลอะเทอะอะไรมาก มินกยูอมยิ้มแก้มตุ่ยแล้วหันไปพยักหน้าเร็วๆ ให้ซูนยองที่พยักตอบกลับมาให้ ทั้งสองคนตกลงกันโดยที่ไม่ต้องพูดออกมาว่าที่นี่จะเป็นร้านประจำเวลาอยากกินข้าวหมูทอดได้เพราะอร่อย ถึงราคาจะแพงไปหน่อยก็ตาม เก็บไว้กินในโอกาสพิเศษก็ยังพอไหว

“จะอมข้าวพยักหน้ากันอีกนานมั้ย กินๆ ลงไป"

“อ้ออัน-”

“เคี้ยว ข้าว ให้ หมด แล้ว ค่อย พูด"

นี่มันประโยคที่ปกติซูนยองจะเป็นคนดุมินกยู แต่วันนี้กลับมาโดนซะเอง มินกยูหัวเราะออกมาก่อนจะรีบหยิบทิชชู่มาอุดปากตัวเองไว้เมื่อวอนอูเริ่มทำหน้ายักษ์ ซูนยองเองก็หัวเราะออกมาเหมือนกัน มินกยูยิ้มมองวอนอูที่ปาทิชชู่ใส่หน้าเพื่อน เขาว่าเขารู้แล้วล่ะซูนยองเวลาอยู่กับเพื่อนต่างจากเวลาอยู่กับเขายังไง ซูนยองดูปล่อยตัวมากกว่า ทำตัวตามสบาย บ้าๆ บอๆ ได้ เหมือนกับว่าเวลาอยู่กับเขาซูนยองต้องพยายามทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีตลอด พอได้มาเห็นมุมนี้บ้างก็แปลกดีเหมือนกัน

“ไอศกรีมชาเขียวถั่วแดงครับ"

“ขอเป็นสามที่ครับ"

วอนอูหรี่ตามองสองพี่น้องที่กินคัตสึด้งชามยักษ์หมดเกลี้ยงแล้วยังจะสั่งขนมหวานต่อ จริงๆ ก็มองไปงั้นแหละ วอนอูรู้อยู่แล้วว่าซูนยองกินจุ ยิ่งหลังๆ มานี้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายตัวก็ยิ่งกลมขึ้นทุกวันๆ ซูนยองเห็นเพื่อนมองไล่มาที่พุงก็รีบยกแขนขึ้นมาปิดทันทีก่อนจะแยกเขี้ยวใส่

“ทำไมๆ มองอะไร"

“มองหมูอ้วนที่ยังกินจุไม่เลิก"

“ทะทำไม! อ้วนแล้วทำไม! นายสิผอมเกินไป ไอ้ไส้ดินสอกด0.5 HB”

เป็นการด่าที่ประหลาดมาก

“ก็ยังดีกว่านาย ไอ้สีเทียน"

“สะสีเทียนแล้วทำไม"

“แท่งหนา แล้วก็มันเยอะ"

“มะมันเยอะเรอะ! ดีกว่านายอะ ไอ้ไส้ดินสอขี้โรคแตะนิดเดียวก็หัก-”

“ไอศกรีมชาเขียวถั่วแดงสามที่ค่ะ"

ขนมที่นี่ก็อร่อย มินกยูหันไปพยักหน้ารัวๆ กับซูนยองอีกรอบหลังจากกินไปได้ครึ่งหนึ่ง สองพี่น้องพยักหน้ายิ้มแป้นกันอยู่อย่างนั้นจนวอนอูต้องใช้ช้อนเคาะถ้วยแรงๆ ด้วยความหงุดหงิดรำคาญ หลังจากกินกันเสร็จเรียบร้อยวอนอูก็บอกให้เดินเล่นกันก่อน ไม่อย่างนั้นด้วยฝีมือขับรถของซูนยองแบบนี้ ทุกคนต้องอ้วกบนรถแน่ และเขาก็ไม่อยากทิ้งรถโดยไม่จำเป็น ซูนยองหน้าบูดตลอดทางที่วอนอูขับกลับมาที่ลานว่าง

“เดินเล่นอะไรดี ลานนี่มันไม่มีอะไรเลย"

“ก็มีที่ไง ที่น่ะ เขาเอาไว้ให้เดิน หรือมันง่ายไปจะเอาเขาวงกตรึไง"

“ฮ่าๆๆๆๆๆ"

มินกยูขำออกมาอย่างไม่ปิดบังทำให้ซูนยองกระโดดมาตีไหล่เขาแรงๆ ทีหนึ่ง ปกติเขาไม่เคยเห็นซูนยองโดนเหน็บรัวขนาดนี้มาก่อน พอได้มาเห็นแบบนี้ก็คิดว่าปกติเวลาอยู่กับเพื่อนๆ ซูนยองต้องโดนแกล้งบ่อยๆ แน่ แล้วมันก็อดขำออกมาไม่ได้ อยู่กับเขาดูเป็นพี่ที่พึ่งพาได้ ดีสารพัด แต่พออยู่กับเพื่อนก็เป็นคนขับรถไม่ได้เรื่องที่ชอบโดนกวนแบบนี้เอง

“ซูนอะ มามาวิ่งเล่นกัน"

“เพิ่งกินข้าวมาเดี๋ยวก็ไส้ติ่ง-”

“นั่งรถมาก็ยี่สิบนาทีแล้วอะซูนนน มา วิ่งเหยาะๆ ก็ได้"

“น่าเบื่อออก"

“จะเอาสนุกแค่ไหนล่ะนี่ไม่ใช่เกมส์เซนเตอร์นะ"

“ไอ้เจ้าวอนอู!”

“น่าๆ ซูน งั้นวิ่งไล่จับกันก็ได้ เอาม้า?”

“ไอ้เด็กนี่ก็ปัญญาอ่อนอีกคน"

“อะ อ่าว"

“ฮ่าๆๆๆ"

สุดท้ายวอนอูก็กลับเข้าไปนั่งเล่นโทรศัพท์ในรถยี่สิบนาทีระหว่างที่สองพี่น้องวิ่งเล่นอยู่ข้างนอก มินกยูจับมือซูนยองพาวิ่งไปรอบๆ จะว่าปัญญาอ่อนก็ปัญญาอ่อนอยู่หรอก แต่ซูนยองก็ไม่ได้มาออกกำลังนานแล้ว ได้วิ่งเด๋อๆ กับมินกยูก็สนุกดี ยิ่งน้องชายวิ่งไปหัวเราะไปเขาก็ยิ่งอยากจะวิ่งด้วย เวลามินกยูยิ้มน่ะน่ารักที่สุดเลย วิ่งไปวิ่งมามินกยูเริ่มคึกและอยากจะโรแมนติคก็เลยดึงตัวซูนยองเข้าหาแล้วย่อตัวลงกอดช่วงเอวจะอุ้มหมุนไปรอบๆ แต่ยังไม่ถึงครึ่งรอบก็หนักจนรู้สึกเหมือนหลังเดาะ ร้องโอดโอยเสียงดังแล้วล้มกลิ้งไปทั้งคู่ ซูนยองทั้งอายทั้งขำทั้งตกใจ ลุกขึ้นนั่งแล้วประคองมินกยูให้ลุกขึ้นมาดีๆ

“เป็นอะไรมั้ยเนี่ย? เจ็บตรงไหนมั้ย?”

“จะ เจ็บหลังอะ โอย"

“เจ็บแบบไหน? พอขยับได้มั้ย? ไหนลองบิดตัวหน่อย”

“อะ โอ้ย ก้มตัวแล้วเจ็บนิดหน่อยอะ แต่ไม่คิดว่าเคล็ดนะซูน"

“เห้อ เด็กบ้านี่ ทำไมอยู่ดีๆ อุ้มล่ะเนี่ย? ก็รู้อยู่ว่าฉันอ้ว- หนัก"

“ก็ซูนน่ารักอะ"

ซูนยองยิ้มอ่อนอย่างเหนื่อยใจแล้วลูบผมน้องชายเบาๆ มินกยูยิ้มกว้างใส่แล้วโน้มหน้ามาจูบเบาๆ อยู่สามสี่ที ซูนยองดึงแก้มน้องพอให้หายมันเขี้ยวแล้วค่อยๆ ประคองให้ลุกขึ้นยืนดีๆ พอหันกลับไปมองก็เจอวอนอูยืนพิงรถหน้าตายอยู่ก่อนแล้ว

“ต้องให้เรียกรถพยาบาลมั้ย? แบกหมูน่าจะเจ็บหนักอยู่"

“จอนวอนอู!!!”

พอขึ้นรถมาอีกครั้ง วอนอูก็ดึงเบรคมือขึ้นก่อนแล้วย้ำกับซูนยองอีกรอบ ค่อยๆ เหยียบ ค่อยๆ ปล่อย ทั้งเบรคทั้งคันเร่ง ซูนยองพยักหน้าเข้าใจ แต่จะทำได้รึเปล่ามินกยูเองก็เดาไม่ถูกเหมือนกัน เขาเอนตัวมาเกาะเบาะคนขับแล้วหอมแก้มให้พี่ชายไปหนึ่งที ซูนยองยิ้มแล้วหันหน้ามาหอมกลับ วอนอูพ่นลมหายใจแรงๆ อย่างรำคาญ แต่สองพี่น้องก็ยังหอมซ้ายหอมขวากันอยู่นั่นจนเขาดึงเบรคมือลงเสียงดังถึงจะยอมหยุด ซูนยองเหยียบเบรคแล้วเปลี่ยนเป็นเกียร์ D มินกยูและวอนอูจ้องที่เท้าขวาของซูนยองนิ่ง

ซูนยองกลืนน้ำลายลงคอ แล้วค่อยๆ ยกเท้าขึ้น รถขยับไปข้างหน้าเล็กน้อย

“ชะใช้ได้นี่ซูน!”

“นี่มันแค่ปล่อยเบรค อย่าเพิ่งตื่นเต้น"

“ตะแต่ก็ถือว่าดีไม่ใช่เหรอ?”

“เอาล่ะ ทีนี้ลองเหยียบคันเร่- อั่ก"

“โอ้ย! ซูนนน"

วอนอูและมินกยูตัวกระแทกพนักทั้งคู่ วอนอูขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังขนาดได้ยินเสียงลอดออกมาจากปากก่อนจะยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วตะโกนเสียงดัง

“ควอนซูนยอง!!! เข้าใจคำว่าค่อยๆ มั้ย ค่อยๆ น่ะ ควอนซูนยองงงงงงงงงงงงง!!!!!”

“อุรุซายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!”



มินกยูว่า เดี๋ยวเขาเรียนขับรถดีกว่า ขืนปล่อยให้ซูนยองเป็นคนขับล่ะก็ เขาคงได้อ้วกก่อนจะถึงที่หมายแน่

No comments:

Post a Comment